22 November 2013

9 คำถามสะท้อนภาพจีนกับ "ลีกวนยู"


พูดถึง "ลีกวนยู" หลายคน คงจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวและประวัติชีวิตของผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ ให้ขึ้นมาโดดเด่นในเวมีโลกได้ในขณะนี้ (ซึ่งใครอยากรู้จักลีกวนยู มากกว่านี้ตามไปอ่านได้ที่ คมความคิด คมชีวิต ลีกวนยู) จึงไม่แปลกที่ความคิด ความเห็น ของคนผู้นี้จะมีอิทธิพลและได้รับความสนใจต่อทั่วโลก ซึ่งหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของลีกวนยู ในชื่อ "LEE KUAN YEW : The grand master's insights on China, the United States, and the World" ต่างก็ได้รับการกล่าวถึงเช่นกัน ซึ่งเนื้อหาภายในเป็นลักษณะบทสัมภาษณ์ความคิดเห็นของลีกวนยู แต่สิ่งที่น่าสนใจของเล่มนี้่คงหนีไม่พ้นในเรื่องมุมมองที่ลีกวนยูมีต่อทั้งประเทศจีนและประเทศอเมริกา ซึ่งวันนี้เราจะติดตามบทสัมภาษณ์ซึ่งจะสะท้อนความคิดเห็นที่ลีกวนยูมีต่อประเทศจีนกันว่า ลีนั้นเห็นอะไรในจีนกัน


1. คำถาม: จีนต้องการแทนที่สหรัฐเพื่อเป็นที่ 1 แทนในเอเชียไหม

ลีตอบ: จีนต้องการขึ้นเป็นที่ 1 แทนสหรัฐอย่างแน่นอน ไม่ต้องสงสัยในเรื่องนี้เลย โกลด์แมนแซคทำนายว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าด้วยอัตราขนาดนี้ เศรษฐกิจจีนจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จีนกำลังไล่ตามสหรัฐทั้งการส่งคนขึ้นไปบนอวกาศ และใช้มิสไซล์ยิงดาวเทียม แล้วพวกเขายังมีวัฒนธรรมอายุ 4,000 ปี คนอีก 1.3 พันล้านคน เอาแค่ส่วนน้อยในนี้ก็สามารถดึงกลุ่มอัจฉริยะมาได้ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

ตลาดของคน 1.3 พันล้านคนนี้ มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะปฏิเสธได้และทั้งรายได้และกำลังซื้อมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น

แต่จีนจะไม่มีวันเป็น "ประเทศตะวันตก" เด็ดขาด จีนจะเป็นจีนและต้องการให้ประเทศตะวันตกยอมรับจีนในเรื่องนี้

2. คำถาม: ถ้าจีนเป็นมหาอำนาจได้จริง จีนจะเป็นอย่างไร

ลีตอบ: ในความคิดของจีน แต่เดิมมาจีนคือ "อาณาจักรกลาง" (จงกั๋ว หรือ 中国) ในเอเชียสมัยโบราณ จีนเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และประเทศอื่นรอบจีนต้องยอมรับอำนาจของจีน (เช่นการส่งบรรณาการมาคำนับ)

ไม่มีใครในเอเชีย (หรืออาเซียน) จะแน่ใจได้ว่าจีนจะทำตัวแบบเดียวกับสหรัฐแบบที่เคยเป็นมา จีนต้องการให้ประเทศอื่นในเอเชียให้การเคารพนับถือจีน จีนอาจจะพูดว่าไม่ว่าประเทศจะใหญ่หรือเล็กต่างก็เท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริงหากเราทำอะไรที่ทำให้จีนไม่พอใจ จีนก็จะบอกว่าคุณกำลังทำให้คน 1.3 พันล้านไม่พอใจนะ ช่วยรู้ที่รู้ทางของคุณหน่อย

3. คำถาม: ยุทธศาสตร์ของจีนที่จะเป็นที่ 1 คืออะไร

ลีตอบ: จีนจะไม่ท้าทายสหรัฐโดยตรง เพราะในขณะนี้สหรัฐมีความเข้มแข็งทางการทหาร และเทคโนโลยีที่เหนือกว่า แต่จีนจะใช้จำนวนคนที่มากกว่า ที่มีทั้งฝีมือและการศึกษาในการ ขายของถูก สร้างของถูก กว่าคนอื่น ๆ

จีนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของ เยอรมนี และ ญี่ปุ่น ที่ไปท้าทายระเบียบโลกในขณะนั้นโดยตรง จึงต้องประสบหายนะ ซึ่งจีนไม่โง่ และจีนจะใช้รายได้ประชาชาติ GDP ไม่ใช่รายได้ประชาชาติต่อหัว (จีนไม่สนใจรายได้ต่อคน เท่ากับรายได้ประเทศโดยรวม) เป็นอำนาจในการต่อรอง

แม้ขีดความสามารถทางการทหารของจีนจะไม่สามารถทัดเทียมกับสหรัฐในเวลาอันใกล้ แต่จีนจะพัฒนามาตรการแบบไม่สมมาตร (asysmmetrical means) เพื่อทอนกำลังทหารของสหรัฐลง

จีนเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การเติบโตของตนนั้นขึ้นกับการนำเข้า พลังงาน วัตถุดิบ และ อาหาร *ดังนั้นจีนต้องการเส้นทางขนส่งทางทะเล* ดังนั้นสิ่งที่ปักกิ่งกังวลที่สุดคือ *ช่องแคบมะละกา*

จีนสามารถรอได้ถึง 30 - 50 ปี ที่จะใช้ช่วงเวลานี้ค่อย ๆ สั่งสมกำลังทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหาร "อย่างสันติ" ค่อย ๆ เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจรวมศูนย์แบบคอมมิวนิสต์ ให้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด

จีนจะไม่เดินซ้ำรอย เยอรมนีและญี่ปุ่น ส่วนข้อผิดพลาดของโซเวียตก็คือพวกเขาให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายทางทหารมากจนเกินไป และให้ความสนใจกับเทคโนโลยีของพลเรือนน้อยเกินไป ดังนั้นเศรษฐกิจของโซเวียตจึงล่มสลาย ผู้นำจีนรู้ดีว่าถ้าเมื่อไหร่จีนไปแข่งขันสะสมอาวุธกับอเมริกา จีนจะหมดตัวทันที

ดังนั้นจีนจะยอมก้มหัวให้ "ในช่วงนี้" ยิ้มรอเวลาอีก 40 - 50 ปี หรือนานกว่านั้นก็ได้!

เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ จีนจะมุ่งเน้นเรื่องการศึกษาให้กับเยาวชน โดยคัดเลือกคนที่มีสติปัญญาสูงสุด ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้ง เศรษฐกิจ การบริหารธุรกิจ และภาษาอังกฤษ

สำหรับยุทธศาสตร์ของจีนต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีง่าย ๆคือ "มาเติบโตกับเราสิ"

จีนจะดึงดูดประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปในขอบเขตอิทธิพลของตน ด้วยอำนาจอันล้นเหลือทางเศรษฐกิจ เพราะขนาดตลาดของจีนและกำลังซื้อของจีนจะมีขนาดใหญ่จนยากปฏิเสธได้ แม้แต่ญี่ปุ่น เกาหลี ใต้หวัน ก็จะถูกจีน "กลืน" อย่าง "สันติ"

ประเทศอื่นในเอเชียยังอยากให้สหรัฐอยู่ในเอเชียแปซิฟิคเพื่อคานอำนาจจีน อันที่จริงสหรัฐฯ ควรจะสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษกับประเทศอื่นในเอเชีย (อย่าง TPP) ให้สำเร็จก่อนหน้านี้สัก 30 ปี แต่ตอนนี้สายไปเสียแล้ว

จีนจะเน้นย้ำว่าพวกเขาจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจในการขยายเขตอิทธิพลของตนในเอเชีย ดังนั้นเครื่องมือที่พวกเขาจะใช้ในขณะนี้คือ เวทีทางการทูต ไม่ใช่การใช้กำลังทางทหาร.

