Green Marketing VS. GreenWashing ?



ช่วง 2-3 ปีมานี้ กระแสการตื่นตัวต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคไทยเรามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะหลังมหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต่างๆ ในบ้านเราเริ่มให้ความสนใจและหันมาใช้ กลยุทธ์การตลาดสีเขียว (Green Marketing Strategy) ในการทำธุรกิจกันมากขึ้น แต่จุดประสงค์ที่แท้จริง เพื่อต้องการอนุรักษ์กันจริงๆ หรือว่าทำตามกระแส สร้างภาพ เพื่อเพียงแค่ต้องการสื่อสารไปยังผู้บริโภคอย่างเราๆ ให้ได้เห็นว่าบริษัทนี้ได้ให้ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมนะ ฉะนั้น โปรดซื้อของของเราเถิด อันนี้ผู้บริโภคทั้งคุณและผม คงไม่มีทางรู้เลยก็ได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “Greenwashing” ว่าแต่มีใครรู้จักคำนี้ไหมครับ ผมคนหนึงละที่ไม่เคยได้ยิน จนมาอ่านเจออยู่บทความหนึง แล้วมันคืออะไรล่ะ ไอ้เจ้า Greenwashing เนี่ยะ มันก็คือ การที่บริษัท ห้างร้านออกสินค้า (หรือบริการ) ที่บอกว่าช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ แต่กลับพบว่าสินค้าชิ้นนั้นยังมีความบกพร่องบางประการที่ทำให้ยังไม่ใช่เป็นสินค้าสีเขียวที่แท้จริงๆ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ลองไปดูกัน

Green Marking VS. Greenwashing


ในขณะที่เมืองไทยอินกับกระแสความนิยม K-pop ที่มีอย่างล้นหลาม ทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกามีกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รณรงค์ลดโลกร้อน บวกด้วยความกังวลเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของโลก ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความตื่นตัวในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รู้สึกว่าตนอยากมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมในการดำเนินชีวิตประจำวันของตน มีค่านิยมว่าการเป็นคนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นเท่ห์ จึงเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคสินค้าและบริการ เราเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่ไม่บ่งบอกเรื่องที่มาที่ไปของสินค้า และยิ่งไปกว่านั้น รายงานผลสำรวจว่าผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกายอมแม้กระทั่งจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจากผลสำรวจชาวอเมริกันกว่า 67% ยังยืนยันที่จะซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคมแม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภครวมถึงการเกิดขึ้นและขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภค ที่เรียกว่า "Green consumers" ซึ่งเลือกซื้อสินค้าและบริการโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลักนี้ ซึ่งจากผลสำรวจจำนวนถึง 83% ของชาวอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่ถือได้ว่าเป็นผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย ส่งผลให้มีการปรับตัวของภาคธุรกิจในการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จนเกิดคำพูดว่า "going green" ของบริษัทต่างๆ

ตัวอย่างที่ฮือฮาก็เช่น บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ Wal-Mart ที่ประกาศว่าต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20 ล้านเมตริกตัน ในระบบผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้ทางห้างภายในปี 2015 อีกทั้งภาคธุรกิจยังเล็งเห็นถึงช่องทางการทำธุรกิจกับลูกค้ากลุ่มนี้ มีการเกิดของสินค้าประเภท "สินค้าสีเขียว" (Green product) คือ สินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทชนิดเดียวกัน เช่น ผักปลอดสารพิษ น้ำยาทำความสะอาดที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เสื้อผ้าที่ผลิตจากวัตถุดิบรีไซเคิล กระดาษที่เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลและลดการใช้เยื่อกระดาษ เป็นต้น

อันนำมาซึ่งการทำการตลาดที่เรียกว่า "Green Marketing" ซึ่งเป็นการทำการตลาดในแง่ที่นำเสนอให้เหล่า green consumers ว่า สินค้าหรือบริการนั้นๆ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรโดยจะมีการใช้คำศัพท์เรียกลูกค้า เช่น Eco-friendly, recycled, green, bio-degradable, organic, natural รวมไปถึงสัญลักษณ์ประหยัดพลังงาน "Green Label" (ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ของเมืองไทย หรือ Energy Star ของสหรัฐ) หรือที่บรรจุภัณฑ์มีสัญลักษณ์ เครื่องหมายรีไซเคิล มีการบอกรายละเอียดที่ฉลาก มีรูปภาพธรรมชาติ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลและไม่ฟอกสี (จะออกเป็นสีน้ำตาลและมีพื้นผิวหยาบ) ที่เรียกว่า "Eco Design" หรือแม้กระทั่งพิมพ์ชื่อสินค้าด้วยสีเขียวหรือใช้บรรจุภัณฑ์สีเขียว หรือในภาพยนตร์โฆษณาที่ใช้ภาพเด็กทารก ภาพธรรมชาติ ที่สื่อให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัย กลยุทธ์ทางการตลาดเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อจี้จุดผู้บริโภคที่เป็นกังวล ห่วงใยในสภาพสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงทรัพยากรที่เพียงพอและสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับคนรุ่นต่อไป ให้เห็นว่าหากผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ จะเป็นการทำดีเพื่อสิ่งแวดล้อมของลูกหลานเราในอนาคตด้วย

