06 May 2009

ช่วง : อ.สมภพ เจริญกุล (1 เม.ย.- 30 เม.ย.52)

การให้คำแนะนำ
คุณสมบัติที่ดีสำหรับผู้ที่จะให้คำแนะนำ
1. ไม่เห็นแก่ตัว เข้าใจผู้อื่น
2. ขาดความรู้สึกคำว่า ให้ ซึ่งมี 5 ให้
2.1 ให้เกียรติ : อาจไม่ใช่การยกมือไหว้อย่างเดียว แต่ยังเป็นลักษณะท่าทางการแสดงออก ที่เป็นการให้เกียรติได้
2.2 ให้ความเป็นกันเอง : ทำบรรยากาศไม่เครียด
2.3 ให้ความเคารพรัก กับคนที่มาติดต่อเรา
2.4 ให้ความจริงใจ
2.5 ให้อภัย
3. เป็นคนช่างสังเกตุ คนที่ไม่สนใจจะทำงานให้ความช่วยเหลือลำบาก
4. ต้องไม่ขี้เกียจ มาทำงานเพื่อรอรับเงิน ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
5. ต้องเก็บอารมณ์ โดยการยิ้มลูกเดียว
6. อย่ามีความคิดปฏิเสธ
7. พูดมากกว่าฟัง
8. พูดจาไม่ไพเราะ
9. ไม่อ่อนน้อม ถ่อมตน
10. ไม่ช่วยเพื่อน

สถานที่สุดยอด จาก Lonely Planet
สถานที่ที่ไปแล้วมีความสุขมากสุด
1. ภูฐาน
2. Montrio Canada: July festivel, Sky
3. Austria : Mozart, เมืองที่ถ่าย sound of music , เดินไปตามถนนจะมีการบรรเลงเพลง, ทางรถไฟ ซ้ายมือเป็นทะเลสาปอีกข้างเป็นหมู่บ้าน
4. Switzerland : Sky, ดอกไม้, โลซาน
5. Ice Land : ขี่ม้าเรียบภูเขาไฟ หลีกเลี่ยงฤดูหนาว
6. Bahama : ดูนก(ฟลามิงโก) , ดำน้ำเกาะแมว ทะเสทรายขาวและชมพู
7. แชงกรีล่า : หิมาลายัน และอเมริกา
8. Happy City : Texas
9. Denmark : เกาะ 400 เกาะ, โคเปนเฮนเกน ถนนเก่าๆ มีคลองมากมาย และบ้านในศตรวรรษที่ 18
เมืองแปลก อยากไปแล้วอยากไปอีก
1. Tokyo : ส้วมพูดได้
2. Lasvegas
3. Ice Land : Party
4. Delhi : India
5. Amsterdam : เต็มไปด้วย SEX, Sex Show, พิพิธภัณฑ์ Elotica,
6. เปียนยาง : เกาหลีเหนือ ไม่ให้คนเข้า
7. Mexico
8. ซองเจียนของจีน อยู่ใกล้ เซี่ยงไฮ้
9. นิวออลีน : Jazz
สุดยอดเมืองในแนวต่าง
1. เมืองแห่งความโลภ : Lasvagas
2. เมืองแห่งความโกรธแค้น : Milan (แพ้บอลชวนตี)
3. เมืองแห่งความอิจฉา : Tokyo (ใครได้ไปแปลว่ารวยมาก)
4. เมืองแห่งความขี้เกียจ : Caliban Island (สบายมากๆ)
5. เมืองแห่งความใคร่ : Amsterdam
6. เมืองแห่งความภูมิใจ : LA ผู้คนชอบทำ ศัลยกรรมพลาสติค ชอบแต่งตัว
7. เมืองแห่งความบริสุทธิ : วาติกัน
8. เมืองแห่งบุญกุศล : กาการ์ตา อินเดีย
9. เมืองแห่งการควบคุมอารมณ์ : Kentucky มีแต่ผู้คน concervative ดื่มเหล้า
10. เมืองแห่งการตะกะ ตะกาม : Paris

ตำแหน่งทางการตลาด (Positioning)
สินค้าที่คุณลักษณะเหมือนกัน แต่ทำไมคนถึงไปซื้อยี่ห้อที่แพงกว่า มันก็เพราะอยู่ที่ การวางตำแหน่ง (Positioning)
วิธีการวางตำแหน่งทางการตลาด
1. ภาพลักษณ์ขององค์กร : เช่น ซื้อของ Apple รู้ได้เลยว่ามันแตกต่างจากคนอื่น
2. ลูกค้าเป้าหมาย : กำหนดลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน
3. ราคา :
4. ความเป็นผู้นำในท้องตลาด : ผู้บริโภคจะเชื่อมั่น และจะมีการใช้ตามกันมา
5. คุณสมบัติของสินค้า
6. ทำได้ทุกอย่าง ให้บริการหลากหลาย (One Stop Service) เช่น 7-11
7. ประโยชน์เฉพาะ : นมตราหมีสำหรับคนป่วย
8. ความต้องการของผู้บริโภค : ใครสร้างได้ จะสำเร็จมากๆ เช่น benz, Rolex เป็นต้น
9. เพื่อสังคม เช่น Body Shop
10. อารมณ์ เช่น ทำไมต้องไปกินส้มตำในห้องแอร์ซึ่งแพงกว่า
11.ตื่นเต้น เร้าใจ : Disney land
12. กลุ่มเป้าหมาย

