23 September 2012

ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่านั้น (ตัวอย่าง Green Industry)



ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่าน แห่มฝนกระหน่ำกระจายกันทั่วทุกภาคของไทยเลยนะครับ โดยเฉพาะ กทม. เนี่ยะนอกจากฝนยังตกหนัก น้ำท่วมแล้ว ยังรถติดมากมายอีก นิ่ขนาดส่วนตัวผมทำงานอยู่ชานเมืองนะครับ ยังได้รับผลกระทบเลย เห็นใจคนที่ทำงานในเมืองเหมือนกัน หนักหนาสาหัสน่าดู วันก่อนดูภาพน้ำท่วมขังแถวเซียร์รังสิต เฮ้ย...ตกใจนึกว่าน้องน้ำจากทางเหนือเข้ามาถล่มกรุงอีกแล้วหรอเนี่ย ภาพบรรยากาศมันเหมือนปีที่แล้วเด่ะเลย สรุปที่แท้ เป็นภาพน้ำท่วมขังหลังจากฝนตกหนักนั่นเอง (อย่างนี้ไม่ต้องรอน้ำเหนือกรุงเทพอย่างเราก็ท่วมได้นะเนี่ยะ) ดูจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกๆ ปีไม่เฉพาะในไทยเท่านั้น รวมทั้งทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ทำให้หลายประเทศเริ่มให้ความใส่ใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แต่จะมากขึ้นอย่างไร วันนี้มีตัวอย่างมาให้ดูกันครับ


ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่าั้นั้น


ตอนที่ 1 : ทำไมต้อง "กรีน นำ สไตล์"

ตอนที่ 2 : ตัวอย่าง Green Industry


ก่อนที่เราจะไปดูว่าแต่ละประเทศเค้าเริ่มตื่นตัวอะไรกันบ้างแล้วนะกับ กระแส กังนัมสไตล์ เอ้ย กรีน นำ สไตล์ เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง แล้วพอเกิดขึ้นแล้วมันไปอยู่ แห่งหนไหนกันนะ





ก็ตามรูปเลยนะครับ ก๊าซคาร์บอนเนี่ยะ 91% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติ ล้วนก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนทั้งนั้น ส่วนอีก 9% มาจากไฟป่า พอเกิดขึ้นแล้วสัก 47% ก็จะลอยไปอยู่บนชั้นบรรยากาศ (Atmosphere) สะสมห่อหุ้มโลกเพิ่มขึ้นเหมือนผ้าห่มที่มันจะหนาขึ้น หนาขึ้น หนาขึ้น เป็นที่มาของคำว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ไงครับที่กำลังเป็นปัญหากันอยู่ตอนนี้และในอนาคต  อีก 27% ต้นไม้ก็จะช่วยดูดซับ ส่วนอีก 26% ก็ดูดลงทะเล

เอาล่ะ พอเห็นภาพกันคร่าวๆ แล้วว่า เจ้าก๊าซคาร์บอนเนี่ย มีความเป็นมากันอย่างไร คราวนี้เราจะมาดูกันว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเขากำลังทำอะไรกันอยู่บ้างนะ เพื่อเข้ากระแส "กรีน นำ สไตล์" กัน



"กรีน นำ สไตล์" ทั่วโลก



สหรัฐอเมริกา 

Google ไม่มีใครคงไม่รู้จักนะครับ ถึงแม้ Google จะดำเนินการและทำธุรกิจที่เกียวข้องกับโลก online เหมือนไม่น่าจะส่งผลต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนสักเท่าไหร่ ก็อย่างที่บอกแล้วว่า ทุกการกระทำของเราล้วนปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งสิ้น ถึงแม้เรากำลังค้นหาข้อมูลผ่าน Google อยู่ก็ตาม ด้วยความที่ Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลก  ทำให้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากมายมหาศาลในการดำเนินธุรกิจ เพราะอุปกรณ์ไอที ยังไงก็หนีไม่พ้นที่ต้องใช้ไฟฟ้า



โดย Google หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการสีเขียวขนาดใหญ่ของบริษัทซึ่งตั้งเป้าว่าจะเป็นบริษัทที่สร้าง สมดุลคาร์บอน (carbon neutral) คือ การที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน โดยบริษัทใช้น้ำที่ได้จากระบบบำบัดน้ำเสียมาเป็นพลังงาน และใช้วัสดุรีไซเคิลสำหรับระบบเซิร์ฟเวอร์หลักของบริษัท

