16 September 2009

News Update : 16/09/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดบวก 56.61 จุด หลังสหรัฐเผยยอดค้าปลีกโตเกินคาด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 20 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) เพราะได้รับแรงหนุนจากรายงานยอดค้าปลีกและข้อมูลภาคการผลิตที่ดีเกินคาดของสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในสหรัฐมีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 56.61 จุด หรือ 0.59% แตะที่ 9,683.41 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 3.29 จุด หรือ 0.31% แตะที่ 1,052.63 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 10.86 จุด หรือ 0.52% แตะที่ 2,102.64 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.5 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 12 ต่อ 5 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.4 พันล้านหุ้น

ไรอัน ลาร์สัน นักวิเคราะห์จากบริษัท Voyageur Asset Management กล่าวกับเอพีว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดคึกคักขึ้นหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่ายอดค้าปลีกโดยรวมในเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.7% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2550 และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 2.0% ส่วนยอดค้าปลีกที่ไม่รวมยอดขายรถยนต์พุ่งขึ้น 1.1% ในเดือนส.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.4%

ขณะที่เฟดสาขานิวยอร์กรายงานว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีที่ 18.88 จุดในเดือนก.ย. จากระดับ 12.08 ในเดือนส.ค. ซึ่งสนับสนุนมุมมองของหลายฝ่ายที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวในไตรมาส 3

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่เบอร์นันเก้แสดงความคิดเห็นเนื่องในวาระครบรอบ 1 ปีแห่งการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 ใกล้มีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลง แต่เบอร์นันเก้ยังคงแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายโดยรวมยังคงผันผวนและมีแรงขายส่งเข้ามาสกัดแรงซื้อเป็นระยะๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนจำนวนมากยังขาดความเชื่อมั่นต่อตลาดและแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันที่ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐจะสามารถแก้ปัญหาในภาคการเงินได้ และเชื่อว่าเหตุการณ์สถาบันการเงินล้มละลายอาจเกิดขึ้นอีกหลังจากเลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลายเมื่อปีที่แล้ว" ลาร์สันกล่าว

หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ โดยหุ้นอัลโค อิงค์ ปิดบวก 8.1% หุ้นแคทเทอร์พิลลาร์ อิงค์ ปิดพุ่ง 6%

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อน หนุนทองคำปิดบวก $5.20
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 34 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) โดยสัญญายังคงเคลื่อนไหวที่เหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์เพราะได้แรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ รวมทั้งยอดค้าปลีกและดัชนีภาคการผลิตที่แข็งแกร่งเกินคาด

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 1,006.30 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 5.20 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,011.50-993.00 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 17.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 37.70 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 4.05 เซนต์ ปิดที่ 2.8450 ดอลลาร์/ปอนด์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,320.30 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 60.00 เซนต์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 296.25 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 50.00 เซนต์

เจมส์ สตีล นักวิเคราะห์จาก HSBC ในนิวยอร์ก กล่าวว่าสัญญาทองคำได้รับแรงหนุนจากยอดค้าปลีกโดยรวมของสหรัฐที่พุ่งขึ้น 2.7% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2550 และดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีที่ 18.88 จุดในเดือนก.ย. จากระดับ 12.08 ในเดือนส.ค.

นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ทั่วไปของสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาด 1.7% ในเดือนส.ค. และดัชนี PPI พื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค.

รายงานระบุว่า ณ วันที่ 14 ก.ย.2552 กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ถือครองทองคำที่ระดับ 1,078.851 ตัน เพิ่มขึ้น 1.221 ตัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.2552

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐสดใส หนุนน้ำมันดิบปิดพุ่ง $2.07
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 53 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 2 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) เพราะได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดของสหรัฐ รวมถึงดัชนีภาคการผลิต ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดค้าปลีก นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงความเชื่อมั่นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในสหรัฐมีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลง

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 2.07 ดอลลาร์ หรือ 3.01% ปิดตลาดที่ 70.93 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 68.48-71.19 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนต.ค.ดีดขึ้น 3.79 เซนต์ ปิดที่ 1.7801 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 4.59 เซนต์ ปิดที่ 1.7892 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 9 เซนต์ หรือ 0.13% ปิดที่ 67.35 ดอลลาร์/บาร์เรล

นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบอย่างหนาแน่น หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่ายอดค้าปลีกโดยรวมในเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.7% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2550 และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 2.0% ส่วนยอดค้าปลีกที่ไม่รวมยอดขายรถยนต์พุ่งขึ้น 1.1% ในเดือนส.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.4%

ขณะที่เฟดสาขานิวยอร์กรายงานว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีที่ 18.88 จุดในเดือนก.ย. จากระดับ 12.08 ในเดือนส.ค. ซึ่งสนับสนุนมุมมองของหลายฝ่ายที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวในไตรมาส 3

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่เบอร์นันเก้แสดงความคิดเห็นเนื่องในวาระครบรอบ 1 ปีแห่งการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 ใกล้มีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลง

นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์ซึ่งกระทรวงพลังงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันพุธนี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 2.7 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นจะเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้น 800,000 บาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันอาจลดลง 0.3%

หนี่งปีหลังเลห์แมนล้มละลาย ยังไม่มีการเรียนรู้จากวิกฤติ
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 46 นาทีที่แล้ว
หนึ่งปีหลังจากเลห์แมน บราเธอร์ล้ม มีผลการศึกษาที่พบว่า ยังไม่มีการเรียนรู้บทเรียนจากวิกฤติที่เกิดขึ้นขณะที่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา เตือนไม่ให้ภาคธนาคารเคลิบเคลิ้มและละเลยบทเรียนจากวิกฤติการเงิน

