29 June 2011

10 เรื่องจริงน่าทึ่งของผู้ใช้ facebook


วันนี้ขอพักเรื่อง เครียดๆ ไว้ก่อนนะครับ เผอิญไปเจอบทความเกี่ยวกับงานวิจัยคนเล่น facebook ของชาวอเมริกันเค้า น่าสนใจดีครับ อ่านๆ ดูแล้วก็น่าจะคล้ายกับสังคมชาว facebook ไทย ในบางข้อ หรือว่าทุกข้ออันนี้ก็ไม่แน่ใจ เพื่อนๆ ลองอ่านกันดูนะครับ ว่ามันเป็นจริงอย่างที่เขาทำวิจัยไว้หรือไม่

Pete Cashmore ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเว็บล็อคข่าวไอทียอดฮิตอย่าง Mashable ซึ่งรับหน้าที่เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเครือข่ายสังคมและเทคโนโลยีให้ CNN.com ลงมือรวบรวมผลการสำรวจพฤติกรรมชาวเครือข่ายสังคมเพื่อประมวลเป็น "10 ความจริงน่าทึ่งของผู้ใช้ facebook" ที่แม้จะเป็นการทำสำรวจในสังคมอเมริกัน แต่บางข้อก็พบได้บ่อยในสังคมไทยเช่นกัน

ตัวอย่างบางส่วนใน 10 ผลการสำรวจน่าสนใจที่ Cashmore ยกมาพูดถึงคือ 47% ของผู้เล่น facebook เคยโพสต์คำสบถแสดงอารมณ์บนหน้าเพจ facebook ขณะที่ชาว facebook ดีกรีปริญญาซึ่งพูดคุยเรื่องเหล้ายาปลาปิ้งจะมีแนวโน้มมี เพื่อนมากกว่าคนที่ไม่พูดถึงแอลกอฮอล์บน facebook และชาว facebook 48% เข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้ง

และนี่คือ 10 เรื่องจริงของ facebook ที่น่ารู้ไว้

1. เจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบน facebook

การสำรวจชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนในโครงการ Responsibility Project ของกลุ่ม Liberty Mutual ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 พบว่าคอ faebook อเมริกันมากกว่าครึ่งคิดว่าเจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบน facebook แม้ว่าชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันของคนไอทีจะคาบเกี่ยวกันมากขึ้น แต่คนไอทีก็ยังมองว่าควรมีเส้นแบ่งให้ชัดเจน และเจ้านายควรวางตัวให้ดีเพื่อจะได้ตัดสินพนักงานที่ความสามารถแท้จริง มากกว่าความสัมพันธ์ส่วนบุคคล โดย 62% มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมหากเจ้านายตอบรับเป็นเพื่อนกับลูกน้องบน facebook

2. 90% ลิงก์เว็บไซต์ลามกจะถูกแชร์บน facebook

ความจริงข้อนี้ได้จากการศึกษาของ Dan Zarrella ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายสังคมซึ่งพบว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมปี 2010 ในบรรดาลิงก์เว็บไซต์ข่าวและบล็อกกว่า 12,000 ลิงก์ที่เขาศึกษา ปรากฏว่าลิงก์เว็บไซต์สยิวถูกแชร์หรือแบ่งปันใน facebook มากกว่าค่ามาตรฐานถึง 90% โดยลิงก์ที่มีหัวเรื่องในแง่บวกจะถูกแชร์มากกว่าหัวเรื่องด้านลบ