การเติบโตของธุรกิจส่วนนี้เป็นสิ่งที่ดีเพราะเป็นการกระตุ้นให้สังคมและผู้บริโภคใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ ถ้าหากว่าความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมที่เราเห็นๆ กันอยู่เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดเท่านั้น กล่าวคือ สิ่งที่ผู้บริโภคเห็นตามสื่อต่างๆ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของสินค้าหรือบริการนั้นๆ หรือชี้นำผู้บริโภคในทางที่ผิด ซึ่งเรียกว่า "Greenwashing" อันมาจากการทำผิดได้ 6 ประการไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลผิด ไม่ครบถ้วน อ้างอิงไม่ได้ ข้อมูลที่ไม่หนักแน่นไม่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ การตบตา* (เช่น บุหรี่ organic) จากรายงานของ TerraChoice บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดในด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า 95% ของสินค้าที่อวดอ้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในสหรัฐ จะพบว่าแบรนด์นั้นๆ ไม่ตรงกับสิ่งที่นักการตลาดทั้งหลายอวดอ้างอย่างน้อยหนึ่งประการจากหกข้อที่กล่าวมา

หรืออีกกรณีหนึ่ง คือ การทำการตลาดแบบฉาบฉวย ซึ่งเห็นได้ทั่วไปในเมืองไทย (และดูท่าทางจะได้ผลซะด้วย) คือ แจกถุงผ้าลดโลกร้อน ของผู้ประกอบการต่างๆ ไม่ว่าสินค้าและบริการเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับถุงผ้าหรือไม่ รวมถึงดีไซน์ของถุงผ้าที่ไปๆ มาๆ กรรมวิธีการผลิตก็ใช้สารเคมีเยอะน่าดู กลายเป็นว่ารณรงค์จนปิดโรงงานผลิตถุงพลาสติกแต่มาเปิดโรงงานผลิตถุงผ้าแทน ดังนั้น ผู้บริโภคอย่างเราๆ อย่าให้เจ้าของสินค้าหรือนักการตลาด ใช้จุดอ่อนของผู้บริโภคไทย อันได้แก่ ตามกระแส มักง่าย (ไม่หาข้อมูล) หูเบา (‘เค้า’ ว่ามันดี) มาเป็นช่องทางการทำเงิน ลองนั่งนึกดูดีๆ ว่า คุณเคยโดนหลอกด้วยภาพลวงตาสีเขียวหรือเปล่า

ที่มา : จันทน์ปาย องค์ศิริวิทยา
-------------------------------------------------------------------------------

คราวหน้าผมจะมาลงลึกกันอีกสักหน่อย เกี่ยวกับ Greenwashing นะครับ เพราะผมเห็นว่า ผู้บริโภคชาวไทยอย่างเรายังใหม่ต่อสินค้าสีเขียวอยู่ ซึ่งมันน่าจะมีความสำคัญและประโยชน์ต่อผู้บริโภค ต่อไปจะได้รู้เท่าทันบริษัทต่างๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะผลิตสินค้าสีเขียวออกมาจำหน่ายอีกเป็นจำนวนมากในอนาคต

(ติดตามกันต่อไปว่าสัตว์ประหลาดที่ผมเอามาฝากเนี่ยะ มันคือตัวอะไร และเกี่ยวอะไรกันแน่)

Facebook Nation กับสถิติที่น่าสนใจ



เห็นช่วงนี้สุดยอด Social Network อย่าง facebook กำลังเป็นที่กล่าวถึงกันอยู่พอควร เนื่องจาก พี่มารค์ (เอร็ย...ไม่ใช่ หัวหน้าพรรค ปชป. นะ) แต่เป็นพี่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ที่กำลังทำให้ facebook เติบโตไปอีกขึ้น จากการนำ facebook เข้าตลาดหุ้น และได้มีการยื่นทำ IPO (Initial Public Offering )ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ เอ่ะมันมากขนาดไหน ก็ประมาณ 150,000 ล้านบาทเอง ซึ่งถ้าเทียบกับพี่เบิ้ม ปตท. (PTT) ของเราแล้ว ในช่วงปี 2544 ที่เพิ่งเริ่มเข้าจดทะเบียนในตลาดมีมูลค่าตลาดประมาณ 100,000 ล้านบาทเท่านั้น (แต่ตอนนี้ พี่เข้าโตมาเกือบ 980,000 ล้านบาทแล้วนะ)


กลับมาที่ facebook กันต่อ หลังจากพี่มาร์ก ได้ก่อตั้ง facebook ตั้งแต่ปี 2004 ในระยะเวลา 8 ปีมานี้ ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นซึ่งส่งผลให้มูลค่าของ facebook เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามรูปเลยครับ




ซึ่งเป็นที่คาดเดากันว่า มูลค่าตลาดของ facebook หลังจากเข้าตลาดเรียบร้อยแล้ว น่าจะโตไปอยู่ที่ 8 หมื่นถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว แม่เจ้า..เว้ย..เฮ้ย

