29 November 2010

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนจบ

๔. พระเอกเป็นนักเรียนรู้ และใช้คำว่า ฉันมา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นภาษาของ KM (Knowledge Management) ชัดเจน และยังใช้คำว่า “ทำซ้ำ” ซึ่ง คำว่า “ทำซ้ำ” นี้ นักบริหารสมัยใหม่อย่างที่เขียนใน หนังสือ The Toyota Culture คือ ช่วงเริ่มต้นเรียนรู้ ต้องหัด Repeat without thinking ทำซ้ำๆๆๆๆ อย่าเพิ่งคิด อย่าเพิ่งวิจารณ์ ทำๆๆๆๆ จนเป็นทักษะแล้ว จึงค่อยล้อมวงระดมสมองกัน ใช้ฐานกายก่อน อย่าด่วนใช้ฐานคิด
พลังของการเรียนรู้ร่วมกัน แม้นคนไม่ฉลาดหลายคน หาก “เชื่อมโยง” และเข้าใจ (See) กัน จะได้เกลียวความรู้ (Knowledge Spiral) ออกมามากมายกว่า คนฉลาดหลายคน แต่เอาอัตตามาชนกัน ยังมีถ้อยคำมากมาย ที่ใช้ในหนังเรื่องนี้ที่โดนใจมากๆ เช่น “วิทยาศาสตร์ คือ การสังเกต” นี่เป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงการ ดูๆๆๆ รู้ๆๆๆ ห้อยแขวนคำพิพากษาเอาไว้ก่อน

๕. ที่ผมกระเทือนใจมากๆ คือ ตอนที่พระเอกรู้ว่า เผ่านาวีที่มีแต่หอก และธนู คงไม่มีทางสู้ทหาร รับจ้างของเจ้าของเหมืองแร่จากดาวโลก ที่มีอาวุธทันสมัยกว่า มีทหารหุ่นยนต์ตัวใหญ่ๆ เครื่องบินรบขนาดใหญ่ ฯลฯ Jack จึงไปอ้อนวอนต่อ Eva (เอวา) หรือแบบไทยๆ คือ “แม่ธรณี” หรือ “มารดาโลก” แต่นางเอกบอก Jack ว่า “Eva ไม่เข้าข้างใคร เธอรักษาสมดุล” นั่นคือ ถึง Jack จะวิงวอนต่อ Eva แต่ Eva ก็จะไม่ช่วย ทุกอย่าง Eva จะรักษาสมดุลให้

ผมสะอึกมาก เพราะนึกถึงว่า อีกไม่กี่ปี เราอาจจะได้เห็นกรุงเทพฯ จมหายไปกับคลื่นยักษ์ แบบที่เฮติ แบบที่โดน แคทรีนา หรือสึนามิ ที่สะอึกเพราะเรามีสิทธิ์ตายเป็นล้านคน โดยความนิ่งดูดายของพวกเราเอง อากาศวิปริต แปรปรวน เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน ทำนายได้ยาก เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่เราก็ไม่รับรู้ หรือรู้ทั้งรู้แต่ไม่คิดจะทำอะไร หรือช่างมัน หาเงินต่อไปดีกว่า ไร้สาระ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ฯลฯ หากเรามี “ปัญญาฐานใจ” ก็ลองไปถามความรู้สึกคนที่ผ่านภัยธรรมชาติหนักๆ โจมตี อย่างฉับพลันแล้วเราจะ “เข้าใจ” (See แปลว่า เข้าใจ เห็นทั้งตัว เห็นทุกอย่าง ซึ้งใจ ฯลฯ)

นึกถึงเพลง The Answer is Blowing in the Wind ที่มีเนื้อหาว่า แม้นผม หรือใครๆ รวมทั้งผู้สร้าง หนังอวตาร หนังแนวภาวะโลกร้อน ฯลฯ จะตะโกนก้องว่า หยุดงกๆ เค็มๆ เมตตาชาวโลกบ้าง ฯลฯ ดังแค่ไหน บ่อยแค่ไหน มันก็แค่ “หายไปกับสายลม” ไม่มีคำตอบกลับมาอีกเลย

เพลง I See You ร้องโดย Leona Lewis
แสดงออกถึงความหมาย ที่ว่า “ในเธอมีฉัน ในฉันมีเธอ ในสรรพสิ่งมีทุกคน ทุกคนมีสรรพสิ่ง ทำร้ายสัตว์
สักตัว ก็คือ ทำร้ายตัวเอง”

I see you
I see you
Walking through a dream
I see you
My light in darkness breathing hope of new life Now I live through you and you through me
Enchanting I pray in my heart that this dream never ends I see me through your eyes

Living through life flying high
Your life shines the way into paradise
So I offer my life as a sacrifice
I live through your love

You teach me how to see
All that’s beautiful
My senses touch your word I never pictured Now I give my hope to you
I surrender I pray in my heart that this world never ends I see me through your eyes

เนื้อเพลงอย่าไปแปลแนวหนุ่มสาวรักกัน จริงๆ แล้วคือ ธรรมชาติกับเรา เรากับทุกคน เรากับ Mother Earth แม่ธรณี หรือ Eva ในเรื่องคำว่า I see me .... นึกถึงที่ หลวงพ่อกล้วย สอนว่า “อยากรู้จักฉันหาตัวเธอให้เจอก่อน”

เข้าใจตนเองคือ เข้าใจธรรมชาติ คือ เข้าใจธรรมะ และ You teach me how to see นี่แหละ ดูจิต
คือ ดูธรรม ที่เกิดในตัวเรา My senses นี่แหละ ที่ผมพร่ำบอกพวกเราเสมอว่า Stop thinking & learn how to sense ....

I surrender ..... ฉันยอมแพ้ ศิโรราบ ก็คือ ปล่อยวาง ยอมรับแล้ว .... จะไปสู้ธรรมชาติได้ไง มันเป็นเช่นนั้นเอง

นางเอกบอกพระเอกตอนที่พระเอกเอาเส้นผมไปเชื่อมโยงกับ Eva
นางเอกบอกว่า “Eva ไม่เข้าข้างใคร แต่เธอรักษาสมดุล”
ได้ยินคำนี้นึกถึง 2012 ทันที .... จ๊ากเลย

ดร.วรภัทร ภู่เจริญ

จบแล้วครับ สำหรับบทความของ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ อ่านแล้วก็ได้แง่คิดอะไรหลายอย่างเลยนะครับ ก็ต้องขอบคุณ ดร.วรภัทร ที่เขียนบทความดีๆ มาให้ได้อ่านครับ

ก่อนจบ ผมเห็น ดร.วรภัทร มีการกล่าวถึงเพลงประภาพยนต์ในเรื่อง Avatar ด้วย ผมเลยเอามาฝากกันครับ ขอบคุณมากครับ





Designed ByBlogger Templates