10 September 2009

News Update : 10/09/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดบวก 49.88 จุด หลัง FED ระบุศก.สหรัฐมีเสถียรภาพ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 20 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (9 ก.ย.) ขานรับรายงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระบุว่าเศรษฐกิจในประเทศมีเสถียรภาพ โดยหุ้นอุตสาหกรรมและกลุ่มการเงินดีดตัวขึ้นแข็งแกร่งสุด และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนดาวโจนส์ปิดในแดนบวก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 49.88 จุด หรือ 0.53% แตะที่ 9,547.22 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 7.98 จุด หรือ 0.78% แตะที่ 1,033.37 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 22.62 จุด หรือ 1.11% แตะที่ 2,060.39 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.24 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 21 ต่อ 8 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.51 พันล้านหุ้น

แมท ลอยด์ หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Advisors Asset Management กล่าวกับเอพีว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นหลังจากรายงานของเฟดสาขาระบุว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคส่วนใหญ่ของสหรัฐมีเสถียรภาพ ขณะที่ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคก็ฟื้นตัวขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการนำรถยนต์คันเก่าแลกคันใหม่ ของรัฐบาลสหรัฐ

"อย่างไรก็ตาม รายงานของเฟดเตือนว่า กว่า 70% ของระบบเศรษฐกิจสหรัฐต้องพึ่งพาตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภค ซึ่งหากตัวเลขดังกล่าวอ่อนแอก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงด้วย รายงานดังกล่าวทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเพราะขณะนี้รัฐบาลได้ยุติการใช้โครงการนำรถยนต์คันเก่าแลกคันใหม่แล้ว" ลอยด์กล่าว

นอกจากนี้ นักลงทุนยังวิตกกังวลเมื่อเฟดรายงานว่า อัตราการปล่อยสินเชื่อผู้บริโภคของสหรัฐในเดือนก.ค.ดิ่งหนักเป็นประวัติการณ์ บ่งชี้ว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคชะลอตัวลง เนื่องจากธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตเพิ่มความเข้มงวดในการออกเงินกู้ ขณะที่ภาคครัวเรือนมีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ลดลง

โดยอัตราการปล่อยสินเชื่อผู้บริโภคในเดือนก.ค.ปรับตัวลดลง 10% ต่อปี แตะที่ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวลดลงหนักกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 5 เท่า และทำสถิติทรุดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ขณะที่สินเชื่อผู้บริโภคสำหรับผ่อนรถและบ้านที่ไม่ใช้สินเชื่อหมุนเวียนปรับตัวลดลง 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ค. และสินเชื่ออื่นๆ รวมถึงบัตรเครดิต ตกลง 6.1 พันล้านดอลลาร์

ไรอัน สวีท นักวิเคราะห์จาก Moody’s Economy.com กล่าวว่า "ผู้บริโภคปรับลดการใช้จ่ายและจัดระเบียบวินัยทางการเงิน นอกจกานี้ พวกเขายังคงใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวังในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะถดถอย นอกจากนี้ การเปิดตัวโครงการนำรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ ที่เริ่มต้นในช่วงปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมายังไม่เพียงพอที่จะรักษาอัตราการปล่อยสินเชื่อเพื่อรถยนต์ให้ฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ได้เช่นกัน

หุ้นแคทเทอร์พิลลาร์ ดีดตัวขึ้น 3.1% หุ้นโบอิ้งปิดบวก 2.1% หุ้นเจนเนอรัล อิเล็กทริกปิดพุ่ง 2.6% ส่วนหุ้นเท็กซ์ตรอน ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องบิน ปิดบวก 2.4% หลังจากบริษัทคงตัวเลขคาดการณ์ผลกำไรปี 2552

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดบวก 56.96 จุด หลังอังกฤษเผยข้อมูลเศรษฐกิจสดใส
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 11 นาทีที่แล้ว
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (9 ก.ย.) โดยดัชนีทะยานขึ้นเหนือระดับ 5,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและสายการบิน นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับรายงานที่ระบุว่าตลาดแรงงานของอังกฤษเริ่มฟื้นตัวแล้ว

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 56.96 จุด แตะที่ 5,004.30 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 4,928.39-5,004.30 จุด