ที่นี้เรามาดูตัวเลขที่เกี่ยวกับ facebook ต่างๆ นาๆ ที่น่าสนใจกันดีกว่า




ปัจจุบัน facebook มีผู้เข้าชมเป็นประจำกว่า 845 ล้านบัญชีต่อเดือน มีการกด Like และแสดงความคิดเห็นกว่า 2.7 พันล้านครั้งต่อวัน มีรูป upload เข้า facebook กว่า 250 ล้านรูปต่อวัน และมีการเชื่อมต่อความเป็นเพื่อนกันกว่า 100 พันล้านคน




อันนี้ก็น่าสนใจดีครับ มีการทำสถิติขึ้นมาว่า ถ้าเทียบคนที่ใช้ facebook ทั้งหมดทั่วโลกเปรียบเหมือนจำนวนประชากรในประเทศจะเป็นอย่างไร ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า facebook มีสมาชิก (ธันวาคม 2554) กว่า 845 ล้านคน ถ้าดูแล้วก็เป็นที่สามของโลกรองจากจีนและอินเดีย


ส่วนมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ที่เขาได้คาดไว้ว่าจะสูงถึง 8  หมื่นถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ ถ้าไปเทียบกับธุรกิจระดับโลกใหญ่ๆ เนี่ยะ ถือว่าจะใกล้เคียงกับ McDonald's ถึงแม้ว่าถ้าจะท้าชนกับ Google ที่มีมูลค่าตลาด 18.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ทีเดียว (พูดถึง Google ขอ update ยอดผู้ใช้ Google+ ทั่วโลกน่าจะอยู่ที่ 90 ล้านคนแล้ว) ( รูปด้านขวาเป็นมูลค่า Market Capitalization ของ facebook เทียบกับธุรกิจใหญ่ระดับโลกเพิ่มเติมครับ)


ส่วนจำนวนพนักงานของ facebook มีประมาณ 3,200 คน น้อยมากเมื่อเทียบกับ Google ต่างกันเกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว แต่ที่น่าสนใจมากๆ คือ ในปี 2011 ที่ผ่านมาเนี่ยะ โดยเฉลี่ยแล้วพนักงาน facebook หนึ่งคนสามารถสร้างรายได้ให้กับ พี่มาร์ก ถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยละครับว่า ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้มูลค่าตลาดของ facebook เพิ่มสูงขึ้น อย่างเช่น Apple และ Google ได้ทำมาแล้ว




เห็นพี่มา๋ร์กยิ้มเฉ่งขนาดนี้ก็ไม่ต้องสงสัยนะ เพราะหุ้นที่พี่แกถืออยู่ใน facebook 28% เนี่ย หลังเข้าตลาด มูลค่าหุ้นหรือมูลค่าทรัพย์สินที่เขาใช้วัดอันดับเศรษฐีระดับโลกกัน จะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์เลยนะนั่น กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี ไปอีกคนละ (ยังจะมายิ้มเย้ย กันอีก ฮา...)




OK OK ถึงแม้เราจะรวยไม่เท่าพี่มาร์กเค้า แต่เราก็มีส่วนร่วมในความสำเร็จนั้นได้ ว่าแล้วก็กลับไปเปิด facebook เม็นต์กันให้กระจายเหมือนเดิม...
 

ข้อมูลอ้างอิงจาก : The Economist

คมความคิด คมชีวิต ลีกวนยิว



วันนี้ขอพักเรื่องธุรกิจ มาฟังแนวคิดบุคคลสำคัญของโลกท่านหนึงดีกว่า เผื่อจะได้มาขยายความรู้ เพิ่มรอยหยักในสมอง หลายคนคงจะรู้จัก ลี กวน ยิว ที่เป็นถึงรัฐบุรุษคนสำคัญของสิงค์โปร์ ของเอชีย และของโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งเขาได้เปิดเผยถึงความคิด และหลักการใช้ชีวิต น่าสนใจทีเดียวนะครับ ว่าบุรุษซึ่งได้ชื่อว่าเป็นที่ยอมรับของโลกนั้น จะมีคมความคิด คมชีวิต อย่างไร


ท่านผู้นี้ไม่ค่อยจะเปิดเผยความในใจของตัวท่านเองมากนัก แต่เมื่ออยู่ในวัย 87 ปี อันเป็นวัยซึ่งไม่ต้องเกรงใจใครอีกต่อไป หลายสิ่งที่อยู่ในใจก็ถูกเปิดเผยออกมาสู่ชาวโลกอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องความป่วยไข้ของภรรยาคู่ชีวิต ที่แต่งงานกันมายาวนาน 


หลังจากที่ลี กวน ยิว ให้หนังสือพิมพ์ สัมภาษณ์ไม่ถึงหนึ่งเดือนภรรยาของเขาก็เสียชีวิตเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านม (ปี 2010) ใครที่ได้ย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ของท่านผู้นี้อีกครั้งจะรู้สึกเห็นใจและเข้าใจในสิ่งที่ ลี กวน ยิว พูดถึงมากขึ้น 