จีน


จีน อีกหนึ่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ด้วยประชากรที่มากโข และการเป็นฐานการผลิตของบริษัทชั้นนำทั่วโลกทำให้จีนจึงมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นเบอร์หนึ่งแล้วตอนนี้  แต่รัฐบาลเค้าก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ด้วยการเตรียมส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) เพื่อช่วยยกระดับการเป็นประเทศอุตสาหกรรการส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  จากการที่ภาคการส่งออกของจีนขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยอาศัยต้นทุนแรงงานต่ำรวมถึงการขายพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก

ฝรั่งเศส

นายกเทศมนตรีของเมืองปารีส ต้องการให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองปารีส ให้มีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเน้นที่ต้องการสให้ปารีสเป็นเมืองสีเขียว เริ่มแรกโดยการสร้างทางจักรยานความยาว 200 ไมล์ และร้านอาหารสีเขียว

อังกฤษ 


มหาวิทยาลัยวอร์ริก (Warrick University) ได้พัฒนารถแข่งสายพันธุ์ใหม่ที่สร้างจากวัสดุเหลือใช้ต่างๆ และเศษพืชผัก เช่น พวงมาลัยที่ทำจากไฟเบอร์จากหัวแคร์รอต รถคันนี้สามารถวิ่งได้เร็วถึง 150 ไมล์ต่อชั่วโมง ใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ผลิตจากพืชผัก เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้กำลังถูกจับตาดูอยู่ว่าสามารถก้าวสู่ระบบอุตสาหกรรมได้หรือไม่ ต่อไปน่าจะเห็นวิ่งอยู่ในสนาม F1 บ้างเนอะ


สวีเดน


ประชากรเมือง Vaxjo (อ่านยังไงหว่า) มุ่งมั่นว่าจะทำให้เมืองนี้ปลอดการใช้พลังงานจากการเผาเชื้อเพลิงให้ได้ภายใน ปี 2593 ด้วยการใช้โรงงานชีวมวล (biomass plant) ที่เป็นแหล่งผลิตความร้อนและผลิตน้ำร้อนภายในเมือง ต่อไปเมืองนี้จะกลายเป็นต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับเมืองต่างๆ ในประเทศทั่วโลก

อาร์เจนตินา

ที่เมืองบัวโนสไอเรส ซึ่งเป็นเมืองที่อุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ดีไซเนอร์รุ่นใหม่กำลังสร้างนวัตกรรมและงานสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เสื้อแจ็กเกตติดแผงโซลาร์สำหรับชาร์จไฟให้ไอพอด เป้สะพายสำหรับเดินทางที่ทำจากพลาสติกจากป้ายโฆษณาบิลบอร์ดที่ไม่ใช้แล้ว กระเป๋าใส่แล็ปทอปและกระเป๋าสตางค์ที่ทำมาจากร่ม ชูชีพ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นกระแสของ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ที่กำลังอินเทรนด์ไปทั่วโลก

*ที่จริงของประเทศญี่ปุ่นก็มีนะ บริษัท Triumph เค้าได้ออกแบบชุดชั้นในติดแผงโซลาร์เซล เพื่อเอาไว้ชาร์ทโทรศัพท์มือถือซะด้วย บร๊ะ...ยังงี้ก็ต้องออกมาเดินตากแดดกันบ่อยๆ ละสิ่ อืม...


เกาหลีใต้


เปิดตัวโครงการ “เซมังอึม” (Saemangeum) (ต่อไปอาจจะมีเพลงที่เกี่ยวกับ เซมังอึม เพื่อโปรโมตโครงการนี้ก็ได้) ซึ่งไอ้โครงการเซมังอึมเนี่ยะ เป็นโครงการก่อสร้างแนวกั้นน้ำทะเลที่ยาวที่สุดของโลก ระยะทางราว 34 กิโลเมตร และจะเพิ่มพื้นที่แผ่นดินโดยการถมทะเลกว่า 400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอภิมหาโปรเจคนี้จะเปรียบเสมือน “มหากำแพงกั้นน้ำทะเล” โดยสร้างถนนเหนือแนวกำแพงใช้เป็นเส้นทาง ขนส่งสินค้าและศูนย์ธุรกิจนานาชาติ ทางเกาหลีใต้ เขาฟังธงมาว่าจะให้เสร็จภายในปี 2563 และจะเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) อีกด้วย เอ่อ สุดยอดจริง

ประเทศไทย ???