จิมมี ยาเตส หัวหน้านักวิเคราะห์จาก CMC Markets ในลอนดอน กล่าวว่า นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นในตลาดอย่างคึกคัก ซึ่งช่วยหนุนดัชนี FTSE 100 ทะยานขึ้นเหนือระดับ 5,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี หลังจากผลสำรวจซึ่งจัดทำโดย Markit Economics พบว่า ตลาดแรงงานอังกฤษกำลังเริ่มแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวในเดือนส.ค. ทั้งพนักงานชั่วคราวและพนักงานประจำ โดยเฉพาะในส่วนของพนักงานประจำนั้น นับเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2550

หุ้นบีจี กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่อันดับ 3 ของอังกฤษ ปิดพุ่ง 3.8% หลังจากบริษัทเปิดเผยว่าบ่อน้ำมันกอรา ซึ่งบีจี กรุ๊ป ถือครองอยู่ 30% มีน้ำมันดิบอยู่มากถึง 1.1-2 พันล้านบาร์เรล

ขณะที่หุ้นสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ทะยานขึ้น หลังจากนักวิเคราะห์ของคอมเมิร์ซแบงค์ เอจี แนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นดังกล่าว และหุ้นเทสโก้ปิดบวก 1.3% หลังจากเนชั่นไวด์ บิลดิ้ง โซไซตี้เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอังกฤษในเดือนส.ค.ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ขณะมีสัญญาณบ่งชี้มากขึ้นว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยครั้งรุนแรง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 63 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2552 จากระดับ 61 จุดในเดือนก.ค.

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: แรงขายทำกำไร ถ่วงทองคำปิดลบ $2.70
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 50 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (9 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาทองคำทะยานขึ้นเหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์/ออนซ์เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน อย่างไรก็ตาม สัญญาทองคำปิดลบเพียงเล็กน้อยเพราะตลาดยังคงได้รับปัจจัยบวกจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 997.10 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 2.70 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 990.30-1,005 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 16.470 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 4.00 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,291.40 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.80 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 295.05 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 3.55 ดอลลาร์

มาร์ค โอเบิร์น นักวิเคราะห์จากบริษัท GoldCore Ltd กล่าวว่า นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาทองคำทะยานขึ้นเหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์/ออนซ์เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาอย่างหนาแน่นมาจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ และหากดอลลาร์ยังอ่อนตัวต่อไปอีก นักลงทุนจำนวนมากก็จะทุ่มน้ำหนักการลงทุนเข้ามาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงทองคำและน้ำมันดิบ

รายงานระบุว่า SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนซื้อขายทองคำรายใหญ่ของโลก ได้เข้าถือครองทองคำ 1,077.63 เมตริกันในขณะนี้ แต่ยังต่ำกว่าระดับเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ 1,134.03 เมตริกตัน

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์ร่วงหนักสุดในรอบ 1 ปี หลัง FED ระบุศก.มีเสถียรภาพ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 22 นาทีที่แล้ว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (9 ก.ย.) โดยดอลลาร์ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปีเมื่อเทียบยูโร หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีเสถีรภาพ จึงทำให้นักลงทุนเทขายดอลลาร์และเข้าถือครองสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า นอกจากนี้ การฟื้นตัวของตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์และเข้าเทรดในตลาดหุ้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.44% เมื่อเทียบกับยูโรที่ 1.4545 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันอังคารที่ 1.4482 ยูโร/ดอลลาร์ และดิ่งลง 0.19% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 92.150 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 92.330 เยน/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.47% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0419 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0468 ฟรังค์/ดอลลาร์ และดิ่งลง 0.29% เมื่อเทียบกับปอนด์ที่ 1.6534 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6487 ปอนด์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียขยับขึ้น 0.03% แตะที่ 0.8616 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8613 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์อ่อนตัวลง 0.06% แตะที่ 0.6953 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.6957 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์
ซูซูมุ คาโตะ หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านปริวรรตเงินตราจาก คาลิยง ซิเคียวริตี้ส์ กล่าวว่า ดอลลาร์สหรัฐร่วงลงอย่างหนักหลังจากรายงานของเฟดระบุว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคส่วนใหญ่ของสหรัฐมีเสถียรภาพ ขณะที่ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคก็ฟื้นตัวขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการนำรถยนต์คันเก่าแลกคันใหม่ ของรัฐบาลสหรัฐ

"ภาวะการลงทุนแบบ "เลือกที่จะเสี่ยง" เริ่มกลับเข้ามาในตลาด โดยนักลงทุนเข้าซื้อสกุลเงินยูโรอย่างหนาแน่น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนธนาคารกลางสหรัฐ" คาโตะกล่าว