ในบทสัมภาษณ์ลี กวน ยิว เล่าว่า ภรรยา (กวา ค๊อก ชู) ของเขานอนป่วยลุกนั่งเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว จากสโตรคหลายครั้ง เขารู้สึกลุ่มร้อนใจไม่สงบเพราะอยู่และต่อสู้เคียงข้างกันมาตลอดเวลา 63 ปี เขาจึงทดลองนั่งสมาธิวันละ 20 นาทีตลอดเวลาประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าใจสงบขึ้น และนอนหลับได้ดีขึ้น ที่น่าสนใจก็คือ คนที่แนะนำการนั่งสมาธิแก่เขานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนคริสเตียนที่เคร่งศาสนาทั้งนั้น เขาพบว่าความป่วยไข้ที่เขาประสบมานั้น โดยแท้จริงแล้ว ก็คือ that is life (เขาพูดประโยคนี้หลายครั้ง) และการที่เขารู้สึกว่ามีกำลังวังชาลดลง เจ็บปวดตามข้อตามประสาคนแก่ ก็เป็นเพราะ that is life เช่นกัน (ถ้าลีกวนยิว ศึกษาพุทธศาสนาสักหน่อย คงรู้ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า “ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ”)


ถึงแม้ภรรยาจะนอนป่วยไม่รู้ตัวแต่เขาก็อ่านหนังสือ อ่านบทกวีให้เธอฟังทุกวัน ในห้องติดกับห้องนอนของเขา เขาคิดว่าเขาสื่อสารกับเธอด้วยใจ และคิดว่าเธอรู้เรื่องเขาบอกเธอว่าจะดูแลกันจนถึงที่สุด 


เนื่องจากทั้งสองเป็นคนไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงไม่มีศาสนา ไม่เชื่อในเรื่องชาติหน้า เชื่อแต่เรื่องเคารพบรรพบุรุษเหมือนครอบครัวคนจีนทั้งหลายดังนั้นจึงอาจว้าเหว่บ้าง แต่เขาก็ไม่ยอมให้ใครมาชักนำไปนับถือศาสนาใดก่อนตายเด็ดขาด เพราะเขารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อของภรรยาและตัวเขามาตลอดชีวิต 


เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์แล้วจะรู้สึกว่า ลี กวน ยู อยู่ในสภาพจิตใจที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ปลง กล่าวคือมีการยอมรับความจริงในชีวิตเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย ในด้านความสุข เขาสุขใจและภูมิใจในสิ่งที่เขาได้ทำให้แก่ชีวิตคนในสิงคโปร์ เขาตระหนักดีถึงคำวิจารณ์ตัวเขาทั้งของคนสิงค์โปร์และของโลกตะวันตกในเรื่องของการใช้อำนาจความเผด็จการของเขา ฯลฯ (เขาฟ้องผู้กล่าวหา วิจารณ์รัฐบาลหรือตัวเอยู่เสมอ) โดยหยอดคำคมจากสุภาษิตจีนที่กล่าวเอาไว้ว่า อย่าเพิ่งตัดสินใครจนกว่าจะได้ปิดฝาโลงของเขาแล้ว 


ประโยชน์โดยตรงอย่างน้อยสามสิ่งจากบทสัมภาษณ์ลี กวน ยิว ที่ ก็คือ หนึ่งข้อแนะนำในการดื่มน้ำอุ่น ลี กวน ยิว เล่าว่า เมื่อก่อนเขาดื่มน้ำชาวันละเป็นลิตร ๆ ตอนหลังเขาจึงได้พบว่าชาเป็นสารเร่งให้ปัสสาวะมากขึ้นซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายของบางคนเสียสมดุล การดื่มน้ำเย็นอาจจะทำให้อุณหภูมิของทั้งปากและคอลดลงเป็นการลดภูมิต้านทานการเป็นหวัด การดื่มน้ำอุ่น ๆ ธรรมดาเท่ากับอุณหภูมิของร่างกายจึงมีประโยชนกว่า 


เรื่องที่สองคือเรื่องของการออกกำลังกาย เขาว่ายน้ำและขี่จักรยานอย่างสม่ำเสมอ หมอไม่ให้หยุด หากปวดเมื่อยก็ให้ประคบด้วยน้ำอุ่น และนวดอาทิตย์ละครั้งเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การปวดเมื่อยแบบคนแก่เขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องยอมรับ 



เรื่องที่สามการเป็นสุภาพบุรุษตามประเพณีจีน คือ การมีความสามารถในการมีสติที่สงบและสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่อารมณ์เสีย และไม่พูดอะไรที่โง่เขลาเพราะความโกรธ ลี กวน ยิว บอกว่า นี่คือสิ่งที่เขาพยายามทำอยู่เสมอ 


ในตอนต้นของชีวิต ผมบ้าคลั่งศรัทธาเรื่องสิทธิเสรีภาพ ผมไม่ชอบการห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งในสิงคโปร์ ไม่ชอบการมีพรรคใหญ่พรรคเดียวแทบไม่มีฝ่ายค้าน ไม่ชอบอำนาจ เผด็จการ ของ ลี กวน ยิว ไม่ว่ามาโดยธรรมชาติเองหรือสร้างขึ้นมาก็ตาม ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ชอบแต่ผมเข้าใจบริบทของการเกิดสถานการณ์เช่นนี้มากขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่า ลี กวน ยิว สามารถเปลี่ยนแปลงซากอาณานิคมล้าหลังหนึ่งให้กลายเป็นประเทศที่พลเมืองมีความกินดีอยู่ในระดับต้นของโลกได้ในหนึ่งชั่วคน มีแต่คนที่รู้สึกทึ่งในตัวคน คนนี้ หลายคนอาจจะบอกว่าขนาดของประเทศและของประชาชนมีส่วนช่วย แต่ผมก็เห็นประเทศขนาดนี้จำนวนมากมายในโลกที่ยังยากจนอยู่อย่างน่าตกใจ 


