29 September 2009

News Update : 29/09/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 124.17 จุดขานรับข่าวควบรวมกิจการ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 49 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (28 ก.ย.) เพราะได้รับแรงหนุนจากข่าวควบรวมกิจการของบริษัทหลายแห่ง รวมถึงบริษัท แอ๊บบอต ลาบอราทอรีส์ บริษัท ซีร็อกซ์ คอร์ป และบริษัท จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดพุ่ง 124.17 จุด หรือ 1.28% แตะที่ 9,789.36 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 18.60 จุด หรือ 1.78% แตะที่ 1,062.98 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 39.82 จุด หรือ 1.90% แตะที่ 2,130.74 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 979.3 ล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 4 ต่อ 1 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 1.92 พันล้านหุ้น

มาร์ค คอฟเฟล์ท นักวิเคราะห์จากบริษัท Empiric Funds ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส กล่าวกับเอพีว่า ข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และบริษัทอื่นๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนดาวโจนส์ปิดทะยานขึ้นในวันจันทร์ โดยรายงานระบุว่าบริษัท ซีร็อกซ์ คอร์ปตกลงที่จะซื้อบริษัท แอฟฟิลิเอเต็ด คอมพิวเตอร์ เซอร์ วิเซส อิงค์ และบริษัท แอ๊บบอต ลาบอราทอรีส์ จะซื้อบริษัทผลิตยาของโซลเวย์เป็นเงิน 6.6 พันล้านดอลลาร์

"นักลงทุนมองว่าดีลควบรวมกิจการและเข้าซื้อเป็นเงินสูงถึง 6.6 พันล้านดอลลาร์จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการควบรวมกิจการมากขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการเสริมสร้างภาคธุรกิจให้แข็งแรงขึ้น ข่าวดังกล่าวทำให้ภาวะการซื้อขายในตลาดคึกคัก อย่างไรก็ตาม วอลุ่มการซื้อขายค่อนข้างบางเบาเนื่องจากวันจันทร์เป็นวันหยุดของชาวยิวในสหรัฐ" คอฟเฟล์ทกล่าว

นอกจากนี้มีรายงานว่า จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น 18% ในบริษัทครูเซลล์ เอ็นวี เป็นมูลค่า 301.8 ล้านยูโร (441 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และ ครูเซลล์จะมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาแอนติบอดี้ flu-mAb ที่ใช้ป้องกันและรักษาไข้หวัด นอกจากนั้น บริษัทจะดำเนินการวิจัยแอนติบอดี้และวัคซีนสำหรับป้องกันโรคประเภทอื่นที่สามารถรักษาได้ทั้งโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ
นักลงทุนยังคงจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันอังคาร สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์จะเปิดเผยราคาบ้านเดือนก.ค.และสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ดจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐเดือนก.ย.

วันพุธ ADP Employer Services จะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานทั่วประเทศเดือนก.ย. กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 และสมาคมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อแห่งชาติ (NAPM) จะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)

ส่วนวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ย. สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) จะเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนก.ย.และสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติจะเปิดเผยยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนส.ค.

วันศุกร์ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) เดือนก.ย. และกระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนส.ค.

ทั้งนี้ หุ้นแอ๊บบอตปิดพุ่ง 2.6% หุ้นซีร็อกซ์ปิดร่วง 14.4% แต่หุ้นแอฟฟิลิเอเต็ด คอมพิวเตอร์ ปิดบวก 14% ส่วนหุ้นซิสโก ซิสเต็มส์ ปิดบวก 4.4%

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดบวก 83.5 จุด หลังดาวโจนส์ทะยาน
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 22 นาทีที่แล้ว
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดพุ่งขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ (28 ก.ย.) เพราะได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังจากมีข่าวการควบรวมกิจการและเข้าซื้อหุ้นของหลายบริษัท รวมถึงจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และแอ๊บบอต ลาบอลาทอรีส์

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดพุ่ง 83.5 จุด หรือ 1.64% แตะที่ 5,165.70 จุด

อินเก้ วอลเก้ นักวิเคราะห์จากบริษัท Theodoor Gilissen Bankiers ในลอนดอน กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนเป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กทะยานขึ้นขานรับข่าวที่ว่าบริษัท ซีร็อกซ์ คอร์ปตกลงที่จะซื้อบริษัท แอฟฟิลิเอเต็ด คอมพิวเตอร์ เซอร์ วิเซส อิงค์ และบริษัท แอ๊บบอต ลาบอราทอรีส์ จะซื้อบริษัทผลิตยาของโซลเวย์ รวมทั้งข่าวที่ว่าจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นในบริษัท ครูเซลล์ เอ็นวี

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นลอนดอนดีดตัวขึ้นหลังจากโฮมแทร็ค บริษัทวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษเปิดเผยว่า ราคาบ้านโดยเฉลี่ยในอังกฤษและเวลส์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนส.ค.สู่ระดับ 156,100 ปอนด์ (249,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2547 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจเริ่มฟื้นตัวขึ้น

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานฟื้นตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านได้ทดสอบยิงขีปนาวุธ "ชาฮับ 3" พิสัยระยะกลาง ซึ่งมีรัศมีทำการไกลถึงอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์ดีดตัวขึ้นเทียบสกุลเงินหลักๆ ขณะตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 35 นาทีที่แล้ว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเยน ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (28 ก.ย.) หลังจากรมว.คลังญี่ปุ่นออกมายืนยันว่าเขาไม่ได้สนับสนุนการแข็งค่าของเงินเยน ขณะที่ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงหลังจากนายฌอง-คล้อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แสดงท่าทีสนับสนุนการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะตัวเลขจ้างงานประจำเดือนก.ย.

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้น 0.58% เมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรที่ 1.4601 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันศุกร์ที่ 1.4686 ยูโร/ดอลลาร์ และฟื้นตัวขึ้น 0.04% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 89.670 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 89.630 เยน/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังพุ่งขึ้น 0.62% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0334 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0270 ฟรังค์/ดอลลาร์ และพุ่งขึ้น 0.51% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.5871 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.5952 ปอนด์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียพุ่งขึ้น 0.32% แตะที่ 0.8708 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8680 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์พุ่งขึ้น 0.46% แตะที่ 0.7158 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7191 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

พอล ร็อบสัน นักวิเคราะห์ด้านปริวรรตเงินตราจากรอยัล แบงค์ ออฟ สก็อตแลนด์ ในลอนดอน กล่าวว่า ดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน หลังจากนายฮิโรชิสะ ฟูจิอิ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นได้ออกยืนยันว่าเขาไม่ได้สนับสนุนการแข็งค่าของเงินเยน โดยก่อนหน้านี้เงินเยนแข็งค่าอย่างมากจนทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทส่งออกญี่ปุ่นหดตัวลง

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าการออกมายืนยันของรมว.คลังญี่ปุ่นก็เพราะต้องการสกัดความร้อนแรงของเงินเยน หลังจากที่เขาออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ว่ากระทรวงการคลังญี่ปุ่นจะจับตาสกุลเงินเยนที่แข็งค่าเพียงด้านเดียว หลังจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือนเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์

นายโรเบิร์ต โซลิก ประธานธนาคารโลกเตือนว่าสหรัฐอเมริกาควรให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อสถานะของสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักในระบบทุนสำรองของโลก เพราะในวันข้างหน้าจะมีสกุลเงินอื่นๆที่เป็นตัวเลือกมากกว่าดอลลาร์ และในอนาคตจะมีการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่เนื่องจากประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในเวทีโลก โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการใช้สกุลเงินอื่นเป็นทางเลือกใหม่ แทนสกุลเงินดอลลาร์

นักลงทุนจับตาดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payroll) เดือนก.ย.ของสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเลขการจ้างงานเดือนก.ย.จะลดลง 180,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 216,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 9.8% ในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 9.7% ในเดือนส.ค.

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดพุ่ง 82 เซนต์ หลังอิหร่านยิงทดสอบขีปนาวุธ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 25 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (28 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบหลังจากมีรายงานว่าอิหร่านได้ยิงทดสอบขีปนาวุธ "ชาฮับ 3" ในช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐและองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขู่ว่าจะคว่ำบาตรอิหร่านอันเนื่องมาจากการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์ก ขานรับข่าวควบรวมกิจการในภาคเอกชน
บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 82 เซนต์ หรือ 1.2% ปิดที่ 66.84 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน เพิ่มขึ้น 43 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 65.55 ดอลลาร์/บาร์เรล

ฟิล ไฟน์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยด้านพลังงาน PFGBest ในเมืองชิคาโก กล่าวว่า นักลงทุนทุ่มซื้อสัญญาน้ำมันดิบ NYMEX หลังจากสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวานนี้ว่า อิหร่านได้ทดสอบยิงขีปนาวุธ "ชาฮับ 3" พิสัยระยะกลาง ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านกลาโหมเชื่อว่าขีปนาวุธลูกนี้มีรัศมีทำการไกลถึงอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

รายงานระบุว่า การทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งนี้มีขึ้นในระหว่างการซ้อมรบของกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าขีปนาวุธชาฮับ 3 ซึ่งยิงทดสอบครั้งแรกในช่วงกลางปีพ.ศ.2551 มีรัศมีทำการไกลถึง 2,000 กิโลเมตร

นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังจากมีข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทในอุตสาหกรรมและบริษัทอื่นๆ โดยบริษัท ซีร็อกซ์ คอร์ปตกลงที่จะซื้อบริษัท แอฟฟิลิเอเต็ด คอมพิวเตอร์ เซอร์ วิเซส อิงค์ และบริษัท แอ๊บบอต ลาบอราทอรีส์ จะซื้อบริษัทผลิตยาของโซลเวย์ เป็นเงิน 6.6 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น 18% ในบริษัทครูเซลล์ เอ็นวี เป็นมูลค่า 301.8 ล้านยูโร (441 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบซึ่งกระทรวงพลังงานสหรัฐจะเปิดเผยในคืนวันพุธ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้น 1.5 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payroll) เดือนก.ย.ของสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเลขการจ้างงานเดือนก.ย.จะลดลง 180,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 216,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 9.8% ในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 9.7% ในเดือนส.ค.

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองคำปิดบวก $2.50 หลังตลาดหุ้น-ราคาน้ำมันพุ่ง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 2 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (28 ก.ย.) ซึ่งเป็นการปิดบวกวันแรกในรอบ 4 วันทำการ เพราะได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของสัญญาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นนิวยอร์ก นอกจากนี้ การที่สกุลเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงได้กระตุ้นให้มีแรงซื้อเข้ามาในตลาดทองคำด้วย

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 994.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 2.50 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 986.70-998.00 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 16.195 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 13.50 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมเดือนต.ค.ปิดที่ 1,286.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.40 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนธ.ค.ปิดที่ 293.90 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 1.00 ดอลลาร์

ราล์ฟ เพรสตัน นักวิเคราะห์จากบริษัท Heritage West Futures Inc กล่าวว่า สัญญาทองคำได้รับปัจจัยบวกจากการพุ่งขึ้นของสัญญาน้ำมันดิบ หลังจากสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ทดสอบยิงขีปนาวุธ "ชาฮับ 3" พิสัยระยะกลาง ซึ่งมีรัศมีทำการไกลถึงอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

นอกจากนี้ สัญญาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นแข็งแกร่งของตลาดหุ้นนิวยอร์ก เนื่องจากนักลงทุนขานรับข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทในแห่งในสหรัฐ รวมถึงบริษัท ซีร็อกซ์ คอร์ปตกลงที่จะซื้อบริษัท แอฟฟิลิเอเต็ด คอมพิวเตอร์ เซอร์ วิเซส อิงค์ และบริษัท แอ๊บบอต ลาบอราทอรีส์ จะซื้อบริษัทผลิตยาของโซลเวย์ รวมทั้งข่าวที่ว่าจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น 18% ในบริษัทครูเซลล์ เอ็นวี

รายงานระบุว่า ณ วันที่ 25 ก.ย. กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำรายใหญ่สุดของโลก ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น 0.2% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.394 ล้านออนซ์

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: เยนอ่อน-ดาวโจนส์พุ่ง หนุนนิกเกอิเปิดตลาดบวก 79.59 จุด
Tuesday, September 29, 2009 08:22:39
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดพุ่งขึ้นในวันนี้ เพราะได้รับปัจจัยบวกจากการอ่อนตัวลงของสกุลเงินเยน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นโตเกียวดีดตัวขึ้นขานรับตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ทะยานขึ้นขานรับข่าวควบรวมกิจการของบริษัทเอกชน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดเพิ่มขึ้น 79.59 จุด แตะที่ 10,089.11 จุด

โบรกเกอร์กล่าวว่า บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นโตเกียวคึกคักขึ้นเนื่องจากนักลงทุนขานรับตลาดหุ้นนิวยอร์กที่พุ่งขึ้นและการอ่อนตัวลงของค่าเงินเยน โดยตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นขานรับข่าวที่ว่าบริษัท ซีร็อกซ์ คอร์ปตกลงที่จะซื้อบริษัท แอฟฟิลิเอเต็ด คอมพิวเตอร์ เซอร์ วิเซส อิงค์ และบริษัท แอ๊บบอต ลาบอราทอรีส์ จะซื้อบริษัทผลิตยาของโซลเวย์ นอกจากนี้ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น 18% ในบริษัทครูเซลล์ เอ็นวี

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มขนส่งทางอากาศ กลุ่มเครื่องจักร และกลุ่มธนาคาร ดีดตัวขึ้น ส่วนหุ้นกลุ่มขนส่งทางบก กลุ่มไฟฟ้า และกลุ่มประกัน อ่อนตัวลงในช่วงเช้านี้
--อินโฟเควสท์--
Read More

