27 August 2010

คำถามที่ถูกถามบ่อย (FAQ) โดย Donald Trump

จากหนังสือ Trump Never Give Up ที่จะมีอยู่บทหนึ่งที่พูดถึง คำถามที่ Donald Trump ถูกถามบ่อย วันนี้เราจึงจะมาลงรายละเอียดกันว่า คำถามเหล่านั้นมีปะไรบ้าง และจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมานั้น Donald Trump จะตอบว่าอย่างไร ซึ่งจะมีทั้งหมด 17 ข้อ
ข้อที่ 1 จัดการกับคนผิดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า อย่างไร- เขาจะไม่ทนกับคนที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข้อที่ 2 อะไรคือบุคลิกลักษณะที่สำคัญที่สุด ที่ต้องมี- วินัย
ข้อที่ 3 ขั้นตอนอะไรที่สำคัญที่สุด สำหรับคนที่จะประสบความสำเร็จ- ทำการบ้าน คือ การเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ เกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการ ต้องรู้ว่าคุณกำลังสู้อยู่กับใคร และทำวิจัยทุกแง่มุม ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ ซึ่งต้องสะสมไปเรื่อยๆ และสิ่งที่เราไม่ได้คาดการณ์ จงเตรียมตัวให้ตลอด อย่าประมาท
ข้อที่ 4 ถ้าคุณเป็นผู้นำธุรกิจ ทรัพย์สินอะไรที่ควรจะมีให้ประสบความสำเร็จ- มี Vision และ มีวินัย ซึ่งต้องมีคู่กัน และต้องเรียนรู้ตลอดจากความสำเร็จและล้มเหลว จะทำให้สัญชาตญาณของคุณคมขึ้น
ข้อที่ 5 ใครคือบุคคลที่คุณยกย่องมากสุดในประวัติศาสตร์ และทำไม- ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอรน์ เนื่องจากท่านเป็นประธานาธิบดีในช่วงที่ประเทศชาติยากลำบาก เกิดสงครามกลางเมือง และท่านเป็นคนเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความอดทน
- วินสตัน เชอร์ชิล เขาเป็นนักพูดที่เก่งมาก สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเป็นจำนวนมาก และท่านยังได้รับ Noble Prise สาขาวรรณกรรม
ข้อที่ 6 ของหวานอะไรที่คุณชอบ- ไอศครีม
ข้อที่ 7 คุณชอบงานคุณตรงไหน- ทุกอย่างเลย ทุกวันมีความท้าทาย
ข้อที่ 8 คูณออกไปกินข้าวกลางวันบ่อยหรือไม่- ไม่ชอบออกไปกินข้าวกลางวัน เนื่องจากมันจะมาเบียดบังเวลางานที่กำลังทำอย่างต่อเนื่อง
ข้อที่ 9 สำหรับคนที่ต้องการตั้งธุรกิจใหม่ ต้องทำอย่างไร- เตรียมตัวรับปัญหา คุณจะต้องเจอมันทุกวันๆ และต้องเน้น focusไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่จะทำ ไม่ว่าจะเจอปัญหาใหญ่หลวงเท่าใด
ข้อที่ 10 ถ้าสิ่งตามๆ ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว- จะต้องพิจารณาว่า มันเป็นไปได้มั๋ยว่าที่คุณทำอาจจะทำผิด มั่นใจให้ได้ว่าสิ่งที่คนทำถูกต้อง (ระวังการปีนภูเขาที่ผิดลูก)
ข้อที่ 11 เชื่อเรื่องดวงหรือไม่- เชื่อ โชคดีที่มีตัวอย่างที่ดี คือ พ่อของเขา
ข้อที่ 12 คุณต้องการอะไรตอนเป็นเด็ก- อยากเป็นนักเล่นเบสบอล หรืออยากเป็นผู้สร้างอาคาร ตึก
ข้อที่ 13 เอาไอเดียมาจากไหน- แรงบันดาลใจจากการเรียนรู้ของผม มาจากโลกที่เกิดความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ผมตามโลกตลอด และจะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ และทำให้เราเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นวิธีทางที่ดีที่จะทำให้เราได้ Idea มา
ข้อที่ 14 คุณรู้สึกกลัวความล้มเหลวหรือไม่- ถึงแม้ผมทำอะไรแล้วส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลว แต่ผมคิดว่าความล้มเหลวยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เป็นคนระมัดระวัง แต่ไม่ใช่คนขี้กลัว ความเสี่ยงอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำ อย่าปล่อยให้ความกลัวเข้ามาทำลายแผนการที่คุณวางไว้
ข้อที่ 15 คุณชอบที่จะไล่คนออกมั๋ย- ผมไม่ชอบไล่ใคร ถ้าไม่จำเป็น แต่ผมอยากรักษาให้คนอยู่กับผมนานๆ มากกว่า สภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน คือ ทุกคนมีจริยธรรมและทำงานให้ดีที่สุด
ข้อที่ 16 ตอนที่คุณเริ่มทำธุรกิจ Real estate เป้าหมายของคุณคืออะไร- ข้าพเจ้าอยากประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง ในแบบของตัวเอง ต้องการเดินตามความฝันและวิสัยทัศน์ของตัวเอง
ข้อที่ 17 อะไรเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด เกี่ยวกับ Reality Show : The Appentise- ภาพลักษณ์ของตัวข้าพเจ้าเปลี่ยน ทุกๆ สัปดาห์ที่ไล่คนออก ตัวเองจะได้รับความนิยมมากขึ้น
Read More

