10 July 2013

6 ศักยภาพโลจิสติกส์ เตรียมพร้อมไทย เข้าสู่ AEC



หลังจากที่ได้ update ข้อมูล Logistic Performance Index (LPI) ปี 2012 ซึ่งจะเห็นได้่ว่าไทยเราได้ LPI ต่ำลง จาก 3.31 เป็น 3.18 ทำให้อันดับล่วงลงมาจากที่ 33 มาเป็นอันดับที่ 38 แทน เหมือนว่าเราจะแย่ลงนะ แต่เอาะพักหลังมามักจะได้ยิน ได้ฟังมาหนาหูมากว่า ไทยเราจะเป็นศูนย์กลางทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics Hub) ในภูมิภาคนี้ หลังจากที่เปิด AEC วันนี้เลยลองเอา LPI มากางดู เปรียบเทียบเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนดูสิ่ ว่าเอ่ะเราจะมีศักยภาพเพียงพอจริงหรา

ก่อนอื่นเราไปรื้อฟื้นกันดูก่อนว่า 6 ศักยภาพที่ทาง World Bank ใช้วัดค่า LPI มีเรื่องอะไรบ้่าง

1. ประสิทธิภาพของการดำเนินการทางด้านกรมศุลกากร (Customs)

2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าและการขนส่ง (Infrastructure)

3. การจัดการขนส่งสินค้าด้วยราคาที่แข่งขันได้ (International Shipments)

4. ความสามารถและคุณภาพของบริการโลจิสติกส์ในประเทศ (Logistics Competence)

5. การติดตามสถานะการจัดส่ง (Tracking & Tracing)

6. ความตรงต่อเวลาในการจัดส่ง (Timeliness)

คราวนี้เรามาดูอันดับ LPI เฉพาะในกลุ่ม ASEAN ว่าแต่ะละประเทศมีประสิทธิภาพทางด้าน Logistic เป็นอย่างไร




ไทยเราเป็นอันดับสามของกลุ่ม ASEAN รองจากสิงคโปร์ (ที่อยู่อันดับหนึ่งของโลก) และมาเลเซีย ถือว่าไม่เลวเลยใช่ไหม

แต่เมื่อมาเทียบกับข้อมูลก่อนหน้า อย่างที่เห็นไทยเราได้ LPI น้อยลง แต่ประเทศที่น่าจับตาซึ่ีงได้ LPI เพิ่มขึ้นมากจากครั้งที่แล้ว คือ พม่า LPI จาก 1.86 เพิ่มเป็น 2.37, ฟิลิปปินส์ ที่หายใจรดต้นคอเราอยู่ ได้ LPI จาก 2.69 เพิ่มเป็น 3.02, ลาว ได้ LPI จาก 2.25 เพิ่มเป็น 2.50


สำหรับประเทศไทยที่ เค้าคาดว่าการเปิด AEC เราจะเป็นศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง (Logistic Hub) มันเป็นไปได้มากแค่ไหน เรามาไล่ดูศักยภาพในแต่ละข้อจากตารางด้านบน เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกกัน

Customs : (Rank #3) 

เป็นข้อที่เราได้คะแนนต่างจากสิงคโปร์มากสุด น่าจะเป็นเพราะไทยยังคงมีพิธีการในด้านศุลกากร ที่ถึงแม้ไม่ยุ่งยาก แต่ก็ยังถือว่าไม่สะดวกเท่าที่ควร ซึ่งผมมองว่าน่าจะเป็นจุดที่เราสามารถปรับปรุงได้เร็วที่สุดในหกศักยภาพทั้งหมด ทำให้ข้อนี้เราน่าจะไปต่อได้อยู่

Infrastructure : (Rank #3) 


