10 March 2011

ค้นพบความรัก ค้นพบความสำเร็จ ตอนจบ

สวัสดีครับ เรามาต่อจากครั้งที่แล้ว (ค้นพบความรัก ค้นพบความสำเร็จ ตอนที่ 1) กับการหาคำตอบของคำกล่าวที่ว่า "หาในสิ่งที่ตัวเองรัก และเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต" มันจริงหรือ ที่ผมทิ้งท้ายไว้ว่า การที่เราค้นหาเจอในสิ่งที่เรารัก ยังไม่เพียงพอที่จะประสบความสำเร็จ เพราะมันเป็นแค่หลักการข้อเดียวในอิทธิบาท 4 เท่านั้น ผมจึงนำหลักธรรมทั้งสี่ข้อ มาตีความหมายในมุมมองที่ผมเข้าใจ แต่ไม่ทิ้งแก่นของมัน คือ

ฉันทะ = รักในสิ่งที่ทำ
วิระยะ = ความขยันหมั่นเพียน เป็นตัวขับเคลื่อนในสิ่งที่เราทำ
จิตตะ = คิดเพื่อหาและกำหนดทิศทางที่จะทำ ที่จะไป
วิมังสา =ตรวจสอบ

ซึ่งก็คือ เมื่อเราเกิด ฉันทะ รักในสิ่งที่เราทำ แล้วเราก็จะมี วิริยะ เป็นตัวขับเคลื่อนให้เราทำสิ่งนั้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี จิตตะ คอยกำหนดทิศทางว่าเราจะทำสิ่งที่เราทำอยู่นี้ ให้ประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร ไปทางไหน สุดท้ายคือ วิมังสา จะเป็นตัวตรวจสอบ (Monitoring) ว่าทิศทางหรือวิธีการที่เราเลือกนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน มีการวัดผล และต้องแก้ไข ปรับปรุง เพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้สิ่งที่เราขยันหมั่นเพียรทำมา ไม่เกิดการสูญเปล่า และมุ่งสู่ทิศทางที่ถูกต้องเพื่อพบกับความสำเร็จที่ได้ตั้งใจไว้ เยี่ยมจริงๆ เลยนะครับ สำหรับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า คนถึงบอกว่าหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นสากล ไม่มีข้อสงสัยจริงๆ ครับ (ไม่รู้ว่าเพื่อนๆ จะงงกันหรอเปล่า ถ้างงผมทำแผนภาพอธิบายประกอบทางด้านล่างครับ หรือว่าจะงงเพิ่มขึ้น ^^”)



แต่มีประเด็นหนึงที่น่าสนใจ เพราะเท่าที่ผมได้สังเกตดูพบว่า ผู้คนโดยส่วนใหญ่ (รวมทั้งผมด้วย) นำหลักธรรมคำสอนดังกล่าวมาใช้กันแล้ว (โดยไม่รู้ตัว) ยิ่งผู้ที่ต้องทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ยิ่งต้องทำต้องผ่านกันอยู่แล้ว เพราะหลักธรรมดังกล่าว ก็เปรียบเหมือนหลักการการบริหารธุรกิจจากทางตะวันตก ที่จะต้องมีตัวชี้วัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น KPI, Balance Scorecard, PDCA เป็นต้น ที่เราจะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย กำหนดวิธีการที่จะทำให้ถึงเป้าหมาย ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายต้องตรวจสอบ วัดผลว่าทำแล้วได้ไม่ได้อย่างไร ต้องแก้ไขอย่างไร เพื่อให้ท้ายที่สุดไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้จนประสบความสำเร็จ

แต่เพื่อนๆ รู้ไหมครับว่าจุดที่แตกต่างคืออะไร ?…

ซึ่งจุดที่แตกต่างและเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับชีวิตเรา นั่นก็คือ ความสุขหรือความรักที่จะทำหรือไม่นั่นเอง นิ่จึงเป็นคำตอบว่าคนเรานั้นสามารถที่จะทำงานเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะทำงานบริษัท หรือออกมาทำธุรกิจส่วนตัว เพราะเรามีหลักธรรมสามข้ออยู่ในการทำงานอยู่แล้ว (วิริยะ, จิตตะ และวิมังสา) แต่ที่ชี้วัดความสุขของเรา คือการรักในสิ่งที่ทำ (ฉันทะ) มันจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนอาจจะต้องทำเพราะภาระหน้าที่จากที่ทำงาน หรือภาระหน้าที่จากกิจการที่บ้าน โดยงานที่ได้ทำนั้นเราก็สามารถทำให้มันสำเร็จตรงตามเป้าหมายได้ แต่ทุกครั้งที่ทำ มันแลดูจะลำบากยากเย็น เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ทำไมต้องใช้พลังชีวิตมากมายอย่างนี้นะ ซึ่งมันอาจจะมาจากการที่เราตั้งโจทย์ในชีวิตผิดไป โดยเอาความสำเร็จเป็นที่ตั้ง เพราะเราคิดว่า เมื่อเราประสบความสำเร็จแล้วชีวิตเราก็จะมีความสุข แต่กลายเป็นว่าเราทำสำเร็จแล้ว ทำไมเราถึงไม่มีความสุขเอาซะเลย กลับไปทำ ทำ และทำอีก อาจจะประสบความสำเร็จได้อีก แต่เราก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี

ดังนั้น ถ้าเรากลับมาตั้งโจทย์ในชีวิตใหม่ เอาความสุขเป็นตัวตั้ง เป็นตัวมาก่อนความสำเร็จ เฉกเช่นเดียวกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องอิทธิบาท 4 ที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น ที่ได้เอาความรักในสิ่งที่ทำ หรือก็คือความสุขมาก่อนเป็นข้อแรก และนิ่จึงเป็นคำตอบที่ว่าทำไมเมื่อเราหาสิ่งที่ตัวเองรักเจอ แล้วเราถึงประสบความสำเร็จนั่นเอง…




บอกกล่าวหน่อยครับ : นิ่เป็นบทความชิ้นแรกในชีวิตที่ผมลองเขียนขึ้นเอง อาจจะไม่สมบูรณ์อะไรมากนัก แค่อยากพยายามสื่อสารในสิ่งที่ตัวเองคิด มาให้เพื่อนๆ ได้ลองอ่าน ลองคิด ลองพิจารณา หรือใครจะติชม เพิ่มเติมก็ได้นะครับ ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณมากครับ

ค้นพบความรัก ค้นพบความสำเร็จ ตอนที่ 1

Read More

02 March 2011

ค้นพบความรัก ค้นพบความสำเร็จ ตอนที่ 1

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินกับคำว่า “หาในสิ่งที่ตัวเองรัก และเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต” ซึ่งผมก็ได้ยินได้ฟังคนพูดถึงมามากมายหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบมากในคนที่ยังหาไม่เจอ (อย่างผมเป็นต้น) ที่พยายามตามหาในสิ่งที่ตัวเองรักให้พบเพื่อจะประสบความสำเร็จ แต่ผมยังเกิดข้อสงสัย และตั้งคำถามว่า มันจริงหรอ กับการหาสิ่งที่ตัวเองรักให้เจอแล้วเราก็จะประสบความสำเร็จ มันง่ายขนาดนั้นเลยหรอ

ผมจึงมองหาไปยังคนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีบุคคลดังระดับโลกบางคนที่ผมพอจะนึกออกตอนนี้ ที่ได้เคยอ่าน เคยรู้ประวัติมาคร่าวๆ ก่อนหน้านี้ ที่สามารถหาสิ่งที่ตัวเองรัก และทำมันจนประสบความสำเร็จในชีวิต เช่น

สตีป จ๊อบส์ รักในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จนทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมมากมายติดตลาดทั่วโลก (iPhone, iPod, iPad, Mac Book เป็นต้น)

บิล เกตส์ รักในการพัฒนาซอฟแวร์ จนทำให้เกิดซอฟแวร์ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก (Window, Microsoft Office เป็นต้น)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ รักในการลงทุน จนทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเบิร์กไชร์ฮาธาเวย์ทำสถิติสูงที่สุดในโลก (โดยปัจจุบันกุมภาพันธ์ 2011 ราคาหุ้นอยู่ที่ $127,550 เติบโตจากปี 1962 ที่ราคาหุ้นอยู่เพียงแค่ $7 เท่านั้น)

จะเห็นได้ว่าทุกคนต่างประสบความสำเร็จกับการทำในสิ่งที่ตัวเองรักทั้งสิ้น

และจากคำถามที่ผมถามไว้ในเบื้องต้น ว่าการที่เราหาเจอในสิ่งที่รัก แล้วเราจะประสบความสำเร็จจริงหรอ มันแค่นั้นจริงๆ หรือ ใครหาเจอแล้วก็ประสบความสำเร็จแล้วหรือ จนวันหนึงผมไปได้ยินกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ในเรื่อง อิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ผมได้เห็น ได้เรียนมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เลยก็ว่าได้ แต่ไม่เคยนำมาคิดตาม เรียนมาท่องมา แล้วก็ผ่านไป (ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรบ้าง) โดยผมไปสะดุดกับคำว่า ฉันทะ ที่แปลว่ารักในสิ่งที่ทำ ผมเลยต้องมาค้นคว้าเพิ่มเติมว่า องค์ประกอบทั้งหมดของหลักอิทธิบาท 4 นั้นมีอะไรบ้าง โดยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ความหมายของอิทธิบาท 4 ก็คือ ฐานหรือหนทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งประกอบไปด้วย

• ฉันทะ (ความพอใจ) คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป
• วิริยะ (ความเพียร) คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
• จิตตะ (ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป
• วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น (จากวิกิพีเดีย)

ผมคิดว่าเพื่อนๆ คงจะรู้กันอยู่แล้วว่าอิทธิบาท 4 คืออะไรแล้วมีอะไรบ้าง แค่อยากจะทวนกันอีกรอบ ซึ่งหลังจากที่ผมได้อ่าน คิดตามและทำความเข้าใจในหลักคำสอนดังกล่าวอีกครั้ง จึงค้นพบว่า การที่เราค้นหาเจอในสิ่งที่เรารัก ยังไม่เพียงพอที่จะประสบความสำเร็จ เพราะมันเป็นแค่หลักการข้อเดียวในอิทธิบาท 4 เท่านั้น ผมจึงนำหลักธรรมทั้งสี่ข้อ มาตีความหมายในมุมมองที่ผมเข้าใจ แต่ไม่ทิ้งแก่นของมัน คือ...

แต่จะคืออะไร แล้วพบกันตอนหน้านะครับ

ค้นพบความรัก ค้นพบความสำเร็จ ตอนจบ

Read More
Designed ByBlogger Templates