สิงคโปร์นั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศเดียวกับมาเลเซียและถูกเขี่ยออกมาเมื่อปี 1965 โดย ตวนกู อับดุลรามาน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย บทสัมภาษณ์สะท้อนภาพถึงความเจ็บปวดของเขาในเรื่องนี้ เขาเชื่อว่าถ้ายังอยู่ด้วยกัน ป่านนี้มาเลเซียก็จะไม่เป็นดังที่เห็นในปัจจุบันกล่าวคือ คนมาเลย์ถือว่าตัวเองเป็น ภมิบุตรา (ลูกของแผ่นดิน) คุมตำแหน่งใหญ่ ๆ ทุกตำแหน่ง คนจีน คนอินเดียและอื่น ๆ ซึ่งรวมกันมีถึงเกือบร้อยละ 50 เป็นคนแปลกแยกไป แบบว่าต่างคนต่างอยู่ โรงเรียนใครโรงเรียนมันต่างสอนภาษาของตัวเองขาดความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 


ลี กวน ยิว บอกว่าสิงคโปร์นั้นเป็นตรงกันข้ามการรวมกันเป็นวัฒนธรรมสิงคโปร์ หนึ่งเดียวของคนอินเดีย คนมาเลย์และคนจีน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ เขาไม่ยอมให้แยกกันอยู่มีสัดส่วนของกลุ่มชนอื่น โรงเรียนก็ไม่แยกกันและเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักของประเทศ ลี กวน ยิว ภาคภูมิใจกับการวางรากฐานของประเทศสำหรับคนรุ่นต่อไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของการเป็นพหุวัฒนธรรม 



ลี กวน ยิวนั้นฉลาดและเก่งกาจในการต่อสู้กับผู้คนที่ไม่เห็นด้วย จนทำให้เกิดความกลัว ในหมู่คนที่ไม่เห็นด้วยและอยู่ตรงกันข้าม ภาพของ ลี กวน ยิว นั้นใหญ่โตและน่าเกรงขามสำหรับคนสิงคโปร์ เขามีทั้งคนที่รักและคนที่เกลียดไม่น้อยในโลก 


เรื่องล้อเลียนความใหญ่โตของ ลี กวน ยิว ที่เคยได้ยิน มีดังนี้ ครั้งหนึ่ง พระราชินีอังกฤษพระราชทานขนแกะดิบก้อนใหญ่ให้ลี กวน ยิว เขาเรียกช่างตัดเสื้อชาวสิงคโปร์มาแล้วถามว่า ถ้าเอาไปทอเป็นผ้าและตัดสูตรจะได้กี่ชุด ช่างก็บอกว่า 3 ชุด ลี กวน ยิว ไม่เชื่อจึงเอาไปถามช่างตัดเสื้อฮ่องกง ช่างก็บอกว่าตัดได้ 6 ชุด ลี กวน ยิว ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมจึงได้แตกต่างกันนัก เขาจึงหอบขนแกะนี้ไปถามช่างตัดเสื้อชาวอังกฤษ ช่างบอกว่าตัดได้ 9 ชุด ลี กวน ยิว จึงถามว่าทำไมช่างสิงค์โปร์บอกว่า 3 ชุด ช่างฮ่องกงบอกว่า 6 ชุด และยูบอกว่า 9 ชุดละ ช่างตัดเสื้อชาวอังกฤษจึงตอบว่า “เมื่อยูอยู่ห่างจากประเทศของยูเท่าไหร่ ตัวของยูก็จะยิ่งเล็กลงเท่านั้น”



ที่มา : มติชน

Green Marketing Strategy กลยุทธ์การตลาดสีเขียว


จากบทความก่อนหน้า ที่ได้มีการอธิบายในเรื่องผลิตภัณฑ์สีเขียว "Green Product" ในเบื้องต้นให้เพื่อนๆ ได้พอรู้และพอเข้าใจกันบ้าง คราวนี้เราจะมาดูกันต่อว่าธุรกิจต่างๆ ในไทยที่กำลังให้ความสนใจในเรื่อง Go Green กันมากขึ้น เขามีวิธีการหรือกลยุท์การตลาดสีเขียว กันอย่างไร ไปดูกัน

Green Marketing Strategy กลยุทธ์การตลาดสีเขียว

เป็นที่ยอมรับว่าเวลานี้กระแสเรื่อง สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน หรือรวม ๆ ที่เรียกว่า "กรีน" (green) ได้เข้าไปมีบทบาทในแทบทุกวงการ และจากกระแสที่แรงขึ้นมาอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งก็พยายาม พลิกกระแสกรีนมาเป็นจุดขายอย่างหนึ่งขององค์กรและสินค้า เริ่มจาก "เครื่องใช้ไฟฟ้า" ที่แทบทุกค่ายต่างชูคอนเซ็ปต์ "เครื่องใช้ไฟฟ้าสีเขียว" เพิ่มยอดขายจากมูลค่าสินค้าและสร้างความต่างจากคู่แข่ง ที่เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น