...........
.........
.....

เอ่ะ...ไทยเราทำอะไรไปบ้างแล้วหว่า ใครรู้บ้างช่วยบอกทีนะครับ...

ข้อมูลอ้างอิง : อุตสาหกรรมสาร ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
Read More

10 September 2012

ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่านั้น (ตอน 1)



เห็นชื่อเรื่องแบบนี้ คงนึกว่าวันนี้ผมมาออกแนวฮาหรือเปล่า  ก็ไม่มีไรครับ ขอตามกระแสกับเค้าหน่อย ที่ยอดดูตอนนี้เกิน 100 ล้านครั้งเข้าไปแล้ว มันช่างกังนัมสไตล์จริงๆ  ว่าแต่....มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า ที่ขึ้นชื่อว่า "กรีน นำ สไตล์" มีความหมายนะครับ ไม่ใช่จะบ้าตามกระแสอย่างเดียว แต่มันหมายถึง กระแสสีเขียว ที่กำลังอินเทรนด์สุดๆ ซึ่งตอนนี้หันไปทางไหนใครๆ ต่างก็ให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของอุตสาหกรรมที่เป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง จึงทำให้หลายประเทศทั่วโลกพยายามที่จะผลักดันในการเปลี่ยนประเทศตัวเองให้เป็น อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ให้ได้ เพื่อจะใช้เป็นอำนาจการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคต วันนี้เราจึงมาดูกันว่า ไอ้ที่ว่า ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่านั้น กระแสแรงไปแล้วทั่วโลกเนี่ยะ มันเป็นอย่างไร แล้วทำไมต้องให้ความสำคัญกันด้วยนะ ว่าแล้วเราก็ไป ไป กรีน นำ ไตล์ กันดีกว่า


ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่าั้นั้น


ตอนที่ 1 : ทำไมต้อง "กรีน นำ สไตล์"

ตอนที่ 2 : ตัวอย่าง Green Industry




เมื่อจะพูดถึง Green Industry ก่อนอื่นมาดูภาพนี้กันก่อนดีกว่า




เอ่ะ แล้วมันรอยทีน เอ้ย! รอยเท้าใครหว่า? .....


มันเป็นรอยเท้าของพวกเราชาวโลกนิ่แหล่ะครับ ที่อาศัยอยู่ตามประเทศต่างๆ ว่าตัวเราประเทศของเรามีการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมาทำร้ายโลกมากน้อยแค่ไหน หรือที่เรียกว่า Carbon Emission นั่นเอง (หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องทำเป็นรูปรอยเท้าด้วย ตามไปอ่านกันได้ครับที่ Carbon Footprint) กลับมากันที่ Carbon Emission กันต่อ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดในระดับสากลที่ว่า ประเทศไหนทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน

จากรูปรอยเท้าข้างซ้าย ก็คือ ปริมาณคาร์บอนที่แต่ละประเทศได้ช่วยปล่อยออกมารมควันโลกกัน ทั้งหมดทั้งมวลก็มีประมาณ 3.4 หมื่นล้านตัน (ปี 2010) เราไปดู 5 อันดับแรกกันดีกว่าว่ามีประเทศอะไรบ้าง

อันดับหนึ่ง ก็ พี่จีนของเรานั่นเอง ประมาณ 8.24 พันล้านตัน
อันดับสอง ก็สหรัฐอเมริกา นิ่เป็นแชมป์เก่ามาหลายสมัย เพิ่งมาโดนพี่จีนแซงหน้าไปได้ในช่วงศตวรรษที่ 21 นี้แหล่ะครับ  ปล่อยควันไปประมาณ 5.49 พันล้านตัน
อันดับสาม  ก็อินตาระเดีย นะจ๊ะนายจ๋า ปล่อยควันไป 2.07 พันล้านตัน
อันดับสี่ ก็รัสเซีย ปล่อยควันไป 1.69 พันล้านตัน
อันดับห้า ญี่ปุ่น ปล่อยควันไป 1.14 พันล้านตัน





จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า กลุ่ม G20 จะมีการปล่อยก๊าซ คาร์บอน (CO2) ออกมาเป็นจำนวนมากมาย คิดเป็นประมาณ 80% ของก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาทั้งหมด (G20 ก็ประกอบด้วย กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ และกลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) ขนาดใหญ่อีก 11 ประเทศ และรวม EU เข้าไป จึงเป็น G20 ซึ่งขนาดเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ G20 คิดเป็นประมาณ 90% ของเศรษฐกิจโลก และมีประชากรประมาณ 2 ใน 3 ของโลก)



อย่างนี้แปลว่าอะไร ??