ข้อพึงระวังจากการวางตำแหน่งทางการตลาด
1. Positioning Gap : เป็นช่องว่างระหว่างที่ผู้บริโภคเห็นกับที่เราอยากให้เห็น (อยากวางตำแหน่ง)
2. ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านการแข่งขัน
3. การนำเอายี่ห้อเดิมไปตั้งกับสินค้าใหม่ อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ
- การวางตำแหน่งทางการตลาด ต้องให้ผู้บริโภคเห็นคล้อยตามด้วยในจุดนั้น จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าทำให้เขารู้สึกผิดหวัง และไม่ไว้วางใจ ก็จะกลับมายืนตำแหน่งเดิมลำบาก
Read More

ช่วง : รอบรู้กลยุทธ์ (1 เม.ย.- 30 เม.ย. 52)

อ.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์
แนวความคิดของ Gary hammel
- เป็นแนวความคิดการบริหารภายในองค์กรที่จะก่อให้เกิด innovation ได้
- เปลี่ยน market share เป็น Opporturnity share (มองไปในอนาคต)
- สุดท้ายแล้วธุรกิจต้องหาแก่นแท้ของตัวเองให้เจอ
- ต้องยอมรับว่าโลกมันเปลี่ยนแปลง เกิด Paradox มากขึ้น
Read More

04 May 2009

ช่วง : คุณโชค บูลกุล (2 เม.ย.- 30 เม.ย.52)

วิธีการปกป้องชื่อเสียงตัวท่านและบริษัทของท่าน
- ในบางมุมต้องยอมรับสภาพ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
- เราต้องรู้จักบริหารจุดที่เราจะปรากฎ อย่าให้เกลื่อน เป็นการ positioning ตัวเอง
- เวลาเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเรา หรือเวลาอยู่ที่ไหนอย่งไร ต้องรักษาบุคคลิกภาพของเราเอาไว้ เป็นภาพลักษณ์ที่คงเส้นคงวา
- ถ้าเราพลาดผิดไป เราต้องกล้าที่จะยอมรับและกล่าวขอโทษ
- ในทางการตลาดความเชื่อสำคัญกับความเป็นจริง
- อย่าใช้ CEO Branding อย่างฟุ่มเฟือย โดยการใช้ CEO ทำตัวสนุก แต่งตัวประหลาดๆ แต่ต้องถามกับมาว่า Core Compentency ของคุณคืออะไร เช่น สายการบินเอา CEO มาทำตัวสนุกๆ แต่แท้จริงแล้วธุรกิจไม่ได้ขายความสนุกแต่ขายความปลอดภัย
- CEO ต้องรู้ว่าภาพเราคือ ภาพอะไร เพื่อให้ผู้อื่นได้เห็นแล้วนึกภาพออก

Get Rich Quick
- คนเราอาจจะไม่ต้อง back to basic ตลอดเวลา แค่อย่าลืม basic ของตัวเอง
- การดูวัฒนธรรมองค์กร ดูที่ผู้บริหารได้เลย (Read by example)
- คนที่รวยเร็วแต่ไม่มี learning curve ไม่มีประสบการณ์ชีวิต มันก็เอาอำนาจมาใช้อย่างผิดๆ และยิ่งถ้าเป็นคนโน้มน้าวคนเก่งก็ยิ่งจะสร้างความสับสนให้กับองค์กร หรือสังคม
- แรงบันดาลใจ การปรับทัศนคติ ความปรารถนา สิ่งพวกนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ซึ่งจะต้องมี role model ก่อน
- เวลาเราจะเอาใครเป็น Idol ต้องไปย้อนดูประการณ์ของเขาว่าผ่านอะไรมาบ้าง ไม่ใช่ดูแต่ความสำเร็จอย่างเดียว
- คนเราเนี่ยะมาจากธรรมชาติ ไม่งั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร จะมีจิตสำนึก หรือเสียงภายในจิตเราที่คอยบอก คอยพูด อยู่ที่เราว่าจะตั้งใจฟังหรือไม่ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่คอยให้คำตอบชีวิตแก่เรา (หัดฟังเสียงตัวเอง) เสียงจากจิต จากร่างกายมนุษย์จะเป็นตัวบอกเราเองว่าเราควรจะทำอะไร

Positioning
- ถ้าเราทำอะไรด้วยตวามจริงใจ อุดมการณ์ มันก็จะสะท้อนจากคำพูด จากการกระทำของเรา หรือแม้กระทั่งตัว product ของเราก็ยังสะท้อนถึงตัวเราได้
- วัฒนธรรมขององค์กรจะอยู่ที่ตัวผู้นำ และต้องมีการสื่อสารให้ถึงพนักงานทุกระดับในองค์กร
- ผู้นำ Great reader กับ Good reader ในภาวะวิกฤต
>>> Great Reader สามารถเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นพลังขององค์กรได้
>>> Good Reader สามารถนำได้แต่ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง
- Evolution เป็นการวิวัฒนการครั้งใหญ่ของธรรมชาติ มันต้องเกิดจากแรงกดดันบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
- องค์กร จำเป็นต้องมีผู้ที่มีความถนัดทางด้านตั้งรับด้วย เหมือนถ้าเราต้องทำศึกแล้วมีกำลังคนน้อยกว่า เราต้องรบด้วยโลห์ ไม่จำเป็นต้องถือดาบถือมีดเข้าตี แต่ใช้การตั้งรับสู้ แล้วใช้ มีด หอก บ้าง สรุปก็คือ การทำธุรกิจที่จะสู้กับทุนนิยม เราควรมใช้กลยุทธ์ตั้งรับให้ดี (โลห์) แล้วถ้ามีโอกาสก็บุกตีทะลุทะลวงตลาดเข้าไป (มีด, หอก)
- การ Lay Off พนักงาน นอกจากการสูญเสียกำลังคนแล้ว เรายังสูญเสียประสบการณ์ของพนักงาน สูญเสียตวามเชื่อมั่นระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา

Repositioning Thailand
- เราต้องรู้ก่อนว่า Positioning ของไทยอยู่ตรงไหน ซึ่งตอนนี่เรายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร สถานการณ์ไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะ Positioning ตัวเองในวันนี้ แล้วยิ่งวันนี้มีการแสดงความคิดเห็นในแต่ละฝ่าย อยู่บนความเชื่อของแต่ละกลุ่ม มิใช่ข้อเท็จจริง ก็เป็นการยากสำหรับ Positioning เช่นกัน
- ต่างชาติจะมองเราแตกต่างกันไปแต่ละกลุ่ม เนื่องจากกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยจะมาจุดประสงค์แตกต่าง ทั้งท่องเที่ยวก็แบบหนึ่ง การลงทุนก็แบบหนึ่ง
- คำแนะนำสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว
>>> เราจะต้องให้คนไทย happy ในสินค้าของเราก่อน (เป็น step ของการทำธุรกิจ) เพราะถ้าเรากระโดดไปต่างประเทศ พอเกิดวิกฤตก็ล้มทันที เราต้องทำธุรกิจในประเทศบนพื้นฐานข้อมูลของประเทศให้ได้ก่อน ถึงตอนนี้เศรษฐกิจตกต่ำ เราก็จะไม่ได้รับผลกระทบ แถมยังเติบโตด้วย
- โครงสร้างการท่องเที่ยวของประเทศไทย ถูกสร้างมาเพื่อต่างชาติ ไม่ใช่เพื่อรองรับคนไทย

การสร้างธุรกิจ (ประสบการณ์+ข้อมูลข่าวสาร)
- การจะเริ่มต้นธุรกิจ ในช่วงเริ่มต้นเลย จะใช้ Guess Instinct เช่น Um Milk ที่ก่อนเริ่มทำธุรกิจนี้ คุณโชคได้มองและเห็นว่ามันน่าจะไปได้ โดยดูจากพฤติกรรมลูกค้าที่ซื้อ เลยตั้ง Um Milk ขึ้นมา แต่พอถึงจุดหหนึ่งที่จะต้องเติบโต เราจะใช้วิธีการ Benchmark โดยของบดุลจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายเรา (Swensen) ว่าถ้าเทียบกับเราแล้ว เรามีความสามารถทางการแข่งขันมากกว่าเขาหรือไม่ เราจะต้องเน้นธุรกิจที่เราจะทำให้ชัดเจน จะได้หาบริษัทเปรียบเทียบได้อย่างแท้จริง
- การทำธุรกิจในช่วงเริ่มต้นจะเริ่มต้นด้วย Guess Instinct ของคนเป็นเถ้าแก่ เจ้าของ และผู้ที่มีมุมมองทางการตลาด และเมื่อต้องพัฒนาธุรกิจต่อไป เราจะต้องนำระบบและวิธีการเข้ามา แต่เราอย่าเริ่มต้นธุรกิจด้วยหลักการ เพราะถ้าหลักการมากเกินไปมันจะไม่ได้ทำ
- โลกต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของ Back to basic, back to nature, simplicity (ทำทุกอย่างให้มันง่ายขึ้น) ซึ่งจะเป็นสิ่งที่คนมีฐานะ คนรุ่นใหม่จะต้องการมากขึ้น แต่ต้องมีการผสมผสานให้เกิดดีไซน์ขึ้น เพราะถ้าแบบธรรมชาติล้วนๆ คนกลุ่มนี้อาจไม่ต้องการ
Read More

ช่วง : กลยุทธ์เพื่อ SME (1 เม.ย.- 30 เม.ย.52)

36 กลยุทธ์สู่ชัยชนะภาคปฏิบัติ
กลยุทธ์ที่ 11 หลี่ตายแทนถาว : ยอมเฉือนเนื้อ เพื่อรักษาชีวิต แพ้ศึกเล็กแต่ชนะสงคราม ยอมเสียส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่กลยุทธ์ที่มีความหมายถึงการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เสียเปรียบในศึกสงคราม ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ตนเองและกองทัพ เกิดความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อที่จะแปรเปลี่ยนจากสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบให้เป็นการได้เปรียบ จำต้องยินยอมเสีย "มืด" เพื่อที่จะได้ประโยชน์จาก "สว่าง" เมื่อนำไปสอดคล้องกับหมากล้อม นิ่คือ หมากทิ้ง