4. คำถาม: จุดอ่อนของจีนมีอะไรบ้าง

ลีตอบ: ตอนนี้จุดอ่อนภายในของจีนอยู่ที่ วัฒนธรรม, ภาษา และการไม่สามารถดึงดูดผู้ที่มีพรสวรรค์จากต่างประเทศ รวมทั้งระบบการปกครอง

ลีกวนยูมองว่าตอนนี้ภาษาอังกฤษ *เป็นภาษาของโลกไปแล้ว* ต่อให้จีนเปิดรับให้มีผู้ย้ายถิ่นเข้าไปในประเทศได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าคนเลือกได้ก็จะเลือกไปอเมริกามากกว่า การจะอยู่อาศัยในจีนได้ต้องใช้ภาษาจีนและระบบภาษาจีนนั้นยุ่งยากกว่ามาก ลีกวนยูเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ว่าเป็นคนเชื้อชาติจีนเหมือนกัน แต่สิงคโปร์จงใจเลือกภาษาอังกฤษเป็นหลัก และภาษาจีนเป็นรอง ลีบอกว่าสิงคโปร์ตั้งใจในเรื่องนี้เพื่อทำให้คนสิงคโปร์สามารถเชื่อมตัวเองเข้ากับโลกได้ และสามารถเข้าถึงวิทยาการและนวัตกรรมที่ล้ำหน้า การเข้าถึงเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผ่านตัวภาษา แต่ยังเป็นระบบคิดที่ถูกครอบด้วยตัวภาษาอังกฤษอีกชั้นหนึ่ง ลีกวนยูบอกว่าเคยแนะนำผู้นำจีนเรื่องนโยบายภาษานี้ แต่จีนมีวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจที่เข้มแข็งเกินกว่าจะทำเช่นเดียวกับสิงคโปร์ได้

ในแง่วัฒนธรรม แม้จีนจะสามารถไล่กวดทันสหรัฐในแง่เศรษฐกิจ แต่ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมจะไม่สามารถไล่ทันอเมริกาได้เลย เพราะจีนมีวัฒนธรรมที่จะไม่ยอมให้มีการแลกเปลี่ยนหรือแข่งขันทางความคิดอย่างเสรี ลีกวนยูชวนให้คิดถึงตรรกะง่าย ๆ ที่ว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ประเทศที่มีประชากรมากกว่าอเมริกาถึงสี่เท่าแถมยังมีผู้คนที่มีความสามารถเต็มไปหมด แต่กลับไม่สามารถคิดเทคโนโลยีที่ล้ำยุคออกมาได้เลย?

ธรรมเนียมของจีนนั้นเมื่อส่วนกลางเข้มแข็ง ส่วนภูมิภาคก็อ่อนแอ และในทำนองกลับกันส่วนภูมิภาคเข้มแข็งเมื่อไหร่ ส่วนกลางก็จะอ่อนแอ เมื่อส่วนกลางอ่อนแอ "จักรพรรดิก็จะอยู่ห่างออกไปและภูเขาก็จะสูงชันขึ้น" สิ่งเดียวที่จีนกลัวก็คือการที่จีนจะคุมมวลชนของตนไม่อยู่ จีนรู้ว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อใด

นอกจากนี้ก็มีปัญหาเรื่องขนาดอันใหญ่โตของประเทศ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ย่ำแย่ ความอ่อนแอของสถาบัน ผลตกค้างของระบบเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของโซเวียตที่จีนเคยนำมาใช้

ปัญหาใหญ่ที่สุดของจีนคือความแตกต่างระหว่างเมืองแถบชายฝั่งทะเลที่ร่ำรวย และเมืองในเขตที่ลึกเข้ามาในพื้นทวีปที่ยากจน (รวมทั้งความเหลื่อมล้ำในตัวเมืองเหล่านั้นด้วย) สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยทำให้เกิดการจราจลและอาจลุกลามบานปลายได้

ลีกวนยูมองว่า เทคโนโลยีจะทำให้ระบอบการปกครองของจีนล้าสมัย ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า (2030) เมืองต่าง ๆ ของจีนจะต้องรองรับประชากรราว 70 - 75% คนเหล่านี้จะมีทั้ง โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต ทีวีดาวเทียม แล้วคนเหล่านี้ก็จะสามารถเข้าถึงความรู้จากนอกประเทศได้ สามารถจัดตั้งกันเองได้ พอเมื่อเป็นดังนั้นแล้วระบบการปกครองแบบปัจจุบันจะใช้ไม่ได้อีก การตรวจสอบสอดส่องคนต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ทำไม่ได้ เพราะมีคนมากเกินไปที่จะทำได้ทั่วถึง

แต่จีนอาจผ่อนปัญหานี้ลงไปได้บ้างถ้าใช้วิธีแบบ "สัมฤทธิผลนิยม" คือยังคงใช้ระบบควบคุมอย่างเข้มงวด เหมือนที่จีนทำอยู่แล้ว ไม่อนุญาตให้มีการจราจลไม่อนุญาตให้มีการประท้วง แล้วค่อย ๆ โอนอำนาจให้กับท้องถิ่น และคนชั้นล่างลงไป

5. คำถาม: จีนต้องการบรรลุเป้าหมายการเป็นหมายเลข 1 เร็วช้าเท่าใด

ลีตอบ: จีนไม่เร่งรีบที่จะเป็นหมายเลข 1 ของโลกแทนสหรัฐ การมีพื้นที่อยู่ใน G20 ก็โอเคสำหรับจีน ในกลุ่มนี้มุมมองของจีนก็จะถูกรับทราบอย่างชัดแจ้งและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็ได้รับการปกป้อง แต่ต้นทุนในการรับผิดชอบก็จะกระจายออกไปให้กับอีก 19 ประเทศที่เหลือด้วย

ชนชั้นนำจีนแม้ว่าจะมีมุมมองที่ค่อนไปทางระมัดระวังตัวและอนุรักษ์นิยม แต่พวกเขาก็จะทำงานบนพื้นฐานของฉันทามติมากกว่าการโหวต และด้วยมุมมองระยะยาว ดังนั้นศตวรรษที่ 21 ก็อาจเป็นศตวรรษของจีนก็ได้ หรือแชร์ร่วมกันกับสหรัฐก็ได้ แต่หลังจากนั้นศตวรรษของจีนก็จะตามมาอยู่ดี

6. คำถาม : จีนมองบทบาทของสหรัฐในเอเชียอย่างไร

ลีตอบ : จีนไม่เคยประมาทศักยภาพของประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ที่สามารถครองความเป็นผู้นำในภูมิภาคต่อเนื่องกันถึงเจ็ดทศวรรษ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

สหรัฐยังประกันเสถียรภาพด้านความมั่นคงให้กับ ญี่ปุ่น ประเทศเสือเอเชียทั้งหลาย รวมถึงจีนเองด้วย จีนทราบดีว่าพวกเขายังต้องการตลาดของสหรัฐ เทคโนโลยีของสหรัฐ และการส่งนักศึกษาจีนไปเรียนต่อสหรัฐ เพื่อนำเอาความรู้ล้ำหน้าที่สุดของโลกกลับมาใช้ยังจีน ดังนั้นจีนมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะไปต่อกรกับสหรัฐในช่วง 20 - 30 ปีนับจากนี้

ตรงข้ามจีนจะยอมรับระเบียบโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบันค่อย ๆ รอเวลาที่เข้มแข็งพอที่จะ "นิยาม" ระเบียบการเมืองและเศรษฐกิจโลกขึ้นมาใหม่

7. คำถาม: จีนจะยังคงการเติบโตด้วยตัวเลขสองหลักไปอีกหรือไม่

ลีตอบ: สามทศวรรษที่ผ่านมาจีนเติบโตในอัตราเฉลี่ย 10% ต่อปีบางครั้งถึง 12% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ไม่ธรรมดา ลีมองว่าจีนน่าจะยังคงการเติบโตในอัตรานี้ได้อยู่ในทศวรรษข้างหน้า เพราะจีนมาจากฐานการเติบโตที่ต่ำ และจำนวนผู้บริโภคขนาด 1.3 พันล้านจะช่วยเพิ่มการเติบโตได้แน่