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐร่วงลงหลังจากรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G20 มีมติสนับสนุนรัฐบาลทั่วโลกให้เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจ และปลีกตัวออกจากการถือครองสกุลเงินดอลลาร์หลังจากที่เคยมองว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย

ยูบีเอส เอจี เทรดเดอร์ด้านปริวรรตเงินตรารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ได้ปรับลดคาดการณ์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆของโลก รวมถึงเงินยูโรและปอนด์ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการซื้อสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า รวมทั้งให้ความสนใจเข้าเทรดในตลาดหุ้นมากกว่า

ทั้งนี้ ยูบีเอสคาดว่าดอลลาร์จะอ่อนตัวลงสู่ระดับ 1.45 ดอลลาร์/ยูโรในระยะเวลา 30 วันนี้ เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.40 ดอลลาร์ และจะลดลงสู่ระดับ 1.63 ดอลลาร์/ปอนด์ เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่ 1.57 ดอลลาร์/ปอนด์

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สหรัฐจะเปิดเผยในสัปดาห์นี้ โดยวันพฤหัสบดีจะมีการเปิดเผยรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนก.ค. ส่วนวันศุกร์จะมีการเปิดเผยราคานำเข้าและส่งออกเดือนส.ค., ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นต้นเดือนก.ย. และรายงานตัวเลขงบประมาณของรัฐบาลกลางประจำเดือนส.ค.

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: ดอลล์อ่อน หนุนน้ำมันดิบปิดบวก 21 เซนต์
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 4 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (9 ก.ย.) ซึ่งเป็นการปิดบวกติดต่อกัน 2 วันเพราะได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง ขณะที่นักลงทุนจับตาดูผลการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) โดยมีการคาดการณ์ในวงกว้างว่าโอเปคจะคงเป้าหมายการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 21 เซนต์ ปิดที่ 71.31 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 71.31-71.31 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.ทรงตัวอยู่ที่ 1.8281 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 1.19 เซนต์ ปิดที่ 1.7944 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 42 เซนต์ ปิดที่ 69.84 ดอลลาร์/บาร์เรล

จิม ริทเทอร์บุช นักวิเคราะห์จาก Ritterbusch and Associates กล่าวว่า "แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในขณะนี้ขึ้นอยู่กับทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ผิดจากเมื่อก่อนที่ตลาดน้ำมันดิบจะอิงกับปัจจัยดีมานด์และซัพพลาย เมื่อดอลลาร์อ่อนตัวลงนักลงทุนก็แห่กันเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบและสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐและการประชุมโอเปค"

กระทรวงพลังงานสหัฐจะเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์ในวันพฤหัสบดีนี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นจะเพิ่มขึ้น 700,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันเบนซินจะลดลง 1.4 ล้านบาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันอาจลดลง 0.3%

อย่างไรก็ตาม หลังจากตลาด NYMEX ปิดทำการเมื่อคืนนี้ การปิโตรเลียมสหรัฐ (API) รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 7.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 571,000 บาร์เรล

นักลงทุนจับตาดูผลการประชุมโอเปค ซึ่งหลังจากตลาด NYMEX ปิดทำการซื้อขายเมื่อคืนนี้แล้ว โอเปคประกาศคงเป้าหมายการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากตลาดน้ำมันดิบอยู่ในภาวะ "โอเวอร์ซัพพลาย" และหลายประเทศมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
มาสเตอร์การ์ด สเปนดิ้งเพลาส์ รายงานว่า ปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินในสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 2.4% หลังจากพายุเฮอร์ริเคน "กุสตาฟ" เคลื่อนตัวเข้าสู่ฐานขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งรัฐเท็กซัสและหลุยเซียนา

วิกฤติการเงินจะเกิดขึ้นอีกครั้ง กรีนสแปนชี้เป็นการปรับฐานหลังมั่งคั่งมานาน
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 1 ชั่วโมง 12 นาทีที่แล้ว
บีบีซี อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐคาด ทั่วโลกจะเดือดร้อนจากวิกฤติการเงินอีกครั้ง แต่จะแตกต่างจากเดิม และคาดการณ์ว่าทั่วโลกจะพังพินาศเมื่อมีการปรับฐานหลังจากที่มั่งคั่งเป็นเวลานาน


