19 December 2012

โครงสร้างภาษีใหม่ คนรวยได้ประโยชน์จริงหรือ ?




เห็นเมื่อวานนี้ มีการประกาศปรับโครงสร้างภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ หลายคนอาจจะเห็นแล้วว่า โครงสร้างภาษีที่ปรับใหม่เป็นอย่างไร เพราะทั้งข่าวใน TV และใน Internet ที่มาเผยแพร่ และน่าจะนำมากล่าวถึงมากขึ้นในช่วงวันถึงสองวันนี้ แต่ใครยังไม่รู้ หรือยังไม่เห็น ผมก็มีเอามาฝากกันให้ดูคร่าวๆ ตามนี้ครับ


  ที่มา : tax.bugnoms.com

ซึ่งอัตราภาษีใหม่นี้จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2556 ที่จะต้องยื่นในปี 2557

พอหลังจากประกาศโครงสร้างอัตราภาษีใหม่ออกมา หลายๆ คนอาจะพุ่งเล็งไปที่ เอ่ะ ตัวฉันจะได้ลดลงกว่าเดิมเท่าไหร่นะ ต่อมาก็จะมาดูว่าและพวกรายได้มากหรือน้่อยกว่าฉันลดลงกันเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะเกิดมีประเด็น (ดราม่า) ขึ้นมาได้ว่า เอ่ะทำไมของฉันลดน้อยจัง เอ่ะยังงี้พวกรายได้สูงๆ (คนรวยๆ) ก็ได้ประโยชน์ไปเ้ต็มๆ ละซี้ และก่อนจะดราม่า มากกว่านี้ ผมมีเรื่องราวของ "ชาย 10 คน กับการจ่ายค่าเบียร์" มาฝากกัน


ชาย 10 คน กับการจ่ายค่าเบียร์

ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในอเมริกา ทุกๆวันจะมีชาย 10 คน ไปกินเบียร์ที่บาร์แห่งหนึ่ง และค่าเบียร์จะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์เท่ากันทุกวัน

ชายสี่คนแรก เป็นคนที่จนที่สุดในกลุ่มจึงไม่ต้องเสียค่าเบียร์
ชายคนที่ 5 จ่ายเพียง $1
คนที่ 6 จ่าย $3
คนที่ 7 จ่าย $7
คนที่ 8 จ่าย $12
คนที่ 9 จ่าย $18
คนที่ 10 ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในกลุ่ม จ่าย $59 

เวลาผ่านไป หนึ่งเดือน …สองเดือน พวกเขาก็ยังมาเป็นประจำทุกวัน 

วันหนึ่ง เจ้าของร้านก็บอกข่าวดีกับพวกเขาว่า เนื่องจากพวกเขาเป็นลูกค้าที่ดีมาตลอด เขาจึงอยากจะลดค่าเบียร์ให้ $20 เป็น $80

ชายทั้ง 10 ดีใจมาก ที่ต้องจ่ายค่าเบียร์ลดลงเหลือเพียง $80 อย่างไรก็ตาม การลดราคาครั้งนี้ ก็ไม่ได้กระทบกับชายสี่คนแรกอยู่ดี เพราะในราคาปกติ พวกเขาก็ไม่ต้องจ่ายอยู่แล้ว… 

แล้วชายอีกหกคนที่เหลือหละ??? พวกเขาจะหารส่วนลด 20 ดอลลาร์ยังไง ชายคนนึงเสนอว่า ให้หารเท่าๆกันเพื่อ “ความยุติธรรม”

20 ดอลลาร์ หาร 6 คือ 3.33 … แต่ว่า ถ้าหากลดให้ทุกๆคน คนละ 3 ดอลลาร์ ชายคนที่ 5 และ 6 ก็จะไม่ต้องเสียอะไรเลย นั่นหมายถึงว่า ชายสิบคนที่มากินเบียร์ มีเพียง 4 คนเท่านั้นต้องจ่าย 

เจ้าของร้านจึงเสนอไอเดียว่า ให้ทุกๆคนลดจำนวนเงินที่ตัวเองต้องจ่ายลง ในสัดส่วนที่เท่ากัน จากนั้นเขาก็คำนวณให้เรียบร้อย ผลออกมาก็คือ… 

ชายคนที่ 5 ไม่ต้องเสียอะไรเลย เหมือนชายสี่คนแรก (ลดลง 100%)
คนที่ 6 จ่าย $2 จาก $3 (ลดลง 33%)
คนที่ 7 จ่าย $5 จาก $7 (ลดลง 28%)
คนที่ 8 จ่าย $9 จาก $12 (ลดลง 25%)
คนที่ 9 จ่าย $14 จาก $18 (ลดลง 22%)
คนที่ 10 จ่าย $49 จาก $59 (ลดลง 16%) 