28 September 2009

News Update : 28/09/2009


ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์เทียบเยนร่วงต่ำสุดในรอบ7เดือนครึ่ง หลังขุนคลังญี่ปุ่นค้านแทรกแซงตลาดเงิน
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 3 ชั่วโมง 50 นาทีที่แล้ว
เงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือนครึ่งเมื่อเทียบกับเงินเยน แต่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินปอนด์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการเงินการคลังของอังกฤษและญี่ปุ่นออกมากล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับค่าเงินของตนเอง และจากรายงานที่ว่าที่ประชุม G-20 เห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปเพื่อการขยายตัวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการซื้อขายที่นิวยอร์ก ดอลลาร์ร่วงลงแตะ 89.51 เยน เทียบกับระดับปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 91.280 เยน และดอลลาร์อ่อนค่าแตะ 1.0299 ฟรังก์สวิส จากระดับ 1.0303 ฟรังก์สวิสในวันพฤหัสบดี แต่เพิ่มขึ้นแตะ 1.0922 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.0903 ดอลลาร์แคนาดา

ขณะที่ ยูโรอยู่ที่ 1.4683 ดอลลาร์ และ 131.62 เยน เทียบกับระดับปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 1.4658 ดอลลาร์ และ 133.80 เยน

ส่วนเงินปอนด์ปอนด์ดิ่งลงแตะ 1.5919 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับแต่ต้นเดือนมิ.ย. ก่อนขยับขึ้นกลับมาอยู่ที่ 1.5931 ดอลลาร์

นายเมอร์วิน คิง ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ในประเทศว่า การอ่อนค่าของเงินปอนด์จะเอื้อประโยชน์ในการปรับสมดุลให้เศรษฐกิจอังกฤษมุ่งเน้นไปที่การส่งออกมากขึ้น นอกจากนี้นายคิงยังกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจอังกฤษอาจกำลังขยายตัว แต่ประชาชนก็ไม่ควรนิ่งนอนใจมากเกินไป เนื่องจากการขยายตัวดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งความเห็นของผู้ว่าการแบงก์ชาติอังกฤษสอดคล้องกับท่าทีระมัดระวังของธนาคารกลางอังกฤษในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้
ธนาคารกลางอังกฤษคาดว่าจะคงใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินแบบสุดโต่งต่อไปอีกสักระยะ ซึ่งเป็นการกดดันค่าเงินปอนด์ให้ร่วงลง โดยเงินปอนด์ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา

ด้านนายโฮริฮิสะ ฟูจิอิ รมว.คลังญี่ปุ่น ย้ำจุดยืนในการคัดค้านการแทรกแซงตลาดเงินในระหว่างการพูดคุยกับนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐ ซึ่งนายฟูจิอิกล่าวว่า ญี่ปุ่นจะไม่ใช้นโยบายการเงินอย่างจงใจเพื่อทำให้เงินเยนอ่อนค่า

ขณะที่ไกธ์เนอร์กล่าวว่า สหรัฐมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงที่จะทำให้สกุลเงินดอลลาร์ยังคงสถานะการเป็นสกุลเงินหลักในระบบทุนสำรองของโลก และกล่าวว่าคณะทำงานของประธานาธิบดีโอบามาจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อรักษาตำแหน่งของสกุลเงินดอลลาร์ในตลาดการเงินโลกต่อไป

ทั้งนี้ ผู้นำประเทศกลุ่ม G20 ตกลงกันในที่ประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 ที่เมืองพิตต์สเบิร์กว่า จะยังคงใช้มาตรการต่างๆเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนกว่าการฟื้นตัวจะยั่งยื่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้นำ G20 ยังเห็นพ้องที่จะพัฒนากระบวนการหรือขั้นตอนที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือสำหรับการยุติการสนับสนุนภาคการเงินและการคลังเมื่อถึงเวลา

รายงานข่าวจากที่ประชุมในพิตต์สเบิร์กจุดกระแสคาดการณ์ว่า ทางการสหรัฐจะยังคงใช้นโยบายกระตุ้นการปล่อยสินเชื่ออย่างเต็มที่เพื่อพยุงเศรษฐกิจต่อไป ส่งผลให้นักค้าเงินหันมาซื้อเงินเยนและยูโรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอลลาร์

กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 ประเทศ เสร็จสิ้นการประชุมระยะเวลาสองวันในช่วงบ่ายวานนี้ โดยที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์เน้นย้ำความจำเป็นในการคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปเพื่อการขยายตัวอย่างยั่งยืน

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: สัญญาทองคำปิดร่วง 7.30 ดอลลาร์ เหตุดีมานด์อ่อนแอ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 4 ชั่วโมง 52 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) และเป็นสัปดาห์แรกในรอบ 6 สัปดาห์ที่ราคาทองร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนเลือกที่จะขายทำกำไร เพราะขาดดีมานด์กระตุ้น และหลังจากที่ราคาทองไม่สามารถพุ่งทำนิวไฮได้เมื่อตอนต้นสัปดาห์

สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 7.30 ดอลลาร์ หรือ 0.7% ปิดที่ 991.60 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากที่ดิ่งแตะระดับต่ำสุดในการซื้อขายระหว่างวันที่ 985.50 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนตัวที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 23.5 เซนต์ หรือ 1.4% ปิดที่ 16.06 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 23.90 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 1,284.60 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 3 ดอลลาร์ หรือ 1% ปิดที่ 294.90 ดอลลาร์/ออนซ์

อย่างไรก็ดี สัญญาทองแดงส่งมอบเดือนก.ย. สวนกระแส เพิ่มขึ้น 3.1 เซนต์ แตะ 2.7405 ดอลลาร์/ปอนด์
นักลงทุนขาดแรงจูงใจที่จะเข้าซื้อ เมื่อราคาทองร่วงลงจากระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน โดยเฉพาะหลังจากที่ทองคำร่วงลงต่ำกว่าระดับ 1,000 ดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนเลือกที่จะขายทำกำไรก่อนหยุดสุดสัปดาห์

นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยวานนี้ก็น่าผิดหวัง โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค.ร่วงลง 2.4% สวนทางคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% หลังจากที่พุ่งขึ้น 4.8% ในเดือนก.ค. ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่ก็ขยับขึ้นเพียง 0.7% แตะ 429,000 หลัง จากระดับ 426,000 ในเดือนก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่ายอดขายจะสูงขึ้น 1.6% แตะ 440,000 หลัง ซึ่งข้อมูลเชิงลบเหล่านี้ได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

ด้าน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนซื้อขาย-แลกเปลี่ยนทองคำรายใหญ่สุด เผยว่าปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองอยู่นั้น ลดลง 7.62 เมตริกตัน มาอยู่ที่ 1,094.11 ตันในวันพฤหัสบดี ซึ่งหมายความว่าอุปสงค์ทองคำลดลง และส่งผลสืบเนื่องให้เกิดแรงกดดันไปที่ราคาทองคำ

เทรดเดอร์กล่าวว่า การร่วงลงของราคาทองคำในช่วงนี้เกิดจากการปรับฐานหลังจากที่ราคาทองไม่สามารถทะลุแนวต้านทางเทคนิคที่ระดับ 1,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อต้นสัปดาห์นี้ นอกจากนี้การร่วงลงยังเป็นผลมาจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า อย่างไรก็ตาม เงินดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบเงินยูโร หลังจากที่มีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งก็ช่วยให้ราคาทองขยับขึ้นจากระดับต่ำสุดของวัน
วานนี้ รอยเตอร์ส/มหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคซึ่งปรับตัวขึ้นแตะ 73.5 ในเดือนก.ย. จากระดับ 65.7 ในเดือนส.ค. นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2551 และเป็นสัญญาณที่น่ายินดีเพราะหมายถึงผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้น

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดดีดขึ้น 13 เซนต์ จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 5 ชั่วโมง 11 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดดีดขึ้นเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) เนื่องจากเทรดเดอร์เข้าซื้อหลังจากที่ราคาน้ำมันดิ่งลงสองวันที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีขึ้นเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตลอดจนกระแสคาดการณ์ดอลลาร์อ่อนค่าหลังจากที่ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐได้ออกมากล่าวว่าเขาจะให้การสนับสนุนโครงการกู้ยืมต่อไป

สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนพ.ย.ดีดขึ้น 13 เซนต์ ปิดที่ 66.02 ดอลลาร์/บาร์เรล อย่างไรก็ตามในสัปดาห์นี้ สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนัก 8.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากสุดในรอบสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนต.ค.ขยับลงไม่ถึงเพนนี ปิดที่ 1.6771 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.ลดลงเกือบ 2 เซนต์ ปิดที่ 1.6205 ดอลลาร์/แกลลอน
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 29 เซนต์ ปิดที่ 65.11 ดอลลาร์/ออนซ์

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิ่งลงเกือบตลอดทั้งสัปดาห์หลังจากที่รายงานของรัฐบาลเผยให้เห็นว่า สหรัฐยังมีอุปทานปิโตรเลียมส่วนเกินอยู่มาก ขณะที่ฤดูขับขี่ในหน้าร้อนใกล้จะสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ดี เริ่มมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้งในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ร่วงลงมากเกินไป

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐ และผู้นำฝรั่งเศสและอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์เตือนอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งได้จุดกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง

"อิหร่านกำลังฝ่าฝืนกฎซึ่งทุกชาติต้องปฏิบัติตาม" โอบามากล่าวในการประชุมสุดยอด G-20 ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก

ทั้งนี้ การลงดาบอิหร่านไม่ว่าด้วยวิธีการใดจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่มโอเปค รองจากซาอุดิอาระเบีย และชายแดนตอนใต้ของอิหร่านอยู่ติดกับช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่จะบรรทุกน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียเพื่อนำไปส่งยังทั่วทุกมุมโลก

ราคาน้ำมันดิบยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่เบน เบอร์นันเก้ ผู้ว่าการเฟด กล่าวว่าเขาจะให้การสนับสนุนการปล่อยกู้ในตลาดต่อไป โดยการขยายเวลาโครงการปล่อยกู้ฉุกเฉินภายใต้โครงการ TALF ซึ่งเป็นโครงการปล่อยกู้ให้กับผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งตลาดมองความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะนำไปสู่การอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์ และผลักดันให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน

สหรัฐเผยยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.เพิ่มขึ้นแค่ 0.7% น้อยกว่าคาดการณ์
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 6 ชั่วโมง 2 นาทีที่แล้ว
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.7% แตะ 429,000 หลัง จากระดับ 426,000 ในเดือนก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่ายอดขายจะสูงขึ้น 1.6% แตะ 440,000 หลัง นับเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐยังไม่มั่นคง
แม้จะเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน และเป็นตัวเลขที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 11 เดือน แต่ยอดขายลดลง 4.3% เมื่อเทียบกับเดือนส.ค.ของปีก่อน

ขณะที่ราคากลางของบ้านใหม่เดือนส.ค.ในสหรัฐอยู่ที่ 195,200 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับแต่เดือนต.ค.2546 โดยราคาเฉลี่ยของบ้านใหม่ในเดือนส.ค.ร่วงลง 9.5% จากระดับ 215,600 ดอลลาร์ในเดือนก.ค. และต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของปีที่แล้วที่ 221,000 ดอลลาร์ อยู่ประมาณ 11.7%

ทั้งนี้ มาตรการคืนภาษีแบบขั้นบันได (tax credit) มูลค่า 8,000 ดอลลาร์สำหรับผู้ซื้อบ้านครั้งแรกซึ่งคณะทำงานของประธานาธิบดีบารัค โอบามานำมาใช้และกำลังจะสิ้นสุดโครงการในเดือนพ.ย.นี้ ประกอบกับราคาบ้านที่ถูกลงเนื่องจากจำนวนบ้านที่ถูกยึดจากการจำนอง (Foreclosure) เพิ่มสูงขึ้นมาก ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนยอดขายบ้านใหม่ให้ปรับตัวขึ้นในปีนี้ โดยจนถึงขณะนี้ ยอดขายปรับตัวสูงขึ้น 30.4% จากระดับต่ำในเดือนม.ค.

แม้นักเศรษฐศาสตร์แสดงความผิดหวังต่อยอดขายบ้านใหม่ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดในเดือนส.ค. แต่กระทรวงพาณิชย์ยังมีมุมมองที่เป็นบวกเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดที่อยู่อาศัย

"การเพิ่มขึ้นของยอดขายบ้านใหม่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ได้จุดปะทุให้กิจกรรมด้านการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น โดยมีแนวโน้มว่าการก่อสร้างที่พักอาศัยจะขยายตัวในไตรมาสนี้ หลังจากที่ปรับตัวลดลงมา 14 ไตรมาสติดต่อกัน" กระทรวงฯระบุในแถลงการณ์

"เราเล็งเห็นสัญญาณของความมีเสถียรภาพในตลาดที่อยู่อาศัยได้จากข้อมูลยอดขายบ้านใหม่ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการดำเนินมาตรการทางการเงินและการคลังที่แข็งแกร่งซึ่งนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ"

สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค.ร่วง 2.4% สวนทางคาดการณ์
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 6 ชั่วโมง 16 นาทีที่แล้ว
กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค.ร่วงลง 2.4% เป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา และสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% หลังจากที่พุ่งขึ้น 4.8% ในเดือนก.ค. โดยมีสาเหตุหลักมาจากดีมานด์เครื่องบินพาณิชย์ที่ดิ่งลงอย่างหนัก

การปรับตัวลดลงครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน เป็นหลักฐานว่าการฟื้นตัวในภาคการผลิตจะเป็นไปอย่างช้าๆและค่อยเป็นค่อยไป

รายงานของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การร่วงลงผิดความคาดหมายของยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนหรือสินค้าที่มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 3 ปีในเดือนส.ค.นั้น มีสาเหตุหลักมาจากยอดสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์และชิ้นส่วนที่ทรุดฮวบลงถึง 42.2% หลังจากที่ดีดขึ้นเกือบสองเท่าในเดือนก.ค.