งั้นต่อไปเศรษฐกิจยิ่งโต ประเทศต่างๆ พัฒนามากขึ้นๆ ก็ต้องมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมารมควันกันมากขึ้นงั้นรึ เพราะมองทางมุมเศรษฐกิจ ตัว GDP ก็ยังเป็นตัวชีวัดที่สำคัญซะด้วย บางประเทศที่เพิ่งพัฒนาหรือกำลังพัฒนา ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะ ก็กลุ่มประเทศ AEC ที่ยังไงก็ต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ในกลุ่มประเทศเหล่านี้มากขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่ได้ให้ความสนใจกับการปล่อยก๊าซสักเท่าไหร่ ก็จะเป็นไรไปละ ฉันมันเป็นประเทศเล็กๆ ปล่อยก็ออกมาไม่แยะ ไปจัดการประเทศที่ปล่อยออกมาหนักๆ มากๆ ไม่ดีกว่าหรอ ซึ่งถ้าคิดแบบนั้นก็ถือว่ามองแต่มุมของตัวเอง เพราะถ้ามองอีกมุมหนึ่ง (ที่ควรจะต้องมองด้วยซ้ำ) คนปล่อยอาจจะปล่อยน้อย แต่คนรับมันรับอยู่คนเดียว หลายคนปล่อยถึงแม้จะน้อย พอมารวมของที่มันมีมากอยู่แล้ว คนรับคนเดียวก็คือโลกของเราจะไหวหรอ






โดย กลุ่มประเทศ AEC (สมาชิกรวม 10 ประเทศ)  มีการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Carbon Emission) รวมกันประมาณ 1.3 พันล้านตัน ประมาณ 4% จากการปริมาณการปล่อยควันทั้งหมดของโลก ซึ่งนำโดย อินโดนีเซีย 476 ล้านตัน, ไทย 321 ล้านตัน และ มาเลเซีย 234 ล้านตัน เอ่อ เมื่อมารวมกันแล้วก็มากอยู่เหมือนกันนะ กลุ่ม AEC เนี่ย ถ้าดูเป็นอันดับโลก จะขึ้นไปอยู่ที่ห้า แทนญี่ปุ่นเลยนะนั่น

เพราะฉะนั้น จึงเป็นคำถามว่า สำหรับประเทศหรือกลุ่มประเทศเล็กๆ ที่เริ่มจะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้น ควรจะทำอย่างไรละ ถามง่าย ก็ตอบง่ายๆ เลยว่า ก็ควรใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมนะสิ เพราะอย่างที่บอกไอ้ตัว Carbon Emission เนี่ย จะถูกใช้เป็นอำนาจการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศแน่ในอนาคต ถ้าเรายังไม่อยากเป็นแค่โรงงานนรก ที่เป็นฐานผลิตให้ประเทศที่มีการปล่อยควันพิษมาก แล้วจะลดการปล่อยด้วยการกระจายโรงงานต่างๆ มาผลิตในแถบนี้แทน (นรกจริงๆ ด้วย) ก็คงต้องหันมาให้ความใส่ใจกันอย่างจริงจัง

อย่างปัจจุบันนี้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ต่างหันมาให้ความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น โดยผลักดันให้เป็นวาระแห่งโลกเลย (วาระแห่งชาติคงไม่พอ)  เพื่อที่จะควบคุมและลดปริมาณการปล่อยควันพิษออกมาสู่โลกของเรา พร้อมๆ กับการที่จะผลักดันตัวเองให้กลายเป็น Green Industry (นิ่ ควบคุมกันแล้วหรอเนี่ยะ)



เอ่ะ ยังมีรอยเท้าข้างขวาที่ยังไม่ได้พูดถึงนิ่....


