10 August 2009

News Update : 10/08/2009

World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 23 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (7 ส.ค.) ดีดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วัน และปิดที่ระดับสูงสุดในรอบปี เนื่องจากนักลงทุนพากันฉลองข่าวดีภายหลังมีการเปิดเผยข้อมูลภาคแรงงานที่ดีเกินคาด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดทะยานขึ้น 113.81 จุด หรือ 1.2% แตะที่ 9,370.07 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 13.40 จุด หรือ 1.3% แตะที่ 1,010.48 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวกขึ้น 27.09 จุด หรือ 1.4% แตะที่ 2,000.25 จุด สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (7 ส.ค.) เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร ส่งผลให้กำลังซื้อของเทรดเดอร์ที่ใช้เงินสกุลอื่นๆถูกลดทอนลง อีกทั้งยังได้สกัดกั้นแรงซื้อในช่วงแรกซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากข้อมูลจ้างงานสหรัฐที่ดีเกินคาด สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.ย.ปรับตัวลดลง 1.01 ดอลลาร์ หรือ 1.4% ปิดที่ 70.93 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเล็กน้อยเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (7 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลจ้างงานสหรัฐที่ดีเหนือความคาดหมายได้หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาก ซึ่งเป็นการลดความน่าดึงดูดใจของทองคำ ขณะที่โลหะประเภทอื่นๆเดินหน้าขึ้น ด้วยเหตุที่นักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นจะทำให้ดีมานด์โลหะพื้นฐานเพิ่มสูง สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 959.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 3.40 ดอลลาร์ หรือ 0.4% หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 955.50 - 968 ดอลลาร์ ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (7 ส.ค.) หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานและอัตราว่างงานที่ดีเหนือความคาดหมาย ซึ่งได้ช่วยบดบังรายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังของโรยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ กรุ๊ป สำนักข่าวบลูเบิร์กรายงาน ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 41.03 จุด หรือ 0.9% แตะที่ 4,731.56 จุด หลังจากร่วงถึง 1.2% ในการซื้อขายระหว่างวัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบสกุลเงินเยนและยูโร ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (7 ส.ค.) หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานและอัตราว่างงานที่ดีเหนือความคาดหมาย ดอลลาร์เคลื่อนไหวอยู่ที่ 97.480 เยน เทียบกับระดับปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 95.440 เยน ทั้งนี้ ในระหว่างวัน ดอลลาร์พุ่งขึ้นกว่า 2% เมื่อเทียบกับเงินเยน แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนที่ระดับ 97.79 เยน ส่วนยูโรเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.4170 ดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 1.4346 ดอลลาร์ และยูโรไต่ระดับขึ้นแตะ 138.11 เยน จากระดับ 136.88 เยน เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากที่ในระหว่างวันได้พุ่งแตะ 138.72 เยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 5 มิ.ย.

นักวิเคราะห์คาดแบงค์พาณิชจีนย์ลดปล่อยกู้-ลดเงินไหลเวียนในตลาดอสังหาฯ หวั่นภาวะฟองสบู่
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 24 นาทีที่แล้ว
นักวิเคราะห์ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็น คาดการณ์ว่า ยอดการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ในจีนประจำเดือนก.ค.อาจปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากธนาคารในประเทศต้องการจำกัดความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และต้องการชะลอการไหลเวียนของเม็ดเงินในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่ายอดการปล่อยกู้ในเดือนก.ค.จะลดลงสู่ระดับ 5 แสนล้านหยวน หรือ 7.32 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 1.53 ล้านล้านหยวน โดยธนาคารกลางจีนจะเปิดเผยตัวเลขการปล่อยกู้เบื้องต้นของธนาคารพาณิชย์ในวันนี้ เชอร์แมน ชาน นักวิเคราะห์จาก Moody’s Economy.com กล่าวว่า ธนาคารกลางจีนพยายามลดตัวเลขเงินกู้หนี้สูญและภาวะฟองสบู่ด้านสินเชื่อโดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ นอกจาก รัฐบาลจะยื่นมือตรวจสอบตลาดหุ้นจีนที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง และยืนยันว่าจะไม่จำกัดการปล่อยวงเงินกู้ล็อตใหม่ หลังจากยอดเงินกู้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทำให้เกิดความเสี่ยงในระบบสินเชื่อและอาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ด้านสินทรัพย์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมของจีนรายงานว่า อัตราว่างงานของจีนยังอยู่ในระดับวิกฤติ เนื่องจากมีประชาชนตกงานหลายล้านคนซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้อัตราว่างงานในประเทศพุ่งขึ้นอีก แม้เศรษฐกิจของจีนเริ่มฟื้นตัวแล้วก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน หรือ 5.86 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านทางโครงการสร้างทางหลวงและงานสาธารณูปโภค และทำให้เกิดการจ้างงานด้านการก่อสร้างจำนวนมาก แต่เนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินโลกยังไม่สิ้นสุด จึงทำให้ตลาดแรงงานของจีนยังตกอยู่ในความเสี่ยง