8. คำถาม : จีนจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

ลีตอบ: จีนไม่มีทางเป็นประเทศที่เป็น "เสรีประชาธิปไตย" เพราะถ้าเป็นเมื่อไหร่ จีนจะล่มสลายทันที

ลีบอกว่าปัญญาชนจีนเองก็ตระหนักเรื่องนี้ดี การปฏิวัติประเทศให้เป็นประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นยาก ลีชี้ให้ดูขบวนนักศึกษาสมัยเทียนอันเหมิน เดี๋ยวนี้พวกเขาหายไปไหนแล้ว? คนจีนต้องการจีนให้ฟื้นกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ต่างหาก

แต่ถ้าพูดถึงระบอบประชาธิปไตยในระดับหมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ อันนี้พอเป็นไปได้ แม้จะมีแรงต้านพวกนี้อยู่แต่จะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ระบบการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตจะช่วยเร่งแนวโน้มนี้เพิ่มมากขึ้น

แต่ระบบส่วนกลางอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักในอีก 50 ปีข้างหน้า

ชนชั้นนำจีนจะยอมรับเทคนิคใหม่ ๆ ยกเว้นเส้นทางประชาธิปไตย ที่อนุญาตให้มีการลงคะแนนเสียงเท่ากันทุกคน และระบบหลายพรรคการเมือง เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ต้องการควบคุมเสถียรภาพทางการเมือง และพวกเขาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ที่มีขุนศึกควบคุมเขตต่าง ๆ ในท้องถิ่นอย่างในสมัย ทศวรรษ 1920 และ 1930

9. คำถาม : แล้วจีนจะเป็นที่ 1 ได้ไหม

ลีตอบ : จีนต้องตระหนักว่าศักยภาพตนเองอยู่ที่เศรษฐกิจไม่ใช่การทหาร จีนมีกำลังคนมากและสามารถผลิตของได้ถูกกว่าใครในโลก อิทธิพลของจีนในแง่นี้จะเติบโตมากขึ้นและมากขึ้นจนเกินศักยภาพอเมริกา

จีนอาจมีโอกาสมีปัญหาเหมือนกัน ถ้าผู้นำของจีนที่ถูกเลือกขึ้นมาไม่ตระหนักถึงแนวทางนี้ ซึ่งมีลักษณะสัมฤทธิผลนิยมมากกว่าเป็นไปตามอุดมการณ์ทางการเมือง โอกาสที่ว่านี้ลีมองว่ามีสัก 20% ลีไม่ถึงกับมองว่าเป็นไปไม่ได้เลย และโอกาสนี้ก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นเพราะจีนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของ ระบบการเมืองภายใน วัฒนธรรมทางธุรกิจ การลดปัญหาการคอรัปชั่น และการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ ขึ้นมา

ลีมองในแง่ดีว่า ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษที่ฟื้นกลับคืนมาของเอเชียในโลก มีหายนะที่อยู่ในการคาดการณ์น้อยเต็มทีที่จะทำให้จีนแตกเป็นเสี่ยงและกลับไปเป็นประเทศที่มีพวกขุนศึกคอยรบกันอีก แต่จีนจะต้องตระหนักถึงเรื่องการศึกษากับประชาชนของตนในการเข้าถึงวิทยาการและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เพื่อที่จะทำให้สังคมเป็นอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบในก้าวแรก ถัดจากนั้นก็จะบรรลุถึงสังคมไฮเทคโนโลยีในก้าวถัดไป กระบวนการทั้งหมดนี้อาจใช้เวลา 50 - 100 ปี

(ลีมองอินเดียตรงข้ามกับจีนว่า การทำประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมได้ไม่ดีเท่าจีน แต่ไปเน้นการบริการ ซึ่งทำให้ประเทศไม่มีความเข้มแข็งเท่าจีนในขณะนี้)

ที่มา : Siam Intelligence
Read More

10 September 2013

15 เคล็ดลับ ปรับโลจิสติกส์พร้อมก้าวเข้าสู่ AEC


วันนี้ทาง ครม. ได้มีมติเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยฉบับที่ 2 (พ.ศ.2556-2560) (รายละเอียดยุทธศาสตร์ อ่านต่อด้านล่างครับ)  นิ่ถือว่าเป็นเรื่องดีนะครับ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับกับการเิปิด AEC (ถ้าทำได้จริง) เพราะโลจิสติกส์ (Logistics) ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญอีกเรื่องหนึงของประเทศไทยเรา โดยเฉพาะการขนส่งทางบกที่เรามีข้อได้เปรียบในเรื่องสถานที่ตั้งนั่นเอง มาวันนี้จะขออิงกระแสแผนยุทธศาสตร์กับเค้้าสักหน่อย จึงเป็นที่มาของบทความ 15 เคล็ดลับ ปรับโลจิสติกส์พร้อมก้าวเข้าสู่ AEC ซึ่งเคล็ดลับดังกล่าวสามารถใช้เป็นตัวตรวจสอบให้กับผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยน พัฒนาศักยภาพโลจิสติกส์จากภายในบริษัทกันก่อน เหมือนกับเตรียมความพร้อมของตัวเองก่อนเลย พอเวลาแผนนโยบายยุทธศาตร์ดำเนินไปได้ด้วยดีและประสบผลสำเร็จ เราจะได้เก็บเกี่ยวโอกาสและผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่นั่นเอง



15 เคล็ดลับปรับ Logistics พร้อมก้าวเข้าสู่ AEC 





เรื่องการบริหารโซ่อุปทาน (supply chain management)ก่อน ซึ่งก็คือการบริหารการจัดการตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบ ผลิต จนสินค้าไปถึงมือลูกค้า ซึ่งแตกต่างจาก Logistic ตรงที่ Supply Chain มันเป็นกิจกรรม ในขณะที่ Logistic เป็นตัวเชื่อมกิจกรรม เพราะฉะนั้นถ้าเรามีกิจกรรม (Supply Chain)ที่ไม่ดี มันเชื่อมอย่างไรก็ไม่ดี เราจะมองที่การเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรธุรกิจ ตลอดโซ่อุปทาน แล้วที่นี้ คุณค่าของโซ๋อุปทาน (Value Supply Chain) มันคืออะไร...



ที่มาของ LEAN นั้น มาจากระบบของ TOYATA ซึ่งในแง่ของการผลิตเรามีการนำ LEAN มาใช้กันมาก แต่ในแง่ของการบริการยังไม่มีเท่าที่ควร แต่ถ้าจะให้ยกตัวอย่างในการนำ LEAN มาใช้ในแง่ของการบริการ ก็คือ การให้บริการของสำนักงานเขต จะเห็นได้ว่าแต่ก่อนต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน เพราะต้องเดินขึ้นชั้นหนึ่ง ชั้นสอง หรือชั้นสาม แต่พอมาในปัจจุบันที่มีการให้บริการที่รวดเร็วขึ้นมาก เช่น การมาทำบัตรประชาชน ที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที รวมทั้งการทำ passport ก็เช่นเดียวกัน ที่มีการให้บริการที่รวดเร็วขึ้น...   



ใช้หลักกลยุทธ์ OE-MU-MC (โอ้ มิว แม็ก) OE (Optimise Efficency) เนื่องจากงาน Logistics เป็นอะไรที่วุ่นวาย และมีทั้งกิจกรรมและข้อมูลมากมาย จึงจำเป็นต้องสร้างระบบให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะทำอย่างไรละ, MU (Maximize Utilization) เป็นการนำทรัพย์สิน เครื่องมือต่างๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากทรัพยสินเครื่องมือเกี่ยวกับ Logistics มีราคาค่อนข้างสูง เช่น คลังสินค้า รถยนต์ เป็นต้น เราจึงต้องใช้ทรัพย์สินเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด แล้วเราจะทำอย่างไร...    