18 August 2010

ผู้บริโภคในห้วงยามของการถดถอย (Consumer Recession Period)

จิตวิทยา และพฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ในฐานะเราเป็นผู้ประกอบการต้องติดตามและศึกษาให้รู้ว่า ณ สถานการณ์ตอนนี้ลูกค้าเราคิด และรู้สึกอะไรอยู่ เพราะคนเรามีสิ่งจำเป็นไม่กี่อย่าง แต่มีสิ่งที่ปรารถนาหลายอย่าง
ในช่วงเศรษฐกิจที่ถดถอย จะมีผู้บริโภคอยู่ประเภทหนึงที่ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป 180 องศา คือ การหาสิ่งทดแทน, ลดการซื้อ, ชะลอการซื้อ, ตัดทิ้ง ซึ่งคนในกลุ่มนี้ เป็นคนประเภทรายได้ไม่ค่อยสูง เนื่องจาก จะได้รับผลกระทบ ซึ่งอะไรที่ขายผู้มีรายได้ไม่สูง และไม่จำเป็น จะโดนตัดออกไปจากรายการของคนกลุ่มนี้ ซึ่งเขาจะบริโภคสิ่งจำเป็น (ในมุมมองเขา) ในราคาต่ำ เช่น ดื่มช้างแทนเหล้าขาว โดยเป็นการหาของแบบหนึ่งมาแทนแบบหนึ่งในราคาที่ต่ำลง

ซึ่งปัจจัยในเชิงจิตวิทยา จะมีส่วนผลักดันให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมออกไป ซึ่งสามารถ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
กลุ่ม 1 เปลี่ยนแปลง 180 องศา : รายได้ไม่สูง และผู้บริโภคที่มีรายได้สูงก็อยู่กลุ่มนี้ได้เหมือนกัน (ประเภทสุขภาพไม่ค่อยดี, รายได้จากสินทรัพย์ที่ลงทุนลดลง)
กลุ่ม 2 เจ็บปวดแต่ทน : เนื่องจากเวลายังมาไม่ถึง ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าเป็น resilient ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตความมั่นคงในระยะยาวของตัวเอง
กลุ่ม 3 รวยแล้วรวยไม่เลิก : ซึ่งเป็นตัวดันให้ยอด motor show พุ่ง เพราะจากมูลค่าการขายทั้งหมด 70% เป็นของรถหรูหรา 20000 กว่าล้านบาท *ข้อมูล ณ เมษายน 2552 (ราคาต่อคันมากกว่า 2 ล้าน)
กลุ่ม 4 รักษาสถานภาพเพื่อวันนี้ : คนทำงาน กินเงินเดือน จะเลื่อนการซื้อของใหญ่ออกไป แต่รักษา life style ให้เหมือนเดิม