Refocusing Innovation
- จะให้ความสำคัญในช่วงนี้ที่เรียกว่า Economic Uncertainty
- จุดหนึ่งที่ต้องให้ความสนใจ คือ เรื่องนวัตรกรรม (Innovation) ซึ่งในช่วงเวลานี้เราต้องกลับมาเน้น Innovation อีกครั้งหนึ่ง

กลยุทธ์ความเป็นผู้นำในภาวะวิกฤต
- ถ้าจะบริหารเศรษฐกิจในสภาพแบบนี้ ตัวเดียวที่ต้องใส่ใจคือเงินสด ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี จะมีคนประเภทหนึ่งที่มีเงินสดและกว้านซื้อสินทรัพย์ที่ราคาตกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การบริหารเงินสด
- เราต้องคิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ที่เราอาจจะต้องพบเจอ (Worse Case Scenario) แล้วต้องรีบดำเนินการเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจะเกิดได้

เงินสด
- คนทำธุรกิจทั่วไปจะดูที่งบกำไรขาดทุนมากกว่า (เน้นที่รายได้และกำไร) แต่ในยามเศรษฐกิจถดถอยต้องดูที่ งบดุลมากกว่า เพราะเป็นการย้อนไปดูว่าเราขายแล้วเรามีเงินสดหรือไม่ ที่มีของเงินทุนจะมาจากการแหล่งไหน แล้วเงินที่มีไปใช้อยู่ตรงไหน
- ถ้าเป็น SME จะดูยอดขายและกำไร จะดูตอนปลายปี แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่จะดู EPS รายไตรมาส รายปี แต่ในยุคนี้จะดูที่เงินสด
- และถ้าธุรกิจจะต้องเติบโตต่อไป จะมีนัยอย่างไรในเรื่องเงินสดในการตัดสินใจแต่ละอย่าง เช่น ถ้าต้องขยายโรงงาน เราต้องใช้เงินสดมากน้อยแค่ไหน และแหล่งที่มามาจากไหน ผลตอบแทนกลับมาคุ้มหรือไม่
- ธุรกิจขนาดเล็ก cash สำคัญกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
- บริษัทต้องมีเงินสดที่เพียงพอ รวมทั้งมีแหล่งเงินสดที่สามารถกู้ยืมมาได้ (อาจจะมีการกู้ยืมเงินมาก่อนใช้จริงได้ ยอมเสียดอก)
- บริษัทจะต้องรู้สถานะของเงินสดได้ทุกวัน (Cash Position)
- แหล่งที่ของเงินสดภายใน 3 ทาง คือ
ทางที่ 1 : รายได้จากการประกอบการการ
ทางที่ 2 : working capital (สินทรัพย์หมุนเวียน-หนี้สินหมุนเวียน) มีการวิเคราะห์ถึงลูกหนี้การค้าว่าเป็น
อย่างไร และหาวิธีลดสินค้าคงคลังด้วย
ทางที่ 3 : ขายทรัพย์สินของกิจการ
ซึ่งเราต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่องใกล้ชิด ทั้ง 3 ตัว
- กำไรต่อหน่วยที่ได้เป็นเท่าไหร่ ในการขายสินค้า ทั้งสินค้าที่ผลิตขึ้นใหม่ และสินค้าที่อยู่ในคลัง
- การบริหารเงินสด เราต้องจินตนาการสถานะการณืที่เลวร้ายที่สุด และจะกระทบกับสถานะเงินสดของเราอย่างไร

การคิดใหม่เรื่องการเจริญเติบโต
- เราควรจะหาการเติบโตอย่างมีเงื่อนไข เป็นการเติบโตที่ทำกำไรได้และไม่ทำให้เงินสดเรากระทบกระเทือน
- CEO ทั่วไปจะมองหาแต่ความเติบโต (เพราะต้นทุนในการทำธุรกิจเติบโตขึ้นทุกปี)
- แล้วเราจะโตได้อย่างไรถ้าตลาดโดยรวมไม่โต ก็คือ การแยกส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง
การคิดใหม่เรื่องการเจริญเติบโต
- เราจะต้องคิดถึงประสิทธิภาพในเรื่องของเงินสดคู่ไปกับการเติบโตเสมอ เช่น ถ้าเราจะลงทุนแล้วให้ได้รับผลตอบแทน 7% จะต้องใช้เงินสดเท่าไหร่
- ผู้นำองค์กรยามนี้ต้องเปลี่ยนเป็นวิธีการคิดแบบวันต่อวัน ต้องลงไปดูในระดับปฏิบัติการ (Micro Management) อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่สามารถที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมโดยรวมของทั้งองค์กรได้

สำนึกแห่งความเร่งรีบ
อะไรเป็น ข้อแรกของการเปลี่ยนแปลง
1. A Sense of Emergency (สำนึกแห่งความเร่งรีบ) โดยเฉพาะ SME ต้องมีสำนึกมากกว่าบริษัทใหญ่
- เราจะต้องไม่พึงพอใจต่อสภาพที่ตัวเองมีอยู่ ทำให้มีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
- ก่อนจะรู้จักความเร่งรีบ เราต้องรู้จักสภาพ ซึ่งมี 3 ตัว คือ
>>> Complacency คือ การพึงพอใจกับสภาพเป็นอยู่เดิม และไม่รู้ซึ้งถึงอันตรายี่เข้ามาใกล้ คนเราชอบอยู่ใน Comfort Zone
>>> Fault Emergency คือ การเร่งรีบปลอม พวกทำเป็นขยัน งานยุ่งๆ แต่ไม่มีผลงาน มี Energy แต่ขาด Proative หรือขาดทิศทางที่ชัดเจน
>>> เร่งรีบจริงๆ ไม่สามารถวัดได้
- รากเหง้าของ ความพึงพอใจต่อสภาพเดิมๆ (Complacency)
1. ความสำเร็จ
Read More