3. คนมีคู่บน facebook มักมีความสุขมากกว่าคนโสด

เดือน กุมภาพันธ์ 2010 facebook ใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันเปรียบเทียบสถานะความสัมพันธ์หรือ relationship status กับความสุขของผู้ใช้แต่ละคน ปรากฏว่าคนที่ตั้งสถานะว่า "in relationships" หรือ "กำลังเริ่มความสัมพันธ์" นั้นโพสต์ข้อความแสดงอารมณ์เชิงบวกมากกว่าคนที่มีสถานะ "Single" ทำให้แปลได้ว่าคนมีคู่บน facebookนั้นมีความสุขมากกว่าคนโสด และคนที่แต่งงานแล้ว (married) หรือหมั้นหมายแล้ว (engaged) จะมีดีกรีความสุขมากกว่ากลุ่ม"เพิ่งเริ่มคบหา" ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ตั้งสถานะว่า "open relationship" หรือที่แปลว่ายังไม่ผูกสมัครรักใครเป็นตัวตน กลับมีความสุขน้อยกว่าคนโสด

4. 21% บอกเลิกผ่าน facebook

การสำรวจในเดือนมิถุนายนปี 2010 ในกลุ่มผู้ใช้ facebook 1,000 คน (70% เป็นชาย) พบว่ากว่า 25% เคยถูกทิ้งทาง facebook โดยส่วนใหญ่ถูกทำร้ายจิตใจด้วยการเปลี่ยนสถานะเป็น "โสด" ของคนรัก การสำรวจครั้งนั้นพบว่า 21% ของกลุ่มตัวอย่างเลือกที่จะตัดสัมพันธ์ด้วยการเปลี่ยนสถานะ ซึ่งโชคยังดีเมื่อพบว่าส่วนใหญ่เป็นการเลิกราธรรมดา ไม่ใช่การหย่าร้างของคู่สามีภรรยา

ยังมีการสำรวจอีกชิ้นที่พบว่า ผู้หญิงถูกตัดเยื้อใยผ่าน facebook น้อยกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีสถิติที่ 9% เทียบกับฝ่ายชายที่มีสัดส่วนถึง 24%



5. 85% ของผู้หญิงถูกเพื่อนใน facebook "รำคาญ"

การสำรวจของกลุ่ม Eversave ซึ่งถูกเปิดเผยในเดือนมีนาคม พบว่าชาว facebook หญิงกว่า 85% ยอมรับว่าเคยถูกเพื่อนบน facebook รำคาญเคืองใจ โดยส่วนใหญ่บอกว่าถูกรำคาญด้วยข้อหา "บ่นตลอดเวลา" (63%) บางคนโดนข้อหา "พูดเรื่องการเมืองไม่พึงประสงค์" (42%) และ "คุยโวเกี่ยวกับชีวิตสมบูรณ์แบบ" (32%)

6. ครอบครัวที่มีชื่อบัญชีใช้งานบน facebook 25% ไม่ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

เดือน มิถุนายนปี 2010 การสำรวจโดยนิตยสาร Consumer Reports พบว่า 1 ใน 4 ของครัวเรือนที่มีชื่อบัญชีใช้งานfacebook ยังไม่ทราบหรือไม่ลงมือตั้งค่าความเป็นส่วนตัวใน facebook โดย 26% ของครอบครัวที่มีเด็ก มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เด็กมีความเสี่ยงตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะภัยลักพาตัว ด้วยการโพสต์ภาพและชื่อของเด็กลงไป ซึ่งจะสามารถเปิดโอกาสให้โจรร้ายสามารถรู้ข้อมูลของเด็กได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

7. 48% ของพ่อแม่เป็นเพื่อนกับลูกบนfacebook

ข้อนี้ในเมืองไทยก็เห็นได้มาก โดยการสำรวจช่วงพฤษภาคม 2010 โดย Retrevo พบว่าพ่อแม่เกือบครึ่งที่ขอเป็นเพื่อนกับลูกในเครือข่ายสังคม ซึ่งเมื่อพ่อแม่กลุ่มตัวอย่างถูกถามว่า จะยินยอมให้ลูกลงชื่อใช้งาน facebook หรือเครือข่ายสังคมอื่นได้อายุเท่าใด ราว 26% ระบุว่าต้องรอให้มากกว่า 18 ปี โดย 36% บอกว่า 16-18 ปี อีก 30% บอกว่า 13-15 ปี เพียง 8% เท่านั้นที่บอกว่าต่ำกว่า 13 ปี