ญี่ปุ่นเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนมิ.ย.พุ่งเกินคาด 9.7% สะท้อนเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 45 นาทีที่แล้ว
สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานในวันนี้ว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักร ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดการลงทุนในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้น 9.7% ในเดือนมิ.ย. แตะระดับ 7.328 แสนล้านเยน มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในโพลล์เกียวโดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.1%
ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนมิ.ย.ที่เพิ่มขึ้นเกินคาดของญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในญี่ปุ่นกำลังบรรเทาลง และสอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจเมื่อไม่นานมานี้ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (ทังกัน) ของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่น รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิก และสินค้าประเภทอื่นๆ ในเดือนมิ.ย. โดยระบุว่า ดัชนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -48 จุด จากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมี.ค.ที่ -58 จุด ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ -43 จุด สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน

ครุกแมนเชื่อศก.สหรัฐฟื้นตัว เชื่อแผนฟื้นเศรษฐกิจเห็นผลมากขึ้นไตรมาสนี้
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 5 นาทีที่แล้ว
พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2551 คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวและเชื่อว่าผลพวงของมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่รัฐบาลสหรัฐนำมาใช้นั้นจะเห็นผลมากขึ้นในไตรมาสนี้
"มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว อาจกล่าวได้ว่าภาวะถดถอยรุนแรงทางเศรษฐกิจได้สิ้นสุดลงแล้วในเดือนก.ค. หรืออาจจะสิ้นสุดลงในเดือนส.ค. แต่ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจได้ดิ่งลงสู่ก้นเหวแล้ว และเดือนส.ค.จะเป็นเดือนที่เราจะเริ่มเห็นผลพวงของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ" ครุกแมนกล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ครุกแมนกล่าวว่า ตัวเลขจ้างงานของสหรัฐประจำเดือนก.ค.ออกมาดีเกินคาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวมีมากขึ้น โดยอัตราการว่างงานประจำเดือนก.ค.ของสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 9.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 1 ปี 3 เดือน สวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9.6% ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfar payroll) ลดลง 247,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะร่วงลง 325,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ครุกแมนยังมีมุมมองในด้านบวกต่อรายงานของสถาบันจัดการอุปทาน (ISM) ของสหรัฐที่ระบุว่าดัชนีกิจกรรมภาคโรงงานพุ่งขึ้นแตะระดับ 48.9 จุดในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.ปี 2551 และ อยู่ในระดับที่สูงเกินคาด และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐหดตัวลงในอัตรา 1%ต่อปี ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวน้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่หดตัวรุนแรง 6.4%ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีของสหรัฐ กำลังบรรเทาลง ทั้งนี้ ครุกแมนเชื่อว่ามาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐจะสามารถสร้างงานได้ 1 ล้านตำแหน่ง พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษบกิจรอบที่สองเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในโครงการสาธารณูปโภค บลูมเบิร์กรายงาน