"โตชิบา" เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำร่องในเมืองไทยอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยนโยบาย 5 กรีนให้กระบวนการทำงานและสินค้าที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ องค์กร สินค้า เซอร์วิส การซื้อ-ขาย และสังคม ล่าสุดได้เพิ่ม "green dealer" สำหรับร้านค้าโดยเฉพาะการประหยัดพลังงานภายในร้าน เช่น เดียวกับ "พานาโซนิค" ที่วางยุทธศาสตร์ ecoideas เป็นหัวใจหลักขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด

1. การประหยัดพลังงาน
2. วัตถุดิบในการผลิตต้องไม่มี สารพิษต้องห้าม และ
3. ทุกโรงงานในกลุ่ม พานาโซนิคไทยแลนด์ จะต้องได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ด้าน "ฟิลิปส์" ชูกรีนมาร์เก็ตติ้งเป็นนโยบายหลักบุกตลาดต่อจากนี้ ด้วยการลอนช์สินค้าเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศ เพื่อเร่งให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า สีเขียว โดยสินค้าจะสร้าง จุดขายด้วย คุ้มค่า, ประหยัดไฟ, ขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ลงตัว, ปลอดสารพิษ, น้ำหนักเบา, ทำจากวัสดุรีไซเคิล และทนทาน นำร่องที่ 50 สินค้าซึ่งจะติดสัญลักษณ์ Philips Green Logo

ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์นี้มาอย่างต่อ เนื่อง เริ่มจากเทสโก้ โลตัสที่เปิดสาขาคอนเซ็ปต์ กรีนสโตร์แห่งแรกที่ พระรามที่ 1 เมื่อ ปี 2547 และเปิดสาขาที่ 2 ที่ศาลายา ซึ่งเป็นกรีนสโตร์รูปแบบใหม่ นอกจากนี้มีการรณรงค์ให้ลูกค้านำถุงมาจากบ้านเพื่อใส่สินค้าผ่านโครงการ "กรีนแบ็ก กรีนพอยท์" พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือกรีนโปรดักต์ออกมาจำหน่าย ด้วย 118 รายการ อาทิ หลอดไฟ ถุงขยะ น้ำยาลบคำผิด แฟ้ม ฯลฯ เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าเหล่านี้ก็จะได้รับคะแนนสะสมกรีนพอยท์ตามกำหนด

ส่วน เจ้าตลาดร้านสะดวกซื้อ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นก็มีแผนจะเปิดร้านต้นแบบประหยัดพลังงาน ที่สถาบันปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด

"สุวิทย์ กิ่งแก้ว" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ร้านต้นแบบดังกล่าวทำขึ้นมาเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของแต่ละสาขา และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของบริษัทและคนทั่วไป โดยมีต้นแบบจากญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวคิดเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนและการลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งได้เริ่มนำร่องโครงการรณรงค์รักษาสภาพแวดล้อมด้วยการกำหนดให้ร้าน เซเว่นฯในภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพีพี และเกาะเต่า ทุกสาขาใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากวัสดุย่อยสลายได้ด้วยแสงอาทิตย์ และมีแผนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่ง ของค้าปลีกเท่านั้น นอกจากนี้ การออกแบบศูนย์การค้าในรูปแบบอีโคคอนเซ็ปต์ ไม่เพียงเพื่อสอดรับกับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ของกลุ่มลูกค้าที่เป็นกระแสทั่วโลก แต่ยังหมายถึงการช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานภายในศูนย์ด้วย การเปิดตัวศูนย์การค้า "ธัญญะ ช็อปปิ้งพาร์ค" ปลายปี 2554 จะเป็นตัวอย่างของการออกแบบศูนย์สีเขียวที่เห็นภาพชัดด้วยจุดขายการเป็น ECO Shopping Mall ด้วยการแบ่งพื้นที่รีเทลเพียง 2 หมื่น ตร.ม. จากพื้นที่โครงการ 7 หมื่น ตร.ม. เพื่อเป็นศูนย์การค้าในบรรยากาศสวนพร้อมดีไซน์ทันสมัย ทั้งสถาปัตยกรรมแบบ botanical hybrid วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างรวมถึงระบบต่าง ๆ ภายในโครงการที่ช่วยการประหยัดพลังงาน ด้วยความเชื่อมั่นว่า คอนเซ็ปต์ "สีเขียว" จะสามารถดึงดูดลูกค้าในเมืองที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวาย และสามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติได้มากที่สุด นี่ยังไม่นับรวมถึงโครงการปลูกป่าลดโลกร้อน การรณรงค์ลดถุงพลาสติก ฯลฯ ที่ทุกค่ายทำมาจนแถบนับครั้งไม่ถ้วน


มุมมองของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโฆษณา "วฤตดา วรอาคม" ผู้จัดการแผนกคอนซูเมอร์ อินไซด์ แมคแคน เวิลด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ชี้ว่าปี 2554 กระแสผู้บริโภคกลุ่มกรีนจะเริ่มอิ่มตัว เพราะจะเริ่มหันมาสนใจกับเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืน จากเดิมที่มักใส่ใจเรื่องของต้นไม้และสิ่งแวดล้อมก็จะเคลื่อนตัวมาสนใจ เรื่องของสังคม ชุมชน การศึกษา ศิลปะวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ลำบากกว่า