เศรษฐกิจถดถอยฉุดความมั่งคั่งทั่วโลก ต้องใช้เวลาถึง6ปีจึงจะฟื้นตัวเท่าปี 50
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 46 นาทีที่แล้ว
ภาวะถดถอยทั่วโลกเมื่อปี 2551 ทำให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ทั่วโลกลดลงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ และอาจจะต้องใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะกลับไปมีสินทรัพย์เท่ากับปี 2550

จีนโต้ภาษียางรถยนต์สหรัฐไม่เป็นธรรม เผยยอดขายยางรถยนต์ครึ่งปีแรกจริงๆ ลดลง
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 48 นาทีที่แล้ว
จีนเผย การส่งออกยางรถยนต์ไปยังสหรัฐจริงๆ แล้วลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลวอชิงตันที่ว่าจีนละเมิดข้อตกลงดับเบิลยูทีโอ ด้านโอบามาเชื่อไม่เกิดสงครามการค้า

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์ร่วงเทียบสกุลเงินหลักๆ หลังข้อมูลศก.สหรัฐสดใสหนุนนลท.เทขายดอลล์
Wednesday, September 16, 2009 07:45:00
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐทำให้นักลงทุนเทขายดอลลาร์และหันเข้าเทรดในตลาดหุ้น นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังคงเคลื่อนไหวในช่วงขาขึ้นได้กระตุ้นให้นักลงทุนแห่เข้าเทรดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.29% เมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรที่ระดับ 1.4665 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันจันทร์ที่ 1.4623 ยูโร/ดอลลาร์ และดิ่งลง 0.05% เมื่อเทียบกับฟรังค์ที่ 1.0341 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0346 ฟรังค์/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.42% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 91.100 เยน/ดอลลาร์ จากระดับของวันจันทร์ที่ 90.920 เยน/ดอลลาร์ และร่วงลง 0.42% เมื่อเทียบปอนด์ที่ 1.6498 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6568 ปอนด์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียพุ่งขึ้น 0.29% แตะที่ 0.8641 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8616 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์พุ่งขึ้น 0.70% แตะที่ 0.7054 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7005 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันหลังจากสหรัฐเปิดเผยว่ายอดค้าปลีกโดยรวมในเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.7% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2550 และดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีที่ 18.88 จุดในเดือนก.ย. จากระดับ 12.08 ในเดือนส.ค.

เมอร์วิน คิง ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ กล่าวว่า ผลพวงของวิกฤตการเงินซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมานั้น จะแผ่ขยายเป็นวงกว้างและยืดเยื้อยาวนาน พร้อมกล่าวว่าธนาคารกลางอังกฤษจะสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศต้องมีทุนกันชน (capital buffers) และมีสินทรัพย์คล่องตัวเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้ระบบการเงินมีความอ่อนไหวน้อยลงกว่านี้และเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ซ้ำรอยกับปีที่ผ่านมา

สถาบัน ZEW เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเยอรมนีขยายตัวสู่ระดับ 57.7 จุดในเดือนก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 56.1 จุดในเดือนส.ค.

สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นดัชนีหลักที่ใช้วัดภาวะเงินเฟ้อ ร่วงลงแตะระดับ 1.6% ในเดือนส.ค. จากระดับ 1.8% ในเดือนก.ค. ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2548 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดบวก 23.28 จุด ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐสดใส
Wednesday, September 16, 2009 08:00:00
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 วัน หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลค้าปลีกและภาคการผลิตที่แข็งแกร่งเกินคาด

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 23.28 จุด หรือ 0.46% แตะที่ 5,042.13 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 4,996.52-5,062.69 จุด

เดวิด โจนส์ นักวิเคราะห์จาก IG Index กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนเป็นไปอย่างคึกคักหลังจากสหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีกโดยรวมของสหรัฐที่พุ่งขึ้น 2.7% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2550 และดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีที่ 18.88 จุดในเดือนก.ย. จากระดับ 12.08 ในเดือนส.ค.

นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ทั่วไปของสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาด 1.7% ในเดือนส.ค. และดัชนี PPI พื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค.

หุ้นบีที กรุ๊ป พุ่งขึ้น 4.4% หลังจากเครดิต สวิส กรุ๊ป เอจี แนะนำให้นักลงทุน "ซื้อ" หุ้นดังกล่าว ขณะที่หุ้นทุลโลว์ ออยล์ ปิดบวก 1.2% เพราะได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นกว่า 2 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้

หุ้นเคร์น เอนเนอร์จี ปิดบวก 3.7% หุ้นบีจี กรุ๊ป ปิดพุ่ง 1.4% หลังจากบีจี กรุ๊ป ร่วมกับบริษัท เรพซอล วายพีเอส และบริษัท เปโตรบาส สำรวจพบแหล่งสำรองน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งบราซิล

ส่วนหุ้นบีเออี ซิสเต็มส์ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธรายใหญ่สุดของยุโรป ปิดบวก 3.6% หลังจากมีรายงานว่าบริษัทวางแผนลดพนักงาน 1,116 ตำแหน่งในประเทศอังกฤษ และเตรียมปิดโรงงานผลิตอาวุธแห่งหนึ่งเพื่อรับมือกับยอดสั่งซื้อเครื่องบินรบที่ลดลง
--อินโฟเควสท์--


Designed ByBlogger Templates