ทั้งนี้ ถ้าไม่รวมอากาศยานและสินค้าด้านการขนส่งอื่นๆ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนโดยรวมเดือนส.ค.จะทรงตัวจากเดือนก่อน ซึ่งก็ยังต่ำกว่าระดับคาดการณ์

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดลบ 42.25 จุด หลังนลท.ผิดหวังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 5 ชั่วโมง 41 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.ที่น่าผิดหวัง ซึ่งบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่มั่นคง

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 42.25 จุด หรือ 0.4% แตะที่ 9,665.19 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 6.40 จุด หรือ 0.6% แตะที่ 1,044.38 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 16.69 จุด หรือ 0.8% แตะที่ 2,090.92 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.2 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 4 ต่อ 3

โดยในรอบสัปดาห์ ดาวโจนส์ร่วง 1.6% S&P 500 ลดลง 2.2% และ Nasdaq ลดลง 2%

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ร่วงลง 2.4% ในเดือนส.ค. เป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา และสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% หลังจากที่พุ่งขึ้น 4.8% ในเดือนก.ค. โดยมีสาเหตุหลักมาจากดีมานด์เครื่องบินพาณิชย์ที่ดิ่งลงอย่างหนัก

การปรับตัวลดลงครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน เป็นหลักฐานว่าการฟื้นตัวในภาคการผลิตจะเป็นไปอย่างช้าๆและค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยด้วยว่า ยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.7% แตะ 429,000 หลัง จากระดับ 426,000 ในเดือนก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่ายอดขายจะสูงขึ้น 1.6% แตะ 440,000 หลัง นับเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐยังไม่มั่นคง

โดยวานนี้ นักลงทุนเมินเฉยต่อการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่จัดทำโดยรอยเตอร์ส/มหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งปรับตัวขึ้นแตะ 73.5 ในเดือนก.ย. จากระดับ 65.7 ในเดือนส.ค. นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2551 และเป็นสัญญาณที่น่ายินดีเพราะหมายถึงผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้น

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ข้อมูลเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ไม่ได้เลวร้ายและยังดีกว่าข้อมูลเดือนที่แล้วมาก อย่างไรก็ตามยอดขายบ้านใหม่และยอดขายบ้านมือสอง ตลอดจนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนยังนับว่าน้อยกว่าคาดการณ์ ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนประเมินต่ำเกินไปเกี่ยวกับระยะเวลาที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว นอกจากนี้นักวิเคราะห์เตือนว่า ยังมีข้อมูลที่จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกเพื่อตัดสินว่าข้อมูลเชิงลบเพียงเดือนเดียวคือจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลงหรือไม่

ในสัปดาห์หน้าจะมีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานซึ่งน่าจะทำให้นักลงทุนได้มองเห็นภาพของเศรษฐกิจชัดขึ้น โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐมีกำหนดรายงานตัวเลขจ้างงานเดือนก.ย.ในวันศุกร์หน้า ซึ่งตัวเลขจ้างงานถูกมองว่าเป็นรายงานเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในแต่ละเดือน เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีความสำคัญกับเศรษฐกิจสหรัฐมาก นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังจะมีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตัวเลขการผลิต ยอดสั่งซื้อจากโรงงาน และราคาบ้านด้วย

ขณะเดียวกัน ยอดขายรายไตรมาสของบริษัทรีเสิร์ช อิน โมชั่น จำกัด ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน แบล็กเบอร์รี่ น้อยกว่าคาดการณ์ และได้ถ่วงการซื้อขายในดัชนีเทคโนโลยี Nasdaq โดยหุ้นรีเสิร์ช อิน โมชั่น ร่วง 14.15 ดอลลาร์ หรือ 17% แตะ 68.91 ดอลลาร์

นักวิเคราะห์คาดบริษัทสหรัฐอาจปลดพนักงานน้อยลงในเดือนก.ย.
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 16 ชั่วโมง 10 นาทีที่แล้ว
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าบริษัทในสหรัฐอาจปลดพนักงานน้อยลงในเดือนกันยายน และภาคการผลิตอาจขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน หลังเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัว

ผลสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ 58 รายโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดว่า อัตราจ้างงานอาจลดลง 180,000 อัตราในเดือนกันยายน ซึ่งถือว่าลดน้อยสุดนับตั้งแต่ต้นปี โดยกระทรวงแรงงานจะเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคมนี้

ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) อาจขยายตัวเร็วสุดในรอบกว่า 3 ปีในเดือนนี้ ส่วนการใช้จ่ายภาคครัวเรือนประจำเดือนสิงหาคมอาจทะยานสูงสุดในรอบ 6 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ของรัฐบาล

"ในช่วงแรกเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบช้าๆ และไม่ค่อยราบรื่นนัก" ไรอัน สวีท นักเศรษฐศาสตร์ระดับสูงจาก Moody’s Economy.com ในเพนซิลเวเนีย กล่าว "ตลาดแรงงานเป็นกุญแจสำคัญ ดังนั้นอัตราการปลดพนักงานต้องลดลงยิ่งกว่านี้จึงจะเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ"

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าอัตราว่างงานเดือนกันยายนอาจเพิ่มขึ้นแตะ 9.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2526 จากระดับ 9.7% ในเดือนสิงหาคม และอาจพุ่งแตะระดับ 10% ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน

นักวิเคราะห์คาดตลาดหุ้นนิวยอร์กยังอ่อนตัวสัปดาห์นี้ หลังสหรัฐเผยข้อมูลเศรษฐกิจย่ำแย่
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 48 นาทีที่แล้ว
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะอ่อนตัวลงและเคลื่อนตัวอย่างผันผวนในสัปดาห์นี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา รวมถึงยอดขายบ้านใหม่ ยอดขายบ้านเก่า และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ที่ร่วงลงเกินคาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมและภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในสหรัฐ ยังคงอ่อนแอและอาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นไปอย่างล่าช้า

เจมมี ค็อกซ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Harris Financial Group ในมลรัฐเวอร์จิเนีย กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบถึง 4 วัน เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของสหรัฐ รวมถึงเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐ ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยรุนแรงแล้วก็ตาม

ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว หุ้นกลุ่มการเงินถูกแรงขายกระหน่ำลงหนักสุดหลังจากคณะกรรมการเฟดประกาศว่าจะชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการขยายเวลาการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล วงเงิน 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ และขยายเวลาการเข้าซื้อตราสารหนี้ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ ไปจนถึงแค่ไตรมาสแรกของปีพ.ศ.2553 เท่านั้น

โลรองต์ เดอบอยส์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Montreal of Fjord Capital กล่าวว่า การขยายระยะเวลาในการเข้าซื้อตราสารหนี้ไปจนถึงแค่ไตรมาสแรกของปีหน้าได้จุดกระแสความวิตกกังวลว่า ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของเฟดอาจปูทางไปสู่การใช้แผนยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งท่าทีของเฟดในครั้งนี้ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงทันที และยังส่งผลกระทบไปถึงตลาดหุ้นอื่นๆในยุโรปด้วย

สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค.ร่วงลง 2.7% แตะระดับ 5.10 ล้านหลัง จากระดับ 5.24 ล้านหลังในเดือนก.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ว่าจะอยู่ที่ 5.35 ล้านหลัง ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.7% แตะ 429,000 หลัง จากระดับ 426,000 ในเดือนก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่ายอดขายจะสูงขึ้น 1.6%

ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐยังไม่มั่นคงและยังสะท้อนให้เห็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐร่วงลง 2.4% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นสถิติที่ร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา และสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% โดยมีสาเหตุหลักมาจากดีมานด์เครื่องบินพาณิชย์ที่ดิ่งลงอย่างหนัก

บลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนยังคงจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันจันทร์ เฟดสาขาชิคาโกเปิดจะเผยดัชนีอุตสาหกรรมทั่วประเทศเดือนส.ค. วันอังคาร สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์จะเปิดเผยราคาบ้านเดือนก.ค.และสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ดจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐเดือนก.ย.

วันพุธ ADP Employer Services จะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานทั่วประเทศเดือนก.ย. กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 และสมาคมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อแห่งชาติ (NAPM) จะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)

ส่วนวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ย. สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) จะเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนก.ย.และสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติจะเปิดเผยยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนส.ค.

วันศุกร์ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) เดือนก.ย. และกระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนส.ค.

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิเปิดตลาดร่วง 129.74 จุด หลังเยนแข็งฉุดหุ้นส่งออกดิ่ง
Monday, September 28, 2009 08:14:06
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดร่วงลงกว่า 100 จุดในวันนี้ เนื่องจากการแข็งค่าของเงินเยนได้ฉุดหุ้นกลุ่มส่งออกดิ่งลง รวมถึงหุ้นบริษัทผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ การที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ยิ่งส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายซบเซาลงด้วย

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดร่วงลง 129.74 จุด แตะที่ 10,136.24 จุด

ราคาหุ้นร่วงลงทั้งกระดานในช่วงเช้านี้ โดยหุ้นกลุ่มส่งออก รวมถึงหุ้นบริษัทผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วงลงหนักสุด หลังจากสกุลเงินเยนแข็งค่าขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มขนส่งทางเรือ กลุ่มไฟแนนซ์ และกลุ่มหลักทรัพย์ ร่วงลงเช่นกัน

นักลงทุนจับตาดูผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่น (ทังกัน) ประจำไตรมาส 3 ซึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะเปิดเผยในสัปดาห์นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่าผลสำรวจทังกันจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ -33 จุด จากไตรมาส 2 ที่ระดับ -48 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย และสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นซึ่งรวมถึงผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังคงมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังฟื้นตัวไม่มากพอที่ทางบริษัทจะเพิ่มการลงทุนในระยะนี้
--อินโฟเควสท์--
Read More

25 September 2009

News Update : 25/09/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดลบ 41.11 จุด หลังยอดขายบ้านในสหรัฐร่วงเกินคาด
Friday, September 25, 2009 06:31:00
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยยอดขายบ้านร่วงลง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องได้กดดันให้นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์ปิดลบไม่มากนักเนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องตัวเลขว่างงาน หลังจากสหรัฐเปิดเผยจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ปรับตัวลดลง

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 41.11 จุด หรือ 0.42% แตะที่ 9,707.44 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 10.09 จุด หรือ 0.95% แตะที่ 1,050.78 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 23.81 จุด หรือ 1.12% แตะที่ 2,107.61 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.37 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 7 ต่อ 2 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.60 พันล้านหุ้น

ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กซบเซาลง หลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค.ร่วงลง 2.7% แตะระดับ 5.10 ล้านยูนิต จากเดือนก.ค.ที่ระดับ 5.24 ล้านยูนิตในเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะอยู่ที่ 5.35 ล้านยูนิต

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ เดือนก.ย.ร่วงลง 21,000 ราย แตะระดับ 530,000 ราย โดยร่วงลงจากระดับ 551,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น และร่วงลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 550,000 ราย

เรียลตี้แทรค อิงค์ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ให้บริการข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จำนวนบ้านถูกยึดในสหรัฐประจำเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 18% แตะที่ 358,471 หลัง ซึ่งเป็นสถิติที่ปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 6 เดือน เนื่องจากอัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี ทำให้กลุ่มเจ้าของบ้านไม่สามารถชำระค่าผ่อนบ้านและดอกเบี้ยได้

มอร์ริส เดวิส อดีตนักวิเคราะห์ประจำธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า จำนวนบ้านที่ถูกยึดในสหรัฐพุ่งขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตัวเลขจ้างงานในประเทศร่วงลงอย่างหนัก โดยในเดือนส.ค. ตัวเลขจ้างงานลดลง 216,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้อัตราว่างงานพุ่งขึ้นแตะระดับ 9.7% ทั้งนี้ จำนวนบ้านถูกยึดในสหรัฐยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงแม้ดีมานด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มฟื้นตัวแล้วก็ตาม

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในวันศุกร์ โดยกระทรวงพาณิชย์จะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. และยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดร่วง $3.08 หลังยอดขายบ้านทรุดจุดชนวนวิตกดีมานด์หดตัว
Friday, September 25, 2009 06:59:00
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 3 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) โดยสัญญาดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 สัปดาห์หลังจากสหรัฐเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองที่ร่วงลงเกินคาด ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางในสหรัฐอาจฉุดรั้งดีมานด์พลังงานหดตัวลงด้วย นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงกดดันจากรายงานสต็อกน้ำมันที่พุ่งขึ้นเหนือความคาดหมายในสหรัฐ

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนพ.ย.ร่วงลง 3.08 ดอลลาร์ ปิดที่ 65.89 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.เป็นต้นมา

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนต.ค.ดิ่งลง 7.80 เซนต์ ปิดที่ 1.6814 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 6.83 เซนต์ ปิดที่ 1.6366 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนพ.ย.ร่วงลง 3.17 ดอลลาร์ หรือ 4.7% ปิดที่ 64.82 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.เป็นต้นมา

ริค มุลเลอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัท Energy Security Analysis Inc ในรัฐเมสซาชูเซทส์ กล่าวว่า นักลงทุนยังคงกระหน่ำขายสัญญาน้ำมันดิบต่อเนื่องจากเมื่อวันพุธ หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ก.ย. พุ่งขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 335.6 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดพลังงานคาดว่าจะร่วงลง 1.5 ล้านดอลลาร์

ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นพุ่งขึ้น 3.0 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 170.8 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 1.4 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 5.4 ล้านบาร์เรล แตะที่ 213.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 400,000 บาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 1.3% เหลือเพียง 85.6%