ซึ่งผู้บริโภคทั้ง 4 กลุ่มก็จะแบ่งหมวดหมู่สินค้าออกมาเป็น 4 กลุ่มเช่นเดียวกัน
1. จำเป็นอย่างยิ่งยวด (Essential) คือ สินค้าปัจจัย 4 ซึ่งจะรวมปัจจัยที่ 5 (รถ) นอกจากนี้ยังรวมถึง สินค้าพิเศษๆ
2. สินค้าที่สมเหตุสมผล อาจไม่จำเป็น แต่ซื้อได้ (Treat)3. สินค้าที่เลื่อนไปก่อนได้ (Postponable) เป็นสินค้าจำเป็นหรือว่าเป็นสิ่งที่เราปรารถนา แต่ถ้าดูตามเหตุตามผลก็สามารเลื่อนไปก่อน
4. สินค้าไม่จำเป็น ไม่สมเหตุสมผล ตัดทิ้งไปได้เลย (Expendable)

ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคทั้งหมดยกเว้นกลุ่มรักษาสถานภาพในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะประเมินแบบแผนการบริโภคใหม่ ประเมินกำลังซื้อของตัวเองใหม่หมด เพราะฉะนั้น ในเศรษฐกิจช่วงถดถอย เราควรทำธุรกิจ โดยต้องจับ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มรวยแล้วรวยไม่เลิก และกลุ่มรักษาสถานภาพที่จะดำรง life style ชีวิตไว้อย่างเดิม เนื่องจาก ผู้บริโภคทุกกลุ่ม ยกเว้นกลุ่มคงสถานภาพ (ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เลื่อนการซื้อของใหญ่ บ้าน รถ คอนโด) จะประเมินแบบแผนการบริโภคจะไม่เหมือนเดิม จากเศรษฐกิจถดถอยในครั้งที่ผ่านมา การกินอาหารนอกบ้าน (นั่งกินชิ้ลๆ) หรือการไปเที่ยวต่างจังหวัด ซื้อรถ ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อคอม ซื้อเสื้อผ้า ซึ่งเคยเป็นสินค้าจำเป็นมาก แต่ตอนนี้ต้องมีการไตร่ตรองก่อนถึงจะซื้อ แต่ก็ยังมีกำลังที่จะใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่มนี้อยู่ (Treat) โดยผู้บริโภคจะมีการเปลี่ยนลำดับความสำคัญของการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ผู้บริโภคจะจำกัดการซื้อสินค้าในบางหมวดหมู่ เช่นจะจำกัดคนที่จ้างคนมาดูแลบ้าน มาทำเองแทน ซึ่งสินค้าดังกล่าวจะเคลื่อนตัวจากสิ่งที่จำเป็นไปสู่กลุ่มที่ไม่จำเป็น หลังจากการพิจารณาแล้ว
หรือผู้บริโภคจะเปลี่ยนการบริโภคจากสินค้าในหมวดหมู่หนึงไปเป็นสินค้าอีกหมวดหมู่หนึง เช่น เปลี่ยนจากเหล้านอกมาเป็นเบียร์ (ไฮเนเก้น) หรือเปลี่ยนจากเหล้าขาวเป็นเบียร์ราคาถูก (ช้าง, ลีโอ) ผู้บริโภคพยายามจะหาสินค้าทดแทน

ผู้บริโภคช่วงนี้จะอ่อนไหวกับราคามากๆ เพราะฉะนั้น House Brand จะได้รับความนิยม นอกจากนี้ ในช่วงนี้ความจงรักภักดีใน Brand จะลดลง ผู้บริโภคจะหาสิ่งที่ต้องการในราคาที่ถูกลง หรือชอบใจน้อยลงแต่ราคาต่ำกว่า นั่นก็คือ House Brand นั่นเอง

แล้วในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ท่านจะลงทุนทางการตลาดอย่างไร1. ให้ใช้การวิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นว่า Brand ใด มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแย่ที่สุด (ลูกค้ามีความต้องการซื้อน้อย) ให้ตัดทิ้ง
2. สร้างความมั่นคงให้กับ Brand หลัก ด้วยการลงทุนทางการตลาด ทำ Promotion ขยายธุรกิจ หรือซื้อ Brand ส่งเสริม Brand หลัก(ห้ามตัดงบประมาณ)
3. ออกสินค้าด้วยความระมัดระวัง