โอเปคมีมติคงเป้าหมายการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม ระบุตลาดน้ำมันโลกอยู่ในภาวะ โอเวอร์ซัพพลาย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 40 นาทีที่แล้ว
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) มีมติคงเป้าหมายการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมครั้งล่าสุดซึ่งเสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อคืนนี้ โดยโอเปคกล่าวว่าปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจคงเป้าหมายการผลิตไว้ที่เดิมก็เพราะตลาดน้ำมันดิบอยู่ในภาวะ "โอเวอร์ซัพพลาย" และหลายประเทศมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

"เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว เรามองว่าตลาดน้ำมันดิบยังอยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ขณะที่หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกนั้นได้ดีดตัวขึ้นมายืนอยู่เหนือระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเคลื่อนตัวผันผวนอย่างหนักเมื่อ 14 เดือนที่แล้ว" นายโอมาร์ อิบราฮิม โฆษกโอเปคกล่าว

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กลุ่มโอเปคจะคงเป้าหมายการผลิตไว้ที่ 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมครั้งนี้ หลังจากโอเปคประสบความสำเร็จในการหนุนราคาน้ำมันให้สูงขึ้นจากระดับต่ำสุดเป็นในรอบ 5 ปี

เอ็ดเวิร์ด มอร์ส หัวหน้านักวิเคราะห์จาก LCM Commodities LLC ในนิวยอร์ก กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า "จากการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีกลุ่มโอเปคในช่วงที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ารัฐมนตรีโอเปคมีท่าทีพอใจกับราคาน้ำมันที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้สูงกว่าในการประชุมวันพุธนี้ โอเปคจะคงเป้าหมายการผลิตไว้ที่ 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน"

ขณะที่ไมค วิทเนอร์ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากโซซิเอเต เจนเนอรัล ในลอนดอนกล่าวว่า "กลุ่มโอเปคทราบดีว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ใน 'ระยะฟื้นตัว' หากโอเปคลดโควต้าการผลิตในช่วงนี้ก็นับเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้ราคาน้ำมันตกอยู่ในสภาวะที่ควบคุมไม่ได้"

คราฟต์หั่นต้นทุนอีก ลดซัพพลายเออร์ เหลือแค่ครึ่งเดียว กระทบสามหมื่นบริษัท
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 1 ชั่วโมง 14 นาทีที่แล้ว
ชิคาโก คราฟต์ ฟูดส์ มีแผนการลดฐานซัพลายเออร์ลงครึ่งหนึ่ง เพื่อลดต้นทุนให้ได้มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเคลื่อนไหวนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทกว่า 30,000 แห่ง


*โอเปคมีมติคงเป้าหมายการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม ระบุตลาดน้ำมันโลกอยู่ในภาวะ "โอเวอร์ซัพพลาย"
Thursday, September 10, 2009 06:34:00
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) มีมติคงเป้าหมายการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมครั้งล่าสุดซึ่งเสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อคืนนี้ โดยโอเปคกล่าวว่าปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจคงเป้าหมายการผลิตไว้ที่เดิมก็เพราะตลาดน้ำมันดิบอยู่ในภาวะ "โอเวอร์ซัพพลาย" และหลายประเทศมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

"เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว เรามองว่าตลาดน้ำมันดิบยังอยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ขณะที่หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกนั้นได้ดีดตัวขึ้นมายืนอยู่เหนือระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเคลื่อนตัวผันผวนอย่างหนักเมื่อ 14 เดือนที่แล้ว" นายโอมาร์ อิบราฮิม โฆษกโอเปคกล่าว

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กลุ่มโอเปคจะคงเป้าหมายการผลิตไว้ที่ 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมครั้งนี้ หลังจากโอเปคประสบความสำเร็จในการหนุนราคาน้ำมันให้สูงขึ้นจากระดับต่ำสุดเป็นในรอบ 5 ปี

เอ็ดเวิร์ด มอร์ส หัวหน้านักวิเคราะห์จาก LCM Commodities LLC ในนิวยอร์ก กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า "จากการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีกลุ่มโอเปคในช่วงที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ารัฐมนตรีโอเปคมีท่าทีพอใจกับราคาน้ำมันที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้สูงกว่าในการประชุมวันพุธนี้ โอเปคจะคงเป้าหมายการผลิตไว้ที่ 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน"