(เพิ่มเติม) ผู้ค้าน้ำมันปรับขึ้นราคาน้ำมัน 80 สต. บางจากเป็นรายล่าสุด มีผลพรุ่งนี้
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 10 ชั่วโมง 49 นาทีที่แล้ว
หลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาบรรดาผู้ค้าน้ำมันหลายราย เช่น เชลล์ เอสโซ่ คาลเท็กซ์ ปิโตรนาส ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน 80 สตางค์ มีผลตั้งแต่วันนี้ ทำให้ราคาในปั๊มที่ปรับขึ้น เขตกทม.-ปริมณฑล เป็นดังนี้ เบนซิน 95 อัตรา 41.54 บาท/ลิตร, เบนซิน 91 อัตรา 35.74 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อัตรา 32.14 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อัตรา 31.34 บาท อี 20 ราคา 29.84 บาท บี 2 ราคา 29.69 บาท และ บี 5 ราคา 26.86 บาท
ล่าสุด บมจ. บางจาก ปิโตรเลียม (BCP) ก็ตัดสินใจปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศทุกชนิด 80 สตางค์ต่อลิตร เช่นกัน โดยให้มีผลพรุ่งนี้(10 ส.ค.52) เวลา 05.00 น. ตามผู้ค้าน้ำมันเอกชนที่ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันไปก่อนหน้านี้ 1 วัน หลังราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่ปริมณฑลและกรุงเทพมหานครพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ เบนซิน 91 อยู่ที่ 35.74 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 32.14 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 31.34 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ อี 20 อยู่ที่ 29.48 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ อี 85 อยู่ที่ 22.72 บาทต่อลิตร, ดีเซล บี 5 อยู่ที่ 26.89 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลอยู่ที่ 29.69 บาทต่อลิตร ซึ่งระดับราคาใกล้แตะระดับ 30 บาทต่อลิตรแล้ว ซึ่งต้องติดตามนโยบายของรัฐบาลต่อไปว่าจะสามารถพยุงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้ แตะที่ราคา 30 บาทต่อลิตรได้หรือไม่ ผู้ค้าน้ำมันได้ให้เหตุผลในการที่ต้องปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่รอผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันพรุ่งนี้ ว่า เนื่องจากต้นทุนน้ำมันตลาดโลกที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ค่าการตลาดเฉลี่ยเหลือเพียง 50 สต. จากที่ควรจะได้ไม่ต่ำกว่า 1.50 สตางค์/ลิตร และแม้ว่ารัฐบาลจะลดเงินกองทุนฯ ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นอัตราเท่าใด ก็ยังไม่ครอบคลุมต้นทุน ซึ่งหากไปปรับขึ้นราคาหลังจากที่ลดเงินกองทุนฯ แล้ว ก็จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าผู้ค้าน้ำมันหวังกำไรเกินควร ทั้งที่ข้อเท็จจริง ค่าการตลาดน้ำมันในเดือนสิงหาคมนิ้ อยู่ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 50-60 สต./ลิตร เท่านั้น อย่างไรก็ตาม หาก กพช. มีมติออกมาอย่างไรในกรณีการลดเงินกองทุนฯ ทางผู้ค้าน้ำมันก็จะประกาศลดราคาในอัตราเท่ากับที่ลดเงินกองทุน เพราะในส่วนนี้เป็นการลดให้กับประชาชน โดยผู้ค้าไม่ได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้แต่อย่างใด