ซึ่งเป็นหัวข้อที่เรามีคะแนนแตกต่างจากอันดับหนึ่งคือ สิงคโปร์ และอันดับสอง มาเลเซีย สูงอยู่ ถ้าจะพูดถึงในสิ่งที่เราเป็นรองและน่าจะเห็นกันชัดๆ ก็คือ ในเรื่องของท่าเรือ นั่นเอง เพราะลักษณะภูมิประเทศไทยที่เป็นอ่าว แล้วอ่าวมันไม่ดียังไง มันก็เหมือนกับอยู่ในซอย ไม่ได้อยู่ใกล้ถนนใหญ่เลยไม่สะดวกต่อการขนส่ง เคลื่อนย้าย เท่าไหร่ แตกต่างจากประเทศสิงค์โปรที่มีที่ตั้งของประเทศติดถนนใหญ่เลยว่างั้น ทำให้ท่าเีิืื่รือมีผู้ใช้บริการมากสุดอันดับสองของโลก รองจากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ โดยในปี 2011 ท่าเรือสิงค์โปร์ มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์รวม 29.94 ล้านตู้  ส่วนท่าเรือเกลัง ของมาเลเซียอยู่อันดับที่ 13 มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์รวม 9.60 ล้านตู้ ส่วนไทยเรา ท่าเรือแหลมฉบัง อยู่ในอันดับที่ 23 มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์รวม 5.73 ล้านตู้ (อ้างอิงข้อมูลจาก Top 50 World Container Ports)

จะเห็นว่า ศักยภาพการขนส่งท่าเรือของเราแตกต่างจากสิงคโปร์ คนละโลกเล้ย.. แต่อย่าเพิ่งหมดหวังกันครับในข้อนี้ ถึงแม้เราจะไปต่อในเรื่องท่าเทียบเรือลำบากนัก จากข้อเสียเปรียบในเรื่องที่ตั้งของไทยเราดังกล่าว แต่ในทางกลับกันถือเป็นข้อได้เปรียบของเราในเรื่องการขนส่งทางถนนของภูมิภาคนั่นเอง  เพราะเราถือว่าอยู่ตรงกลางภูมิภาค ที่ล้อมรอบด้วยกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, ลาว, พม่า และเวียดนาม)

ซึ่งเห็นได้จาก นโยบายของทางภาครัฐที่ออกมาเน้น สร้างถนน ไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยเน้นเชื่อมโยงไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นสำคัญ แถมโดยส่วนใหญ่เรายังสร้างเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เชื่อมไปยังจีน อินเดีย อีกต่างหาก เห็นอย่างนี้การขนส่งทางถนนเราได้ไปต่อยาวแน่นอน และคงได้เป็นศูนย์กลางทางภูมิภาค (ทางถนน) ดั่งใจหวัง

เอ่ะ แล้วทางราง (รถไฟ) ละ พูดแล้วก็เพลียใจ ระบบรางของเราคงต้องรื้อ (ไม่ใช่รื้อรางนะ รื้อองค์กรเลยดีกว่ามั๋ย) คือ ระบบรางของเราไม่พัฒนาเลย เพราะสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟมันหดตัวลงซะงั้น จากในปี 2547 อยู่ที่ 2.4% แต่ในปี 2555 เหลือ 2.2% (เทียบกับมาเลเซียที่มีสัดส่วนสูงถึง 20% ซึ่งเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาแล้ว) แต่ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ระบบรางที่ไม่พัฒนาเนี่ยะ กลับยังได้เปรียบเล็กๆ เมื่อเทียบกลับกลุ่มประเทศ CLMV เนื่องจาก กัมพูชาเพิ่งมีการพัฒนา ลาวก็มีแค่ระยะทางสั้นๆ 7-8 กม. พม่ามีรถไฟแต่เก่าโคตรๆ ส่วนเวียดนาม รางเก่าสมัยฝรั่งเศษปกครองโน้น ทำให้เรายังมีโอกาสได้ไปต่อในเรื่องระบบราง ถ้าหันมาพัฒนากันอย่างจริงจังสักที