ทุกคนก็เหมือนจะเห็นด้วยตามไอเดียนี้ จนกระทั่งบาร์ปิด

ชายคนที่ 6 ก็นึกขึ้นมาได้ จึงพูดออกมาว่า “ทำไมฉันได้ส่วนลดเพียง 1 ดอลลาร์ จาก 20 ในขณะที่เขาได้ตั้ง 10 !!!” พร้อมกับชี้ไปหา ชายคนที่สิบ “นั้นนะสิ” ชายที่คน 5 พูดเสริมออกมา “ฉันลดไปเพียง 1 ดอลลาร์” ทุกคนบ่นออกมาต่างๆนานา ว่าไอเดียนี้ไม่ยุติธรรมเลย 

จากนั้น ชายสี่คนแรกที่ไม่ต้องจ่ายอะไรเลยตั้งแต่แรก ก็พูดออกมาว่า “พวกเราไม่ได้อะไรเลย จริงๆเราควรได้อะไรบ้างสิ นี้มันเอาเปรียบคนจนชัดๆ”

ชายคนที่ 8 และ 9 ก็รวมหัวช่วยกันรุมชายคนที่ 10

คืนต่อมา…ชายคนที่ 10 ก็ไม่ได้มากินเบียร์กับพวกเขา เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายเงิน พวกเขาก็ได้เรียนรู้บางอย่างที่สำคัญ ก็คือ จำนวนเงินที่พวกเขาเคยจ่ายนั้น รวมกันยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าเบียร์

 -David R. Kamerschen, Ph.D.-

ที่มา : ==maytawee==, http://www.stock2morrow.com
-----------------------------------------------------------------------

หลายคนอาจจะเคยอ่านเรื่องนี้มาบ้างแล้ว ที่เอามาฝากกันเพราะเห็นว่าน่าจะทำให้เราเข้าใจระบบภาษีกันมากขึ้น จะได้ไม่ต้องไปมัวให้ความสำคัญกับคนอื่นๆ ว่าได้มากกว่าตัวเองเท่าไหร่ และที่สำคัญมันอยู่ที่เราเลือกว่า เราจะเลือกมองด้านในของสิ่งที่เกิดขึ้น (จะมองจำนวนเงิน หรือมองเป็นสัดส่วน)

มองให้ตัวเองมีความสุขกันนะครับ

ถ้าใครอยากเห็นภาพตัวเลขเปรียบเทียบพร้อมคำอธิบายที่ชัดเจน ไปที่นิ่เลยครับ ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ใครได้-ใครเสีย
Read More

10 December 2012

AEC กับการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Condo/Apartment)



หลังจากที่สองสามปีมานี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเรามีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ ในแนวดิ่ง (ส่วนใหญ่จะเป็น คอนโด, ห้องชุด) ทั้งในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล จะเห็นได้ว่า มีโครงการใหม่ๆ เปิดตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง  ปัจจัยหนึ่งก็คงมาจากส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า อีกทั้งคอนโดในใจกลางเมืองกรุง ที่ราคาถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก มาก (เมื่อเทียบกับรายได้ของตัวผมเอง) แต่ก็ยังคงขยันเปิดตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของคำถามว่า




คอนโดบ้านเรามันอิ่มตัวแล้วหรือยังละ ?


ซึ่งเป็นคำถามที่หลายคนอาจจะคิดอยู่ในใจ โดยเฉพาะนักลงทุนทั้งฝั่งซื้อและฝั่งเจ้าของโครงการ ซึ่งอาจกำลังกังวลว่าตลาดอสังหาฯ บ้านเรามันจะเข้าสู่ยุคฟองสบู่หรือไม่ อีกทั้งปีหน้าราคาคอนโด ต้องขยับขึ้นไปอีกแน่ จากค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างนี้แล้วราคามันจะยิ่งแพง ยิ่ง bubble bubble ไปอีกไหม ถามผม ก็คงตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นกูรู้ กรูเชี่ยวชาญทางด้านนี้



แล้วทำไง ?