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 113.81 จุด เหตุนลท.ขานรับข่าวดีอัตราว่างงานลดลง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2009 08:06:00 น.
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (7 ส.ค.) ดีดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วัน และปิดที่ระดับสูงสุดในรอบปี เนื่องจากนักลงทุนพากันฉลองข่าวดีภายหลังมีการเปิดเผยข้อมูลภาคแรงงานที่ดีเกินคาด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดทะยานขึ้น 113.81 จุด หรือ 1.2% แตะที่ 9,370.07 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 13.40 จุด หรือ 1.3% แตะที่ 1,010.48 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวกขึ้น 27.09 จุด หรือ 1.4% แตะที่ 2,000.25 จุด ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.5 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกประมาณ 2,300 ตัว และหุ้นลบประมาณ 700 ตัว ทั้งนี้ ในการซื้อขายระหว่างวัน ดาวโจนส์ทะยานมากกว่า 180 จุดอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะอ่อนตัวลงมาเรื่อยๆจนถึงช่วงปิดตลาด เนื่องจากนักลงทุนเริ่มขายทำกำไรหุ้นที่ดีดตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงเช้า โดยหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มค้าปลีกดึงดูดแรงซื้อได้อย่างคึกคัก หลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า อัตราการว่างงานเดือนก.ค.ลดลงแตะระดับ 9.4% จากระดับ 9.5% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 15 เดือน และตัวเลขการจ้างงานลดลง 247,000 ตำแหน่ง สวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9.6% และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีแรงงานถูกเลย์ออฟ 320,000 ในเดือนก.ค. ข้อมูลภาคแรงงานล่าสุดนี้อาจเป็นข้อพิสูจน์อีกประการหนึ่งว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวขึ้นจากจุดตกต่ำสุดในรอบ 10 ปีแล้วก็เป็นได้ เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่า การว่างงานถือเป็นอุปสรรคที่หนักหนาที่สุดต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะการที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้นั้น ต้องได้รับแรงผลักดันจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของกิจกรรมเศรษฐกิจ หุ้นเมซีส์ อิงค์ พุ่ง 98 เซนต์ หรือ 6.5% แตะ 15.99 ดอลลาร์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากรายงานผลประกอบการเดือนเม.ย.-มิ.ย.ของอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป อิงค์ (เอไอจี) โดยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาสที่บริษัทประกันรายใหญ่ของสหรัฐสามารถทำกำไรได้ โดยหุ้นของเอไอจี ซึ่งปัจจุบันมีรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ พุ่งขึ้น 4.61 ดอลลาร์ หรือ 20.5% แตะ 27.14 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์กล่าวว่า ด้วยเหตุที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การจ้างงาน ดังนั้นข้อมูลที่ออกมาจึงช่วยให้พวกเขารู้สึกโล่งอกได้อย่างมาก โดยเบิร์ท ไวท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนจากแอลพีแอล ไฟแนนเชียล ในบอสตัน กล่าวกับเอพีว่า ตลาดต้องการเห็นข้อมูลแบบนี้ เพื่อยืนยันว่าพวกเขาคิดถูกว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE 100 ปิดบวก 41.03 จุด ขานรับตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2009 09:56:00 น.
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (7 ส.ค.) หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานและอัตราว่างงานที่ดีเหนือความคาดหมาย ซึ่งได้ช่วยบดบังรายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังของโรยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ กรุ๊ป
สำนักข่าวบลูเบิร์กรายงาน ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 41.03 จุด หรือ 0.9% แตะที่ 4,731.56 จุด หลังจากร่วงถึง 1.2% ในการซื้อขายระหว่างวัน ทั้งนี้ FTSE 100 ดีดตัวขึ้นแล้ว 35% นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม จากกระแสคาดการณ์ว่าจุดตกต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงในรอบหลายสิบปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขณะบริษัทต่างๆเผยผลประกอบการดีเกินคาด หุ้นโวดาโฟน กรุ๊ป และ บีพี เป็นแกนนำให้ดัชนีเดินหน้าขึ้นปิดในแดนบวก หลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) ลดลง 247,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. หลังจากที่ร่วงลงถึง 443,000 ในเดือนมิ.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงแตะระดับ 9.4% จากระดับ 9.5% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 1 ปี 3 เดือน สวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9.6% และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีแรงงานถูกเลย์ออฟ 320,000 ในเดือนก.ค. นักวิเคราะห์ชี้ว่า ข้อมูลภาคแรงงานที่คึกคักนี้ถือเป็นสัญญาณที่เด่นชัดของการเริ่มต้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่าที่ได้มีการคาดการณ์กันไว้ อย่างไรก็ตาม หุ้น RBS ร่วงลง หลังจากรายงานผลขาดทุนช่วงครึ่งปีแรก และระบุว่าการด้อยค่าของสินทรัพย์จะยังคงปรับตัวสูงขึ้น เดวิด โจนส์ จาก ไอจี อินเด็กซ์ ในลอนดอนกล่าวว่า แม้ผลประกอบการพลิกความคาดหมายในเชิงลบของ RBS แต่ข่าวเศรษฐกิจอื่นๆ ยังคงทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่เป็นบวก และขณะนี้ นักลงทุนกำลังรอลุ้นดัชนีทดสอบระดับ 5,000 จุด หุ้นโวดาโฟน บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่สุดของโลก บวก 2.8% หุ้นบีพี บริษัทน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของยุโรป บวก 2.1% หุ้น RBS ดิ่ง 12% ซึ่งเป็นการร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่ 13 พ.ค. หลังจากที่เดินหน้าในช่วง 7 วันที่ผ่านมา โดยธนาคารซึ่งถูกควบคุมโดยรัฐบาลอังกฤษ รายงานผลขาดทุนสุทธิ 1.04 พันล้านปอนด์ (1.74 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งผิดความคาดหมายของนักวิเคราะห์ที่ประเมินว่า ธนาคารจะมีกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านปอนด์ ส่วนหุ้นลอยด์ แบงกิ้ง กรุ๊ป ลดลง 2.6%