ประกอบด้วย S 4 ตัว 1. Standard : การทำ ISO หรือการเน้นไปที่ Customer Requirement ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งต้องปรับตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งเราจะต้องมีพื้นฐานการให้บริการเป็นมาตรฐานหลักก่อน แล้งค่อยไปเพิ่มเติมในลูกค้าแต่ละราย (Mass Customize) 2. Speed : รวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบัน จะมี Economy of time (Economy of Speed) เพราะ ถ้าใช้เวลาขนส่งยิ่งนาน จำนวนวัน stock ก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีเครื่องมือที่ช่วย 3. Safety : เพราะในเรื่องของ Logistics คือการเคลื่อนย้ายของ ซึ่งทั้งเป็นการดูแลทุกๆที่ ไม่ว่าจะระหว่างขนส่ง ขนส่ง หรือแท้กระทั่งตอนอยู่ในคลังสินค้า ยิ่งขนส่งวัตถุอันตรายยิ่งต้องให้ความปลอดภัยสูงมาก...


เนื่องจาก Logistic จะมีกิจกรรมมากมาย และการจะเป็น LSP (Logistic Service Provider) ต้องทำกิจกรรมเยอะมาก เช่น เราต้องการนำสินค้าจากเมืองไทยไปต่างประเทศ ไม่ใช่ดูแต่เรื่องการขนส่ง แต่ต้องดูตั้งแต่เรื่อง Packaging การดูในเรื่อง Shipping หรือแม้แต่เรื่องเกี่ยวกับด่านศุลกากรต่างๆ อันนี้ก็คือ กิจกรรมที่มีมากมาย ซึ่งการให้บริการแบบครบวงจรจึงมีความสำคัญ หรือที่เรียกว่า Integrated Service Provider...



6.  การบริหารการเงินใน Logistics (Financial Management in Logistics) 


เวลาเราจะมองทางด้านการเงินนั้น เริ่มแรกเลยจะมองไปที่ ROI (Return on Investment) ผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งจะมีอยู่ 2 ฝั่ง ฝั่ง return และฝั่ง Investment ซึ่งไอ้ตัว Return เราก็มองได้ง่ายๆว่า ลงทุนอะไรก็มองไปที่กำไรเป็นตัวตั้ง ส่วนเงินลงทุน คือ Capital เพราะฉะนั้น จับกำไรหารด้วย Capital ก็คือ ROI นั่นเอง แล้วในการทำ Logistic จะทำอย่างไร ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนดีขึ้น ซึ่งเราจะแยกพิจารณออกตาม ส่วนประกอบของ ROI จากที่กล่าวไว้ในข้างต้น คือ...



7. Logistic Cost


ในต้นทุน Logistic 100% ของประเทศไทย มีต้นทุนค่าขนส่งถึง 53% (ปี 48-49) หรือถ้าเราจะศึกษาแนวโน้ม Logistic cost ในอนาคต โดยพิจารณาจาก อัตราการเดิบโตของ GDP และอัตราการเติบโตของต้นทุน Logistic ของ USA ตั้งแต่ปี 2002-2005 การเติบโตของ GDP จะมากกว่า Logistic Cost แต่พอปี 2005 ถึงปัจจุบัน การเติบโตของ Logistic Cost เติบโตมากกว่า GDP จะเห็นได้ว่า ต้นทุน Logistic มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น เกิดอะไรขึ้น?...






8. ประสิทธิภาพด้านการขนส่ง (Logistic Efficiency)


การที่ทำให้ระบบการขนส่ง เกิดประสิทธิภาพขึ้นนั้น จะขึ้นอยู่กับบุคคลากรในสายงาน Logistics ที่ควรจะต้องปฏิบัติ คือ  6 RIGHT และ  6 PERFECT  นอกจากนี้ ประสิทธิภาพด้านการขนส่ง จะเกิดขึ้นจาก
การใช้สินทรัพย์ที่เรามีอยู่อย่างคุ้มค่า บริหารรถ, พื้นที่ที่เก็บสินค้า เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเรียงให้มากขึ้น ในพื้นที่เท่าเดิม, บริหารเส้นทางเพื่อลดระยะทาง, ลดต้นทุน การดำเนินงาน, ใช้ทรัพย์สิน อย่างคุ้มค่า ถึงแม้ทรัพย์สินจะลดลง, ตกลงอะไรกับลูกค้ามาแล้ว ให้บริการเขาได้ครบหรือไม่, สร้างความพึงพอใจให้เกิดกับลูกค้า...




9. KPI for Logistic


การจัดตั้ง KPI ในแต่ละธุรกิจจะขึ้นอยู่กับตัวธุรกิจ และความต้องการของลูกค้า (ที่เราไปตกลงกับเขาไว้) เราจะตั้งอย่างไร เช่น การตั้ง KPI ในเรื่องอุบติเหตุที่จะลดให้เป็น 0 มันเป็นไปไม่ได้ เราควรจะตั้ง KPI เพื่อลดอุบัติเหตุที่กระทบกับลูกค้าให้เป็น 0 จะเหมาะสมกว่า ซึ่งเมื่อเราตั้ง KPI แล้วจะเกิด 2 มุมมอง หนึ่งคือ มุมทำสำเร็จ : เราควรจะกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า ควรทำให้ดีกว่านี้หรือไม่ หรือ สองมุมทำไม่สำเร็จ : หาสาเหตุ โดยจะมีหลักในการนำ KPI ไปใช้ใน Logistic คือ PICNIC...  







10. E - LOGISTICS


ทำไม E Logistics ถึงมีความสำคัญ ??? 1. เนื่องจากขบวนการ Logistic มันยุ่งวุ่นวายมาก เราจึงต้องใช้ระบบ IT เข้ามาเพื่อทำให้ทุกขึ้นตอนเห็นชัด 2. คนทำ Logistics จะเน้นข้อมูลมาก 3. กิจกรรมต่างๆ ของ Logistics มีมาก ซึ่งมันจะต้องสามารถควบคุมและ Monitor ได้ 4. ถ้าลูกค้าถามมา สามารถตอบได้ว่าของอยู่ตรงไหน เมื่อไหร่จะถึง แล้วระบบ E-Logistics มีอะไรบ้างที่ใช้งานอยู่ มีอยู่ 7 ระบบ คือ PMS, WMS, PhMS, CMS, SMS, MMS และ LMS ...







11. ปรากฏการณ์แส้ม้า (Bullwhip Effect in Supply Chain)


หลายคนที่อยู่นอกวงการคงสงสัย ว่าไอ้แส้ม้า มันมาเกี่ยวอะไรฟระกับ Logistics แท้จริง มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดการผันผวนในการบริหารงานโซ่อุปทาน คือในกรณีที่สินค้าขาดหรือสินค้าล้นตลาด เหตุผลก็เพราะเราไม่สามารถรู้ความต้องการของลูกค้า หรือความต้องการถูกแปรปรวนหรือผันผวน ก็ด้วยเพราะการที่โซ่อุปทาน (Supply Chain) มีหลายขั้นตอน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดบ้าง เกินบ้าง ก็คือ แต่ละหน่วยงานในโซ่อุปทาน ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างตัดสินใจ ไม่ทำงานเป็นทีมและข้อมูลความต้องการของลูกค้า ไม่สามารถไหลมาถึงปลายทางภายในองค์กรได้...



12. Cycle Counting กับการแก้ปัญหา Logistic


คุณเคยเจอปัญหาแบบนี้หรือไม่ ระบบการจัดเก็บข้อมูลผิดพลาด เช็คในคอมฯมี ไปดูจริงไม่มี หรือไปดูในคอมฯไม่มี ดันเดินไปเจอ ถ้าเกิดปัญหาประเภทนี้ คือ การบันทึกกับของจริงไม่ตรงกัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นจาก การไม่บันทึกลงระบบ หรือเพราะความเคยชิน ว่าเดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ สักพักก็ลืม ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว เราสามารถที่จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Cycle Counting หรือการตรวจนับตามรอบ หลักการง่ายๆ ที่ให้ทำ คือ Pareto ถ้าสินค้ามีมูลค่ามากก็ตรวจนับให้ถี่ (รายสัปดาห์) ส่วนสินค้าที่มีมูลค่าน้อย แต่มีปริมาณมาก ก็อาจจะไม่ต้องถี่มากนัก แต่โดยหลักการของวิธี CYCLE COUNTING จะมีอยู่ 5 ข้อ...