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันหลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค.ร่วงลง 2.7% แตะระดับ 5.10 ล้านยูนิต จากเดือนก.ค.ที่ระดับ 5.24 ล้านยูนิตในเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะอยู่ที่ 5.35 ล้านยูนิต

"สต็อกน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเหนือความคาดหมายและยอดขายบ้านที่ร่วงลงเกินคาด ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจและดีมานด์พลังงานที่หดตัวลง ความเคลื่อนไหวของสัญญาน้ำมันดิบในปัจจุบันขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจมากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูการประชุม G20 ที่เมืองพิทซ์เบิร์ก หลังจากกลุ่มผู้นำ G20 ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับการใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน" มุลเลอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA คาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมันทั่วโลกในปี 2552 จะเพิ่มขึ้น 1.5% แตะที่ระดับ 84.4 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 490,000 บาร์เรลจากการคาดการณ์ในเดือนที่แล้ว พร้อมกันนี้ IEA ยังได้คาดการณ์ดีมานด์น้ำมันปี 2553 ว่าจะอยู่ที่ระดับ 85.7 ล้านบาร์เรล/วัน มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ราว 450,000 บาร์เรล/วัน
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ดอลล์แข็ง ทุบสัญญาทองคำปิดร่วง $15.50
Friday, September 25, 2009 07:18:00
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงต่ำกว่าระดับ 1,000 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) และทำสถิติร่วงลงรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 2 เดือน เพราะได้รับปัจจัยลบจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ เนื่องจากยอดขายบ้านที่ร่วงลงในสหรัฐส่งผลให้นักลงทุนแห่ถือครองสกุลเงินดอลลาร์เพื่อลดความเสี่ยง

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 998.90 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 15.50 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,021-991.30 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 16.295 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 61.50 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,308.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 19.30 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 297.90 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 25.00 เซนต์

เลียวนาร์ด แค็ปแลน นักวิเคราะห์จากจากบริษัท Prospector Asset Management ในรัฐอิลลินอยส์ กล่าวว่า นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำอย่างหนักหลังจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ เนื่องจากยอดขายบ้านที่ร่วงลงในสหรัฐส่งผลให้นักลงทุนแห่ถือครองสกุลเงินดอลลาร์เพื่อลดความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาดอลลาร์ถูกมองว่าเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะผันผวนหรือเปราะบาง

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค.ร่วงลง 2.7% แตะระดับ 5.10 ล้านยูนิต จากเดือนก.ค.ที่ระดับ 5.24 ล้านยูนิตในเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะอยู่ที่ 5.35 ล้านยูนิต
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์พุ่งแรง หลังยอดขายบ้านสหรัฐร่วงหนุนนลท.แห่ถือเงินดอลล์
Friday, September 25, 2009 07:47:00
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆของโลก ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) เนื่องจากยอดขายบ้านที่ร่วงลงเกินคาดในสหรัฐทำให้นักลงทุนแห่ซื้อดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง นอกจากนี้ ข่าวที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการใช้มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดการเงิน ยังเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นนักลงทุนให้แห่ซื้อดอลลาร์ด้วย

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.48% เมื่อเทียบกับยูโรที่ 1.4658 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.4729 ยูโร/ดอลลาร์ และขยับขึ้น 0.05% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 91.350 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 91.300 เยน/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.27% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0298 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.0270 ฟรังค์/ดอลลาร์ และพุ่งขึ้น 1.88% เมื่อเทียบกับปอนด์ที่ 1.6039 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6346 ปอนด์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.55% แตะที่ 0.8650 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับของวันพุธที่ 0.8698 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ร่วงลง 0.35% แตะที่ 0.7167 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7192 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

ซามาร์จิท ชานการ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท BNY Mellon Corp ในเมืองบอสตันกล่าวว่า นักลงทุนแห่ซื้อดอลลาร์สหรัฐหลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค.ร่วงลง 2.7% แตะระดับ 5.10 ล้านยูนิต จากเดือนก.ค.ที่ระดับ 5.24 ล้านยูนิตในเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะอยู่ที่ 5.35 ล้านยูนิต

"ความรู้สึกไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจทำให้นักลงทุนเลือกที่จะถือครองดอลลาร์ เพราะเชื่อว่าในยามที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบางเช่นนี้ การถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด" ชานการ์กล่าว

สมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ (CBI) คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษจะยุติการซื้อพันธบัตรเมื่อแผนการเข้าซื้อพันธบัตรในปัจจุบันซึ่งมีมูลค่า 1.75 แสนล้านปอนด์ (2.86 แสนล้านดอลลาร์) เสร็จสิ้นลง เนื่องจากเศรษฐกิจอังกฤษฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยแล้ว

CBI คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อังกฤษมีแนวโน้มขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 3 ปีนี้ สวนทางกับที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัว 0.3% และคาดว่าธนาคารกลางอังกฤษจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

นอกจากนี้ สถาบัน Ifo เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ซึ่งได้จากการสำรวจผู้บริหาร 7,000 ราย เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 91.3 จุดในเดือนก.ย. จากระดับ 90.5 จุดในเดือนส.ค. ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้วและเป็นการปรับตัวขึ้นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน หลังจากที่ดัชนีร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 26 ปีที่ 82.2 จุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
--อินโฟเควสท์--

เจแปน แอร์ไลน์วอนรัฐช่วย
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 2 ชั่วโมง 34 นาทีที่แล้ว
ผู้บริหารเจแปน แอร์ไลน์เข้าพบรัฐมนตรีขนส่งคนใหม่ และขอให้รัฐให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อความอยู่รอด ขณะที่สมาคมขนส่งทางอากาศคาด อุตสาหกรรมการบินจะขาดทุนในปีนี้ถึง 11,000 ล้านดอลลาร์

เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว เฟดจะคงดอกเบี้ยต่ำอีกนาน
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 2 ชั่วโมง 35 นาทีที่แล้ว
ธนาคารกลางสหรัฐปรับประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐขึ้น ชี้การเติบโตกลับมาแล้วหลังจากถดถอยรุนแรง ในขณะเดียวกันก็ย้ำคำสัญญาที่จะคงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำมากอีกนานนอกจากนี้จะซื้อหนี้จำนองไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิเปิดตลาดดิ่ง 148.77 จุด หลังดาวโจนส์ร่วง
Friday, September 25, 2009 08:23:32
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดดิ่งลงกว่า 2% ในวันนี้ หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงเมื่อคืนนี้ อันเนื่องมาจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากสมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐรายงานว่ายอดขายบ้านมือสองภายในประเทศร่วงลงเกินคาด

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดร่วงลง 148.77 จุด แตะที่ 10,395.45 จุด

โบรกเกอร์รายงานว่า หุ้นกลุ่มการเงินถูกแรงขายถล่มอย่างหนัก หลังจากโนมูระ โฮลดิ้งส์ ประกาศระดมทุนรอบที่สองด้วยการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน ขณะที่หุ้นกลุ่มขนส่งทางอากาศร่วงลงเนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจเกี่ยวกับแผนฟื้นฟูกิจการสายการบินเจแปน แอร์ไลน์

โนมูระ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า บริษัทจะระดมทุนอีก 5.10 แสนล้านเยนโดยผ่านทางการนำหุ้นออกเสนอขายต่อสาธารณชนในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งมากกว่าที่ได้ระดมทุนครั้งแรกไปเมื่อเดือนมี.ค. ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องสถานะทางการเงินของโนมูระ
--อินโฟเควสท์--
Read More

24 September 2009

News Update : 24/09/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: วิตกเฟดอาจยุติมาตรการฟื้นฟูศก. ฉุดดาวโจนส์ปิดร่วง 81.32 จุด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 16 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (23 ก.ย.) เนื่องจากความวิตกกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจยุติการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากเฟดระบุในแถลงการณ์ว่าจะชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้ ส่วนการประชุมเฟดครั้งล่าสุดนั้น คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0-0.25% และจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดร่วง 81.32 จุด หรือ 0.83% แตะที่ 9,748.55 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 10.79 จุด หรือ 1.01% แตะที่ 1,060.87 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 14.88 จุด หรือ 0.69% แตะที่ 2,131.42 จุด

ปริมาณซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.32 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 9 ต่อ 5 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.72 พันล้านหุ้น

เบิร์ท ไวท์ หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัท LPL Financial ในเมืองบอสตันกล่าวว่า ในช่วงแรกนั้นตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นในแดนบวกขานรับมติการประชุมของเฟดที่ให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดที่ 0-0.25% และประเมินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงินเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้านั้น

"แต่ต่อมาตลาดเริ่มอ่อนตัวลงและปิดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลหลังจากคณะกรรมการเฟดระบุว่าจะชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดเป็นไปอย่างราบรื่น แถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเฟดวิตกกังวลว่าหากรีบถอนมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ ก็จะทำให้ภาวะลื่นไหลในตลาดการเงินสะดุดลง แต่สิ่งที่นักลงทุนวิตกกังวลก็คือเฟดอาจยุติการใช้มาตรการดังกล่าว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะตึงตัวในตลาดการเงิน" ไวท์กล่าว

เฟดได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมว่า เฟดมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวและยืนยันว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันคณะกรรมการเฟดเห็นชอบที่จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ วงเงินรวม 3 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ เฟดมีมติให้ขยายเวลาการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ไปจนถึงไตรมาสแรกของปีพ.ศ.2553

"คณะกรรมการเฟดจะค่อยๆชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฟดจะขยายการเข้าซื้อตราสารหนี้ออกไปจนถึงช่วงไตรมาสแรกของปีพ.ศ.2553" แถลงการณ์ของเฟดระบุ

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มการเงินร่วงลงหลังจากเฟดแถลงว่าจะชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้ โดยหุ้นเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ปิดร่วง 3% หุ้นซิตี้กรุ๊ปปิดลบ 2.8% ส่วนหุ้นมูดีส์ คอร์ป ปิดร่วง 8.4% ซึ่งเป็นหุ้นที่ร่วงลงหนักสุดในกลุ่มการเงิน

หุ้นพรูเดนเชียล ไฟแนนเชียล ปิดร่วง 5.2% หลังจากมอร์แกน สแตนลีย์ ปรับลดน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นพรูเดนเชียลลงสู่ระดับ “in line" จากเดิมที่ระดับ “attractive"

หุ้นเอ็กซอนโมบิล ปิดร่วง 1.2% หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ดิ่งลงอย่างหนักเนื่องจากสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมาย ขณะที่หุ้นนิวมอนท์ ไมนิ่ง ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองทองคำรายใหญ่สุดของสหรัฐ ปิดร่วง 3.6% และหุ้นฟรีพอร์ท-แมคมอแรน คอปเปอร์ แอนด์ โกลด์ ปิดลบ 2.8%

FED มีมติคงดอกเบี้ย 0-0.25% ระบุจะขยายการซื้อตราสารหนี้จนถึง Q1/53
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 47 นาทีที่แล้ว
คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0-0.25 % ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุม 2 วันซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อวานนี้ (23 ก.ย.) โดยมีเป้าหมายที่จะพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นโดยเร็ว พร้อมระบุว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้น

เฟดได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมว่า "เฟดมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวและยืนยันว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง ข้อมูลที่คณะกรรมการเฟดได้รับในช่วงที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้านั้น ส่วนสภาวะในตลาดการเงินและตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นเช่นกัน"

"อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเริ่มมีเสถียรภาพ แต่อัตราว่างงานในสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราการเติบโตของรายได้ก็ชะลอตัว และภาวะสินเชื่อยังคงตึงตัว นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังคงลดการลงทุนและพนักงาน ซึ่งเฟดวิตกกังวลต่อสถานการณ์เหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง" แถลงการณ์ของเฟดระบุ

ส่วนในเรื่องเงินเฟ้อนั้น คณะกรรมการเฟดเชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐจะอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้เนื่องจากอัตราการนำทรัพยากรมาใช้เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ด้านเงินเฟ้อยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฟดยังยืนยันเป้าหมายเดิมคือการใช้เครื่องมือทุกด้านในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ควบคู่ไปกับการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ

ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการเฟดยังเห็นชอบที่จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ วงเงินรวม 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยการดำเนินการดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนต.ค. นอกจากนี้ เฟดมีมติให้ขยายเวลาการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมถึงแฟนนี เม และเฟรดดี แมค วงเงินรวม 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ และขยายเวลาการเข้าซื้อตราสารหนี้ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล วงเงินรวม 2 แสนล้านดอลลาร์ ไปจนถึงไตรมาสแรกของปีพ.ศ.2553

"คณะกรรมการเฟดจะค่อยๆชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฟดจะขยายการเข้าซื้อตราสารหนี้ออกไปจนถึงช่วงไตรมาสแรกของปีพ.ศ.2553" แถลงการณ์ของเฟดระบุ บลูมเบิร์กรายงาน

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์พุ่งเทียบสกุลเงินหลักๆ จากข่าว FED ชะลอใช้มาตรการกระตุ้นศก.
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 18 นาทีที่แล้ว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (23 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐและหันเข้าซื้อดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวภายหลังการประชุมว่าจะชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.37% เมื่อเทียบกับยูโรที่ 1.4733 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันอังคารที่ 1.4787 ยูโร/ดอลลาร์ และดิ่งลง 0.20% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเยนที่ 91.310 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 91.130 เยน/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้น 0.26% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0263 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับของวันอังคารที่ 1.0236 ฟรังค์/ดอลลาร์ และขยับขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับปอนด์ที่ 1.6350 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6353 ปอนด์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.40% แตะที่ 0.8698 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับของวันอังคารที่ 0.8733 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ดีดตัวขึ้น 0.04% แตะที่ 0.7191 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7188 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