ดังนั้น ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเลือกให้ การตอบรับที่ดีกับแบรนด์ที่มีนโยบายเรื่องของการพัฒนาแบบยั่งยืนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้ "นิมิตร หมดราคี" ซีอีโอ 124 คอมมิวนิเคชั่นส์ คอนซัลติ้ง ได้ปรับตัวโดยหันมาโฟกัสงานด้านที่ปรึกษาและวางแผนกลยุทธ์งานประชาสัมพันธ์ และการสื่อสารในตลาดสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์ green ocean โดย มองว่าการสื่อสารในเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้ง องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่-เล็ก และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและ สิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องใช้เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจกับมวลชนทั้งที่มีปัญหาและไม่มี ปัญหาให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ นี่คือเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นและเริ่มมีอิมแพ็กต์ในสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

สวัสดีปีใหม่ 2555 : Happy New Year 2012



สวัสดีปีใหม่ 2555 

365 วันที่เราเพิ่งผ่านพ้นไป หรือคิดให้มันดูแยะหน่อย ก็ 8,760 ชม. หรือ 525,600 นาที หรือ 31.54 ล้านกว่าวินาที มีใครรู้สึกว่าได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วหรือไม่ ส่วนตัวผมก็ได้ทำแล้ว แต่รู้สึกยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ทำให้อาจจะต้องมานั่งคิดนั่งทบทวนกันอีกที เพื่อที่จะได้วางแผนว่าในอีก 365 วันข้างหน้า (ปีนี้มี 366 วันนะครับ มีเวลาเพิ่มมาอีกตั้ง 1 วันแนะ แฮะๆ) เราจะต้องทำอะไรอย่างไร และก็คงมีหลายคนที่กำลังนั่งคิด นั่งทบทวน และนั่งวางแผน (จะนอนคิด เข้าห้องน้ำคิด ก็ได้ไม่ว่ากัน) เหมือนกับผมเช่นเดียวกัน ในความเห็นของผมนะ การตั้งเป้าหมายก็เหมือนกับการตั้งโจทย์ให้กับชีวิต เพราะฉะนั้นโจทย์ถือเป็นเรื่องสำคัญ มันจะกำหนดทัศนคติการดำเนินชีวิตของเรา เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบนั้น ถ้าตั้งโจทย์ผิดไป ถึงแม้เราจะตอบโจทย์นั้นได้ แต่เราอาจจะไม่สุข สมหวังจริงอย่างที่เราวาดภาพไว้ หรือไม่เราก็อาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ใช่ (เพราะเราอาจถามไม่ตรงคำตอบ) เป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ผมจะมาแบ่งปันกัน เพื่อใครที่กำลังคิดและทบทวนโจทย์ในชีวิตของตัวเอง ว่าสิ่งที่เราต้องการในชีวิต หรือที่เรียกว่าเป้าหมายนั้นแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ว่าแล้วเราก็ไปหาคำตอบกัน




ชาวประมงเม็กซิกัน 


ในหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบแห่งหนึ่งในเม็กซิโก ชายชาวอเมริกาคนหนึ่งซึ่งมาพักผ่อนอยู่ที่หมู่บ้านนี้ กำลังเฝ้าดูชาวประมงคนหนึ่งขนปลาที่เขาจับได้ในเช้าวันนั้นลงจากเรือ ชายชาวอเมริกันคนนี้เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเขายังสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยธุรกิจชื่อดัง ดังนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะให้คำแนะนำแก่ชายชาวประมงเม็กซิกันโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ


 “นิ่นาย!” ชาวอเมริกันเริ่มบทสนทนา “ทำไมนายถึงเลิกจับปลาแต่เช้าอย่างนี้?”


 “เพราะผมจับปลาได้เพียงพอแล้วซิครับ” ชาวประมงตอบอย่างอารมณ์ดี พอเพียงที่จะเป็นอาหารของครอบครัวแล้ว ยังเหลืออีกเล็กน้อยเอาไว้ขายด้วย เดี๋ยวผมก็จะไปกินข้าวกลางวันกับเมีย แล้วเงียบสักหน่อยตอนบ่าย ตื่นมาเล่นกับลูกๆ หลังกลับมาจากโรงเรียน พอหลังอาหารเย็นผมก็จะไปร้านเหล้าดื่มสักหน่อย เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ มันพอเพียงสำหรับผมแล้วครับ” 