ส่วนทางอากาศ ไทยเรายังเสียเปรียบมือหนึ่งอย่างสิงคโปร์อยู่ เพราะจุดเด่นของสิงคโปร์ที่เป็น Free Zone ภาษีนำเข้าจึงต่ำ ในขณะที่เราแม้เป็น Free Zone เหมือนกัน แต่ติดขัดในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ระบบตรวจสอบที่มากมาย ทำให้เกิดความล่าช้าในการขนส่ง อีกทั้ง ไทยเรายังไม่มีสายการบินในประเทศที่เป็น Cargo (การบินไทยอาจจะมีอยู่ลำสองลำ) เทียบกับสิงคโปร์ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางเลยก็ว่าได้ ทำให้ทางอากาศ ถึงแม้จะไม่ลำบาก แต่การที่จะไปต่อคงได้แึค่ไม่กี่ก้าว

เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าจากหัวข้อนี้ที่ไทยเรามีคะแนนต่างจากอันดับหนึ่ง สิงคโปร์ และอันดับสอง มาเลเซีย อยู่พอควร ผมมองว่ามันเป็นโอกาสที่เราจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบโลจิสติกส์ให้มีศักยภาพมากขึ้นได้ ซึ่งเรามีโอกาสได้ไปต่ออีกมากในข้อนี้ โดยเฉพาะการวางตัวเองเป็นศูนย์กลางทางการขนส่งทางบกทั้งหมดของภูมิภาค

International shipments : (Rank #3) 

อันนี้่ ตามความคิดของผมนะ การที่บริการโลจิสติกส์ภายในประเทศไทยเรา ยังสามารถจัดส่งสินค้าในราคาที่สามารถแข่งขันได้อยู่ เพราะอาจจะไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพและบริการเสริมอื่นๆ เท่าที่ควรนัก เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศเราัยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเท่าที่ควร จึงทำให้ราคาในการใช้บริการจึงยังถูกอยู่ ซึ่งสะท้อนออกมาได้จากศักยภาพที่เหลืออีกสามข้อด้านล่าง

Logistics competence, Tracking & tracing , Timeliness (Rank #4)   

โดยทั้งสามศักยภาพดังกล่าว ไทยอยู่อันดับสี่ของภูมิภาค นอกจากเราจะเป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว ยังเป็นรองฟิลิปปินส์อีกด้วย ซึ่งทั้งสามหัวข้อนี้ไทยเรามีโอกาสได้ไปต่อแน่ ถ้าการเิปิดเสรีการค้าบริการโลจิสติกส์เต็มสูบมากขึ้น เนื่องจาก จะมีผู้ประกอบการต่างชาติ ที่มีทั้งเงินทุน ความชำนาญ เครือข่าย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ศักยภาพทั้งสามข้อของไทยเราเพิ่มสูงขึ้น แต่เด๋วก่อน ฟังแล้วเหมือนจะดีนะครับ แต่ในดีก็มีแย่เหมือนกันนะ เพราะเมื่อเราเปิดเสรีการค้าบริการโลจิสติกส์เต็มสูบเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการไทยคงต้องลำบากแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าใครเป็นผู้ประกอบการคงต้องเตรียมตัวไว้แล้วละ ไม่ใช่เห็นว่า เฮ้ยไทยเราจะเป็นศูนย์กลางทางโลจิสติกส์ในภูมิภาคนี้แล้ว ต่อไปบริษัทเราก็สบายละ นอนรอกินได้เลยงานนี้ .....ต้องขอบอกนะ ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่นอน