โลรองต์ เดอบอยส์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Montreal of Fjord Capital กล่าวว่า ในช่วงแรกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงหลังจากเฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0-0.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว

แต่หลังจากนั้นไม่นานดอลลาร์สหรัฐเริ่มดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ หลังจากเฟดประกาศว่าจะชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้ โดยการขยายเวลาการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมถึงแฟนนี เม และเฟรดดี แมค วงเงินรวม 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ และขยายเวลาการเข้าซื้อตราสารหนี้ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล วงเงินรวม 2 แสนล้านดอลลาร์ ไปถึงแค่ไตรมาสแรกของปีพ.ศ.2553

"การที่เฟดยังคงเข้าซื้อตราสารหนี้และพันธบัตรสะท้อนให้เห็นว่า คณะกรรมการเฟดยังไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจมากนัก แต่การที่เฟดแถลงว่าจะชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดเป็นไปอย่างราบรื่นนั้น ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าเฟดวางแผนที่จะยุติการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ" เดอบอยส์กล่าว

ก่อนหน้านี้ นายโดมินิก สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เรียกร้องให้ผู้นำกลุ่ม G20 ยังคงใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกให้พ้นจากภาวะถดถอย พร้อมกับเตือนว่าวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจยังไม่สิ้นสุดลงในขณะนี้

สหรัฐเผยสต็อกน้ำมันดิบพุ่ง 2.8 ล้านบาร์เรล สต็อกเบนซินเพิ่ม 5.4 ล้านบาร์เรล
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 13 นาทีที่แล้ว
กระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ก.ย. พุ่งขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 335.6 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดพลังงานคาดว่าจะร่วงลง 1.5 ล้านดอลลาร์

ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นพุ่งขึ้น 3.0 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 170.8 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 1.4 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 5.4 ล้านบาร์เรล แตะที่ 213.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 400,000 บาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 1.3% เหลือเพียง 85.6%

บลูมเบิร์กรายงานว่า สต็อกน้ำมันข้างต้นไม่นับรวมกับคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ของสหรัฐซึ่งปัจจุบันมีน้ำมันดิบสำรองอยู่ประมาณ 689 ล้านบาร์เรล แต่รัฐบาลสหรัฐประกาศให้ปรับเพิ่มคลังน้ำมันสำรองประเภทดังกล่าวขึ้นสู่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรลภายในปีพ.ศ. 2570 เพื่อรับมือกับภาวะติดขัดที่อาจเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและการโจมตีของผู้ก่อการร้าย

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดร่วง $2.79 หลังสต็อกน้ำมันดิบ-เบนซินสหรัฐพุ่งเกินคาด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 51 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงหนักสุดในรอบ 5 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ (23 ก.ย.) หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบและเบนซินที่พุ่งขึ้นเหนือความคาดหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอัตราว่างงานที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ภาคครัวเรือนและภาคเอกชนลดการใช้จ่ายด้านพลังงาน

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนพ.ย.ร่วงลง 2.79 ดอลลาร์ หรือ 3.9% แตะที่ 68.97 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นการร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.2552 เป็นต้นมา หลังจากเคลื่อนตัวในกรอบ 71.05- 68.88 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 7.67 เซนต์ หรือ 4.3% แตะที่ 1.7049 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 5.27 เซนต์ ปิดที่ 1.7594 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนพ.ย.ร่วงลง 2.54 ดอลลาร์ ปิดที่ 67.99 ดอลลาร์/บาร์เรล

บิล โอกราดี้ หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัท Confluence Investment Management ในสหรัฐ กล่าวว่า นักลงทุนกระหน่ำขายสัญญาน้ำมันดิบและสัญญาน้ำมันประเภทอื่นๆอย่างหนัก หลังจากสต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินของสหรัฐพุ่งขึ้นเหนือความคาดหมาย ซึ่งบ่งชี้ว่าดีมานด์พลังงานอ่อนแอเนื่องจากประชนชนตกงานจำนวนมาก ขณะที่ภาคเอกชนลดการจ้างงานและการลงทุน

กระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ก.ย. พุ่งขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 335.6 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดพลังงานคาดว่าจะร่วงลง 1.5 ล้านดอลลาร์

ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นพุ่งขึ้น 3.0 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 170.8 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 1.4 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 5.4 ล้านบาร์เรล แตะที่ 213.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 400,000 บาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 1.3% เหลือเพียง 85.6%

อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบสามารถไต่ขึ้นจากระดับต่ำสุดของวันที่ระดับ 68.88 ดอลลาร์/บาร์เรลได้ เพราะได้แรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ร่วงลงหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0-0.25% และจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้น

จี20สนับสนุนแผนการของสหรัฐ สร้างสมดุลใหม่ให้เศรษฐกิจโลก
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 2 ชั่วโมง 23 นาทีที่แล้ว
ผู้นำมหาอำนาจตะวันตกพร้อมใจสนับสนุนแผนการของสหรัฐที่จะสร้างเศรษฐกิจโลกให้มีความสมดุลมากขึ้น และไม่ให้กลับไปทำธุรกิจแบบเดิมๆเมื่อมีการฟื้นตัวกลับมา


หุ้นโลกใกล้ระดับสูงสุดรอบ 11 เดือน เฟดฉุดดอลลาร์อ่อนค่าสุดในรอบปี
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 2 ชั่วโมง 25 นาทีที่แล้ว
หุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวานนี้โดยวนเวียนใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือนขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปี สวนทางกับดอลลาร์นิวซีแลนด์ที่แข็งสุดในรอบ 13 ปี อย่างไรก็ดี นักลงทุนซื้อขายอย่างระมัดระวังก่อนจะมีการตัดสินใจจากธนาคารกลางสหรัฐเมื่อคืนวานนี้


ภาคอุตสาหกรรมการผลิต-บริการในยุโรปขยายตัวในเดือนก.ย. บ่งชี้ศก.เริ่มฟื้น
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 14 ชั่วโมง 28 นาทีที่แล้ว
อุตสาหกรรมการผลิตและบริการของยุโรปในเดือนก.ย.ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจยุโรปกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

Markit Economics ระบุว่า ดัชนีชี้วัดบรรยากาศภาคการผลิตและบริการของยุโรปขยายตัวสู่ระดับ 50.8 จุด จากระดับ 50.4 จุด ในเดือนส.ค. โดยตัวเลขที่อยู่เหนือระดับ 50 จุด บ่งชี้ถึงภาวะการขยายตัว ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยุโรปพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือนในเดือนส.ค.

เศรษฐกิจยุโรปแสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งรุนแรงในรอบกว่า 60 ปี หลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และธนาคารกลางยุโรปอัดฉีดเงินหลายพันล้านยูโรเข้าสู่ตลาด แต่สมาชิกคณะกรรมาธิการกำหนดนโยบายของ ECB กล่าวว่า อัตราว่างงานที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราต้องจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง

คาร์สเทน จูนัส นักวิเคราะห์จากเดก้า แบงก์ ในแฟรงก์เฟิร์ตกล่าวผ่านทางบลูมเบิร์กว่า "เป็นเรื่องดีมากที่ดัชนีเคลื่อนไหวเหนือระดับ 50 จุด เพราะแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มีเสถียรภาพและกำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังขยายตัวได้แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ในก่อนหน้านี้ และคาดว่าจะดีดตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 3"

ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2473 หลังจากรัฐบาลใช้จ่ายเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การลดหย่อนภาษี และการใช้จ่ายรัฐบาล ขณะที่ ECB ตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1% พร้อมส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเร็วๆนี้

ด้านคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า เศรษฐกิจยุโรปอาจขยายตัว 0.2% ในไตรมาสนี้ และจะขยายตัวที่ 0.1% ในไตรมาส 4 หลังจากที่ไตรมาส 2 เศรษฐกิจหดตัวแค่ 0.1% เพราะเศรษฐกิจเยอรมนี ฝรั่งเศสเริ่มดีขึ้น

นายกตีระฆังปิดตลาดหุ้นเฟดชี้ศก.เริ่มฟื้น
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลง แม้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐในวันนี้ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ทำหน้าที่ลั่นระฆังปิดตลาด ดัชนีเคลื่อนไหวเบาบาง ก่อนขยับลงมาอยู่ในแดนลบ เพราะนักลงทุนขายทำกำไร แม้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะเผยรายงานหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง และเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำใกล้ 0% ต่อไป ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 2.79 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 68.97 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 9,748.55 จุด ลดลง 81.32 จุด หรือ 0.83% ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 2,131.42 จุด ลดลง 14.88 จุด หรือ 0.69% และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 1,060.87 จุด ลดลง 10.79 จุด หรือ 1.01%

ตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 5,139.37 จุด ลดลง 3.23 จุด หรือ 0.06% ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 5,702.05 จุด ลดลง 7.33 จุด หรือ 0.13% และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,821.79 จุด ลดลง 1.73 จุด หรือ 0.05% ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 67.99 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 2.54 ดอลลาร์สหรัฐ

ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 1,013.00 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 1.20 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 1012.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 2.75 ดอลลาร์สหรัฐ

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ดอลล์แข็ง ฉุดทองคำปิดลบ $1.10
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 18 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (23 ก.ย.) เพราะได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวภายหลังการประชุมว่าจะชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าถือครองดอลลาร์ส

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดลบ 1.10 ดอลลาร์ แตะที่ 1,014.40 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 1.10 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,007.20-1,020.40 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 16.910 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 20.50 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,327.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 11.40 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 297.65 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 4.75 ดอลลาร์

เจมส์ มัวร์ นักวิเคราะห์จาก TheBullionDesk.com กล่าวว่า สัญญาทองคำถูกแรงขายกระหน่ำเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ หลังจากเฟดแถลงว่าจะชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดเป็นไปอย่างราบรื่นนั้น ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการปูทางไปสู่แผนการยุติใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวันข้างหน้า

กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำรายใหญ่สุดของโลก ได้ถือครองทองคำทั้งสิ้น 1,101.73 ตันจนถึงขณะนี้ ซึ่งทรงตัวจากระดับก่อนหน้านี้

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: แรงขายหุ้นพลังงาน ฉุดฟุตซี่ปิดลบ 3.23 จุด

Thursday, September 24, 2009 08:00:00
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบเมื่อคืนนี้ (23 ก.ย.) เพราะได้รับปัจจัยลบจากการร่วงลงของตลาดหุ้นนิวยอร์ก รวมทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ดิ่งลงต่ำกว่าระดับ 69 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงด้วย

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดลบ 3.23 จุด หรือ 0.1% แตะที่ 5,139.37 จุด

อังกัส แคมป์เบลล์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Capital Spreads ในลอนดอนกล่าวว่า ตลาดหุ้นลอนดอนได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของตลาดหุ้นนิวยอร์ก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังวางแผนยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การร่วงลงของราคาน้ำมันดิบยังฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงด้วย

หุ้นรอยัล ดัทช์ เชลล์ ปิดร่วง 1.6% หุ้นบีพีปิดลบ 1.5% หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ดิ่งลงต่ำกว่าระดับ 69 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายหลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ก.ย. พุ่งขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 335.6 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดพลังงานคาดว่าจะร่วงลง 1.5 ล้านดอลลาร์

หุ้นโวดาโฟน ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของโลก ปิดบวก 1.3% จากข่าวที่ว่าบริษัทกำลังวางแผนให้บริการลูกค้าให้สามารถเข้าไปใช้งานบนเว็บไซต์ Facebook และ Twitter ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิเปิดตลาดบวก 34.99 จุด ขณะนักลงทุนจับตาประชุม G20
Thursday, September 24, 2009 08:16:47
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดเพิ่มขึ้นในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นหลังจากตลาดปิดทำการเป็นเวลา 3 วัน อย่างไรก็ตาม นิกเกอิเปิดตลาดบวกเพียงเล็กน้อยเนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลต่อการร่วงลงของตลาดหุ้นนิวยอร์ก นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีท่าทีระมัดระวังก่อนที่การประชุม G20 จะเริ่มขึ้นในวันนี้

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดบวก 34.99 จุด แตะที่ 10,405.53 จุด

โบรกเกอร์กล่าวว่า แม้แรงซื้อได้หนุนนิกเกอิเปิดตลาดดีดตัวขึ้นหลังจากที่ตลาดปิดทำการไปเมื่อวันที่ 21-23 ก.ย. แต่แรงบวกถูกสกัดลงเนื่องจากตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจยุติการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูการประชุม G20 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 ก.ย.ที่เมืองพิทซ์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา หลังจากมีการคาดการณ์ว่าผู้นำกลุ่ม G20 อาจใช้มาตรการคุมเข้มด้านการเงิน
--อินโฟเควสท์--

ยูโรอ่อนค่าลงเทียบดอลลาร์ที่ตลาดโตเกียว ก่อนจี-20 เปิดฉากประชุมวันนี้
Thursday, September 24, 2009 08:44:06
เงินยูโรอ่อนค่าลงจากระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าวันนี้ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะหารือถึงสถานการณ์การแข็งค่าของ 16 สกุลเงินหลักที่ซื้อขายกันในตลาดปริวรรตเงินตรา ในการประชุมกลุ่มผู้นำประเทศจี 20 ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในวันนี้

นอกจากนี้ เงินยูโรยังเคลื่อนไหวอ่อนค่าหลังจากที่สื่อรายงานอ้างการเปิดเผยของรัฐบาลฝรั่งเศสว่า มีความกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินยูโร และหวังกดดันให้ที่ประชุมจี 20 กำหนดกรอบเวลาการหารือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน

เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์เทรดใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ในช่วงที่ตลาดหุ้นเอเชียไต่ระดับขึ้นซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนต้องการถือครองสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง

บลูมเบิร์กรายงานว่า ณ เวลา 09:45 น.ตามเวลาโตเกียว เงินยูโรเคลื่อนไหวที่ 1.4743 ดอลลาร์/ยูโร เมื่อเทียบกับระดับ 1.4735 ดอลลาร์/ยูโรเมื่อวานนี้ และเมื่อเทียบกับเงินเยนพบว่า เงินยูโรซื้อขายกันที่ 134.58 เยน/ยูโร จากระดับ 134.52 เยน/ยูโร

เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวที่ระดับ 91.28 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 91.29 เยน/ดอลลาร์

เงินดอลลาร์ออสเตรเลียเคลื่อนไหวที่ 72.06 เซนต์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 71.97 เซนต์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์เมื่อวานนี้ เพราะจากอัตราดอกเบี้ยของนิวซีแลนด์ที่ 2.5% เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยในญี่ปุ่นที่ 0.1% ทำให้นักลงทุนต้องการถือครองสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงมากกว่า

ไดซากุ อูเอโนะ นักวิเคราะห์จาก Gaitame.Com Research Institute Ltd กล่าวว่า ธนาคารกลางยุโรปไม่ได้เข้าแทรกแซงตลาดพื่อลดการแข็งค่าของสกุลเงิน และเราจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง ว่าการที่เงินยูโรแข็งค่าเมื่อช่วงที่ผ่านมาจะกรระตุ้นให้เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายทางการเงินเปลี่ยนท่าทีการกำหนดนโยบายการคลังหรือไม่
--อินโฟเควสท์--
Read More

23 September 2009

News Update : 23/09/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: แรงซื้อหุ้นพลังงาน หนุนดาวโจนส์ปิดบวก 51.01 จุด
Wednesday, September 23, 2009 06:30:00
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและโลหะหลังจากราคาน้ำมันดิบและโลหะในตลาดโลกทะยานขึ้น นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มการเงินดีดตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายค่อนข้างซบเซาเนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากมีท่าทีระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเสร็จสิ้นลงในคืนวันพุธตามเวลาประเทศไทย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 51.01 จุด หรือ 0.52% แตะที่ 9,829.87 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 7.00 จุด หรือ 0.66% แตะที่ 1,071.66 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 11 เดือน และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 8.26 จุด หรือ 0.39% แตะที่ 2,146.30 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.27 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 5 ต่อ 2 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.51 พันล้านหุ้น

อาร์ท โฮแกน นักวิเคราะห์จากบริษัท Jefferies & Co ในนิวยอร์ก กล่าวกับเอพีว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงทำให้ราคาพลังงานและโลหะในตลาดโลกทะยานขึ้น ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มโลหะดีดตัวขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการซื้อขายค่อนข้างซบเซาเนื่องจากนักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังก่อนที่การประชุมเฟดจะเสร็จสิ้นลงในคืนวันพุธ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25%

ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคซึ่งจัดทำโดย ABC News บ่งชี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 20 ก.ย.เพิ่มขึ้นสู่ระดับ -46 จุด จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ -49 จุด

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันพุธ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดจะประกาศมติการประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่วันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติรายงานยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค.

ส่วนวันศุกร์ กระทรวงพาณิชย์จะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. และยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบและโลหะหนุนหุ้นยูเอส สตีล ปิดบวก 4.6% หุ้น Chesapeake Energy Corp ปิดบวก 3.6% ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินดีดตัวขึ้น โดยหุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกา ปิดบวก 1.2% และหุ้นธนาคารชาร์ล็อตปิดบวก 2.1%

หุ้นกูเกิลปิดพุ่งขึ้น 2.06 ดอลลาร์ ปิดที่ 499.06 ดอลลาร์ หลังจากนักวิเคราะห์ของแคนาคอร์ด อดัมส์ ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาหุ้นกูเกิลขึ้นสู่ระดับ 560 ดอลลาร์เมื่อวานนี้
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดบวก $1.84 ขณะนักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมัน
Wednesday, September 23, 2009 06:59:00
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) เพราะได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์ของสหรัฐ และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะเสร็จสิ้นในวันพุธ

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 1.84 ดอลลาร์ หรือ 2.64% ปิดที่ 71.55 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 69.61-71.85 ดอลลาร์ (สัญญาน้ำมันดิบเดือนต.ค.ครบกำหนดส่งมอบแล้วในวันอังคารที่ 22 ก.ย.)

ส่วนราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ย.ปิดบวก 1.83 ดอลลาร์ แตะที่ 71.76 ดอลลาร์/บาร์เรล

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 6.04 เซนต์ ปิดที่ 1.8121 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 3.02 เซนต์ ปิดที่ 1.7816 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนพ.ย.พุ่งขึ้น 1.84 ดอลลาร์ ปิดที่ 70.53 ดอลลาร์/บาร์เรล

ฟิล ไฟนน์ นักวิเคราะห์จาก PFGBest กล่าวว่า "สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นนักลงทุนให้เข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบ แต่หากดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงมากไปกว่านี้ก็จะขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ"

นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ซึ่งกระทรวงพลังงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันพุธนี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 1.1 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นจะเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้น 400,000 บาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันอาจลดลง 0.9%

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูผลการประชุมเฟดหลังจากมีการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0-0.25% และข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดขายบ้านมือสองประจำเดือนส.ค., ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนประจำเดือนส.ค. และยอดขายบ้านใหม่ประจำเดือนส.ค.
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองคำปิดพุ่ง $10.60 หลังดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัว
Wednesday, September 23, 2009 07:19:00
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 10 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) เพราะได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ร่วงลง ซึ่งช่วยพยุงสัญญาทองคำปิดบวกเป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะเสร็จสิ้นในวันพุธ เพื่อจับทิศทางสกุลเงินดอลลาร์

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 1,015.50 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 10.60 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,004.20-1,021.50 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 17.115 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 23.50 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,339.20 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 17.00 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 302.40 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 3.25 ดอลลาร์

แมท เซมาน นักวิเคราะห์จากบริษัท LaSalle Futures Group Inc ในเมืองชิคาโก กล่าวว่า สัญญาทองคำได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ร่วงลงเมื่อเทียบกับเงินยูโร โดยดัชนีดอลลาร์ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี หลังจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว ซึ่งทำให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า

เซมานกล่าวว่า สัญญาทองคำดีดตัวขึ้นหลังจากร่วงลงเมื่อวันจันทร์ เพราะได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่าคณะกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟอนุมัติการขายทองคำสำรองในปริมาณ 403.0 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 8 ของปริมาณทองคำสำรองในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่จะให้สอดคล้องกับแผนการลดยอดขาดดุลงบประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ในอีก 4 ปีข้างหน้า

รายงานระบุว่า ณ วันที่ 21 ก.ย. กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำรายใหญ่สุดของโลก ถือครองทองคำทั้งสิ้น 1,101.735 ตัน เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ 1,086.479 ตัน
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: แรงซื้อหุ้นเหมือง หนุนฟุตซี่ปิดบวก 8.24 จุด
Wednesday, September 23, 2009 07:44:00
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาโลหะได้หนุนหุ้นกลุ่มโลหะทะยานขึ้น รวมถึงหุ้นริโอ ตินโต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่มีท่าทีระมัดระวังก่อนที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเสร็จสิ้นในวันพุธนี้

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 8.24 จุด หรือ 0.16% แตะที่ 5,142.60 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 5,134.36-5,189.88 จุด

ฟิลิป จิลเล็ต นักวิเคราะห์จาก IG Index กล่าวว่า หุ้นริโอ ทินโต ปิดพุ่ง 2.4% หลังจากราคาโลหะทองแดงในตลาดลอนดอนทะยานขึ้น และจากข่าวที่ว่าริโอ ทินโต ตกลงขายกิจการบริษัท อัลแคน คอมโพสิทส์ ให้กับบริษัท สวิทเตอร์ เทคโนโลยี เอจี มูลค่า 349 ล้านดอลลาร์ เพื่อลดภาระหนี้สิน

ส่วนหุ้นตัวอื่นๆในกลุ่มเหมืองแร่นั้น หุ้นเวแดนต้า รีซอสเซส ปิดบวก 1.9% และหุ้นลอนมินปิดพุ่ง 2.3% ส่วนหุ้นเฟรสนิลโล ซึ่งเป็นผู้ผลิตโลหะเงินรายใหญ่ของโลก ปิดบวก 3.6% และหุ้นแรนด์โกลด์ รีซอสเซส ปิดบวก 2%

หุ้นกลุ่มพลังงานทะยานขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นเพราะได้รับแรงหนุนจากความอ่อนแอของดอลลาร์ โดยหุ้นรอยัล ดัทช์ เชลล์ ปิดบวก 0.7% หุ้นบีพีปิดพุ่ง 0.9% และหุ้นเคร์น เอ็นเนอร์จี ปิดบวก 1.1%

ส่วนหุ้นทุลโลว์ ออยล์ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจน้ำมัน ปิดบวก 0.35% หลังจากบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์ ปรับเพิ่มเป้าหมายราคาหุ้นทุลโลว์ ออยล์ สู่ระดับ 1,500 เพนซ์ จากเดิมที่ระดับ 1,225 เพนซ์
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์ร่วงหนักเทียบยูโร หลังเทรดเดอร์เทขายก่อนรู้ผลประชุมเฟด
Wednesday, September 23, 2009 08:03:00
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปีเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐที่ฟื้นตัวขึ้นส่งผลให้เทรดเดอร์ลดการถือครองดอลลาร์และแห่เข้าซื้อสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า โดยดีมานด์ดอลลาร์อ่อนตัวลงอย่างมากก่อนที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเสร็จสิ้นลงในคืนวันพุธ และก่อนที่การประชุมสุดยอดกลุ่มจี-20 จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปีเมื่อเทียบกับเงินยูโรที่ 1.48 ยูโรต่อดอลลาร์ และดิ่งลงเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 91.120 เยน จากระดับปิดวันจันทร์ที่ 92.040 เยน

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์ดิ่งลงเมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ระดับ 1.6352 ปอนด์ต่อดอลลาร์ จากระดับของวันจันทร์ที่ 1.6194 ปอนด์ต่อดอลลาร์

เทรดเดอร์ลดการถือครองดอลลาร์และแห่เข้าซื้อสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า หลังจากผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคซึ่งจัดทำโดย ABC News บ่งชี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 20 ก.ย.เพิ่มขึ้นสู่ระดับ -46 จุด จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ -49 จุด

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันพุธ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดจะประกาศมติการประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ย วันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติรายงานยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค.

ส่วนวันศุกร์ กระทรวงพาณิชย์จะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. และยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.

นักวิเคราะห์ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็น คาดการณ์ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0-0.25% ในการประชุม 2 วันซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันพุธที่ 23 ก.ย.นี้

กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากขึ้น เพราะเชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐจะยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบปีและยอดขาดดุลงบประมาณพุ่งเหนือระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ก็ตาม

ดัชนีดอลลาร์ที่ร่วงลง 15% จากระดับสูงสุดที่ทำไว้เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ขณะที่กลุ่มผู้จัดการกองทุนมั่นใจว่าเม็ดเงินลงทุนของพวกเขาจะปลอดภัยในสหรัฐ เพราะเชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นจีน:เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดตลาดเช้าขยับขึ้น 0.01% ตามดาวโจนส์
Wednesday, September 23, 2009 08:53:27
ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดตลาดเช้าวันนี้ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยบรรยากาศการซื้อขายเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและโลหะ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตขยับขึ้น 0.01% แตะ 2,897.81จุด ส่วนดัชนีหุ้นเสิ่นเจิ้นอ่อนตัว 0.22% แตะ 11,787.87 จุด
--อินโฟเควสท์--
Read More

21 September 2009

News Update : 21/09/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: นักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หนุนดาวโจนส์ปิดบวก 36.28 จุด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 19 กันยายน 2009 06:30:00 น.
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (18 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากทางการสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด รวมถึงดัชนีภาคการผลิต ตัวเลขสร้างบ้าน และตัวเลขว่างงานประจำสัปดาห์ นอกจากนี้ การที่นักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ส แคปิตอล ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ก็ยิ่งกระตุ้นภาวะการซื้อขายให้คึกคักขึ้นด้วย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 36.28 จุด หรือ 0.4% แตะที่ 9,820.20 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดขยับขึ้น 2.81 จุด หรือ 0.3% แตะที่ 1,068.30 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 6.11 หรือ 0.3% แตะที่ 2,132.86 จุด

บลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนหลังจากนักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ส แคปิตอล ปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐในไตรมาสแรกปีหน้า เป็นขยายตัว 5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 3% และคาดกว่าเศรษฐกิจจะเริ่มขยายตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้

ขณะเดียวกันตลาดได้รับปัจจัยบวกจากการพุ่งขึ้นของราคาหุ้นพร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิ้ล (พีแอนด์จี) หลังจากนักวิเคราะห์ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นพีแอนด์จี โดยให้เหตุผลว่าพีแอนด์จีมียุทธศาสตร์การกำหนดราคาที่สามารถแข่งขันกันคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดได้

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส รวมถึงจำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการในระหว่างว่างงานลดลงแตะระดับ 545,000 รายในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 12 ก.ย. จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ 557,000 ราย ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 555,000 ราย

ส่วนอัตราการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนส.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% และเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 69.6% ในเดือนส.ค. นอกจากนี้ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 1.5% แตะระดับ 598,000 ยูนิต