“นี่แนะ สหาย ฟังนะ” ที่ปรึกษาทางธุรกิจพูด “ถ้านายอยู่ในทะเลจนถึงบ่ายแก่ๆละก็ นายจะจับปลาได้มากขึ้นซักสองเท่าอย่างสบายๆ นายขายปลาที่เหลือจากที่กินในครอบครัว รวบรวมเงินสักหกเดือนหรืออาจจะเก้าเดือน นายก็จะสามารถซื้อเรือที่ใหญ่กว่าและดีกว่าลำนี้ แล้วก็จ้างลูกเรือด้วย ที่นี้นายจะสามารถจับปลาได้มากขึ้นถึงสี่เท่า คิดซิว่านายจะทำเงินได้มากขนนาดไหน! ภายในปีหรือสองปี นายจะมีเงินลงทุนซื้อเรือหาปลาลำที่สอง แล้วจ้างลูกเรืออีกทีม ถ้านายทำตามแผนธุรกิจนี้นะ ภายในหกถึงเจ็ดปีนายจะได้เป็นเจ้าของกองเรือประมงขนาดใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง ลองวาดภาพดูซิ จากนั้นนายควรย้ายสำนักใหญ่เข้าไปในเมืองหลวง แค่สามหรือสี่ปีนายสามารถเอาบริษัทของนายเข้าตลาดหุ้น ตั้งตัวนายเองเป็น ซี.อี.โอ รับเงินเดือนและผลตอบแทนก้อนงาม หรือจะเลือกเป็นหุ้นจำนวนมากแทนก็ได้ แล้วอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ ฟังให้ดีนะ! นายก็เริ่มแผนการซื้อหุ้นบริษัทคืน ซึ่งจะทำให้นายกลายเป็นมหาเศรษฐี! รับประกันเลยละ! ผมเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ ผมรู้เรื่องนี้ดี” 


ชายชาวประมงตั้งใจฟังทุกอย่างที่ชาวอเมริกันพูด เมื่อที่ปรึกษาทางธุรกิจพูดจบ เขาจึงถามขึ้นว่า “ท่านครับ แล้วผมจะเอาเงินหลายล้านดอลลาร์ไปทำอะไรเล่าครับ?” 


เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจยิ่งที่ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก ไม่เคยได้คิดแผนธุรกิจไปไกลขนาดนั้น ดังนั้น เขาจึงคิดสะระตะอย่างรวดเร็วว่า คนๆ หนึงจะทำอะไรกับเงินหลายล้านดอลลาร์ 


“สหาย! เมื่อมีเงินมากมายขนาดนั้น นายก็เลิกทำงานนะสิ ใช่แล้ว! เลิกทำงานตลอดชีวิตเลย นายซื้อบ้านพักตากอากาศสักหลัง ในหมู่บ้านที่งามราวกับภาพวาดเช่นหมู่บ้านแห่งนี้แหละ แล้วซื้อเรือลำเล็กๆ สักลำเผื่อออกไปตกปลาในตอนเช้า กับมากินอาหารกับเมียได้ทุกวัน งีบอีกสักหน่อยโดยไม่มีอะไรต้องกังวล ตอนบ่ายก็ใช้เวลากับลูกๆ ของนาย หลังอาหารเย็นก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ที่ร้านเหล้า ใช่แล้วด้วยเงินมากมายขนาดนั้น เพื่อนเอ๋ย นายก็เลิกทำงานแล้วก็ใช้ชีวิตให้สบายไปเลย”


ชายชาวประมงทำหน้างงเล็กน้อย พร้อมกับตอบไปว่า “แต่ เอ่ะ ท่านที่ปรึกษาครับ ผมก็กำลังทำทุกอย่างที่ว่านั้นอยู่แล้วนี่ครับ” 


-------------------------------------------------------------------------


ครับ การที่เรารู้จักการตั้งเป้าหมายในชีวิต เช่น ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ซื้อรถ บลาๆ นั้น มันเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ต้องอย่าลืมว่า ถ้าบรรทัดสุดท้ายของเราคือ การคาดหวังว่าเราจะมีความสุขเมื่อเราได้สิ่งนั้นๆ มา มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด เพราะเมื่อเราได้มาเราอาจจะไม่ได้เสพสุขกับสิ่งที่ได้ แต่กลับมองหาสิ่งใหม่เพื่อให้ได้มาแล้วคิดว่าตัวเองจะมีความสุขเมื่อได้สิ่งนั้นมาอีก  มันจึงต้องถามกลับไปว่าถ้าเราอยากมีความสุข ทำไมเราถึงเลื่อนมันออกไปเรื่อยๆ อย่างนั้น แท้จริงแล้วความสุขของเราอาจจะอยู่ใกล้แค่นี้ อย่างที่ ชายชาวประมง ทำอยู่ก็เป็นได้ 


สิ่งที่ต้องการเน้นนั้นคือ เป้าหมายในเรื่องความอยาก มันไม่ได้ผิด เพราะผมเองก็ยังตั้งไว้ในใจเลย แต่ยังไงถึงเรียกว่า “พอ” มันต้องอยู่ที่แต่ละคนมากกว่า มีคำกล่าวหนึ่งที่น่าจะให้ข้อคิดในเรื่องความสุขจากความอยากได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นของนักลงทุนขั้นเทพของโลก คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์  (ทุกคนคงจะคุ้นหูบ้างถึงแม้ไม่ได้ศึกษาเรื่องการลงทุน เพราะเขาเป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก)


 “คุณไม่มีทางรวย ถ้าคุณไม่โลภซะบ้าง แต่คุณจะไม่มีวันมีความสุขถ้าคุณมีมันมากเกินไป ความโลภมากจะนำพาคุณไปสู่ความอิจฉา และความอิจฉาจะเปรียบเสมือนถนนลาดยางอย่างดี ที่จะนำพาคุณไปสู่ความไม่รู้จัก พอ” 



สุขสันต์วันปีใหม่ 2555 ครับ...
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...