03 May 2009

ช่วง : Business Knowledge (1 เม.ย. - 30 เม.ย.52)

36 กลยุทธ์สู่ชัยชนะภาคปฏิบัติ
- หนึ่งในกฏของนักวางกลยุทธ์ก็คือ ต้อง arrange ทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ต้องอ่านสถานการณ์ อ่านศัตรูให้ออก ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แล้ววางสถานการ์ไว้เลย ให้ศัตรูเป็นไปตามที่เราต้องการ
กลยุทธ์ที่ 8 (ต้องใช้ควบคู่กับกลยุทธ์ที่ 6) ล่อตีเฉิงชาน : จงใจเปิดเผยการเคลื่อนไหวของเราให้ข้าศึกเห็น เมื่อข้าศึกตั้งมั่นระวัง รักษาอยู่เราก็วกไปตีข้างหลัง
กลยุทธ์ที่ 9 ดูไฟคนละฝั่ง คือ นั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกัน
กลยุทธ์ที่ 10 ซ่อนดาบในรอยยิ้ม ทำให้ข้าศึกประหม่า ทำให้ข้าศึกเชื่อว่าเราเป็นมิตร นิ่คือ อุบายซ่อนเจตนาร้าย แต่แสดงไมตรีภายนอกปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ
กลยุทธ์ที่ 11 หลี่ตายแทนถาว : ยอมเฉือนเนื้อ เพื่อรักษาชีวิต แพ้ศึกเล็กแต่ชนะสงคราม
กลยุทธ์ที่ 19 ถอนฟืนใต้กะทะ : ทำลายความหึกเหิมของข้าศึก เมื่อ 2 ทัพใหญ่ต้องสู้กัน เราจะไม่เข้าปะทะโดยตรง แต่ต้องพยายามทำลายความฮึกเหิมของข้าศึก สยบข้าศึกด้วยวิธีเอาอ่อนชนะแข็ง ซึ่งกลุยุทธ์ถอนฟืนใต้กะทะ หมายถึง เมื่อจะแก้ปัญหาต้องลงมือจัดการแก้ไขตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง กะทะที่ตั้งไว้เมือฟืนติดอยู่ ถ้าจะยกออกก็จะร้อน แต่ถ้าเราถอนฟืนออกให้ไฟค่อยๆ ลดลง น้ำที่เดือดก็จะค่อยๆ เย็นลง ในตอนนั้นจะจัดการอย่างไรก็ง่าย เช่นเดียวกัน เมื่อข้าศึกต่อสู้อยู่อย่างเหนียวแน่น เมื่อเราจะสู้รบซึ่งๆ หน้า ก็ยากที่จะได้รับชัยชนะ การจะเอาชนะต้องโจมตีจุดอ่อนที่ทำให้ข้าศึกถึงตาย การใช้กลยุทธ์นี้ทางที่ดีควรลงในด้านที่ง่ายต่อการปฏิบัติและได้ผลอย่างใหญ่หลวง ในทางเป็นจริง จะมีหลักอยู่ 2 ข้อ
1. ตัดการส่งกำลังบำรุงของข้าศึก
2. ทำลายขวัญข้าศึก
- กลยุทธ์นี้มีความหมายว่า เมื่อเปรียบเทียบกำลังกันแล้วมิเหนือกว่าข้าศึก พึงหาทางบั่นทอนความฮึกเหิมลงเสีย สามารถทำลายได้ทั้งข้าศึกกลุ่มน้อยและกลุ่มใหญ่
- โดยสรุป ในสถานการณ์ศึกที่ติดพันชุลมุนเป็นอย่างยิ่งนั้น การรบด้วยภาวะจิตจะเป็นยุทธวิธีที่ดีที่สุด และเป็นโอกาสที่จะรบให้ชนะ โดยการทำลายหัวใจของข้าศึกเป็นเบื้องต้น ในเวลาเช่นนี้ จิตใจของแม่ทัพ นายกองก็คือ ฟืน เมื่อถอนฟืนออกแล้ว น้ำในกะทะก็จะเดือดไม่ได้