อันนี้ก็เป็นการปล่อยสารคาร์บอนเหมือนกัน แต่เป็นการดูในลักษณะต่อหัว (Carbon emission per capita) จะเห็นได้ว่า จีนที่มีปริมาณปล่อยควันพิษมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ด้วยจำนวนประชากรในประเทศที่มาก (น่าจะประมาณสัก 1,350 ล้านคน 20% ของประชากรทั้งหมดทั่วโลก) จึงทำให้ปริมาณปล่อยควันพิษต่อหัวของจีน จึงยังน้อยอยู่ จะเห็นได้ว่า กลายเป็นตาปลาเล็กๆ ด้านขวาบนของเท้าแทน ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 6.15 ตันต่อคน ส่วนอเมริกาอยู่ที่ 17.56 ตันต่่อคน ส่วนอินเดียอยู่ที่ 1.7 ตันต่อคน เท่านั้น

แต่เราลองมาดูประเทศที่มีปริมาณปล่อยสารคาร์บอนต่อหัวมากสุด ก็คือ Gibraltar หรือ ยิบรอลตาล์ เอ่ะ มันเป็นประเทศหรือเปล่าเนี่ยะ เคยได้ยินแต่ช่องแคบยิบยอลตาล์ น่าจะเป็นที่เดียวกัน (ประวัติความเป็นมา จะเป็นอย่างไรลองหาอ่านกัันได้ wikipedia ครับ) โดยการที่ Gibraltar มีปริมาณปล่อยควันพิษต่อหัวมาก ก็เนื่องจาก มีการนำเข้าสินค้้าอุตสาหกรรมจำนวนมากนั่นเอง แต่พอมองเป็นประเทศแล้ว โห่ะ เล็กเหมือนเสี้ยนตำเท้า เท่านั้น

จะเห็นได้ว่า การพยายามที่จะเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมที่ต้องผลิต ผลิต แล้วก็ผลิต (ทั้งสินค้าและพลังงาน) ฉะนั้น ก็เหมือนเป็นตัวการที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามไปด้วย แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรามีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วก็สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อมกันไปด้วย ไว้คราวหน้าเราจะมาดูกันว่า ในหลายๆ ประเทศเค้าได้ตื่นตัวและได้เริ่มทำอะไรกันไปแล้วบ้าง เพื่อที่จะเข้ากระแส "กรีน นำ สไตล์"
Read More

01 September 2012

SMEs กับการเติบโตบนเส้นทางสีเขียว (Green Sustainable Growth for SMEs)



หลังจากที่บทความก่อนหน้าเราได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) แล้วว่ามีวิธีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของกิจการขนาดใหญ่ บิ๊กเบิ้ม ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่โตมโหฬาร ก็ควรจะมีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่จริงเท่าที่ผมได้อ่านรายงานประจำปีของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ หลายบริษัทเขาก็มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แล้วอย่างนี้มันจะมีปัญหาอะไรอีกละ ในเมื่อกิจการขนาดใหญ่เขาก็ได้ดำเนินการกันมาแล้ว อ๊ะ นั่นแหล่ะครับปัญหา แต่เป็นปัญหาของ SMEs ต่างหาก เพราะขนาดรายใหญ่เขายังทำ แล้ว SMEs อย่างเรามัวทำอะไรอยู่ จากการที่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ถือว่ามีจำนวนมากในบ้านเรา และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ฉะนั้น อะไรที่เกี่ยวกับเรื่อง สินค้าสีเขียว SMEs จะต้องหันกลับมาให้ความใส่ใจกันมากขึ้น เพราะมันจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ SMEs นั้นเติบโตและมีที่ยืนอยู่บนตลาดได้ในอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เพราะเจ้าใหญ่เขาก็จะใหญ่มากขึ้นไปอีกแน่นอน


SMEs กับการเติบโตบนเส้นทางสีเขียว


การทำอุตสาหกรรมสีเขียวนั้น ไม่ได้เน้นโรงงานระดับใหญ่ แต่กลุ่ม SMEs คือเป้าหมายหลัก เนื่องจากมีสัดส่วนมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในเรื่องการเติบโตสีเขียวจึงมีความสำคัญตามไปด้วย จากมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าความร่วมมือในระดับเล็กและเปรียบเทียบอัตราการผลิตและการปล่อยมลพิษแล้ว SMEs จะเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีทางเลือกง่ายกว่า และมีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้าง ผลกำไรและลดการปล่อยของเสียได้รวดเร็วกว่า ทว่า SMEs ต้องพร้อมและยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขการแข่งขันเพื่อก้าวเข้าสู่การเติบโตสีเขียวจึงจะเกิดผลในวงกว้าง