13. Logistic Performance Index (LPI)


Logistic Performance Index (LPI) หรือดัชนีชี้ประสิทธิภาพทาง Logistic : เป็นการสร้างดัชนีชี้วัด เพื่อวัดว่าเราปฏิบัติงานหรือระบบทาง logistic ว่ามีประสิทธิภาพในระดับไหน มีจัดทั้งในระดับประเทศและระดับโลก หน่วยงานกำหนดในระดับโลก คือ World Bank ซึ่งจะจัดลำดับโลก ดูระบบ Logistic ในระดับโลก ประเทศไหนมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน โดย LPI Criteria Factor ประกอบด้วย 6 ปัจจัย


คนที่ทำธุรกิจแล้วต้องมีการขนส่งสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะงงหรือสับสนในการทำ Logistic บ้าง ยกตัวอย่างข้อแรก  Logistic และ โซ่อุปทาน (Supply Chain) มันแตกต่างกันอย่างไร ที่จริงแล้วโซ่อุปทาน (Supply Chain) จะครอบคลุมกว้างกว่า Logistic แต่แท้จริงเราไม่จำเป็นต้องแยก หรือหาความแตกต่าง เพราะทั้งสองคำมันเกื้อกูลกันอยู่แล้ว เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของ Logistic ดีขึ้นนั่นเอง





15. สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับ Logistic (Logistic Competitive Advantage)




จากหลักการของ Michael E.Porter ในเรื่อง Competitive Advantage (Cost Leader, Differentiate, Focus)ที่เราจะนำมาปรับใช้ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับ Logistic (โดยหลักๆ จะใช้ 2 ข้อ คือ Differentiate และ Leader Cost)








* แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2556-2560) 


ประกอบด้วย

1.ภารกิจในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทยในการเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากโซ่อุปทาน (Supply chain enhancement)

2.ภารกิจในการยกระดับประสิทธิภาพระบบอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Enhancement)

3.ภารกิจในการพัฒนาปัจจัยสนับสนุน(Capacity Building and Policy Driving Factors) (รายละเอียดยุทธศาสตร์ อ่านต่อด้านล่างครับ)

โดยทั้ง 3 ภารกิจดังกล่าว มีแผนการดำเนินงานตาม 7 ยุทธศาสตร์ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการโซ่อุปทาน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมธุรกิจการค้าและบริการในพื้นที่เมืองชายแดน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาบริการขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ตามเส้นทางยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาระบบอำนวยความสะดวกทางการค้า
ยุทธศาสตร์ที่ 5 ส่งเสริมการพัฒนาบริการและขยายเครือข่ายของผู้ให้บริการโลจิสติกส์
ยุทธศาสตร์ที่ 6 ปรับปรุงระบบการพัฒนา และจัดการกำลังคน (Human resource development system)
ยุทธศาสตร์ที่ 7 พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลเพื่อการปรับปรุงตนเอง (Monitoring system for self improvement) และสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร/เครือข่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์


Read More

06 August 2013

ศีล 5 แห่งความสำเร็จของธุรกิจอาหาร ส.ขอนแก่น



วันก่อนไปเิดิน Tops เห็นสินค้าของ ส.ขอนแก่น มีมากหมายหลากหลายอยู่บนชั้น แตกต่างจากสมัยก่อนจำได้ว่าผมจะรู้จัก ส.ขอนแก่น จากพวก หมูหยอง หมูยอ กุนเชียง อะไรประมาณนี้ ซึ่งเคยลองชิมดูแล้ว ส่วนตัวว่ารสชาติมันยังไม่โดนเท่าไหร่ (ตอนนี้รู้รสชาติเป็นอย่างไร ใครรู้มาบอกกันได้ครับ) แต่ล่าสุดได้ลองกิน ออง-เทร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในซับแบรนด์ของ ส.ขอนแก่น ที่เป็นพวกหมูแผ่นอบกรอบ รสชาติอร่อยดีครับ แต่เสียดายให้น้อยไปหน่อย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันหลังจากธุรกิจอาหารและธุรกิจค้าปลีกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้เราเห็นสินค้าของ ส.ขอนแก่น มีมากขึ้น อีกทั้งมีการทำ packaging ใหม่ เพื่อให้สะดวกต่อการบริโภคมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวของ ส.ขอนแก่น ภายใต้การนำทัพของ คุณเจริญ รุจิราโสภณ วันนี้จึงอยากนำบทความที่เผยถึงกลยุทธ์ มุมมอง และการปรับตัว ของ ส.ขอนแก่น ซึ่งได้กล่าวถึง ศีล 5 ข้อของคนทำธุรกิจอาหาร น่าสนใจดีครับ เลยอยากนำมาเล่าต่อให้ฟังกัน

แบกลเม็ด “ส.ขอนแก่น” ทำธุรกิจอาหารให้โดนใจลูกค้า



นับเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้วที่ “เจริญ รุจิราโสภณ” พาแบรนด์ “ส.ขอนแก่น” ทะยานผาดโผนในวงการธุรกิจอาหารเนื้อสัตว์แปรรูป จนปัจจุบันกิจการเติบใหญ่ระดับบริษัทมหาชน ขยายกิจการหลากหลาย ภายใต้แบรนด์ต่างๆ นับสิบ


แน่นอนความสำเร็จที่ได้มาย่อมไม่ใช่เกิดจากโชคช่วย จำเป็นต้องใช้องค์ประกอบมากมาย ทั้งความสามารถ การตัดสินใจถูกต้อง ตลอดจนประสบการณ์อันโชกโชน ฯลฯ จึงเปรียบเหมือนตำราเล่มหนาที่น่าค้นคว้าอย่างยิ่งว่า เขาทำได้อย่างไร?

โดยเมื่อไม่นานมานี้ ซีอีโอคนดังได้เป็นวิทยากรถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้แก่เอสเอ็มอีทั้งหน้าเก่าและใหม่ ในงานสัมมนาโชวห่วยระดับภูมิภาค จัดโดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อเฉลย “เคล็ดลับทำธุรกิจอย่างไรให้โดนใจลูกค้า” …




ลูกน้อง “เจ้าสัวซีพี” อยากเป็น “เถ้าแก่” 


เจริญ รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นบอกเล่าเส้นทางอาชีพ โดยยกย่องบุคคลสำคัญที่สุดอีกคนในชีวิตที่เป็นทั้งเจ้านาย และต้นแบบในการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิต นั่นคือ “ธนินท์ เจียรวนนท์” เจ้าสัวเครือเจริญโภคภัณฑ์ เนื่องจากในอดีตเขาเคยทำงานอยู่ในร่มเงาเครือซีพีกว่า 10 ปีในฐานะผู้บริหารกิจการไก่ย่าง 5 ดาว และไส้กรอกซีพี ทำให้ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้ยิ่งใหญ่แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์มาล้นเหลือ


หลังจากสะสมประสบการณ์พร้อมเมื่อปี พ.ศ. 2527 เขาก้าวตามฝันของตัวเองที่อยากเป็น “เถ้าแก่” เริ่มก่อตั้งกิจการเล็กๆ ชื่อว่า “ส.ขอนแก่น” โดยไปรับซื้อเนื้อหมูแปรรูป เช่น กุนเชียง หมูแผ่น ฯลฯ จากเจ้าดังเมืองขอนแก่น แล้วมาขายในกรุงเทพฯ 

“เมื่อ 30 ปีที่แล้วผมลาออกเพราะอยากเป็นเถ้าแก่ โดยตั้งปณิธานว่าจะทำสินค้าอาหารที่ไม่ซ้ำกับซีพีเพราะผมเป็นลูกน้องของเจ้าสัวธนินท์ โดยผมเริ่มจากซื้อสินค้าพื้นเมืองจากขอนแก่นมาขายในกรุงเทพฯ และอยากให้ผู้บริโภครู้ว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าและสูตรที่มาจากขอนแก่น เราเลยย่อคำว่า “สินค้า” มาเป็นอักษร “ส.” หมายถึง สินค้าจากขอนแก่นนั่นเอง”