Generic Competitive Strategy
กลยุทธ์การแข่งขันแบบทั่วๆ ไป มีทั้งหมด 3 ตัว
1. Cost Leader Ship : เป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนที่สุด จากทั้ง 3 ตัว ถ้าของไม่แตกต่างกัน ราคาถูกกว่าลูกค้าก็จะมาซื้อของเรา และเราก็จะเป็นผู้นำตลาดได้ บริษัทจะเกิดความได้เปรียบทางด้านต้นทุน คือ การสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นจาก Value Chain
- Value Chain : ห่วงโซ่ที่ก่อให้เกิดคุณค่าในสินค้าและบริการ ถ้า Value Chain มีประสิทธิภาพจะก่อให้เกิดความได้เปรียบทางด้านการแข่งขัน คือ ทำของอย่างเดียวกับคู่แข่ง แต่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า
- ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ไม่ได้มองแบบองค์รวม ซึ่งมันจะมาจากกิจกรรมต่างๆ จำนวนมากภายในบริษัท ที่บริษัทแสดงให้เราเห็นผ่านการออกแบบ (เป็นการสร้างมาตรฐาน) การตลาด การผลิต การจัดส่ง การสนับสนุนเบื้องหลัง จะส่งผลต่อ Cost position และจะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความแตกต่างใหม่ (ซึ่งถ้าเรามีทั้งความแตกต่าง + ต้นทุนต่ำ = Blue Ocean) เพราะฉะนั้นความได้เปรียบเรื่องต้นทุนจะมาจากแหล่งต่างๆ หลายแหล่งในที่มาแตกต่างกัน หรืออาจจะมาจากกระบวนการการประกอบที่มีประสิทธิภาพ หรืออาจมี sales ที่เก่งกว่าคนอื่น
2. Differentiation : การสร้างความแตกต่าง จะมาจากปัจจัยหลายๆ ประการ เช่น มาจากการจัดซื้อจัดหา (Procurement) สินค้าวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง หรือการออกแบบ วิธีมองแบบนี้ เป็นวิธีมองอย่างเป็นระบบ เพื่อจะได้ตรวจสอบกิจกรรมต่างๆ ที่บริษัทแสดงให้เราเห็น ซึ่งเราต้องดูว่าแต่ละกิจกรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เพื่อที่จะไปวิเคราะห์แหล่งของความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ภายในบริษัท
(ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมการขายการตลาด การผลิต การออกแบบ การจัดซื้อ อื่นๆ) จะเป็นตัวแทนของ Value Chain เปรียบเสมือนโซ่แต่ละข้อในแต่ละข้อนั้น ก็เป็นวิธีการดำเนินงานในแต่ละข้อ แตกต่างกันไปแล้วแต่กิจกรรม
- สรุปก็คือ ในเรื่องของ value chain ห่วงโซ่ที่เชื่อมต่อกันทีละข้อ และแต่ละข้อก่อให้เกิดคุณค่าโดยรวมต่อผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งเวลาดูเราต้องแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ประเภท
1) กิจกรรมแนวหน้า : Marketing&Sales, Supply Chain&Logistics, Operation&Production, Service
2) กิจกรรมแนวหลัง (สนับสนุน) : HR, ระบบบัญชี, RD, IT, จัดซื้อ

IDEA
การหา IDEA ใหม่ๆ
- รากเหง้าของอารมณ์ขัน คือ รากเหง้าของ Creativity
- วิธีที่ดีที่สุดในการได้ IDEA คือ การเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ แล้วเราจะเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ได้อย่างไร ก็คือ การตั้งคำถามใหม่
- คุณจะไม่รู้เลยว่าคุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้าคุณไม่พบกับความล้มเหลว คือ หลายครั้งหลายหนที่คุณไม่รู้ว่า IDEA คุณใช้ได้หรือไม่จนกว่าจะมี IDEA อื่นเข้ามาเปรียบเทียบ คุณถึงจะรู้ว่ามันดีหรือไม่
- บ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์อยู่ที่การตั้งคำถามเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราจะรู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหนเราต้องรู้จักวิธีตั้งคำถาม

Innovation- ในยามนี้ ต้องมีนวัตกรรม (innovation) และมีคุณค่าในสายตาของลูกค้าด้วย และตั้งราคาไม่ได้สูงเกินไปกับสินค้าในท้องตลาดที่มีหรือไม่มีนวัตกรรมเท่าคุณ คุณก็จะรอด
- ไม่ว่าจะอยู่ในเศรษฐกิจช่วงไหน ก็จะต้องมีนวัตกรรม (Innovation) โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจซบเซา เพราะมันเป็นของใหม่ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ถ้าคุณคิดได้คนอื่นก็กำลังคิดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ต้องพยายามเป็น First Moving ลงสู่ตลาดให้ได้ก่อน เพราะไม่เช่นนั้นถ้าคุณลงไปแล้ว ไปแย่ง market share ของบริษัทอื่น ตลาดจะเกิดการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง มันก็คือ การแก้แค้นทางการตลาด (revenge
Retaliation) โดยเฉพาะอุตสหกรรมที่มีผู้แข่งขันน้อยราย
- การคิดแบบ Innovation คือ ต้องเกิดจากพื้นฐาน ลูกค้าคือนายใหญ่ (Customer is Boss) (ของ PG)

Marketing
- ในทางการแข่งขันไม่ใช่แค่ดีกว่าแต่มันต้องแตกต่าง ซึ่งต้องแตกต่างอยู่ตลอดเวลา เพราะคู่แข่งขันก็คิดเหมือนกัน
- ตอนนี้เราต้องรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก
- ในช่วงเศรษกิจชะลอตัว จะมีส่วนหนึ่งที่เรียกว่า Pocket Demand คือ ของที่จำเป็นต้องใช้ก็ยังขายได้ ถ้าเราขายของประเภทนี้ก็จะอยู่ได้