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมีท่าทีวิตกกังวลหลังจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นนิวยอร์ก ลอนดอน และโตเกียว ซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กบ่งชี้ว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นทั่วโลกน้อยลงเนื่องจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะซบเซาลงอีกในช่วง 6 เดือนข้างหน้า หลังจากดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 6 ปี

ทั้งนี้ หุ้นพีแอนด์จีปิดบวก 3.2% หุ้นปาล์ม อิงค์ ปิดลบ 3%

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: มั่นใจทิศทางเศรษฐกิจ หนุนฟุตซี่ปิดบวก 8.94 จุด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 19 กันยายน 2009 08:09:00 น.
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (18 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อผลประกอบการภาคเอกชนและเศรษฐกิจของอังกฤษ นอกจากนี้ การดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์กนับเป็นอีกปัจจัยที่หนุนตลาดหุ้นลอนดอนปิดในแดนบวก

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 8.94 จุด แตะที่ 5,172.89 จุด

นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ปกล่าวว่า ตลาดหุ้นลอนดอนได้รับแรงหนุนหลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมถึงผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนส.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% และเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 นอกจากนี้ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 1.5% แตะระดับ 598,000 ยูนิต

หุ้นสแตนดาร์ด ไลฟ์ ซึ่งเป็นบริษัทประกันรายใหญ่ของสก็อตแลนด์ พุ่งขึ้น 1.8% หลังจากโกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นดังกล่าวขึ้นสู่ระดับ "แนะนำให้ซื้อ" เนื่องจากความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดหมุนเวียนในบริษัท

ส่วนหุ้นแฮมเมอร์สัน ซึ่งเป็นเจ้าของช็อปปิ้งมอลล์หลายแห่งในอังกฤษ รวมถึงห้างเบรนท์ ครอส ในลอนดอน พุ่งขึ้น 2.6% หุ้นอันโตฟากัสต้า ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองทองแดงของชิลี ปิดลบ 1.2% หลังจากราคาทองแดงในตลาดโลหะลอนดอนดิ่งลง 3.5% แตะระดับ 6,162 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดลบ 43 เซนต์ ขณะนักลงทุนจับตาสถานการณ์อิหร่าน
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 19 กันยายน 2009 06:59:00 น.
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (18 ก.ย.) ซึ่งเป็นการปิดลบติดต่อกัน 2 วัน หลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเทขายทำกำไร อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันปิดลบไม่มากนักเนื่องจากมีนักลงทุนบางกลุ่มเข้าซื้อเก็งกำไร หลังจากมีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีอิหร่าน

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 43 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 72.04 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 72.66-71.27 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 1.88 เซนต์ ปิดที่ 1.8324 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 32 เซนต์ ปิดที่ 3.778 ดอลลาร์/1,000 ลูกบาศก์ฟุต

นักลงทุนเทขายทำกำไรสัญญาน้ำมันดิบ หลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนหนึ่งยังคงส่งแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาในตลาดหลังจากมีรายงานว่ากลุ่มผู้สนับสนุน นาย มีร์ ฮอสเซ็น มูซาวี แกนนำนักการเมืองฝ่ายค้านในอิหร่านหลายพันคนได้เดินขบวนต่อต้าน


ประธานาธิบดี มาห์หมุด อมาดิเนจ๊าด และเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มผู้ประท้วงคัดค้านผลการเลือกตั้งเมื่อ 2 เดือนก่อนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ โดยกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งชูป้ายผ้าสีเขียวที่เป็นสัญลักษณ์ของนาย มูซาวี ได้รวมตัวกันที่จตุรัสวาลี อัสเซอร์ โดยไม่สนใจคำสั่งห้ามของรัฐบาล

จอห์น คิลดัฟฟ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท MF Global กล่าวว่า "การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ถ่วงสัญญาน้ำมันดิบร่วงลง แต่สถานการณ์ในอิหร่านยังคงน่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านของอิหร่านถือโอกาสใช้วันคุดส์ หรือวันต่อต้านการยึดครองกรุงเยรูซาเรม เป็นวันชุมนุมประท้วง นับเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง"

นักลงทุนยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มโอเปค หลังจากนสพ.คูเวต ไทมส์รายงานอ้างการเปิดเผยของผู้แทนคูเวตว่า โอเปคจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันในปีหน้าเพื่อให้เกิดความสมดุล ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกลุ่มโอเปคคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้น้ำมันน่าจะลดลง 460,000 บาร์เรล/วัน

เมื่อปีที่แล้ว โอเปคได้ตัดสินใจลดการผลิตน้ำมันลงทั้งสิ้น 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อพยุงราคาน้ำมันที่ร่วงลงนับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี ในปีนี้ กลุ่มโอเปค ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 12 ประเทศ และผลิตน้ำมันได้ร้อยละ 40 ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก ได้คงระดับการผลิตเอาไว้ เนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มดีดตัวขึ้นและเห็นว่าราคาน้ำมันในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองคำปิดร่วง $3.20 หลังดอลล์ฟื้นตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 19 กันยายน 2009 07:15:00 น.
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (18 ก.ย.) เพราะได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่ฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม สัญญาทองคำยังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์ได้เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรเพราะเชื่อว่าสกุลเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยหนุนสัญญาทองคำในระยะกลาง

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 3.20 ดอลลาร์ หรือ 0.3% ปิดที่ 1,010.30 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1017.0-1010.0 ดอลลาร์/ออนซ์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 20 เซนต์ ปิดที่ 17.065 ดอลลาร์/ออนซ์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 0.2% ปิดที่ 1,338.20 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 0.4% ปิดที่ 304.50 ดอลลาร์/ออนซ์

จิสเบิร์ต โกรเอ็นเวเจน นักวิเคราะห์จากบริษัท Gold Arrow Capital Management ในนิวยอร์ก กล่าวว่า การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ทำให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำและน้ำมันดิบ แต่คาดว่าในระยะกลางนี้ ดอลลาร์ยังคงมีแนวโน้มอ่อนตัว ซึ่งจะเป็นแรงหนุนทองคำ อย่างไรก็ตาม การที่สัญญาทองคำเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์เป็นเวลาหลายวัน ก็อาจทำให้นักลงทุนและผู้บริโภคนำทองคำออกมาขายเพื่อทำกำไร

สัญญาทองคำในตลาด COMEX ที่ทะยานขึ้นเหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์/ออนซ์ กำลังกระตุ้นผู้บริโภคนำทองรูปพรรณจำพวกสร้อยข้อมือและสร้อยคอทองคำออกมาขายและได้กำไรมากถึง 6 เท่า โดยฟิลิป แคล็ปวิจ ประธานบริษัท GFMS Ltd ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยอุตสาหกรรมทองคำ คาดการณ์ว่า ผู้บริโภคจะนำเครื่องประดับทองคำออกมาขายมากขึ้นอีก 22% ในปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในรอบกว่า 60 ปีทำให้อัตราว่างงานในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์พุ่ง หลังนลท.ลดถือครองสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 19 กันยายน 2009 07:46:00 น.
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร เยน และปอนด์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (18 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนลดการถือครองสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง รวมถึงเงินยูโรและปอนด์ ขณะที่เงินเยนอ่อนตัวลงหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คงอัตราดอกเบี้ยและปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

บลูมเบิร์กรายงานว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 22% เมื่อเทียบกับยูโรที่ระดับ 1.4705 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพฤหัสบดีที่ 1.4738 ยูโร/ดอลลาร์ และพุ่งขึ้น 0.35% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 91.360 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 91.040 เยน/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.18% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0302 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0283 ฟรังค์/ดอลลาร์ และพุ่งขึ้น 1.14% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.6256 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6444 ปอนด์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.54% แตะที่ 0.8672 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8719 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ร่วงลง 0.37% แตะที่ 0.7079 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7105 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

เอคิโอะ โยชิโนะ หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัท Societe Generale Asset Management กล่าวว่า ดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนเทขายสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า โดยเงินเยนร่วงลงหลังจากที่ประชุมบีโอเจตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมที่ 0.10% เมื่อวันพฤหัสบดี พร้อมกับปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ

ผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนในตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลกซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก บ่งชี้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นสกุลเงินหลักในระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของโลก จะร่วงลงในอีก 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์ หรือ Dollar Index ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้าของสหรัฐ โดยวันจันทร์ สำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด จะเปิดเผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐเดือนส.ค. ส่วนวันพุธ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศมติการประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ย

กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติรายงานยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค. ส่วนวันศุกร์ กระทรวงพาณิชย์จะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. และยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.

ไรท์มูฟเผยราคาบ้านในอังกฤษขยับขึ้น 0.6% เดือนก.ย.หลังตลาดอสังหาฯฟื้นตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 16 นาทีที่แล้ว
ไรท์มูฟ พีแอลซี ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่สุดของอังกฤษเดเผยว่า ราคาบ้านโดยเฉลี่ยในอังกฤษเพิ่มขึ้น 0.6% แตะที่ 223,996 ปอนด์ หรือ 364,000 ดอลลาร์ในเดือนก.ย. โดยราคาบ้านในลอนดอนปรับตัวขึ้นมากที่สุด เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มฟื้นตัวขึ้นและซัพพลายที่อยู่อาศัยภายในประเทศลดน้อยลง

ขณะที่ฮาลิแฟกซ์เปิดเผยว่า ราคาบ้านในอังกฤษเดือนส.ค.ปรับตัวขึ้น 0.8% มาอยู่ที่ 160,973 ปอนด์ หรือ 266,000 ดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนเงินกู้ที่อยู่ในระดับต่ำช่วยดึงดูดกลุ่มผู้สนใจซื้อบ้าน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่บลูมเบิร์กได้สำรวจความคิดเห็นคาดว่าราคาบ้านจะปรับตัวขึ้น 1%

ราคาบ้านที่ขยับขึ้นนี้นับเป็นอีกสัญญาณที่บ่งชี้ว่า วิกฤตตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มคลี่คลาย โดยยอดการอนุมัติเงินกู้เพื่อการจำนองก็ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือนเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษเตรียมใช้แผนซื้อพันธบัตรมูลค่า 1.75 แสนล้านปอนด์ด้วยเงินทุนใหม่ต่อไปเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ บลูมเบิร์กรายงาน

นักวิเคราะห์โพลล์บลูมเบิร์กคาดยอดขายบ้าน-สั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐในเดือนส.ค.ขยายตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 17 ชั่วโมง 22 นาทีที่แล้ว
ยอดขายบ้านของสหรัฐและยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนส.ค.มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐกำลังหลุดพ้นจากภาวะถดถอยครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1930

นักวิเคราะห์จากโพลล์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสองในเดือนส.ค.จะไต่ระดับขึ้นแตะที่ 5.79 ล้านหลัง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี ขณะที่ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.4% ซึ่งทำสถิติขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4

ตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาคการผลิตเป็น 2 ภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพจากอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อบ้านหลังแรก และโครงการนำรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ที่ช่วยหนุนอุปสงค์ให้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดว่า นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไป เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

สจ๊วร์ต ฮอฟแมน นักวิเคราะห์จากพีเอ็นซี ไฟแนนเชียล เซอร์วิส กรุ๊ป อิงค์กล่าวว่า "เรากำลังหลุดพ้นจากภาวะถดถอย และอยู่ในช่วงแรกของการฟื้นตัว ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ต่างๆยังมีความเปราะบางอยู่มาก ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง ซึ่งนั่นหมายความว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในขณะนี้"
--อินโฟเควสท์--
Read More

18 September 2009

News Update : 18/09/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: แรงขายทำกำไร ถ่วงดาวโจนส์ปิดขยับลง 7.79 จุด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 58 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดาวโจนส์ทะยานขึ้นติดต่อกันหลายวัน อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์ปิดลบเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะตลาดได้รับแรงหนุนหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขว่างงานประจำสัปดาห์ที่ลดลงเกินคาด

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 7.79 จุด หรือ 0.08% แตะที่ 9,783.92 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 3.27 จุด หรือ 0.31% แตะที่ 1,065.49 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดขยับลง 6.40 จุด หรือ 0.30% แตะที่ 2,126.75 จุด

ปริมาณซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.52 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 17 ต่อ 13 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.61 พันล้านหุ้น

เจฟ เคล็นท็อป หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัท แอลพีแพล ไฟแนนเชียลในนิวยอร์ก กล่าวว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นไปเคลื่อนในแดนบวกหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการในระหว่างว่างงานลดลงแตะระดับ 545,000 รายในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 12 ก.ย. จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ 557,000 ราย ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 555,000 ราย

"แต่ในช่วงบ่ายนักลงทุนเริ่มเข้ามาเทขายทำกำไร หลังจากดาวโจนส์ทะยานขึ้นติดต่อกัน 3 วัน แม้ตัวเลขว่างงานรายสัปดาห์ร่วงลงเกินคาดและตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือนก็ตาม โดยตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 1.5% แตะระดับ 598,000 ยูนิต" เคล็นท็อปกล่าว

มิเชล เมเยอร์ นักวิเคราะห์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล อิงค์กล่าวว่า ราคาบ้านที่ลดลง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลได้ช่วยกระตุ้นยอดขายบ้านให้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังหนุนให้บริษัทก่อสร้างกลับเข้ามาในตลาดเพื่อดำเนินโครงการต่างๆต่อไป ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและการผลิตแสดงเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัว หลังจากอุตสาหกรรมทั้ง 2 ภาคส่วนนี้ได้ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะถดถอย ทั้งนี้คาดว่า การลง

ทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3

ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นนิวยอร์ก ลอนดอน และโตเกียว ซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กบ่งชี้ว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นทั่วโลกน้อยลงเนื่องจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะซบเซาลงอีกในช่วง 6 เดือนข้างหน้า หลังจากดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 6 ปี

