ช่วง : Business Special Talk (มค.- 6 กพ.52)

คุณวิกรม กรมดิษฐ์
ปัญหาของประเทศไทยปี 2552
1. GDP ปี 50 ของโลก ประมาณ 90% มาจาก USA+EU+JP+CN ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกจะต้องหดตัวแน่นอน เพราะวิกฤติเกิดขึ้นจากประเทศที่มี GDP ในสัดส่วนที่สูง แตกต่างจากปี 40 ที่ถึงแม้จะเกิดจากไทย แต่ไทย มี GDP ประมาณ 2แสนล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับของโลกที่ประมาณ 45 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งน้อยมาก
2. วิกฤตเศรษฐกิจจะกระทบกับเราเพราะ GDP ของเราที่มีอยู่น้อยอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับโลก จะต้องพึ่งพิงการส่งออกถึง 70% และการส่งออกของเราเกิดขึ้นกับ USA+EU+JP+CN ซะด้วย จึงน่าจะส่งผลกระทบค่อนข้างสูงทีเดียว ซึ่งแตกต่างจากปี 40 ที่ถึงแม้วิกฤตเกิดจากเรา แต่เรามีการส่งออกเข้ามาช่วยเศรษฐกิจเราให้ฟื้นคืนได้ เพราะประเทศต่างๆ ไม่ได้รับผลกระทบมากและมีมูลค่าการส่งออกมากจากการลดค่าเงินบาทด้วย
3. ภาคอุตสาหกรรมที่จะกระทบ 1) ภาคเกษตร 2) การท่องเที่ยว 3) HD Drive & สินค้าไฮเทค
4. การถดถอยดังกล่าวจะเป็นรูปตัว U ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงก้นของตัว U เลย Indicator น่าจะอยู่ที่ราคาน้ำมัน ถ้าเริ้มคงที่เป็นเส้นตรงแล้ว

SME ไทย
ปัญหาของ SME ไทย
1. ความไม่รู้ <<< คือการไม่รู้ตลาดใหม่ ซึ่งเราจะต้องบุกเบิกตลาดใหม่ (ตะวันออกกลาง) และรักษาตลาดเดิมเอาไว้ (จีน) 2. ไม่มีความรู้ (know how) <<< การที่ต้องมีการทำวิจัย ค้นคว้าตลาดว่าตลาดมีความต้องการอะไร ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้ แล้วทำสินค้าให้ เหมาะสมกับตลาด 3. เงินทุน <<< เราต้องมีโครงการที่ตรงไป ตรงมา เนื้อหาสาระที่พิสูจน์ได้ มีวินัยทางการเงิน โดย 3.1 เรามีหลักทรัพย์อะไรที่ค้ำประกันได้ไหม 3.2 ต้องทำประมาณการกระแสเงินสดโดยต้องตั้งสมมติฐานแบบ worse case เข้าไว้ก่อน 3.3 Credit ต้องสร้างให้เกิดขึ้นกับ Stakeholder 3.4 มีความรับผิดชอบต่อ StakeHolder

SME ทำ Marketing อย่างไร
1. รักการเดินทาง เพือหาตลาดใหม่
2. บริการหลังการขาย

เป้าหมายของ SME
1. จะอยู่รอดอย่างไร <<< ลดกำลังการผลิตแล้วเอากำลังที่ลดไป ทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฟ้าหลังฝน 2. จะต่อยอดอย่างไร

ความแตกต่างของคนไทยและญี่ปุ่น
1. การที่ ปชช.ทั่วไปถูกปลูกฝังนิสัยพื้นฐานมาจากซามูไร เนื่องจาก ทางกระทรวงศึกษาได้สร้างวิชาหน้าที่พลเมือง โดยเอาความคิดของซามูไร อาศัยลัทธฺบูชิโดะ ซึ่งทำให้ ปชช. มีความเป็นเอกลักษณ์ เป็นหนึ่ง มีความคิดเหมือนดั่งนักรบโบราณ
2. คนญี่ปุ่นใฝ่รู้มาก ซึ่งมาจากพื้นฐานของลัทธิบูชิโดะ
3. มีความคิดร่วมกันเป็นหนึ่ง สามัคคีกัน
4. มีการเก็บออมสูง การลงทุนจะไม่ยอมกู้เงิน เช่น Toyota

ดร. การดี เลียวไพโรจน์
คำแนะนำสำหรับการทำธุรกิจปีนี้
1. เราต้องเห็นอุปสรรค เป็นความท้าทายก่อน
2. ประหยัดต้นทุน มองหาให้ได้ว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ดูเวลาที่ทำ กับผลลัพธ์ที่ได้ ว่าคุ้มกันไหม คือ เวลาการลดต้นทุนโดยปกติอาจเป็นการดู list รายจ่าย แล้วดูว่าตรงไหนจ่ายแยะ ตัดง่ายตัดยาก มันไม่ใช่ ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องไปดูผลลัพธ์ของกิจกรรมนั้นๆ ว่าเราพอใจต่อผลลัพธ์นั้นหรือไม่
- ผู้ประกอบการต้องแยกให้ออกว่า กิจกกรรมอะไรเป็นต้นทุน และอะไรเป็นการลงทุน
3. มีวิสัยทัศน์ แบบมีความคิดสร้างสรรค์ และเราจะอยู่รอดอย่างไร ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป เตรียมพร้อมไว้หลายๆ ทาง ซึ่ง vision ต้องอยู่ภานในจิตใจ ในวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่ง Vision ก็คือ อะไรสักอย่าง ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของจินตนาการผสมกับความเป็นจริง แล้วทุกคนในองค์กรเข้าใจ และอยากมีส่วนร่วมที่จะไปให้ถึง Vision ดังกล่าว เราต้องสร้างความเป็นผู้ประกอบการภายในองค์กร (Interpreneur ship) ประโยชน์บริษัทประโยชน์เราเกี่ยวเนื่องกัน
- ปัจจุบัน คนให้ความสำคัญกับ Vision น้อยมาก
4. การหาจุดแข็งหรือจุดเด่น ของเราคืออะไร ซึ่งอาจจะมีจุดแข็งซ่อนเร้น เนื่องจากเคยชินกับการทำงานเก่าๆ ติดกรอบเก่าๆ คนที่จะหาต้องมีความคิดสร้างสรรค์เชิงโครงสร้าง (Structure Creativity) มองภาพเป็นองค์ประกอบ
5. trend ใน 10 ปีขางหน้า
- ใช้ทรัพยากรมนุษย์น้อยลง หันไปใช้ทรัพยากรทางสมองและปัญญามากขึ้น คือกำลังจะไปสู่สังคมแห่งความรู้มากขึ้น เราต้องเริ่มสกัดคนของเรามากขึ้น และจะมีการเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา (Creative Economy) ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจ
- Green Society : ธุรกิจของเราต้องมองถึงสิ่งแวดล้อม จะสร้างความรับรู้ของคนมากขึ้น
- Social Enterprise : สถานประกอบการเพื่อสังคม ในอนาคตเราจะไม่ใช่แค่มองว่าใครที่ทำเงินแยะ ติด Chart แต่จะมีตัวชีวัดเพิ่มขึ้นคือทั้งทำเงินแยะและทำประโยชน์ให้สังคมด้วย

Comments