13 August 2009

News Update : 13/08/2009

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 120.16 จุด หลัง FED ระบุศก.สหรัฐฟื้นตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 20 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 100 จุดเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้น พร้อมทั้งขยายระยะเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรออกไปเป็นเดือนต.ค. ซึ่งทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดพุ่ง 120.16 จุด หรือ 1.30% แตะที่ 9,361.61 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 11.46 จุด หรือ 1.15% แตะที่ 1,005.81 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 28.99 จุด หรือ 1.47% แตะที่ 1,998.72 จุด ปริมาณซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.23 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 11 ต่อ 4 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.18 พันล้านหุ้น บรูซ แมคเคน นักวิเคราะห์จาก Key Private Bank กล่าวกับเอพีว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดคึกคักขึ้น หลังจากเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0-0.25% พร้อมกับส่งสัญญาณภายหลังการประชุมว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งจะขยายเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรไปจนถึงสิ้นเดือนต.ค. เฟดระบุว่า "จากข้อมูลที่รวบรวมได้เมื่อไม่นานมานี้ทำให้เฟดมั่นใจว่าเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน และภาคเอกชน" นอกจากนี้ เฟดยืนยันว่าจะกระตุ้นการปล่อยกู้จำนองและยกระดับภาพรวมของตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล ด้วยการเข้าซื้อตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นวงเงิน 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ และเข้าซื้อตราสารหนี้ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมกันนี้เฟดจะขยายเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ออกไปจนถึงเดือนต.ค. ซึ่งเดิมกำหนดไว้ที่เดือนก.ย. หุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มธุรกิจสร้างบ้านทะยานขึ้น หลังจากบริษัท โทล บราเธอร์ส และบริษัท เมซี เปิดเผยยอดขายเพิ่มขึ้น โดยหุ้นโทล บราเธอร์ส ปิดบวก 14.4% หุ้นเมซีปิดบวก 6% นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐ โดยในวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.ค.และยอดค้าปลีกเดือนก.ค. ส่วนในวันศุกร์จะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นขั้นต้นเดือนส.ค.

FED มีมติคงดอกเบี้ย 0-0.25% พร้อมขยายเวลาซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 53 นาทีที่แล้ว
คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0-0.25 % ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุม 2 วันซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อคืนนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) พร้อมกับส่งสัญญาณภายหลังการประชุมว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งจะขยายเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรไปจนถึงสิ้นเดือนต.ค.
ภายหลังจากเฟดมีมติคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดแล้ว เฟดได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุม ซึ่งใจความบางตอนระบุว่า "จากข้อมูลที่รวบรวมได้เมื่อไม่นานมานี้ทำให้เฟดมั่นใจว่าเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน และภาคเอกชน" "อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจ้างงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการเฟดวิตกกังวล นอกจากนี้ เฟดยังกังวลที่ภาคเอกชนลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและลดการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม การที่ภาคเอกชนเพิ่มปริมาณสินค้าในสต็อกสะท้อนให้เห็นว่ายอดขายเริ่มฟื้นตัวขึ้น" เฟดกล่าวในแถลงการณ์ ในการประชุมครั้งนี้ เฟดยืนยันว่าจะกระตุ้นการปล่อยกู้จำนองและยกระดับภาพรวมของตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล ด้วยการเข้าซื้อตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นวงเงิน 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ และเข้าซื้อตราสารหนี้ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมกันนี้เฟดจะขยายเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ออกไปจนถึงเดือนต.ค. ซึ่งเดิมกำหนดไว้ที่เดือนก.ย. นอกจากนี้ เฟดยังกล่าวในรายงานการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจว่า "เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงอาจทำให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเฟดจะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอย่างใกล้ชิด ถึงกระนั้นก็ตาม เฟดเชื่อว่าการขยายระยะเวลาการเข้าซื้อพันธบัตร ควบคู่ไปกับการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวอย่างยั่งยืน" ทั้งนี้ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐหดตัวลงในอัตรา 1%ต่อปี ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวน้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่หดตัวรุนแรง 6.4%ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีของสหรัฐ กำลังบรรเทาลง ส่วนอัตราการว่างงานประจำเดือนก.ค.ของสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 9.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 1 ปี 3 เดือน สวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9.6% และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) ลดลง 247,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะร่วงลง 325,000 ตำแหน่ง บลูมเบิร์กรายงาน