8. 47% สบถบน wall

การสำรวจโดยบริษัท Reppler พบว่าผู้ใช้ facebook 47% เคยโพสต์ข้อความสบถระบายอารมณ์ขุ่นมัวไว้บนวอลล์ หรือกระดานแสดงความเคลื่อนไหวใน facebook โดยคำสบถยอดนิยมหนีไม่พ้น "F-word" หรือ F_ck นั่นเอง

9. 48% ของผู้ใช้ facebook มักดูโปรไฟล์แฟนเก่า

ผลการสำรวจนี้เป็นของ YouTango กลุ่มตัวอย่าง 48% ยอมรับว่าเข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้งกว่าเมื่อตอนยังคบกัน ผลการสำรวจนี้ถูกมองว่าเทคโนโลยีใหม่อย่างเครือข่ายสังคมเป็นตัวการควบคุม ให้คนอกหักมีพฤติกรรมเช่นนี้ (อิอิ)



10. 36% ของคนใช้ facebook ที่มีอายุ 35 ลงไป เล่น Facebook, Twitter หลังมีเพศสัมพันธ์

ผลการสำรวจนี้ถูกเผยแพร่ในเดือนตุลาคมปี 2009 โดย Retrevo ระบุว่าเครือข่ายสังคมกำลังกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยพบว่าในคนอเมริกันที่มีอายุ 35 ปีลงไป จะเล่น twitter facebook หรือส่งข้อความแชต (texting) หลัง featuring กันแล้ว

น่าตกใจที่การสำรวจในครั้งนั้นพบว่า 40% ของกลุ่มตัวอย่างเล่นทวิตเตอร์ facebook และแชตขณะขับรถ อีก 64% บอกว่าเล่นขณะทำงาน อีก 65% บอกว่าใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างวันหยุด

ที่มา : manager.co.th


ตามไปข้อมูลสถิติ update ล่าสุดของ facebook ในปี 2011 กันได้ ที่นี่เลย Facebook Nation กับสถิติที่น่าสนใจ

Read More

22 June 2011

8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 3 : วางเป้าหมายหลักส่วนตัว Goals)


8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ

บทที่ 3 : วางเป้าหมายหลักส่วนตัว





3. วางเป้าหมายหลักส่วนตัว (Goals)


การกำหนดเป้าหมายหลักส่วนตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อคุณกำลังตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นธุรกิจของคุณหรือไม่เพราะว่าคุณธุรกิจของคุณจะมีผลกระทบกับทุก ๆ สิ่งในชีวิตของคุณ มันเป็นวิกฤตการณ์ที่คุณจะต้องรู้ทราบมันเหมาะสมกับชีวิตของคุณหรือไม่ และมันจะทำให้คุณก้าวไปถึงเป้าหมายอื่น ๆ ได้หรือไม่ ประโยชน์ 2 ข้อ ที่คุณจะได้รับจากผลของการกำหนด และวางเป้าหมายหลักในชีวิตคือ จิตใจที่สงบ และมีเป้าหมาย ลองมองไปที่ประโยชน์ที่จะได้รับเพียงเล็กน้อยจากการวางเป้าหมายหลักส่วนตัวคุณจะได้รับสิ่งเหล่านี้ คือ

• คุณสามารถใช้จิตใจ และดึงความสามารถออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
• มีจุดประสงค์ที่แน่ชัด และมีทิศทางให้กับชีวิต
• ทำให้การตัดสินใจถูกต้อง และแม่นยำยิ่งขึ้น
• ทำอะไรได้มากขึ้นสำหรับตัวคุณเอง และผู้อื่น
• มีความมั่นใจสูง และมีความศรัทธาในตนเอง
• รู้สึกถึงความสำเร็จมากขึ้น
• มีความกระตือรือร้น และมีแรงจูงใจในการทำสิ่งใด