My Map
- My Map คืออะไร (Tony Buzan)
>>> เป็นรูปแบบที่การคิดที่เป็นแผนผังที่เป็นสีสรร จะใช้จะความคิดส่วนตัวหรือจดความคิดเป็นหมู่ได้
>>> หัวใจของ My Map ก็คือ ความคิดหลักหรือภาพหลัก (จุดตรงกลางของแผนผัง) และพยายามคิดแตกย่อยจากจุดตรงกลาง เป็นกิ่งก้านสาขาเป็นความคิดรองลงไป
>>> เราทำความคิดให้เป็นแผนที่ จะเกิดพลังในการคิดมากขึ้น
>>> My Map สามารถมาช่วยในการคิดแบบสร้างสรรค์ได้โดย การปลดปล่อยความคิดให้เป็นอิสระ และสามารถช่วยเข้าไปหาวิธีการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ยังช่วยในการวางแผน เพื่อความก้าวหน้าอย่างไม่จำกัดของเรา สามารถพัฒนาตัวเองหรือพัฒนากลุ่มสู่ความสำเร็จได้

Strategics
- นักกลยุทธ์จะต้องดูที่ผลลัพธ์สุดท้าย (Bottom Line)
- ในทางการตลาด ยุทธศาสตร์ (Strategy) เป็นตัวหหลัก ยุทธวิธี (Tactics) เป็นตัวรอง ซึ่งถ้าเราดำเนินยุทธิวิธีที่ผิดพลาด สามารถจะทำลายยุทธศาสตร์หลักได้ เช่น ถ้า product ของท่าน วางยุทธศาสตร์เป็นสินค้าระดับสูง ท่านจะใช้ยุทธวิธีราคา ลดราคา ไม่ได้เนื่องจากจะทำลายตำแหน่งยุทธศาสตร์หลักของท่าน
- ใช้ Talent + Skill + Knowledge (พรสวรรค์ + ทักษะ + ความรู้) เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง
- สินค้าตอนนี้ ต้องหันมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า โดยตั้งคำถามว่า เขาอยากได้อะไรจากการซื้อของ ของเรา อะไรคือสิ่งเรานำเสนอต่อลูกค้า แล้วเราจะสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าเราอย่างไร
- ในโลกนี้ไม่มีธุรกิจไหนที่เป็นธุรกิจตกต่ำ เพราะยามที่ธุรกิจตกต่ำ ท่านจะต้องมาตั้งคำถามว่า What is your value to customer? สินค้าและบริการของท่าน หรือสิ่งที่ท่านำเสนอแก่ลูกค้า (Market Offering) อะไรเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อลูกค้าสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า
- ใช้การจัดการเชิงยุทธเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า กลับไปตั้งคำถามว่ากลยุทธ์ คืออะไร
- กลยุทธ์ เป็นการหาตำแหน่งเชิงการแข่งขัน เพื่อสร้างความแตกต่างที่ก่อให้เกิดคุณค่าไปสู่ลูกค้าด้วย
- สินค้าที่จะทำให้ติดตลาด ต้องมีจุดขายที่ชัดเจน หรือเรียกว่า (Stickiness Factor) ก็คือจุดที่คนจะซื้อสินค้าเพราะจุดๆ นั้น ถ้าไม่มีจะไม่ซื้อ
- Electronic Media คือ การตรึงคนชม เพราะเป็นการออกอากาศรายการพร้อมกัน เพราะฉะนั้นทุกรายการต้องหาปัจจัยที่ตราตรึงคนอยู่กับเราให้ได้ หา Stickiness factor
- กลยุทธ์เชิงรุก คือ การเอาจุดแข็งของเราเข้าปะทะจุดอ่อนของคู่แข่งจนตายให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นคู่แข่งไม่ตายและจะสวนกลับมาทำให้เราถึงตายได้ ฉะนั้น โดยการใช้กลยุทธ์เชิงรุกแล้ว ฝ่ายหนึ่งรุก อีกฝ่ายหนึ่งต้องตั้งรับ และกลยุทธ์ตั้งรับที่ดี คือ การ Counter Attack
- คนที่เริ่มโจมตีก่อน ไม่จำเป็นจะต้องได้เปรียบเสมอไป ซึ่งถ้าฝ่านตรงข้ามรุกเข้ามาอย่างรุนแรง ฝ่ายรับจะทำอย่างไร ฝ่ายรับจะต้องปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามที่รุกเข้ามาเคลื่อนไหวไปก่อน เพราะเมื่อเราตั้งรับ เราจะเห็นว่าเราจะสวนกลับ ณ จุดไหน
- เราจะต้องล่อให้ฝ่ายตรงข้ามติดกับ โดยให้ฝ่ายตรงข้ามรุกอย่างรุนแรง แล้วจะทำให้เผยจุดอ่อน โดยฝ่ายตั้งรับต้องรู้จักใช้ความไม่อดทนของฝ่ายรุก
- ในสภาวะการณ์ที่เราตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เราต้องยากลำบากแต่อย่าท้อถอย เพราะไม่ว่าสถานการณ์ใด เราสามารถสลับแขกเจ้าบ้าน โดยการสวนกลับ จากรับเป็นรุกได้ ถ้าเรียนรู้จังหวะเวลาที่เหมาะสม จึงสามารถเปิดการโจมตีอย่างไม่ขาดฝัน