ขณะที่ไมค วิทเนอร์ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากโซซิเอเต เจนเนอรัล ในลอนดอนกล่าวว่า "กลุ่มโอเปคทราบดีว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ใน ''ระยะฟื้นตัว'' หากโอเปคลดโควต้าการผลิตในช่วงนี้ก็นับเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้ราคาน้ำมันตกอยู่ในสภาวะที่ควบคุมไม่ได้"
--อินโฟเควสท์--


สนง.สถิติแห่งชาติจีนเผยราคาบ้านในประเทศพุ่งขึ้น 2% ในเดือนส.ค.
Thursday, September 10, 2009 09:05:24
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ราคาบ้านใน 70 เมืองทั่วประเทศ พุ่งขึ้น 2% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นสถิติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี หลังจากปรับตัวขึ้น 1% ในเดือนก.ค.

ส่วนในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ราคาบ้านในจีนพุ่งขึ้น 42.9% จากปีที่แล้ว ขณะที่การลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวขึ้น 14.7% ในช่วงเวลาดังกล่าว บลูมเบิร์กรายงาน
--อินโฟเควสท์--

ญี่ปุ่นเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนก.ค.ร่วงเกินคาด 9.3% หลังบริษัทญี่ปุ่นลดต้นทุน
Thursday, September 10, 2009 08:21:44
สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนก.ค.ร่วงลง 9.3% สวนทางกับเดือนมิ.ย.ที่พุ่งขึ้น 9.7% และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยับลงเพียง 3.5% โดยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรถือเป็นมาตรวัดตัวเลขการใช้จ่ายด้านทุนของญี่ปุ่น

มาร์ติน ชูลซ์ นักวิเคราะห์จาก Fujitsu Research Institute กล่าวว่า บริษัทญี่ปุ่น รวมถึงโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป กำลังลดต้นทุนเพื่อพยุงกิจการไม่ให้ขาดทุนมากเกินไป และได้ลดการสร้างโรงงานและสั่งซื้อเครื่องจักร ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น อาจเป็นผลพวงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจญี่ปุ่นประจำเดือนก.ค.พุ่งขึ้นแตะระดับ 89.6 จุด จากเดือนมิ.ย.ที่ 88.6 จุด และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 89 จุด ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยรุนแรงแล้ว

ริชาร์ด เจอร์ราม หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์แมคควอรี กล่าวว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นสถิติที่ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี เพราะได้รับแรงหนุนจากการที่ประเทศทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าทั้งสิ้น 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้อุตสาหกรรมส่งออกและตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคในญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นด้วย นอกจากนี้ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นขยายตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันในเดือนก.ค. เนื่องจากโรงงานภายในประเทศยังคงเพิ่มสินค้าในสต็อกเพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น บลูมเบิร์กรายงาน
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิเปิดตลาดบวก 73.21 จุด หลังดาวโจนส์ทะยาน
Thursday, September 10, 2009 08:33:01
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดพุ่งขึ้นในวันนี้ ขานรับตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม แรงบวกในตลาดถูกสกัดลงเนื่องจากสกุลเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐได้ฉุดหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นร่วงลง

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดบวก 73.21 จุด แตะที่ 10,385.35 จุด

โบรกเกอร์กล่าวว่า การปิดบวกของตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นโตเกียวให้คึกคักขึ้นในช่วงเช้านี้ หลังจากรายงานของเฟดระบุว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคส่วนใหญ่ของสหรัฐมีเสถียรภาพ ขณะที่ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคก็ฟื้นตัวขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการนำรถยนต์คันเก่าแลกคันใหม่ ของรัฐบาลสหรัฐ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังไม่ค่อยให้น้ำหนักกับรายงานที่ว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนก.ค.ของญี่ปุ่นร่วงลง 9.3% สวนทางกับเดือนมิ.ย.ที่พุ่งขึ้น 9.7% และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยับลงเพียง 3.5% เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจ หลังจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจญี่ปุ่นประจำเดือนก.ค.พุ่งขึ้นแตะระดับ 89.6 จุด จากเดือนมิ.ย.ที่ 88.6 จุด และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 89 จุด ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยรุนแรงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันหลังจากสกุลเงินเยนพุ่งขึ้นเหนือระดับ 92 เยนต่อดอลลาร์ในช่วงเช้านี้ ซึ่งฉุดหุ้นของบริษัที่ต้องพึ่งพาการส่งออกร่วงลงด้วย
--อินโฟเควสท์--


Designed ByBlogger Templates