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิพุ่ง 145.60 จุดหลังญี่ปุ่นเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพุ่งเกินคาด

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 10 นาทีที่แล้ว
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวทะยานขึ้นกว่า 100 จุดในวันนี้ โดยดัชนีพุ่งขึ้นเหนือระดับ 10,500 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือนเนื่องจากนักลงทุนขานรับข้อมูลยอดสั่งซื้อเครื่องจักรที่พุ่งขึ้นเกินคาดของญี่ปุ่น และรายงานตัวเลขจ้างงานที่ดีเกินคาดของสหรัฐ
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังจากตลาดเปิดทำการได้เพียง 15 นาที ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 145.60 จุด หรือ 1.40% แตะที่ระดับ 10,557.69 จุด โบรกเกอร์กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากอัตราการว่างงานประจำเดือนก.ค.ของสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 9.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 1 ปี 3 เดือน สวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9.6% ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfar payroll) ลดลง 247,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะร่วงลง 325,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับรายงานที่ว่ายอดสั่งซื้อเครื่องจักร ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดการลงทุนในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 9.7% ในเดือนมิ.ย. แตะระดับ 7.328 แสนล้านเยน มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในโพลล์เกียวโดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.1%

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดร่วง $1 หลังดอลลาร์แข็งค่าถ่วงข้อมูลจ้างงานที่ดีเกินคาด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2009 08:42:00 น.
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (7 ส.ค.) เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร ส่งผลให้กำลังซื้อของเทรดเดอร์ที่ใช้เงินสกุลอื่นๆถูกลดทอนลง อีกทั้งยังได้สกัดกั้นแรงซื้อในช่วงแรกซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากข้อมูลจ้างงานสหรัฐที่ดีเกินคาด
สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.ย.ปรับตัวลดลง 1.01 ดอลลาร์ หรือ 1.4% ปิดที่ 70.93 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินเดือนก.ย.ลดลง 5.26 เซนต์ แตะระดับ 2.0081 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 2.45 เซนต์ ปิดที่ 1.9122 ดอลลาร์/แกลลอน ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 1.24 ดอลลาร์ ปิดที่ 73.59 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันเดินหน้าขึ้นในช่วงเปิดตลาด ขานรับรายงานโดยกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ว่า อัตราการว่างงานเดือนก.ค.ลดลงแตะระดับ 9.4% จากระดับ 9.5% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 15 เดือน และตัวเลขการจ้างงานลดลง 247,000 ตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นสัญญาณบวกล่าสุดที่ช่วยตอกย้ำว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวขึ้นจากจุดตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่า การว่างงานถือเป็นอุปสรรคที่หนักหนาที่สุดต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะการที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้นั้น ต้องได้รับแรงผลักดันจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของกิจกรรมเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เวลาต่อมา ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลง เนื่องจากเงินดอลลาร์ขยับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร โดยดัชนีสกุลเงินดอลลาร์ (U.S. Dollar Index) พุ่งขึ้นมากกว่า 1.2% ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินทรัพย์ที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงน้ำมัน ทอม โคลซา หัวหน้านักวิเคราะห์จากออยล์ ไพรซ์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส กล่าวว่า เทรดเดอร์ที่ลงทุนในตลาดน้ำมันเพราะเห็นว่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า คือผู้ที่กำลังได้รับผลกระทบในตอนนี้ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในสัปดาห์นี้ เนื่องจากรายงานของภาคอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นว่า ดัชนีการทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ประจำเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้นเกินคาด และเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 แล้ว ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณบวกสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ดอลลาร์ทะยาน กดทองคำร่วง $3.40 หลังสหรัฐเผยข้อมูลจ้างงานดีเกินคาด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2009 09:27:00 น.
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเล็กน้อยเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันเมื่อวันศุกร์ (7 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลจ้างงานสหรัฐที่ดีเหนือความคาดหมายได้หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาก ซึ่งเป็นการลดความน่าดึงดูดใจของทองคำ ขณะที่โลหะประเภทอื่นๆเดินหน้าขึ้น ด้วยเหตุที่นักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นจะทำให้ดีมานด์โลหะพื้นฐานเพิ่มสูง
สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 959.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 3.40 ดอลลาร์ หรือ 0.4% หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 955.50 - 968 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 14.668 ดอลลาร์/ออนซ์ ขยับขึ้น 2.3 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย.บวก 3.35 เซนต์ ปิดที่ 2.7855 ดอลลาร์/ปอนด์ ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1268.50 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 5.10 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 279.05 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 7.95 ดอลลาร์ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) ลดลง 247,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. หลังจากที่ร่วงลงถึง 443,000 ในเดือนมิ.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงแตะระดับ 9.4% จากระดับ 9.5% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 1 ปี 3 เดือน สวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9.6% และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีแรงงานถูกเลย์ออฟ 320,000 ในเดือนก.ค. นักวิเคราะห์ชี้ว่า ข้อมูลภาคแรงงานที่คึกคักนี้ถือเป็นสัญญาณที่เด่นชัดของการเริ่มต้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่าที่ได้มีการคาดการณ์กันไว้ ด้วยอานิสงส์ของรายงานตัวเลขจ้างงาน ส่งผลให้นักลงทุนซึ่งเทขายดอลลาร์ในระยะที่ผ่านมา แห่เข้าซื้อดอลลาร์แทน เพราะเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาขยายตัวได้เร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจรายใหญ่อื่นๆ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร โดยพุ่งกว่า 2 เซนต์ แตะ 1.4193 ดอลลาร์ จากระดับต่ำในระหว่างวันที่ 1.4413 ดอลลาร์ U.S. Dollar Index ซึ่งเป็นมาตรวัดมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 6 สกุลเงินหลักของโลก บวกขึ้น 0.931 จุด หรือ 1.2% แตะ 78.876 จุด ทั้งนี้ มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ล้วนเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันให้กับทองคำ เนื่องจากความน่าดึงดูดใจของโลหะมีค่าในฐานะแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยสำหรับเก็งกำไรในสายตานักลงทุนได้ถูกลดทอนลง