“สมัยก่อนทางอีสานเป็นเขตเลี้ยงหมูและแปรรูปเนื้อหมูที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะโคราช กับขอนแก่น ในยุคแรกเราไป จ.ขอนแก่นมีร้านหนึ่งอร่อย มีป้ายเชลล์ชวนชิม ลองชิมแล้วว่าอร่อย ผมก็ซื้อมาขายกรุงเทพฯ เริ่มต้นง่ายๆ แบบนั้น จนต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ก็สร้างโรงงานผลิตหมูยอ, กุนเชียง, ไส้กรอกอีสานของตัวเอง” เจริญเกริ่นนำจุดเริ่มต้น


ชื่อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง


ปัจจุบันในเครือ ส.ขอนแก่นได้แตกแบรนด์หลากหลายนับสิบ เช่น แต้จิ๋ว, กวางเจา, ยูนนาน ฯลฯ สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่มักใช้ชื่อเป็นสถานที่ต่างๆ เหตุผลนั้น เจริญอธิบายว่า เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ต้องการให้ลูกค้าเกิดความเชื่อถือว่าอร่อยแบบต้นตำรับตั้งแต่แรกพบ



“การตั้งชื่อเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของธุรกิจอาหาร การที่เราเลือกชื่อที่ผู้บริโภคมีภาพติดอยู่ในหัวอยู่แล้วว่า “อร่อย” จะทำให้ผู้บริโภค “เชื่อง่าย” และ “อยากลอง” ซึ่งแบรนด์ต่างๆ ของผม อย่างลูกชิ้นปลา “แต้จิ๋ว” เป็นอำเภอหนึ่งในเมืองจีน ซึ่งเป็นแหล่งทำลูกชิ้นปลาที่มีชื่อเสียง ทำให้คนที่เคยไปหรือเคยได้ยิน พอได้ยินชื่อเสียงนี้ก็หยิบเลย เพราะอยากลองดูว่ารสชาติอร่อยเหมือนกับต้นตำรับลูกชิ้นจากแต้จิ๋วจริงๆ ที่เขาเคยไปกินหรือเปล่า”

“แต่บางกรณีก็ต้องพลิกแพลงบ้าง ในอดีตครั้งหนึ่งผมเคยทำมะพร้าวน้ำหอมจาก “สามพราน” ส่งออกไปต่างประเทศ ถ้าเราจะบอกว่าเป็นมะพร้าวจากสามพราน พูดเท่าไรชาวต่างชาติก็ไม่รู้จักหรอกเพราะคนต่างชาติเขารู้จักแต่ “พัทยา” ผมเลยตั้งแบรนด์มะพร้าวน้ำหอมนี้ว่า “พัทยา” ทำให้ติดตลาดเร็วมาก เพราะลูกค้ารู้จักคุ้นเคยชื่อนี้ดีอยู่แล้ว” 

รักษาแบรนด์ยากกว่าสร้างแบรนด์ 


เจริญบอกด้วยว่า การสร้างแบรนด์นั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว อาจจะลงทุนสูง จ้างมืออาชีพมาวางแผน หรือใช้วิธีการสมัยใหม่ประหยัดต้นทุน เช่น สังคมออนไลน์ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และสภาพแวดล้อมของแต่ละกิจการ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ลูกค้าเกิดความจดจำ และเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม การสร้างที่ว่าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือ “การรักษาแบรนด์” หากไม่สามารถทำได้ธุรกิจจะถึงจุดจบทันที ในทางตรงกันข้าม หากรักษาคุณภาพจนลูกค้าเชื่อมั่นได้ นั่นเท่ากับธุรกิจจะเกิดความยั่งยืน



“การสร้างแบรนด์เป็นเรื่องที่ต้องลงทุน และจริงใจต่อลูกค้า ถ้าเราบอกว่าสินค้าแบรนด์ของคุณดี แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าดีจริงธุรกิจก็จบ หรือถ้าพิสูจน์ได้แค่ช่วงต้นแล้วรักษาคุณภาพไม่ได้ ธุรกิจก็จบเช่นกัน ไม่ยั่งยืน สิ่งที่ผมทำตลอด ผมต้องการให้เมื่อพูดถึง ส.ขอนแก่น ให้เป็นแบรนด์ที่คนยอมรับ การันตีได้ว่าผลิตได้มาตรฐาน มีโรงงานทันสมัย มีการค้าทั่วโลก ฯลฯ ดังนั้นต้องรักษาคุณภาพให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่านานแค่ไหนแบรนด์ก็จะไม่ล้าสมัย แถมจะยิ่งเติบโต”

“สิ่งที่ผมอยากจะฝากบอก คือ “ค่าใช้จ่ายในการสร้างแบรนด์มันน้อยกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาแบรนด์” เช่น ผมเคยมีประสบการณ์เกิดกรณีเนื้อหมูราคาขึ้น แต่เราเสนอราคาให้ลูกค้าไปแล้วก็ต้องยอมทำทั้งๆ ที่ขายขาดทุนเพื่อรักษาคุณภาพ และชื่อเสียง นอกจากนั้น เคยมีกรณีสินค้าที่ทำขึ้นมูลค่า 10 กว่าล้านบาทไม่ได้คุณภาพ หากปล่อยออกไปให้ของหมดก็หากินได้แค่ครั้งเดียว เราก็ต้องตัดใจทำลาย มันเป็นเรื่องเศร้าอกตรมที่เราบอกใครไม่ได้ แต่ถ้าเราจะหากินระยะสั้นก็ขายออกไปก็จะรักษาแบรนด์ไม่ได้ ฉะนั้น ตัวเจ้าของต้องกล้าได้กล้าเสีย เสียวันนี้ เพื่อที่จะได้วันหน้า” ซีอีโอ ส.ขอนแก่นเล่าประสบการณ์จากชีวิตจริง

พัฒนาปรับตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไป 


ระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา เจริญชี้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคย่อมเปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องจากปัจจัยเรื่องฐานะ สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต กระแสนิยม ฯลฯ จำเป็นที่ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตต้องพัฒนาตาม



“สิ่งที่เปลี่ยนไปแน่นอนคือฐานะต่างกัน เมื่อ 20 ปีก่อนฐานะของคนส่วนใหญ่ยังไม่ดีเท่าปัจจุบัน ซึ่งสภาพเศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค คนเราถ้ามีเงินมากขึ้นก็จะแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปด้วย เช่น ปัจจุบันคนต้องการความสะดวกรวดเร็วในการกิน รวมถึงนวัตกรรมแปรรูปก็พัฒนาดีขึ้น อาหารแช่แข็งเมื่อก่อนคนไม่กินเลย แต่ปัจจุบันความอร่อยแทบไม่แตกต่างกัน ผู้บริโภคก็เกิดความเคยชินมากยิ่งขึ้น ตลาดอาหารแช่แข็งเดิมมูลค่า 5 หมื่นกว่าล้าน เดี๋ยวนี้เป็น 1 แสนล้านแล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการก็ต้องมีนวัตกรรมที่ตอบความต้องการได้”

“นอกจากนั้น เรื่องกระแสสุขภาพที่คนปัจจุบันให้ความสนใจ ถ้าเราคลายความกังวลเรื่องสุขภาพในการกินได้เราจะเข้าถึงหัวใจของเขา ถ้าอาหารของคุณกินแล้วดีต่อสุขภาพ และอร่อยด้วย ผมรับรองว่ารวยแน่ๆ” เจริญยืนยัน

สิ่งที่ผมอยากจะฝากบอก คือ “ค่าใช้จ่ายในการสร้างแบรนด์ มันน้อยกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาแบรนด์” 


ศีล 5 แห่งความสำเร็จของธุรกิจอาหาร


ประธานเครือ ส.ขอนแก่นยังกล่าวถึงเคล็ดลับส่วนตัวที่ยึดถือมาตลอดในการทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร หากทำได้ 5 ข้อดังนี้ ธุรกิจอาหารประสบความสำเร็จแน่นอน คือ