พฤติกรรมหมู่- Critical Mass : เป็นทฤษฎีของการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดจากกลุ่มคนหรือสิ่งมีชีวิตจำนวนหนึ่ง พอมีการเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรถึงจำนวนจำนวนหนึ่ง ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของทั้งสังคม
- เมื่อคนรวมอยู่เป็นกลุ่ม ความรับผิดชอบต่อสังคมจะเสื่อมลง
- มนุษย์อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมมากกว่าที่คิด
- เราจะเปลี่ยนพฤติกรรมของสังคมได้ ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนจุดต้นตอเล็กๆ

Business
- ผู้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา จะมีอยู่ 2 ทาง หนึ่งทำเองต่อยอดต่อไปและนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ สองคือขายกิจการแล้วไปหาธุรกิจใหม่
- ในทางธุรกิจถ้าคิดแบบ Zero Sum game จะเป็นแบบ Red Ocean แต่ถ้าคิดแบบ Non-Zero Sum Game จะเป็นแบบ Blue Ocean (win-win Situation)

Others Knowledge
- ตอนนี้ Supplier ทางด้านข้อมูลข่าวสารแยะ ท่านต้องทำตัวเป็น Merchandizer โดยการเลือกว่าอันไหนสำคัญ สำหรับเรา เลือกรับฟังข่าวสารให้เหมาะ แล้วนำมาผสมผสานกันแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์กับเราสูงสุด (Concept Merchandize คือ การเลือกของเข้าห้าง โดยต้องรู้ว่าผุ้บริโภคคิดอย่างไร)
-ในยามเศรษฐกิจแบบนี้จะเกิดจุดเปลี่ยนที่เป็นระดับมหากาล (Inflection Point) ซึ่งจะมากกว่า turning point ที่จะทำลายอุตสาหกรรมของคุณเลยก็ได้
- อุตสาหกรรมที่จะลดลงมากสุด คือ เทคโนโลยี อสังหาและก่อสร้าง ธุรกิจการเงิน ในภาวะการณ์ช่วงนี้
- กฎข้อแรกของการเปลี่ยนแปลงคือ การมีสำนึกแห่งความเร่งเรีบ
Read More

ช่วง : Business Expert Lesson (1 เม.ย. - 30 เม.ย.52)

Jack Welch
- ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำธุรกิจหรือไม่
>>> ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะเหตุผล 4 ประการ
1. ช่วงเศรษฐกิจถดถอย ธุรกิจที่เกิดใหม่ ถ้าอยู่ไม่ได้แสดงว่าไม่ได้ให้คุณค่าแก่ผู้บริโภคเพิ่มเติม แต่ถ้าเกิดใหม่แล้วอยู่ได้ แสดงว่ามีคุณค่าแก่ลูกค้า (Customer Value) ซึ่งจะต้องมีคุณค่าในสายตาของลูกค้าที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมี เช่น IPHONE, เถ้าแก่น้อย มีคนที่กระหายที่อยากได้ชัยชนะ มีความรู้ความสามารถ ซึ่งมีจำนวนมาก เนื่องจาก จำนวนคนตกงานมาก
2. ตอนนี้คนทุกคนโดนทำลายความสะดวกสบาย ความเคยชินเดิมๆ จากแต่ก่อนที่ยึดถือแต่ตัวเองในการทำงาน ตอนนี้คนก็จะสมัครสมานสามัคคีมากขึ้น ลด Ego ของตัวเองลงไป เกิด team work ที่มีประสิทธิภาพ
3. แหล่งเงินทุนยังมีเหมือนเดิม แต่คุณต้องมีแผนธุรกิจที่ดี มีสินค้าที่มีนวัตรกรรม มีสำนึกแห่งความเร่งรีบ สลายตัวตนทำงานเป็นทีม ทำองค์กรเล็กลง ต้องมีการทำทฤษฎีการทำธุรกิจใหม่ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป
4. ถ้าเราทำเด๋วนี้เลย และธุรกิจไปรอด เราจะโตไปพร้อมธุรกิจที่ฟื้นฟูเช่นกัน และจะไม่มีต้นทุนจากการประสบผลทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ไม่เหมือนบริษัทใหญ่ที่จะต้องมีต้นทุนจากการประสบภาวะวิกฤตเข้ามาด้วย

JK Rowling
ประโยชน์เล็กน้อยของความล้มเหลว และความสำคัญของจินตนาการ
1. สิ่งที่ข้าพเจ้ากลัวมากที่สุด ระหว่างที่มีอายุเท่ากับท่าน (วัยเรียนมหาลัย) ไม่ใช่ความจน แต่เป็นความล้มเหลว ถึงแม้จะขาดแรงจูงใจในการเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เราก็ประสบความาสำเร็จได้เหมือนกัน (เราจะต้องดูที่ผลลัพธ์สุดท้าย Bottom Line)
2. การที่คุณจบจากมหาวิทลัยดัง Havard ทำให้เชื่อว่าคุณอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับความล้มเหลวอย่างเพียงพอ
3. เราสามารถศึกษาจากความสำเร็จและความล้มเหลวของผู้อื่นได้
- มนุษย์เรามีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ถึงแม้ว่าเขาจะล้มเหลวก็ตาม (Peter Drucker) คุณสามารถทำอย่างอื่นให้ประสบความสำเร็จได้ โดยใช้ประสบการณ์จากความล้มเหลว และนิ่คือประโยชน์ของความล้มเหลว
Read More
Designed ByBlogger Templates