จำไว้ว่าคุณจะไม่ต้องจ่ายสำหรับค่าวางเป้าหมาย และคุณจะต้องจ่ายถ้าคุณไม่ได้วางเป้าหมายไว้ คนจำนวนมากถึง 97 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีการกำหนดเป้าหมายส่วนตัวด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ความกลัว ( FEAR : False Evidence Appearing Real) เป็นสิ่งที่ขัดขวางพวกเขาออกจากการกำหนดเป้าหมายส่วนตัว และความเสี่ยงที่เป้าหมายนั่นพวกเขาอาจจะไปไม่ถึงก็ได้

มีคำถามหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายนั่นดีหรือไม่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคุณพิจารณาได้อย่างไรระหว่างเป้าหมายที่สำคัญมากจริง ๆ และมันดีที่จะมีการกำหนดเป้าหมาย แต่มันไม่สำคัญมากขนาดนั้น คุณจะรู้ว่าเป้าหมายที่คุณเลือกนั่นสำคัญหรือไม่โดยการตอบคำถาม 4 ข้อเหล่านี้

1. นั่นเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของคุณหรือไม่
2. นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรมหรือไม่
3. คุณสามารถควบคุมอารมณ์ของคุณให้ทำงานนี้ได้สำเร็จหรือไม่
4. คุณสามารถมองภาพที่จะไปถึงเป้าหมายให้สำเร็จได้หรือไม่





ถ้าคำตอบของคุณเป็น "ไม่ใช่" เลยแม้แต่เพียงข้อเดียวจากคำถามเหล่านี้ คุณอาจะต้องพิจารณาเป้าหมายนี้ใหม่อีกครั้งแล้วละ ในระยะเวลาสั้น ๆ มันจะปรากฏว่าดีสำหรับคุณ แต่ในระยะยาวคุณจะระเบิดตัวเองด้วยความขัดแย้ง และความผิดหวังมากมายที่ทำให้คุณประสาทเสียได้ ขอให้มั่นใจในการกำหนดเป้าหมายหลักให้มากเท่า ๆ กับเป้าหมายอื่น ๆ เป้าหมายหลักจะบังคับให้คุณต้องไปถึงมันและใช้ความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณเพื่อที่จะไปถึงมันให้ได้ เป้าหมายระยะยาวจะช่วยให้คุณสามารถเอาชนะควมล้มเหลวในช่วงสั้น ๆ ไปได้ มันสามารถจะช่วยให้คุณเปลี่ยนทิศทางของคุณได้โดยไม่ต้องถอยหลังกลับมาติดสินใจใหม่อีกครั้ง

คุณเคยไปถึงเป้าหมายที่คุณกำหนดไว้หรือไม่ คนที่กำหนดเป้าหมายหลัก เป้าหมายระยะยาวมักจะถูกพบว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความนับถือตัวเองสูง และมีแรงจูงใจส่วนตัวที่สูงมาก มากกว่าครึ่งหนึ่งของรางวัลทั้งหมด และประโยชน์ที่ได้รับจากการกำหนดเป้าหมาย แท้จริงแล้วมาจากการเริ่มต้นในทิศทางที่ถูกต้อง และเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง

เหล่านี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ 6 ขั้นตอน ที่คุณสามารถใช้ในการกำหนดเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเป้าหมายส่วนตัว หรือการกำหนดเป้าหมายแบบมืออาชีพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป้าหมายที่คุณได้เลือกแล้วควรจะต้องรวมถึง 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ด้วย