นอกจากนี้ กลุ่มที่ยังซื้อของผ่านบัตรเครดิตอยู่ในขณะนี้ คือ กลุ่มรวยแล้วรวยไม่เลิก และ กลุ่มโตๆมันส์ๆ คงสภาพการดำเนินชีวิตเอาไว้ (Life style) ในส่วนกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนการบริโภคแบบ 180 องศา และพวกลดการบริโภค ถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งเราควรจะทำให้เขามาซื้อของของเรา และเราควรจะทำอย่างไรละ
1. ลูกค้าที่จะเลิกซื้อ> กลุ่มสินค้าที่จะตัดทิ้ง : คุณต้องทำสินค้าอีกอย่างหนึงขึ้นมา เพื่อทดแทนสิ่งที่เขาจะตัดทิ้งและเสนอในราคาถูกกว่า
> กลุ่มสินค้าที่ยังมีความจำเป็นอยู่ : คิดแล้วว่ายังต้องซื้อ ต้องทำสินค้าลดขนาดลงมา
2. กลุ่มลูกค้าที่ยังมีเงินเดือนอยู่ แต่ไม่แน่ใจในอนาคต
> กลุ่มสินค้าที่จะตัดทิ้ง : เราต้องโฆษณาตอกย้ำบ่อย และเราควรพัฒนาสินค้าหลัก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นกับความรู้สึกของลูกค้าเพื่อที่จะหันกลับมาซื้อ
> สินค้าที่จะเลื่อนออกไปได้ : จงนำเสนอสินค้าที่มีโมเดลที่เรียบง่ายและราคาถูก และทำการโปรโมตโมเดลดังกล่าวสู่ตลาด

สรุปกลุ่มผู้บริโภค 4 แบบ1. เลิกทุกอย่าง (180 องศา)
2. Pain but passion เจ็บปวดแต่อดทน ลดการใช้จ่าย
3. รวยไม่เลิก
4. live for today คงรูปแบบการดำเนินชีวิตเอาไว้
* กลุ่ม 1 และ 2 จะถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคม
สรุปกลุ่มสินค้า 4 แบบ
1. Essential สินค้าปัจจัย 4 จำเป็นต้องซื้อ
2. Treat เป็นสินค้าที่พิจารณาแล้ว ซื้อได้
3. Postponable เลื่อนไปก่อน
4. Expenable ตัดทิ้งไปเลย
ซึ่งท้ายที่สุดเราจะต้องมาพิจารณาว่า กลุ่มแต่ละกลุ่มของผู้บริโภคจะมองสินค้าแต่ละแบบอย่างไร และถ้าท่านจะขายของ ท่านจะขายของให้กลุ่มพวกนี้อย่างไร
Read More

12 August 2010

Poor Good Great กับการทำการตลาดที่แตกต่าง

การทำการตลาด 3 แบบ ที่จะประกอบไปด้วย Poor, Good และ Great แต่ก่อนอื่นเรามาดูความหมายและแนวความคิด ภายใต้กันทำการตลาดใน 3 แบบนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร
1. Poor : ใช้วิธีคิดแบบ Product driven คือเอา product เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่สนใจความต้องการของผู้บริโภค เช่น GM
2. Good : Market driven คือ ใช้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน โดยการออกไปสำรวจตลาดก่อนว่าผู้บริโภคต้องการอะไร เช่น DTAC ไปสำรวจผู้บริโภคในกลุ่มของ prepaid จึงทำให้เปลี่ยนจาก DPROMT เป็น HAPPY
3. Great : Market Driven และ brand เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด บริษัทจะเป็นผู้กำหนดว่าลูกค้าจะไปในแนวไหน เช่น starbucks, iphone

การทำการตลาด 3 แบบ 
1. Poor : ทำตลาดแบบเน้นตลาดมวลชน (Mass market) ผลิตสินค้า 1 ตัว ขายมันทุกตลาด
2. Good : ทำตลาดแบบเน้นตลาดเป็นส่วนๆ (Segment)
3. Great : ทำตลาดแบบเน้นตลาดเฉพาะ (Niche)