โดยดัชนีความเชื่อมั่นตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 46.2 จุด ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นตลาดหุ้นญี่ปุ่นดิ่งลงต่ำกว่าระดับ 50 จุดในเดือนก.ย. อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมีมุมมองที่เป็นบวกว่าตลาดหุ้นฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และเม็กซิโกจะฟื้นตัวขึ้น

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มการเงิน กลุ่มพลังงาน และกลุ่มอื่นๆที่เคยนำตลาดพุ่งขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ต่างร่วงลงเมื่อคืนนนี้ โดยหุ้นอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ปิดร่วง 2.3% หุ้นเอ็กซอน โมบิล ปิดลบ 0.7%

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์ร่วงเทียบยูโร,ปอนด์ หลังสหรัฐเผยข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแกร่ง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 46 นาทีที่แล้ว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและปอนด์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งซึ่งกระตุ้นนักลงทุนให้เทขายดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเยนหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้ ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าจะไม่เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.19% เมื่อเทียบยูโรที่ระดับ 1.4738 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.4710 ยูโร/ดอลลาร์ และดิ่งลง 0.30% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 1.0283 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0314 ฟรังค์/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.22% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.6450 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.6487 ปอนด์/ดอลลาร์ แต่ดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้น 0.26% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 91.110 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 90.870 เยน/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.16% แตะที่ 0.8712 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับของวันพุธที่ 0.8726 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ดิ่งลง 0.38% แตะที่ 0.7103 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7130 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

ซาชา ติฮานนี นักวิเคราะห์ด้านปริวรรตเงินตราจากบริษัท สโกเทีย แคปิตอล กล่าวว่า "ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนมองว่าภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวทำให้ดอลลาร์มีความน่าสนใจน้อยลง หลังจากที่เมื่อก่อนเคยมองว่าดอลลาร์เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะถดถอยรุนแรง"

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงหลังจากทางการสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการในระหว่างว่างงานลดลงแตะระดับ 545,000 รายในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 12 ก.ย. จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ 557,000 ราย ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 555,000 ราย

ส่วนค่าเงินปอนด์ได้รับแรงหนุนหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกทรงตัวในช่วงเดือนส.ค. ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ลดลง นับเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคกำลังลดการใช้จ่ายท่ามกลางตัวเลขว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เงินเยนฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ประชุมบีโอเจตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมที่ 0.10% เมื่อวานนี้ พร้อมกับปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ

ผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนในตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลกซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก บ่งชี้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองที่เป็นลบต่อสกุลเงินดอลลาร์มากที่สุดในรอบ 18 เดือน เนื่องจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นทำให้นักลงทุนลดการถือครองดอลลาร์ หลังจากที่เคยมองว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย
ผลสำรวจบ่งชี้ว่า นักลงทุนในตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลกคาดการณ์ว่าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นสกุลเงินหลักในระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของโลก จะร่วงลงในอีก 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์ หรือ Dollar Index ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดลบ 4 เซนต์ จากแรงขายทำกำไร
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 32 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแข็งแกร่งติดต่อกันหลายวัน อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบปิดลบเพียงเล็กน้อยเนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังขานรับรายงานสต็อกน้ำมันดิบที่ร่วงลงเกินคาด ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นได้ช่วยหนุนดีมานด์พลังงานเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 4 เซนต์ ปิดที่ 72.47 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 72.90-72.47 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.8512 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 1.5 เซนต์ ปิดที่ 1.8409 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 12 เซนต์ ปิดที่ 71.55 ดอลลาร์/บาร์เรล

ไมเคิล ลินช์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Strategic Energy & Economic Research ในรัฐเมสซาชูเซทส์ กล่าวว่า "ตลาดน้ำมันดิบเคลื่อนไหวอย่างไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยที่ทำให้สัญญาน้ำมันดิบปิดอ่อนตัวลงเมื่อคืนนี้มาจากแรงขายทำกำไร ทั้งๆที่เมื่อวันก่อนกระทรวงพลังงานสหรัฐได้รายงานสต็อกน้ำมันดิบที่ร่วงลงเกินคาดและสะท้อนถึงดีมานด์พลังงานที่ยังเพิ่มขึ้นในสหรัฐ"

กระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 11 ก.ย.ร่วงลง 4.7 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 332.8 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเพียง 2.4 ล้านบาร์เรล
ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 167.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 1.3 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 500,000 บาร์เรล แตะระดับ 207.7 ล้านบาร์เรล น้อยกว่าที่คาดว่าจะพุ่งขึ้น 600,000 บาร์เรล ขณะที่อัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 0.3% เหลือเพียง 86.9%

นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยบวกที่พยุงสัญญาน้ำมันดิบไว้ไม่ให้ร่วงลงมากนักมากจากรายงานที่ว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการในระหว่างว่างงานลดลงแตะระดับ 545,000 รายในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 12 ก.ย. จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ 557,000 ราย ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 555,000 ราย

นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า ดัชนีกิจกรรมภาคโรงงานในแถบมิดแอตแลนติกของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับ 14.1 จุดในเดือน ก.ย. จากเดือนส.ค.ที่ระดับ 4.2 จุด มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 8.0 จุด

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: วิตกดีมานด์หดตัว ฉุดสัญญาทองคำปิดร่วง 6.70 ดอลล์
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 13 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าดีมานด์ทองคำอาจปรับตัวลดลงหลังจากมีรายงานว่าผู้บริโภคได้นำทองรูปพรรณออกมาขายจำนวนมากและคาดว่าจะนำออกมาขายมากขึ้นในปีนี้ เพราะต้องการทำกำไรหลังจากราคาทองคำทะยานขึ้นเหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์
บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 1,013.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 6.70 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,010.60-1,025.80 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 17.2650 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 16.50 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,341.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 8.60 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 305.75 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 5.25 ดอลลาร์

สัญญาทองคำในตลาด COMEX ที่ทะยานขึ้นเหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์/ออนซ์ กำลังกระตุ้นผู้บริโภคนำทองรูปพรรณจำพวกสร้อยข้อมือและสร้อยคอทองคำออกมาขายและได้กำไรมากถึง 6 เท่า โดยฟิลิป แคล็ปวิจ ประธานบริษัท GFMS Ltd ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยอุตสาหกรรมทองคำ คาดการณ์ว่า ผู้บริโภคจะนำเครื่องประดับทองคำออกมาขายมากขึ้นอีก 22% ในปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในรอบกว่า 60 ปีทำให้อัตราว่างงานในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี

เจมส์ สตีล นักวิเคราะห์จากบริษัท HSBC Securities กล่าวว่า การที่ผู้บริโภคแห่ขายทองคำในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าดีมานด์กำลังหดตัวลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ขณะที่ยูบีเอส เอจี รายงานว่า ดีมานด์ทองคำในอินเดียซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่สุดของโลก ปรับตัวลงน้อยกว่าปีที่แล้วราว 5-10% ซึ่งทำให้คาดว่ายอดนำเข้าทองคำของอินเดียอาจลดลง 37% ในปีนี้

เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าว่างงานสหรัฐพุ่งสุดต้นปี54
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 2 ชั่วโมง 56 นาทีที่แล้ว
พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคาดการว่างงานในสหรัฐจะไม่พุ่งสูงสุดจนกว่าจะถึงต้นปี 2554 เท่านั้น เพราะการฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกมีความเชื่องช้าและเจ็บปวด

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: มั่นในผลประกอบการเอกชน หนุนฟุตซี่ปิดบวก 39.82 จุด
Friday, September 18, 2009 08:00:00
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) โดยดัชนีทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีเนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าผลประกอบการของภาคเอกชนอังกฤษจะแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของอังกฤษและสหรัฐ

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 39.82 จุด แตะที่ 5,163.95 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 5,124.13-5,173.13 จุด

โรเบิร์ก บั๊คแลนด์ นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ปกล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนคึกคักขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกทรงตัวในช่วงเดือนส.ค. ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะร่วงลง ขณะที่สหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการในระหว่างว่างงานลดลงแตะระดับ 545,000 รายในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 12 ก.ย. จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ระดับ 557,000 ราย ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 555,000 ราย

หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันดิบยังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 72 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยหุ้นบีพีปิดบวก 1.1% หุ้นรอยัล ดัทช์ เชลล์ ปิดขยับขึ้น 0.9% ส่วนหุ้นทุลโลว์ ออยล์ ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจน้ำมันพุ่งขึ้น 4.9% หลังจากบริษัทระบว่าค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในอูกานดา

ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวผันผวน โดยหุ้นธนาคาร HSBC ปิดบวก 1.3% หุ้นธนาคารลอยด์ส แบงกิง กรุ๊ป ปิดขยับขึ้น 0.5% หุ้นรอยัล แบงก์ ออฟ สก็อตแลนด์ ปิดบวก 1.6% และหุ้นสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ปิดพุ่ง 2.5% แต่หุ้นบาร์เคลย์สปิดลบ 0.5%
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิร่วง 64 จุดเช้านี้ เหตุนลท.เลี่ยงทำโพสิชั่นก่อนวันหยุดยาว
Friday, September 18, 2009 08:46:11
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวร่วงลงในช่วงเช้าวันนี้ เพราะได้รับแรงกดดันจากการปิดลบของตลาดหุ้นนิวยอร์ก นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังหลีกเลี่ยงการทำโพสิชั่นก่อนที่จะถึงช่วงวันหยุดยาว 5 วันในญี่ปุ่น

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังจากตลาดเปิดทำการได้เพียง 15 นาที ดัชนีนิกเกอิร่วงลง 64.05 จุด หรือ 0.61% แตะที่ระดับ 10,379.75 จุด

โบรกเกอร์กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นโตเกียวเป็นไปอย่างซบเซาในช่วงเช้าวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนหลีกเลี่ยงการเข้าทำโพสิชั่นก่อนที่จะถึงวันหยุดยาว 5 วันในญี่ปุ่น และก่อนที่จะทราบผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการประชุมสุดยอด G20 ในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียูคิโอะ ฮาโตยามะ แห่งพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (แอลดีพี)

ตลาดหุ้นโตเกียวจะปิดทำการในวันจันทร์ที่ 21 ก.ย.จนถึงวันพุธที่ 23 ก.ย. เนื่องในวันหยุดราชการ
--อินโฟเควสท์--

ดอลล์อ่อนค่าที่ตลาดโตเกียวเช้านี้ ขณะนลท.แห่ซื้อสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง
Friday, September 18, 2009 09:05:35
เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินยูโรในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตราโตเกียวเช้าวันนี้ หลังเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณการหลุดพ้นจากภาวะถดถอย ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนพากันถือครองสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง

นอกจากนี้ ดัชนีเงินดอลลาร์ยังอ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 1 ปี ก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6

ด้านเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 10 เพราะได้รับแรงซื้อจากนักลงทุน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ร่วงลงในยามที่สถานการณ์ในตลาดสินเชื่อกำลังดีขึ้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า ณ เวลา 09:35 น.ตามเวลาโตเกียว เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวที่ระดับ 1.4736 ต่อดอลลาร์ จากระดับ 1.4741 ต่อดอลลาร์ ส่วนเงินเยนเคลื่อนไหวที่ 91.39 ต่อดอลลาร์ จากระดับ 91.08 ต่อดอลลาร์เมื่อวานนี้

อาคิโอะ โยชิโน่ นักวิเคราะห์จากโซซิเอเต เจเนอราล กล่าวว่า "ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ในตลาดสินเชื่อที่กำลังคลี่คลาย ทำให้นักลงทุนต้องการถือครองสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงมากกว่าเงินดอลลาร์ ดังนั้นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่า เช่นสกุลเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จึงได้รับอานิสงส์จากกรณีนี้"

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ดจะเปิดเผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวขึ้น 0.7% ในเดือนส.ค. ซึ่งจะทำสถิติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5
--อินโฟเควสท์--

เงินบาทเปิด 33.71/74 อ่อนค่าลงจับตาม็อบเสื้อแดงห่วงรุนแรงกระทบค่าเงิน
Friday, September 18, 2009 09:08:26
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 33.71/74 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากปิดตลาดวานนี้ซึ่งอยู่ที่ระดับ 33.68/70 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทวันนี้มีโอกาสอ่อนค่าลงได้เล็กน้อย เพราะเชื่อว่าจะมีแรงซื้อดอลลาร์คืน

"การเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไม่น่าจะแกว่งตัวมากนัก และมีโอกาสปรับอ่อนค่าลงได้อีกเล็กน้อย เพราะน่าจะมีแรงซื้อดอลลาร์คืน เพราะในช่วง 1-2 วันนี้เงินบาทแข็งค่าไปเยอะถึงกว่า 20 สตางค์ ซึ่งเป็นการซื้อกลับเพื่อทำกำไร" นักบริหารเงิน ระบุ

ส่วนสกุลเงินต่างประเทศช่วงเปิดตลาดเช้านี้ ค่าเงินเยนอยู่ที่ระดับ 91.19/21 เยน/ดอลลาร์ ส่วนค่าเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.4731/4733 ดอลลาร์/ยูโร

ปัจจัยสำคัญต่อค่าเงินบาทในช่วงปลายสัปดาห์นี้ นักลงทุนรอดูสถานการณ์การเมืองในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย.นี้ว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่ เพราะหากมีความรุนแรงหรือเกิดปัญหาบานปลายอาจส่งผลให้เงินบาทในช่วงต้นสัปดาห์หน้าปรับตัวอ่อนค่าลงได้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศวันนี้ไม่มีผลต่อเงินบาทมากนัก

นักบริหารเงินคาดว่า เงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.65-33.76 บาท/ดอลลาร์
--อินโฟเควสท์--
Read More
Designed ByBlogger Templates