1. กำหนดเป้าหมายของคุณด้วยการเขียนลงบนกระดาษ
2. กำหนดวันสุดท้ายที่คุณจะต้องได้รับความสำเร็จ โดยการระบุวันที่ลงไปด้วย
3. ลิสต์รายการอุปสรรคที่คุณจะต้องเอาชนะมันเพื่อให้ประสบความสำเร็จให้ได้
4. ลิสต์ทักษะ และความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย อะไรที่คุณจะต้องรู้บ้าง
5. พัฒนาแผนงานของสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายมากที่สุด
6. เขียนผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการที่คุณไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการพยากรณ์ สิ่งที่สำคัญคุณจะต้องประเมินเป้าหมายของคุณอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามันอยู่บนเส้นทางที่คุณต้องการจะให้มันเดินไป จำไว้ว่าการกำหนดเป้าหมายเป็นขั้นตอนที่ต้องต่อเนืองไปตลอดชีวิต ครั้งแรกที่คุณประสบความสำเร็จกับเป้าหมายแรกของคุณ จงแน่ใจว่าคุณได้แทนที่มันด้วยเป้าหมายอื่นต่อไปแล้ว วิธีการนี้คุณจะทำให้คุณได้รับผลที่น่าพอใจซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ได้จากการกำหนดเป้าหมาย...!!!

Read More

16 June 2011

8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 2 : กำหนดงบประมาณทางการเงิน Financial budget)


8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ

บทที่ 2 : กำหนดงบประมาณทางการเงิน




2. กำหนดงบประมาณทางการเงิน (Financial Budget)


ถ้าคุณต้องการจะเริ่มต้นทำธุรกิจของคุณเอง มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณาถึงฐานะทางการเงินของคุณด้วยการกำหนดรายได้ที่คุณได้รับ และรายจ่ายที่คุณต้องเสียไปในปัจจุบัน คุณอาจจะวางแผนความต้องการทางการเงินของคุณในเดือนถัดไปไว้ด้วย

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีความแตกต่างกันระหว่างเมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจของคุณ และเมื่อคุณเริ่มที่จะสร้างรายได้ได้แล้ว ความจริงแล้วผู้ที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการจัดการธุรกิจส่วนใหญ่ คนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในธุรกิจขนาดเล็กสามารถจะให้คำแนะนำกับคุณได้ว่าคุณควรจะมีเงินออมอย่างน้อยที่สุด 6 เดือนสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจของคุณในระยะเริ่มต้น แน่นอนระยะเวลาอาจจะขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจที่คุณตัดสินใจเลือกทำ ธุรกิจบริการและธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องบ้านมักจะเป็นธุรกิจที่คนส่วนใหญ่เลือกทำกัน โดยเฉพาะผู้หญิงเพราะว่าต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจต่ำกว่าธุรกิจอื่น ๆ

ก่อนที่คุณจะทำการตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทของธุรกิจที่คุณจะเลือกทำ คุณจะต้องพัฒนาการวางแผนเงินออมและรายจ่ายประจำเดือน สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถเจาะจงได้ว่าคุณจะต้องใช้เงินเท่าไรในแต่ละเดือนจึงจะอยู่รอดปลอดภัยได้ และมันยังสามารถบอกให้คุณรู้ได้ว่าฝันของคุณที่ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจเข้ากันกันฝันที่คุณต้องการจะส่งลูกเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ วิธีการในการพัฒนาการวางแผนเงินออม และรายจ่ายมีขั้นตอน ดังนี้