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองของผลิตภัณฑ์
1. Poor : Product Offer คือ ตอนทำของขายคิดในเชิงของสินค้า ว่าจะเอาสินค้าขายอะไร เช่น เอาของใส่ถุง pack ขายจบ
2. Good : Augmented Product offer คือ เป็นการเพิ่มเติมสินค้า มากกว่าที่เขาคาดหวัง ซึ่งสามารถอธิบายด้วยแนวความคิดของ Teodo Lewit ที่แบ่ง product ออกเป็น 5 ระดับ
> Basic Product คือ เป็นสินค้าที่เป็นแก่นของมันเลย เช่น ปั๊มน้ำมัน ไว้เติมน้ำมันจบ
> Augmented Product คือ ส่วนที่เพิ่มเข้า แล้วจะสร้างความแตกต่างได้ เช่น ปั๊ม jet ที่เพิ่มโดยการมีห้องน้ำที่สะอาดและminimart (ให้มากกว่าการเติมน้ำมัน)
> Expected Product คือ จากการที่เรามีส่วนเพิ่มขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่าง แต่ในขณะเดียวกันเจ้าอื่นก็ทำบ้างจนกลายเป็นความหวังของของลูกค้าว่าจะต้องได้ เช่น ปั๊มเจททำ ปั๊มอื่นก็ทำ จนสร้างความคาดหวังให้กับคนเติมน้ำมันไปหมด
3. Great : ต้องให้คำตอบสุดท้ายของลูกค้า คือการนำเสนอ Customer Solution Offer เพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าได้อย่างแท้จริงและถึงแม้จะตอบโจทย์ได้แล้ว ต้องตรวจสอบอยู่ตลอดด้วยว่าปัญหาของลูกค้าเปลี่ยนไปหรือไม่

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองของคุณภาพของผลิตภัณฑ์
1. Poor : จะด้อยกว่าค่าเฉลี่ย ผลิตสินค้าแบบกลางๆ คล้ายๆ Commodity Product
2. Good : นำเสนอดีกว่าค่าเฉลี่ย
3. Great : จะต้องเป็น product ที่สร้างตำนาน

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองของคุณภาพของผลิตภัณฑ์
1. Poor : ให้บริการแย่มาก ซึ่งทุกวันนี้ผู้บริโภคจะมีการใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการแพร่ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วว่าที่ไหนเป็นอย่างไร
2. Good : ให้บริการที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย
3. Great : จะต้องให้บริการแบบเป็นที่สร้างตำนาน

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองการนำเสนอสินค้า
1. Poor : จะนำเสนอสินค้าที่ทำหน้าที่นั้นๆ เพียงหลักๆ อย่างเดียว เช่น รองเท้าไว้ใส่
2. Good : จะเน้นที่กระบวนการ เช่น ร้านกาแฟ จะมีบรรยากาศมากขึ้น
3. Great : จะเน้นกับผลลัพธ์สุดท้ายคือสิ่งที่ผู้บริโภคพอใจชอบใจ เช่น รถ Harley คนไม่ได้ขี่เพราะเป็นพาหนะ แต่ขี่เพราะมันมีจิตวิญญาณคือ มี feeling มากขึ้น

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองทางการคู่แข่งขัน
1. Poor : จะมีปฏิกริยาตอบสนองการแข่งขันโดยทันที (Reaction to Competitor) เมื่อคู่แข่งทำอะไรขึ้นมาอย่างหนึง
2. Good : ทำ Bench Marking Competitor คือ การเทียบเคียบคู่แข่งว่าสิ่งที่เขาและเราทำให้ผลแตกต่างกันอย่างไร และถ้าเราทำอย่างเขาให้ผลอย่างไร และจะพยายามทำให้ดีกว่า
3. Great : ก้าวกระโดดเหนือคู่แข่งออกไป (Left flog Competitor) ซึ่งจะใช้กลยุททธ์ที่ Market Driven หรือก็คือ Blue Ocean เช่น DTAC ที่ฉีกหนีการแข่งขันกลับ AIS มาพลิกแบรนด์ DPROMT มาเป็น Happy

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองตัวแทนจำหน่าย (Dealer) หรือ Supplier
1. Poor : จะขูดเรียด เอาเปรียบ dealer
2. Good : จะเน้นการสนับสนุน dealer
3. Great : จะเน้นเป็นแบบหุ้นส่วนทางธุรกิจเลย (Partnership)

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองต่อสิ่งที่ใช้ขับเคลื่อน
1. Poor : จะเน้นราคาเป็นตัวขับเคลื่อน (Price Driven) เช่น หมูกะทะ
2. Good : จะขับเคลื่อนโดยคุณภาพ (Quality Driven
3. Great : จะขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Value Driven) คือ สิ่งที่ลูกค้าให้ค่า หมายถึงสิ่งที่ลูกค้าจ่ายไปเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ลูกค้าได้
Read More