แต่ถ้าเรามามองภาพตลาดอสังหาฯ ในภาพกว้างขึ้นมาบ้างละ ลองดูเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่ม AEC ด้วยกัน และในประเทศแถบเอเชียที่เจริญ เจริญ กันแล้วว่าเป็นอย่างไร หรือพูดง่ายๆ ก็คือ คอนโดในบ้านเราที่ตอนนี้ ที่มีมากมาย ซื้อลงทุนแล้วมันยังให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจอยู่หรือไม่เมื่อเที่ยบกับประเทศในเอเชีย และที่สำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่ม AEC  แล้วเราอยู่ตรงไหนนะ



ไปดูราคาคอนโดในกลุ่มประเทศเอเชียและในกลุ่ม AEC สิ



*หมายเหตุ เป็นราคาเฉลี่ยของห้องขนาด 120 ตร.ม.,ใน พื้นที่เขตเมืองหลวงของแต่ละประเทศ
ที่มา : www.globalpropertyguide.com


จากตารางด้านบน จะเห็นนะครับว่า ฮ่องกง มีราคาคอนโดสูงสุดถึง 20,371 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. ตามมาด้วยสิงค์โปร์ 16,350 และ ญี่ปุ่น 15,122 ดอลลาร์ต่อตร.ม. และเมื่อดูเฉพาะกลุ่มประเทศ AEC (ที่ผมทำแถบสีฟ้าเอาไว้) สิงค์โปร์มีราคาคอนโดสูงสุด ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ ที่ 3,204 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. และไทยเราที่ 2,996 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. ส่วนประเทศที่มีราคาคอนโดต่ำสุดๆ ก็ที่อินโดนีเซีย  2,099 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. เอง เอ่ะ ยังงี้แปลว่าอะไร ไปดูต่อดีกว่า


มาดูอัตราผลตอบแทนกันดีกว่า (Gross Rental Yield) 

แต่ถ้าเราจะซื้อคอนโดคงต้องดูที่อัตราผลตอบแทน (Gross Rental Yield) น่าจะดีกว่า จะเห็นว่า ประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนสูงสุด คือ

1. อินโดนีเซีย ที่มีค่าเช่าต่อเดือนที่ 1,955 ดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทน  9.31% ต่อปี
2. ฟิลลิปปินส์ ที่มีค่าเช่าต่อเดือนที่ 2,761 ดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ 8.62% ต่อปี
3. ไทย ที่มีค่าเช่าต่อเดือนที่ 2,761 ดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ 6.53%

ส่วนประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำสุด คือ ไต้หวัน 1.57% รองลงมาคือ จีน 2.66% และอินเดีย 2.68%


ดูอีกตัว สัดส่วนราคาต่อค่าเช่า (Price/Rent Ratio)

ดูอัตราผลตอบแทนไปแล้วเรามาดู สัดส่วนราคาต่อค่าเช่า (Price/Rent Ratio) ประกอบกันบ้าง ซึ่งจะบอกถึงระยะเวลาการคืนทุน ผมเข้าใจว่าน่าจะเหมือนค่า Price/Earning (P/E) ในตลาดหุ้นนะ


เห็นชัดเลยนะครับว่า ประเทศอินโดนีเซียคืนทุนเร็วสุดที่ 11 ปี ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ 12 ปี และไทยที่ 15 ปี ซึ่งจะสอดคล้องกับตัวอัตราผลตอบแทน (Gross Rental Yield) นั่นเอง

แต่ในข้อมูลชุดนี้ไม่ได้มีข้อมูลในประเทศลาว พม่า เวียดนามและบรูไน แต่เท่าที่ผมได้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมมาในส่วนของประเทศพม่า ราคาที่ดินในย่านธุรกิจของนครย่างกุ้ง มีราคาสูงถึง 3,166 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. (ราคาที่ดินนะครับ ไม่ใช่ราคาของคอนโด) ส่วนประเทศลาว ราคาที่ดินในกรุงเวียงจันทน์ มีราคาตารางเมตรละ 2,000 ดอลลาร์ ในส่วนเวียดนามและบรูไน ใครมีข้อมูลก็มาช่วยแชร์กันได้นะครับ


กลุ่ม AEC ใครน่าสนใจลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์มากสุด ?


จะเห็นได้ว่าถ้าเรามองการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มประเทศ AEC กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด ตามมาด้วยกรุงมานิลา ประเทศฟิลิปินส์ และกรุงเทพ ของไทยเรานั่นเอง เห็นอย่างนี้ก็พอจะสรุปได้ว่า การลงทุนในภาคอสังหาฯ ของเรายังถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศอันดับต้นๆ ที่ยังน่าลงทุนอยู่ เพราะถ้าเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่กว่าเราทั้ง จีน อินเดีย ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สิงค์โปร์ ก็ต่างมี Price/Rent Ratio ในระดับสูงแล้วทั้งสิ้น (แถมผลตอบแทนยังต่ำอีกต่างหาก)


ลงทุนในตลาดคอนโด หรือ ในตลาดหุ้นดีละ ?