1. กำหนด และเขียนรายจ่ายสำหรับแต่ละเดือน และสำหรับแต่ละปี ค่าใช้จ่ายคงที่ที่รวมไปถึงค่าเบี้ยประกันภัยค่าผ่อนบ้าน, ค่าผ่อนรถ, ค่าของใช้สอยอื่น ๆ และเงินออมที่ต้องเก็บด้วย
2. เมื่อคุณกำหนดรายจ่ายคงที่สำหรับแต่ละเดือนแล้ว คุณก็รวมรายจ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน และเป็นปีด้วย
3. กำหนดค่าใช้จ่ายผันแปร และเขียนไว้สำหรับแต่ละเดือน และรวมไปถึงรายจ่ายที่ต้องใช้ในปีถัดไปด้วย เพราะถ้าคุณไม่มีกฎเกณฑ์ในการกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับรายการพวกนี้ คุณจะยืดหยุ่นเกินไปว่าจะรวมหรือไม่รวมรายการพวกนี้ไปด้วย และจะต้องจ่ายเป็นเงินเท่าไรสำหรับแต่ละรายการ ลองพิจารณาว่าอะไรที่คุณได้จ่ายไปในเดือนที่ผ่านมา และลองพิจารณาดูว่าคุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่สามารถยืดหยุ่นได้รวมทั้งสิ่งที่เป็นอาหารการกิน เช่น อาหารมือค่ำในภัตตาหารที่ไม่จำเป็น ค่าเสื้อผ้า ค่า Entertain ค่าเดินทาง และอื่น ๆ
4. ครั้งแรกคุณอาจจะกำหนดค่าใช้จ่ายผันแปรของคุณทั้งหมดในแต่ละเดือน และรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน และเป็นรายปีด้วย
5. ตอนนี้หักค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งหมดของคุณ และค่าใช้จ่ายผันแปรทั้งหมดของคุณสำหรับแต่ละเดือนออกจากรายได้รายเดือนและรายปีที่คุณคาดว่าจะได้รับ


ดูสิว่ารายได้และรายจ่ายที่คิดออกมาสมดุลกันหรือไม่ ลองถามตัวเองว่าคุณยังรายได้พิเศษอื่นนอกเหนือจากนี้อีกหรือไม่ ถ้าคุณยังมีรายได้พิเศษส่วนอื่นอีก นั่นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคุณ คุณสามารถใช้เงินออมอันนี้ และรายการรายจ่ายกะประมาณได้ว่าเงินเท่าไรที่คุณต้องการใช้ในแต่ละเดือนอย่างน้อยที่สุด คุณสามารถใช้รายการเงินออมและรายการจ่ายเหล่านี้ในการกำหนดว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้ารายได้และรายจ่ายของคุณเปลี่ยนแปลงไปในปีถัดไป

หลังจากที่ได้ทดสอบการค้นหาความต้องการเงินออมและรายจ่าย คุณอาจจะหาว่าแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นอะไรบ้างที่คุณยังขาดอยู่ในการเริ่มต้นธุรกิจของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องกังวล มันเกิดขึ้นกับคนมากมาย ความจริงแล้วมันอาจจะเป็นอุปสรรคที่คุณจะต้องเอาชนะให้ได้ก็ได้

ถ้าคุณยังคงมีความตั้งใจที่จะเริ่มธุรกิจของคุณเอง คุณอาจต้องเริ่มสะสมแหล่งที่มาของรายได้ที่เป็นทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือมากกว่านั้นใช้เงินออมส่วนตัวในการเริ่มทำธุรกิจของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณต้องการใช้เงินมากกว่าเงินออมในบัญชีที่คุณมีอยู่ แหล่งเงินอื่น ๆ มากมายอาจจะมาจากการกู้ยืมธนาคาร, หรือแหล่งเงินอื่น ๆ ที่คุณสามารถคิดได้ก็ได้ กฎที่ดีที่สำคัญอย่างหนึ่งคือคุณไม่ควรจะยืมเงินมากกว่าที่จำเป็นต้องใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ บ่อยครั้งที่คุณยืมเงินมามากเกินไปแล้วไม่สามารถควบคุมการใช้มันได้...!!!