1. รสชาติอร่อยสม่ำเสมอ : ไม่ว่าคุณจะกินที่ไหน เมื่อใดรสชาติอร่อยเหมือนกันหมด 

2. รูปลักษณ์น่ากิน : แค่เห็นจากภายนอกก็อยากมาลองชิมแล้ว 

3. สีสันดึงดูด : กระตุ้นเรียกความสนใจ

4. กลิ่นหอม :  เย้ายวน กระตุ้นให้อยากเข้ามาหา 

5. เนื้อสัมผัส : เมื่อกัดลงไปแล้วต้องได้ความประทับใจ


“ถ้าอาหารของเราที่ออกมาสู่ตลาด ถ้าทำได้ทั้ง 5 ข้อนี้ผมรับรองว่าประสบความสำเร็จ และยั่งยืน ไปขายที่ไหนก็ขายได้ และลูกค้าก็จะเชื่อมั่นอยู่กับเราตลอดไป” เจริญตบท้าย


ที่มา SME ASTV
Read More

10 July 2013

6 ศักยภาพโลจิสติกส์ เตรียมพร้อมไทย เข้าสู่ AEC



หลังจากที่ได้ update ข้อมูล Logistic Performance Index (LPI) ปี 2012 ซึ่งจะเห็นได้่ว่าไทยเราได้ LPI ต่ำลง จาก 3.31 เป็น 3.18 ทำให้อันดับล่วงลงมาจากที่ 33 มาเป็นอันดับที่ 38 แทน เหมือนว่าเราจะแย่ลงนะ แต่เอาะพักหลังมามักจะได้ยิน ได้ฟังมาหนาหูมากว่า ไทยเราจะเป็นศูนย์กลางทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics Hub) ในภูมิภาคนี้ หลังจากที่เปิด AEC วันนี้เลยลองเอา LPI มากางดู เปรียบเทียบเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนดูสิ่ ว่าเอ่ะเราจะมีศักยภาพเพียงพอจริงหรา

ก่อนอื่นเราไปรื้อฟื้นกันดูก่อนว่า 6 ศักยภาพที่ทาง World Bank ใช้วัดค่า LPI มีเรื่องอะไรบ้่าง

1. ประสิทธิภาพของการดำเนินการทางด้านกรมศุลกากร (Customs)

2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าและการขนส่ง (Infrastructure)

3. การจัดการขนส่งสินค้าด้วยราคาที่แข่งขันได้ (International Shipments)

4. ความสามารถและคุณภาพของบริการโลจิสติกส์ในประเทศ (Logistics Competence)

5. การติดตามสถานะการจัดส่ง (Tracking & Tracing)

6. ความตรงต่อเวลาในการจัดส่ง (Timeliness)

คราวนี้เรามาดูอันดับ LPI เฉพาะในกลุ่ม ASEAN ว่าแต่ะละประเทศมีประสิทธิภาพทางด้าน Logistic เป็นอย่างไร




ไทยเราเป็นอันดับสามของกลุ่ม ASEAN รองจากสิงคโปร์ (ที่อยู่อันดับหนึ่งของโลก) และมาเลเซีย ถือว่าไม่เลวเลยใช่ไหม

แต่เมื่อมาเทียบกับข้อมูลก่อนหน้า อย่างที่เห็นไทยเราได้ LPI น้อยลง แต่ประเทศที่น่าจับตาซึ่ีงได้ LPI เพิ่มขึ้นมากจากครั้งที่แล้ว คือ พม่า LPI จาก 1.86 เพิ่มเป็น 2.37, ฟิลิปปินส์ ที่หายใจรดต้นคอเราอยู่ ได้ LPI จาก 2.69 เพิ่มเป็น 3.02, ลาว ได้ LPI จาก 2.25 เพิ่มเป็น 2.50


สำหรับประเทศไทยที่ เค้าคาดว่าการเปิด AEC เราจะเป็นศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง (Logistic Hub) มันเป็นไปได้มากแค่ไหน เรามาไล่ดูศักยภาพในแต่ละข้อจากตารางด้านบน เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกกัน

Customs : (Rank #3) 

เป็นข้อที่เราได้คะแนนต่างจากสิงคโปร์มากสุด น่าจะเป็นเพราะไทยยังคงมีพิธีการในด้านศุลกากร ที่ถึงแม้ไม่ยุ่งยาก แต่ก็ยังถือว่าไม่สะดวกเท่าที่ควร ซึ่งผมมองว่าน่าจะเป็นจุดที่เราสามารถปรับปรุงได้เร็วที่สุดในหกศักยภาพทั้งหมด ทำให้ข้อนี้เราน่าจะไปต่อได้อยู่

Infrastructure : (Rank #3) 


ซึ่งเป็นหัวข้อที่เรามีคะแนนแตกต่างจากอันดับหนึ่งคือ สิงคโปร์ และอันดับสอง มาเลเซีย สูงอยู่ ถ้าจะพูดถึงในสิ่งที่เราเป็นรองและน่าจะเห็นกันชัดๆ ก็คือ ในเรื่องของท่าเรือ นั่นเอง เพราะลักษณะภูมิประเทศไทยที่เป็นอ่าว แล้วอ่าวมันไม่ดียังไง มันก็เหมือนกับอยู่ในซอย ไม่ได้อยู่ใกล้ถนนใหญ่เลยไม่สะดวกต่อการขนส่ง เคลื่อนย้าย เท่าไหร่ แตกต่างจากประเทศสิงค์โปรที่มีที่ตั้งของประเทศติดถนนใหญ่เลยว่างั้น ทำให้ท่าเีิืื่รือมีผู้ใช้บริการมากสุดอันดับสองของโลก รองจากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ โดยในปี 2011 ท่าเรือสิงค์โปร์ มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์รวม 29.94 ล้านตู้  ส่วนท่าเรือเกลัง ของมาเลเซียอยู่อันดับที่ 13 มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์รวม 9.60 ล้านตู้ ส่วนไทยเรา ท่าเรือแหลมฉบัง อยู่ในอันดับที่ 23 มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์รวม 5.73 ล้านตู้ (อ้างอิงข้อมูลจาก Top 50 World Container Ports)

จะเห็นว่า ศักยภาพการขนส่งท่าเรือของเราแตกต่างจากสิงคโปร์ คนละโลกเล้ย.. แต่อย่าเพิ่งหมดหวังกันครับในข้อนี้ ถึงแม้เราจะไปต่อในเรื่องท่าเทียบเรือลำบากนัก จากข้อเสียเปรียบในเรื่องที่ตั้งของไทยเราดังกล่าว แต่ในทางกลับกันถือเป็นข้อได้เปรียบของเราในเรื่องการขนส่งทางถนนของภูมิภาคนั่นเอง  เพราะเราถือว่าอยู่ตรงกลางภูมิภาค ที่ล้อมรอบด้วยกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, ลาว, พม่า และเวียดนาม)

ซึ่งเห็นได้จาก นโยบายของทางภาครัฐที่ออกมาเน้น สร้างถนน ไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยเน้นเชื่อมโยงไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นสำคัญ แถมโดยส่วนใหญ่เรายังสร้างเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เชื่อมไปยังจีน อินเดีย อีกต่างหาก เห็นอย่างนี้การขนส่งทางถนนเราได้ไปต่อยาวแน่นอน และคงได้เป็นศูนย์กลางทางภูมิภาค (ทางถนน) ดั่งใจหวัง

เอ่ะ แล้วทางราง (รถไฟ) ละ พูดแล้วก็เพลียใจ ระบบรางของเราคงต้องรื้อ (ไม่ใช่รื้อรางนะ รื้อองค์กรเลยดีกว่ามั๋ย) คือ ระบบรางของเราไม่พัฒนาเลย เพราะสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟมันหดตัวลงซะงั้น จากในปี 2547 อยู่ที่ 2.4% แต่ในปี 2555 เหลือ 2.2% (เทียบกับมาเลเซียที่มีสัดส่วนสูงถึง 20% ซึ่งเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาแล้ว) แต่ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ระบบรางที่ไม่พัฒนาเนี่ยะ กลับยังได้เปรียบเล็กๆ เมื่อเทียบกลับกลุ่มประเทศ CLMV เนื่องจาก กัมพูชาเพิ่งมีการพัฒนา ลาวก็มีแค่ระยะทางสั้นๆ 7-8 กม. พม่ามีรถไฟแต่เก่าโคตรๆ ส่วนเวียดนาม รางเก่าสมัยฝรั่งเศษปกครองโน้น ทำให้เรายังมีโอกาสได้ไปต่อในเรื่องระบบราง ถ้าหันมาพัฒนากันอย่างจริงจังสักที