อุปสรรคอย่างหนึ่งที่ SMEs สีเขียวปัจจุบันต้องเผชิญคือ การตลาดที่ต้องแข่งขันกับสินค้ามหภาค ต้นทุนต่ำกว่า ทางออกอยู่ที่ การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีไม่ว่าจะด้วยตัวเอง รับเอาเทคโนโลยีต่างชาติเข้ามา รวมถึงการร่วมมือกับเครือธุรกิจขนาดใหญ่ และวางเป้าหมายไปสู่เวทีการค้าระดับโลกด้วย

หนทางสู่ผลิตภัณฑ์สีเขียวที่เป็นเลิศ


ผลิตภัณฑ์ (Product)


เริ่มจากตัวผลิตภัณฑ์ หากผลิตภัณฑ์ต้องใช้พลังงาน ต้องลดการสิ้นเปลืองพลังงานได้ดีกว่า ผลิตภัณฑ์ทั่วไป หากเป็นสินค้าประเภทอื่น ก็อาจไม่คำนึงถึงข้อนี้ ในด้านน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ก็ต้องคำนึงถึง เพราะในกระบวนการโลจิสติกส์หากน้ำหนักมาก ก็จะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองในการขนส่งมากเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ ในด้านของผลิตภัณฑ์ ยังคำนึงถึงความคงทนถาวร โดยควรจะต้องสามารถใช้งานได้ ภายในเวลาที่กำหนดไว้กับลูกค้า และไม่เสื่อมโทรมสูญสิ้นไปก่อนเวลาอันควร เนื่องจากว่าหากสินค้านั้น เสื่อมสิ้นไปก่อนเวลาอันควร ก็จะทำให้ต้องสิ้นเปลืองพลังงานมารีไซเคิล มาผลิตใหม่อีก ซึ่งกระบวนการ ผลิตนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

วัตถุดิบ (Raw Material)


วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า สามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ และรีไซเคิลได้ในสัดส่วนมากหรือน้อย เมื่อ เทียบกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบทั้งหมด รวมถึงความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ของตัวผลิตภัณฑ์นั้นๆ เอง หากหมดอายุหรือเลิกการใช้งานแล้ว จะสามารถรีไซเคิลได้ และไม่ทิ้งของเสียตกค้างไว้ให้กับสภาพแวดล้อมด้วย 

หีบห่อ (Packaging)


ด้านของหีบห่อ ต้องมีการออกแบบรวมถึงใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยและสามารถรีไซเคิลได้ ไม่มีสารพิษ หรือสารต้องห้ามที่จะเป็นมลภาวะต่อสภาพแวดล้อมอยู่ในหีบห่อเป็นอันขาด รวมถึงขนาดและน้ำหนักของหีบห่อ จะต้องเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองต่อการขนส่ง 

กระบวนการผลิต (Production Process)


ส่วนประเด็นทางด้านกระบวนการผลิตนั้นจะต้องไม่ใช้พลังงานมากเกินไป โดยเน้นการเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตรุ่นก่อนๆ ว่า มีอัตราการสิ้นเปลืองมากหรือน้อยกว่ากระบวนการผลิตเดิมหรือไม่ และหากสามารถใช้พลังงานทดแทนได้ จะยิ่งดีมากทีเดียว รวมถึงในการผลิตนั้น จะต้องไม่ปลดปล่อยสารพิษหรือสารตกค้างออกมาสู่สภาพแวดล้อมมากเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด หรือควรหาแนวทางลดน้อยลงเรื่อยๆจนแทบจะเหลือศูนย์ 

จัดซื้อ จัดหา (Procurement)



นอกจากนี้ ยังมองรวมไปถึงการจัดซื้อ จัดหากันเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่จะซื้อ การคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย จนถึงการขนส่งมายังแหล่งผลิตของกิจการ ว่าเหมาะสม ไม่สิ้นเปลืองพลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อม 

การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure)


ท้ายที่สุด ก็คือ ควรต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพียงพอต่อการใช้สินค้าบริการดังกล่าวของลูกค้าอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยควรต้องมี ฉลาก (Green label) มีคู่มือ และหรือเอกสารต่างๆ ที่บ่งบอกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ที่่มา : อุตสาหกรรมสาร ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม



Read More
Designed ByBlogger Templates