สรุปดีกว่า ถึงแม้เราจะมีข้อได้เปรียบที่ในเรื่องที่ตั้ง ที่จะทำให้เราสามารถเป็นศูนย์กลางทางขนส่งทางบกของภูมิภาคนี้ได้ไม่ยาก และจะทำให้คะแนน LPI ของเรามีโอกาสแซงหน้ามาเลเซียขึ้นมาอยู่ที่สองของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต (ไม่หวังที่หนึ่งเลยแหล่ะ แห่มก็อยากหวังนะ แต่ถ้าแซงสิงค์โปร์ขึ้นมาได้ กลายเป็นเบอร์หนึ่งของโลกเลยนะ หวังสูงไปมั๋ย เอาเป็นว่าแซงหน้ามาเลเซียก็พอแหล่ะ) แต่ประเด็นที่อาจจะทำให้เราตกม้าตายได้ ก็คือ ในเรื่องกฎหมายและระเบียบวิธีการในการส่งออก ที่อาจจะต้องมาลด ละ เพิ่ม ในบางจุดให้มันสอดคล้องกับการที่เราจะทำตัวเป็นศูนย์กลางกันหน่อย ไม่งั้นสร้างถนน สร้างราง สร้างสะพาน เชื่อมต่อกันไปมาแทบตาย ปรากฏสิ่งที่ทำให้ การขนส่งเราชะงัก อาจจะเกิดมาจากเอกสารเพียงแผ่นเดียวก็เป็นได้

* ผลต่างคะแนน LPI ในแต่ละหัวข้อของไทย เทียบกับอันดับหนึ่ง สิงคโปร์ และอันดับสอง มาเลเซีย


Read More

01 July 2013

"หนัก เบา รีบ ช้า" เคล็ดลับใช้ชีวิตให้เป็นสุข


หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ เพราะมัวแต่ไปปั่นบล็อกรีวิวหนังสืออย่างสนุกมือ เลยไม่ได้มา update บล็อกนี้ (ใครสนใจบล็อกรีวิวหนังสือ ที่แอบเปิดตัวอย่างเงียบเชียบ ฮ่าฮ่าฮ๋า ตามไปอ่านกันได้ครับที่ iYom BookViews) ส่วนสำหรับบล็อกนี้มีแผนว่าจะทำโพสที่รวมบทความแต่ละเรื่องที่น่าสนใจไว้ ใครสนใจจะได้มาหาอ่านจากโพสหลักโพสเดียว จะได้ bookmark เก็บไว้อ้างอิงหน้าเดียวก็พอ มิตรรักแฟนบล็อกทั้งหลายจะได้สะดวกมากขึ้น อย่างที่เคยทำไว้แล้วในเรื่อง 6 ข้อคิดของการทำการตลาดสีเขียว ส่วนหัวข้ออื่นจะเป็นอะไรต่อไปไว้ติดตามกันนะครับ

ทักทายมาซะยาว กลับเข้าเรื่องวันนี้ดีกว่า ไม่มีอะไรมากวันก่อนได้อ่านโพสหนึง ซึ่งส่วนตัวแล้วโดนมากๆ ทำให้ฉุกคิดกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ จึงอยากจะเอามาฝากกัน ลองไปอ่านดูครับ อาจจะยาวสักนิด แต่รับรองว่าคุ้มค่าครับ

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ
มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า
จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวก ว่า “3x8ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย24เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น
เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้

ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่

ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ? เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา

เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง

พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”

ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”
จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน) ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง?
เช่นกัน บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป

เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็น"หนัก เบา รีบ ช้า" อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต

เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)
ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)

ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก
ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า
จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด
ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด
------------------------------------------------------------------------------------------------------



ที่จริงการใช้ชีวิตแบบ หนัก เบา ช้า เร็ว ก็เหมือนหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้เราดำรงชีวิตอยู่ในทางสายกลาง ซึ่งผมคิดว่าบทความข้างต้น ช่วยให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่า คำว่า "ทางสายกลาง" มันคืออะไร ผมยังไม่ทราบต้นฉบับที่แน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของบทความนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณเจ้าของบทความดังกล่าวที่นำมาเล่าต่อพร้อมกับข้อคิดดีๆ ที่นำมาฝากกัน ขอบคุณครับ
Read More
Designed ByBlogger Templates