04 August 2010

ตีแผ่ "TRUMP Never Give Up" ตอนจบ

วันนี้ เราจะมาสรุปในส่วนสุดท้ายของ TRUMP Never Give Up เริ่มกันต่อเลยนะครับ
บทที่ 18 ถ้าคุณคิดว่า คุณทำได้ คุณก็จะทำได้ (If you think you can, you can)
บทที่ 19 อย่าให้ความกลัวมาหยุดคุณ
- ความสงสัย จะยังคงคอยเคลือบแคลงสิ่งที่คุณทำอยู่ตลอด ทำให้เกิดความลังเล
- เมื่อมีโอกาสที่ท้าทาย จนไขว่คว้าที่จะทำ กล้าเสี่ยงที่จะทำ เพราะถ้าเรากล้า เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
- อย่าให้คุณต้องอยู่ในช่วง ของความฉงน
- อย่าเครียดเกินไป
บทที่ 23 พยายามทำให้สังคม ชุมชน
บทที่ 26 อย่าพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ การพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ในทางธุรกิจมันจะฆ่าคุณนะ จงจำไว้ว่าความสำเร็จและสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นมาจาก ความพยายามของคุณ และเราจะต้องกำหนดชีวิตตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ อะไรก็ตามที่ได้ผลสำหรับคุณ นั่นแหล่ะคือ ทางเลือกที่ดีที่สุด ตราบเท่าที่มันไม่ทำลายตัวท่านหรือคนอื่น

แล้วทั้งหมดก็เป็นบทสรุปของ TRUMP Never Give Up แต่ยังไม่จบแค่นั้นนะครับ วันนี้ยังมีเคล็ดลับความสำเร็จของ Trump มาฝากเพิ่มดว้ยครับ

เคล็ดลับความสำเร็จของ Trump
1. อย่าแม้แต่คิดยอมแพ้เด็ดขาด : อย่าพาตัวเองไปอยู่ใน Comfort zone เพราะจะทำให้คนไปไม่ถึงไหน
2. ต้องมีแรงปรารถนาอย่างแรงกล้า จงรักในสิ่งที่คุณทำอยู่ เพราะถ้าคุณรัก คุณจะไม่ได้คิดว่ามันเป็นงาน
3. ต้องเน้น ถามตัวท่านเองว่า เราคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ จงขจัดสิ่งที่รบกวนออกไป ในยุคของการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multide tasking) ซึ่งเราถึงต้องคอยถามว่าตอนนี้เราคิดอะไรอยู่ ทำอะไรอยู่ อยู่กับปัจจุบัน
4. อย่าหยุดจนกว่าจะถึงเป้าหมาย เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เชื่อในกฎ Momentum ซึ่งเพราะถ้าหยุดแล้วเริ่มใหม่ ก็จะใช้ต้นทุนทั้งเวลา ทั้งเงินสูงมาก จงฟัง ประยุกต์ แล้วทำไปข้างหน้า อย่ามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง
5. จงมองตัวท่านเองในฐานะผู้ชนะ การคิดแบบนี้จะทำให้คุณโฟกัสในทิศทางที่ถูกต้อง
6. จงดื้อ ตื้อไม่หยุด จะสามารถสร้างสิ่งที่ดีได้
7. คุณต้องมีโชค ไม่มีใครตายเพราะทำงานหนักอย่างชาญฉลาด หรืออย่างมียุทธศาสตร์
8. จงเชื่อมั่นในตนเอง คิดว่าตนเองเป็นกองทัพ ที่มีเราคนเดียว
9. ถามตัวท่านเองว่า มีอะไรไหมที่เราแสร้งมองไม่เห็น
10. เวลาท่านเผชิญความท้าทาย ท่านจงมองหาคำตอบหรือทางออก อย่ามองไปหาปัญหา (ซึ่งตรงกับโธมัส อัลวา เอดิสัน ต้องมีหัวคิดเน้นไปที่คำตอบไม่ใช่ปัญหา มองหาทางออก อย่าไปคิดถึงแต่อุปสรรคมากนัก)

ตีแผ่ "TRUMP Never Give Up" ตอนที่ 1
Read More
Designed ByBlogger Templates