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดพุ่ง 71 เซนต์ ขานรับเศรษฐกิจจีนแข็งแกร่ง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 55 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) หลังจากจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่าเศรษฐกิจภายในประเทศฟื้นตัวขึ้นแล้ว ซึ่งทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นจะช่วยหนุนดีมานด์พลังงานทั่วโลกให้เพิ่มขึ้นด้วย
สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 71 เซนต์ ปิดที่ 70.16 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 70.90-69.90 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 1.69 เซนต์ ปิดที่ 2.0253 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 1.96 เซนต์ ปิดที่ 1.8921 ดอลลาร์/แกลลอน ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 43 เซนต์ ปิดที่ 72.89 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX พุ่งขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนก.ค.ปรับตัวสูงขึ้น 10.8% จากปีก่อน หลังจากที่เพิ่มขึ้น 10.7% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นผลมาจากยอดการปล่อยกู้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล ขณะที่ยอดค้าปลีกเดือนก.ค.ของจีนขยายตัวขึ้นในอัตรา 15.2%ต่อปี แตะระดับ 9.937 แสนล้านหยวน หรือ 1.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย. ส่วนยอดค้าปลีกของจีนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้พุ่งขึ้น 15% แตะระดับ 6.86 ล้านล้านหยวน จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยยอดขายสินค้าในเมืองเพิ่มขึ้น 15.1% แตะระดับ 6.794 แสนล้านหยวน และยอดขายสินค้าในพื้นที่นอกเมืองเพิ่มขึ้น 15.4% แตะระดับ 3.143 แสนล้านหยวน นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนหลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า ดีมานด์น้ำมันดิบในปีนี้อาจไม่ปรับตัวลงมากเท่ากับที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นดีมานด์พลังงานทั่วโลกให้กระเตื้องขึ้นด้วย นอกจากนี้ น้ำมันดิบยังได้รับปัจจจัยบวกจากการที่เฟดยืนยันภายหลังการประชุมเมื่อคืนนี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้น กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ได้คงคาดการณ์ความต้องการน้ำมันทั่วโลกในปีนี้ไว้ และคาดว่าความต้องการน้ำมันในปี 2553 จะเพิ่มขึ้น 5 แสนบาร์เรลต่อวัน พร้อมกับคาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกโดยเฉลี่ยในปีนี้ จะอยู่ที่ 83.91 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอาจจะสูงถึง 84.41 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีหน้า กระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 7 ส.ค.เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบาร์เรล แตะที่ 352.0 ล้านบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 800,000 บาร์เรล แตะที่ 162.3 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 1 ล้านบาร์เรล แตะที่ 211.9 ล้านบาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 1.0% แตะระดับ 83.5% เอพีรายงาน

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อน หนุนทองคำปิดพุ่ง $4.90
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 34 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) เพราะได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงความคิดเห็นในด้านบวกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งทำให้นักลงทุนแห่เข้าเทรดในตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงทองคำและน้ำมัน
บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 952.50 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 4.90 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 954.40-942.10 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 14.585 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 24.00 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 8.7 เซนต์ ปิดที่ 2.8235 ดอลลาร์/ปอนด์ ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,244.40 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 70.00 เซนต์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 273.35 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 1.80 ดอลลาร์ ริช เฟลเตส นักวิเคราะห์จาก MF Global กล่าวว่า สัญญาทองคำทะยานขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง หลังจากเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพ รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน และภาคเอกชน นอกจากนี้ เฟดยืนยันว่าจะขยายเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ออกไปจนถึงเดือนต.ค. ซึ่งเดิมกำหนดไว้ที่เดือนก.ย

คาดธนาคารกลางสหรัฐไม่แตะดอกเบี้ย ยอมรับภาวะถดถอยบรรเทาแล้วแต่ยังฟื้นตัวช้า
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 2 ชั่วโมง 28 นาทีที่แล้ว
คาดธนาคารกลางสหรัฐไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยหลังเสร็จสิ้นการประชุมเมื่อคืนวานนี้ แต่จะยอมรับว่า ภาวะถดถอยของสหรัฐบรรเทาลงแล้ว แต่การฟื้นตัวยังช้าอยู่หากเฟดตัดสินใจตามที่คาดจริง ก็จะยุติการคาดการณ์ในตลาดที่ว่า เฟดจะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว โดยนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า น่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมกราคมหรือมีนาคมเป็นอย่างเร็ว

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์ร่วงเทียบยูโร,ปอนด์ หลัง FED มีมติคงดอกเบี้ย