Read More

06 June 2011

8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ (ตอนที่ 1 : สำรวจตัวเอง Self Exploration)


คงมีเพื่อนๆ หลายคนนะครับที่ฝันและอยากมีธุรกิจส่วนตัวกัน (ผมก็คนหนึงแหละ) วันนี้ผมจึงมีบทความที่เกี่ยวกับการเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวมาฝากกัน เป็นบทความที่เป็นทั้งหลักคิดและหลักปฏิบัติควบคู่กันไป โดยในบทความ "8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ" ผมจะทยอย post ทีละข้อนะครับ เพราะแต่ละข้อก็ยาวพอดูเหมือนกัน งั้นเราก็ไปเริ่มกันเลยดีกว่าครับ


8 สิ่งควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจ

บทที่ 1 : สำรวจตัวเอง (Self Exploration)


1. สำรวจตัวเอง (Self Exploration)


การสำรวจตัวเองเบื้องต้นนี้ คุณอาจยังมองไม่เป็นภาพรวมทั้งหมดของธุรกิจของคุณ แต่การสำรวจถึงทักษะ, ความรู้จากการศึกษา และประสบการณ์ที่อยู่ภายในตัวคุณ นั่นหมายถึงว่าคุณจะสามารถจัดเตรียมอาวุธ, เครื่องมืออะไรได้บ้างที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของคุณ ขั้นตอนก็มีเพียงแค่ 4 ขั้นตอน ดังนี้


ขั้นตอนที่ 1  ประเมินตัวเอง

เป็นการประเมินถึงทักษะ และความรู้ความสามารถของคุณอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง คุณควรจะลิสต์ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาว่าคุณมีทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างฉกาจหรือมีความรู้ในด้านใดบ้าง รวมถึงความสามารถในการทำสิ่งใด ๆ ที่คุณทำสำเร็จมาแล้ว แต่ไม่ต้องลิสต์สิ่งที่คุณทำผิด หรือมีความสงสัยอยู่ลงไปด้วย เพราะที่ลิสต์นี้เราจะเขียนแต่สิ่งที่คุณรู้เป็นอย่างดีว่าคุณจะทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จได้อย่างไรบ้าง (อย่ายกยอตัวเองเกินไป แต่อย่ากังวลว่าถ้าให้คุณทำมันอีกครั้งคุณอาจจะทำไม่ได้)


ขั้นตอนที่ 2 ประเมินความรู้ในธุรกิจ

หลังจากที่คุณได้เจาะจงลงไปถึงทักษะเฉพาะตัว และความสามารถส่วนตัวของคุณแล้ว คราวนี้คุณก็ลงมุ่งไปที่ความรู้ในเรื่องธุรกิจของคุณดูว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่คุณสนใจเป็นพิเศษ ลิสต์ออกมาว่าคุณมีความรู้ในธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมด้านใด สาขาใดบ้าง ถ้าเป็นไปได้อาจจะเขียนออกมาเป็น Outline ง่ายถึงสิ่งที่สัมพันธ์กัน แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจคุณควรจะลิสต์ทุก ๆ อย่าง โดยมุ่งความสนใจเจาะจงไปที่ข้อมูลความรู้ในธุรกิจนั้น ๆ มากกว่าธุรกิจที่ได้พบจากประสบการณ์ชีวิตทั่วๆ ไป เพราะประสบการณ์ทั้งหมดจะมีประโยชน์มาก แต่คุณจะสามารถนำมันขึ้นมาใช้ได้ต่อเมื่อคุณได้ทำการตัดสินใจเกี่ยวกับว่าทักษะอะไรที่คุณอาจต้องการการพัฒนาเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจของคุณไปได้ด้วยดี




ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความสามารถในการตัดสินใจ

ขั้นตอนนี้เป็นการประเมินความสามารถในการตัดสินของคุณ เมื่อคุณเป็นเจ้าของธุรกิจคุณจะต้องรับภาระ และทำการตัดสินใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งการตัดสินใจนั้นอาจจะต้องใช้พื้นฐานจากอะไรที่คุณคิด ไม่ใช่การตัดสินใจทั้งหมดที่จะสามารถทำได้ทันที แต่บางครั้งคุณอาจจะต้องใช้เวลาคิด ถ้าผลกระทบที่ได้รับจากการตัดสินใจของคุณทำให้เกิดปัญหาให้คนอื่น ต้องมาช่วยแก้ไขให้แล้วละก็ มันคงเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินธุรกิจของคุณไปได้ มองย้อนกลับไปจากประสบการณ์ชีวิตของคุณ แล้วลองเขียน 2 เหตุการณ์ที่คุณทำการตัดสินใจได้ไม่ดีนัก แล้วลองคิดดู แล้วลิสต์ออกมาว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น