ส่วนทางอากาศ ไทยเรายังเสียเปรียบมือหนึ่งอย่างสิงคโปร์อยู่ เพราะจุดเด่นของสิงคโปร์ที่เป็น Free Zone ภาษีนำเข้าจึงต่ำ ในขณะที่เราแม้เป็น Free Zone เหมือนกัน แต่ติดขัดในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ระบบตรวจสอบที่มากมาย ทำให้เกิดความล่าช้าในการขนส่ง อีกทั้ง ไทยเรายังไม่มีสายการบินในประเทศที่เป็น Cargo (การบินไทยอาจจะมีอยู่ลำสองลำ) เทียบกับสิงคโปร์ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางเลยก็ว่าได้ ทำให้ทางอากาศ ถึงแม้จะไม่ลำบาก แต่การที่จะไปต่อคงได้แึค่ไม่กี่ก้าว

เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าจากหัวข้อนี้ที่ไทยเรามีคะแนนต่างจากอันดับหนึ่ง สิงคโปร์ และอันดับสอง มาเลเซีย อยู่พอควร ผมมองว่ามันเป็นโอกาสที่เราจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบโลจิสติกส์ให้มีศักยภาพมากขึ้นได้ ซึ่งเรามีโอกาสได้ไปต่ออีกมากในข้อนี้ โดยเฉพาะการวางตัวเองเป็นศูนย์กลางทางการขนส่งทางบกทั้งหมดของภูมิภาค

International shipments : (Rank #3) 

อันนี้่ ตามความคิดของผมนะ การที่บริการโลจิสติกส์ภายในประเทศไทยเรา ยังสามารถจัดส่งสินค้าในราคาที่สามารถแข่งขันได้อยู่ เพราะอาจจะไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพและบริการเสริมอื่นๆ เท่าที่ควรนัก เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศเราัยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเท่าที่ควร จึงทำให้ราคาในการใช้บริการจึงยังถูกอยู่ ซึ่งสะท้อนออกมาได้จากศักยภาพที่เหลืออีกสามข้อด้านล่าง

Logistics competence, Tracking & tracing , Timeliness (Rank #4)   

โดยทั้งสามศักยภาพดังกล่าว ไทยอยู่อันดับสี่ของภูมิภาค นอกจากเราจะเป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว ยังเป็นรองฟิลิปปินส์อีกด้วย ซึ่งทั้งสามหัวข้อนี้ไทยเรามีโอกาสได้ไปต่อแน่ ถ้าการเิปิดเสรีการค้าบริการโลจิสติกส์เต็มสูบมากขึ้น เนื่องจาก จะมีผู้ประกอบการต่างชาติ ที่มีทั้งเงินทุน ความชำนาญ เครือข่าย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ศักยภาพทั้งสามข้อของไทยเราเพิ่มสูงขึ้น แต่เด๋วก่อน ฟังแล้วเหมือนจะดีนะครับ แต่ในดีก็มีแย่เหมือนกันนะ เพราะเมื่อเราเปิดเสรีการค้าบริการโลจิสติกส์เต็มสูบเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการไทยคงต้องลำบากแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าใครเป็นผู้ประกอบการคงต้องเตรียมตัวไว้แล้วละ ไม่ใช่เห็นว่า เฮ้ยไทยเราจะเป็นศูนย์กลางทางโลจิสติกส์ในภูมิภาคนี้แล้ว ต่อไปบริษัทเราก็สบายละ นอนรอกินได้เลยงานนี้ .....ต้องขอบอกนะ ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่นอน



สรุปดีกว่า ถึงแม้เราจะมีข้อได้เปรียบที่ในเรื่องที่ตั้ง ที่จะทำให้เราสามารถเป็นศูนย์กลางทางขนส่งทางบกของภูมิภาคนี้ได้ไม่ยาก และจะทำให้คะแนน LPI ของเรามีโอกาสแซงหน้ามาเลเซียขึ้นมาอยู่ที่สองของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต (ไม่หวังที่หนึ่งเลยแหล่ะ แห่มก็อยากหวังนะ แต่ถ้าแซงสิงค์โปร์ขึ้นมาได้ กลายเป็นเบอร์หนึ่งของโลกเลยนะ หวังสูงไปมั๋ย เอาเป็นว่าแซงหน้ามาเลเซียก็พอแหล่ะ) แต่ประเด็นที่อาจจะทำให้เราตกม้าตายได้ ก็คือ ในเรื่องกฎหมายและระเบียบวิธีการในการส่งออก ที่อาจจะต้องมาลด ละ เพิ่ม ในบางจุดให้มันสอดคล้องกับการที่เราจะทำตัวเป็นศูนย์กลางกันหน่อย ไม่งั้นสร้างถนน สร้างราง สร้างสะพาน เชื่อมต่อกันไปมาแทบตาย ปรากฏสิ่งที่ทำให้ การขนส่งเราชะงัก อาจจะเกิดมาจากเอกสารเพียงแผ่นเดียวก็เป็นได้

* ผลต่างคะแนน LPI ในแต่ละหัวข้อของไทย เทียบกับอันดับหนึ่ง สิงคโปร์ และอันดับสอง มาเลเซีย


Read More

01 July 2013

"หนัก เบา รีบ ช้า" เคล็ดลับใช้ชีวิตให้เป็นสุข


หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ เพราะมัวแต่ไปปั่นบล็อกรีวิวหนังสืออย่างสนุกมือ เลยไม่ได้มา update บล็อกนี้ (ใครสนใจบล็อกรีวิวหนังสือ ที่แอบเปิดตัวอย่างเงียบเชียบ ฮ่าฮ่าฮ๋า ตามไปอ่านกันได้ครับที่ iYom BookViews) ส่วนสำหรับบล็อกนี้มีแผนว่าจะทำโพสที่รวมบทความแต่ละเรื่องที่น่าสนใจไว้ ใครสนใจจะได้มาหาอ่านจากโพสหลักโพสเดียว จะได้ bookmark เก็บไว้อ้างอิงหน้าเดียวก็พอ มิตรรักแฟนบล็อกทั้งหลายจะได้สะดวกมากขึ้น อย่างที่เคยทำไว้แล้วในเรื่อง 6 ข้อคิดของการทำการตลาดสีเขียว ส่วนหัวข้ออื่นจะเป็นอะไรต่อไปไว้ติดตามกันนะครับ

ทักทายมาซะยาว กลับเข้าเรื่องวันนี้ดีกว่า ไม่มีอะไรมากวันก่อนได้อ่านโพสหนึง ซึ่งส่วนตัวแล้วโดนมากๆ ทำให้ฉุกคิดกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ จึงอยากจะเอามาฝากกัน ลองไปอ่านดูครับ อาจจะยาวสักนิด แต่รับรองว่าคุ้มค่าครับ

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ
มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า
จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวก ว่า “3x8ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย24เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น
เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้

ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่

ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ? เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา

เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง

พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”

ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”
จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน) ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง?
เช่นกัน บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป

เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็น"หนัก เบา รีบ ช้า" อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต

เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)
ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)

ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก
ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า
จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด
ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด
------------------------------------------------------------------------------------------------------



ที่จริงการใช้ชีวิตแบบ หนัก เบา ช้า เร็ว ก็เหมือนหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้เราดำรงชีวิตอยู่ในทางสายกลาง ซึ่งผมคิดว่าบทความข้างต้น ช่วยให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่า คำว่า "ทางสายกลาง" มันคืออะไร ผมยังไม่ทราบต้นฉบับที่แน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของบทความนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณเจ้าของบทความดังกล่าวที่นำมาเล่าต่อพร้อมกับข้อคิดดีๆ ที่นำมาฝากกัน ขอบคุณครับ
Read More
Designed ByBlogger Templates