Thursday, August 13, 2009 07:46:00
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยและยืนยันว่าเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวแล้ว รวมทั้งประกาศขยายเวลาการซื้อพันธบัตรรัฐบาลออกไปจนถึงเดือนต.ค.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.47% เมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรที่ 1.4211 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันอังคารที่ 1.4145 ยูโร/ดอลลาร์ และทะยานขึ้น 0.14% เมื่อเทียบเงินปอนด์ที่ 1.6507 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6484 ปอนด์/ดอลลาร์นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียพุ่งขึ้น 0.59% แตะที่ 0.8344 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับของวันอังคารที่ 0.8295 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์พุ่งขึ้น 0.97% แตะที่ 0.6736 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.6671 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงทันทีหลังจากเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพ รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน และภาคเอกชน นอกจากนี้ เฟดยืนยันว่าจะขยายเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ออกไปจนถึงเดือนต.ค. ซึ่งเดิมกำหนดไว้ที่เดือนก.ย.มาซาฟูมิ ยามาโมโตะ หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านปริวรรตเงินตราจากรอยัล แบงค์ ออฟ สก็อตแลนด์ กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของเฟดทำให้นักลงทุนลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์ หลังจากที่เคยแห่ซื้อตุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในยามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอย แต่เมื่อเฟดยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแล้ว นักลงทุนจึงเทขายดอลลาร์จำนวนมากกระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ 1.8068 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนก.ค. ขณะที่ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลประจำเดือนก.ค.พุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.3218 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินในการต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ายอดขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ 1.775 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนก.ค.นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐ โดยในวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.ค.และยอดค้าปลีกเดือนก.ค. ส่วนในวันศุกร์จะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นขั้นต้นเดือนส.ค.
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: แรงซื้อหุ้นแบงค์ หนุนฟุตซี่ปิดบวก 45.42 จุด
Thursday, August 13, 2009 08:00:00
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยและยืนยันว่าเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวแล้ว รวมทั้งประกาศขยายเวลาการซื้อพันธบัตรรัฐบาลออกไปจนถึงเดือนต.ค. ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้นแข็งแกร่งบลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 45.42 จุด แตะที่ 4,716.76 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 4,631.70-4,722.55 จุดหุ้นกลุ่มธนาคารทะยานขึ้น โดยหุ้นลอยด์ส แบงกิ้ง กรุ๊ป ปิดพุ่ง 6.4% หุ้นรอยัล แบงค์ ออฟ สก็อตแลนด์ ปิดบวก 5.4% หุ้นธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ปิดบวก 0.2% และหุ้นธนาคารบาร์เคลย์ส ปิดพุ่ง 5.4% หลังจากเฟดประกาศอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพ และขยายเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ออกไปจนถึงเดือนต.ค. ซึ่งเดิมกำหนดไว้ที่เดือนก.ย.
--อินโฟเควสท์--

เยนอ่อนค่าเทียบยูโร หลังเฟดชี้ศก.สหรัฐฟื้นหนุนนลท.ซื้อสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง
Thursday, August 13, 2009 08:55:08
เงินเยนเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเป็นวันที่ 2 เมื่อเทียบกับเงินยูโรในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตราโตเกียวเช้าวันนี้ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลกระทบให้นักลงทุนลดความต้องการถือครองสกุลเงินที่ปลอดความเสี่ยงนอกจากนี้ เงินเยนยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ 16 สกุลเงินที่ซื้อขายกันในตลาด หลังตลาดหุ้นเอเชียพุ่งสูงต่อเนื่องตามการปิดบวกของตลาดหุ้นสหรัฐท่ามกลางสัญญาณบ่งชี้ที่ว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกต่ำต่ำกำลังคลี่คลายลงแล้ว ซึ่งทำให้นักลงทุนเข้าถือครองสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงมากขึ้นเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเป็นวันที่ 3 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ก่อนหน้าที่รัฐบาลยุโรปจะเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจประจำไตรมาส 2 ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะปรับตัวลดลง บลูมเบิร์กรายงานว่า ณ เวลา 09:13 น.ตามเวลาโตเกียว เงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับ 136.54 ต่อยูโร จากระดับ 136.32 ต่อยูโรและเทรดที่ระดับ 96.07 ต่อดอลลาร์ จากระดับ 96.06 ต่อดอลลาร์ขณะเดียวกันเงินยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.4215 ดอลลาร์/ยูโร จากระดับ 1.4188 ดอลลาร์/ยูโรทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวพุ่งสูง 0.8% และดัชนี MSCI Asia Pacific ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้น 0.8% ด้านดัชนีStandard & Poor’s 500 ไต่ระดับ 1.2% หลังเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0-0.25 % ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุม 2 วันซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อคืนนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) พร้อมกับส่งสัญญาณภายหลังการประชุมว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งจะขยายเวลาการเข้าซื้อพันธบัตรไปจนถึงสิ้นเดือนต.ค.เคธี่ ดีน นักวิเคราะห์จากออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์ แบงกิ้ง กรุ๊ป กล่าวว่า "เฟดเริ่มมั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว ดังนั้นจึงไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้หนุนให้นักลงทุนต้องการถือครองสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงมากขึ้น""นอกจากนี้ ทั่วโลกยังคลายความวิตกกังวลและมองว่าจุดต่ำสุดของวิกฤตได้สิ้นสุดลงแล้ว และเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเยน" ดีนกล่าวเสริม
--อินโฟเควสท์--


Designed ByBlogger Templates