ขั้นตอนที่ 4 ประเมินกำลังใจ

ขั้นตอนสุดท้าย แต่ยังไม่ใช่ท้ายสุด จะเป็นการเจาะจงความสามารถในการเป็นเจ้าของธุรกิจของคุณ จากที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น มีเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมายต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากมายในตอนแรกเริ่มและพวกเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดจากตัวพวกเขาเอง คุณลองมองให้ชัดเจนถึงสิ่งที่เป็นแรงจูงใจของคุณ และความเชื่อในตัวคุณเอง มันจะช่วยให้คุณเตรียมพร้อมรับความท้าทายที่จะมาถึงด้วยตัวคุณเองกับธุรกิจที่คุณเป็นเจ้าของเองบางทีองค์ประกอบ 3 สิ่งที่สำคัญบนเส้นทางแห่งความสำเร็จ นั่นคือ ความสามารถในการยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความเต็มใจและพร้อมจะรับกับการเปลี่ยน แปลงของตลาด และความก้าวทางทางเทคโนโลยี และความสามารถที่จะเชื่อใจตัวคุณเอง ถ้าคุณมีทั้ง 3 สิ่งนี้ นั่นแสดงว่าคุณได้เดินทางไปกว่าครึ่งของเส้นทางสู่เส้นชัยแล้ว



ในครั้งแรกที่คุณได้สำรวจและประเมินตัวเองแล้ว คุณอาจต้องการทบทวนขั้นตอนทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อดูว่าคุณอยู่ที่จุดใดแล้วในเวลานี้ ด้วยการประเมินค่า และทำความเข้าใจว่าทำไม และเพราะอะไรกับสิ่งที่คุณทำได้สำเร็จ และไม่สำเร็จจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของคุณจนถึง ณ วันนี้ คุณสามารถใช้ความคุณทั้งหมดที่คุณมีอยู่ได้ดีมากกว่านี้ในตอนนี้ แลtอนาคตไหม คำถามที่จะได เห็นเหล่านี้อาจจะช่วยคุณได้ จำไว้ว่ายิ่งคุณซื่อสัตย์ต่อตัวเองเท่าไร คุณก็จะได้รับคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามในแต่ละข้อ และนั่นจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดที่คุณจะได้รับ

• อะไรที่คุณรู้สึกนั่นเป็นความคิดหลักที่มั่นคงที่สุดของคุณ ?
• อะไรที่คุณรู้สึกนั่นเป็นจุดอ่อนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดของสำหรับคุณ ?
• อะไรที่เป็นความสามารถพิเศษที่คุณมีอยู่ และในสถานการณ์ใดที่คุณเคยใช้มันแก้ปัญหาได้สำเร็จมาแล้ว ?
• คุณกำหนดแนวความคิดเฉพาะตัวอย่างไร ในการมีงานทำ หรือการเป็นลูกจ้าง ?

ตอนนี้ทุกสิ่งได้เริ่มจุดประกายขึ้นแล้ว หรือไม่คุณก็กำลังจะเริ่มมีข้อสงสัยหลายอย่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ขอให้คุณจงฟังและรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณเอง และมีความเชื่อถือในตัวเอง และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะเป็นเครื่องมือสำหรับคุณเพื่อจะนำไปใช้ในกระบวนการประเมินตัวเอง ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป...!!!
Read More
Designed ByBlogger Templates