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์พุ่งเทียบเยน-ยูโร หลังเผยตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2009 10:30:00 น.
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบสกุลเงินเยนและยูโร ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (7 ส.ค.) หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานและอัตราว่างงานที่ดีเหนือความคาดหมาย
ดอลลาร์เคลื่อนไหวอยู่ที่ 97.480 เยน เทียบกับระดับปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 95.440 เยน ทั้งนี้ ในระหว่างวัน ดอลลาร์พุ่งขึ้นกว่า 2% เมื่อเทียบกับเงินเยน แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนที่ระดับ 97.79 เยน ส่วนยูโรเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.4170 ดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 1.4346 ดอลลาร์ และยูโรไต่ระดับขึ้นแตะ 138.11 เยน จากระดับ 136.88 เยน เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากที่ในระหว่างวันได้พุ่งแตะ 138.72 เยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 5 มิ.ย. กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) ลดลง 247,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. หลังจากที่ร่วงลงถึง 443,000 ในเดือนมิ.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงแตะระดับ 9.4% จากระดับ 9.5% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 1 ปี 3 เดือน สวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9.6% และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีแรงงานถูกเลย์ออฟ 320,000 ในเดือนก.ค. นักวิเคราะห์ชี้ว่า ข้อมูลภาคแรงงานที่คึกคักนี้ถือเป็นสัญญาณที่เด่นชัดของการเริ่มต้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่าที่ได้มีการคาดการณ์กันไว้ และส่งผลให้เทรดเดอร์แห่เข้าซื้อดอลลาร์ โดยเงินเยนร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆทั้งหมด และร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.เมื่อเทียบกับยูโร เนื่องจากรายงานตัวเลขจ้างงานชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา และได้กระตุ้นให้นักลงทุนญี่ปุ่นซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นอกจากนี้การที่ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ยังทำให้สินทรัพย์สหรัฐมีความน่าดึงดูดมากขึ้นในสายตานักลงทุนต่างชาติ


Designed ByBlogger Templates