กลับมาดูประเทศไทยกันอีกสักนิด โดยถ้าเราเทียบ Price/Rent Ratio ที่ 15 เท่า หมายถึง ลงทุนซื้อคอนโดแล้วจะคืนทุนภายใน 15 ปี และมี Gross Rental Yield 6.53% เมื่อนำมาเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราตอนนี้ ที่มี P/E ที่ 17-18 เท่า โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ 3%-3.5% เพราะฉะนั้น ก็ยังถือว่าการลงทุนคอนโด ในบ้านเราก็ยังให้ผลตอบแทนและระยะเวลาคืนทุนที่ดีกว่า ตลาดหุ้นอีกนะเนี่ยะ (ไม่ได้แปลว่า ให้แห่ไปซื้อคอนโดกันนะครับ ยังไงอสังหา ก็ยังมีข้อเสียเปรียบในเรื่องสภาพคล่องเมื่อเทียบกับหุ้น)

*ผมเคยโพสเกี่ยบกับ ผลตอบแทนของตลาดหุ้นในแถบเอเชีย ใครอยากรู้ว่าแต่ละประเทศมี P/E กันเท่าไหร่ก็ไปดูกันได้


เอาเป็นว่า ที่เล่ามาทั้งหมด แค่ต้องการให้เห็นภาพอสังหาริมทรัพย์ในตลาดบ้านเราที่กว้างขึ้นหน่อยโดยการเปรียบเทียบให้เห็นทั้งภูมิภาค เพื่อสำหรับใครที่เงินเหลือแยะสนใจอยากแบ่งพอร์ทไปลงทุนในตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดในบ้านเรา หรือใครใคร่เห็นโอกาสจะ Go inter ไปเปิดตลาด AEC กันก็ตามสะดวก

ก่อนจบ ก็ขอฝากประโยคคลาสสิคสำหรับโลกการลงทุน (ที่อ่านกันเข้าใจ แต่ทำได้ไม่เหมือนกันทุกคน)

"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ"




*ข้อมูลล่าสุด : อัตราผลตอบแทน (Gross Rental Yield) ของกรุงเทพ ปี 2555


บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส เผยแพร่ผลสำรวจผลตอบแทนของการปล่อยเช่าคอนโดในปี 2555 ในย่านที่ชาวต่างชาติชอบมาพักอาศัยกันมาก ก็เช่น สุขุมวิท สาธร และลุมพินี โดยสำรวจจากการเช่าทั้งสิ้น 230 รายการจากโครงการคอนโดทั้งสิ้น 70 แห่ง 

โดยอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าโดยเฉลี่ยทั้งปี 2555 (Gross Rental Yield) อยู่ที่ 5.16% (ซึ่งราคาค่าห้องที่ใช้คำนวนรวมค่าตกแต่งและค่าเฟอร์นิเจอร์ไว้ด้วย) โดย

คอนโดขนาด 1 ห้องนอนมีอัตราผลตอบแทนจากการเช่าเฉลี่ยที่ 6.22% 
ขนาด 2 ห้องนอนอยู่ที่ระดับ 5.05% 
ขนาด 3 ห้องนอนอยู่ที่ระดับ 4.43% 

โดยชาวต่างชาติเขาชอบเช่าคอนโดที่มีขนาด 2 ห้องนอนมากสุด เพราะมีจำนวนสูงถึง 113 รายการ หรือ 50% ของกลุ่มตัวอย่างทั้้งหมด  ตามมาด้วยขนาด 1 ห้องนอนจำนวน 56 รายการ และขนาด 3 ห้องนอนจำนวน 52 รายการ โดยส่วนใหญ่โครงการที่การก่อสร้างเพิ่งแล้วเสร็จจะมีจำนวนผู้เช่ามากกว่า อาทิ โครงการมิลเลนเนียม เรสซิเดนซ์ ในซอยสุขุมวิท 20 บริเวณซอย 1 - 63 (เอกมัย) พบว่า ยังคงเป็นบริเวณที่ได้รับความนิยมมากที่สุด.


Read More

04 December 2012

รายได้เท่าไหร่ ที่คุณสามารถซื้อความสุขได้?



 "ต้องมีรายได้เท่าไหร่ ที่พอจะซื้อความสุขได้?"

ใครตอบได้บ้างครับ ให้ผมตอบตอนนี้ยังนึกไม่ออกเลย สงสัยต้องตอบว่ามีมากๆ เข้าไว้ก่อนละมั้ง แต่ในต่างประเทศเขาได้มีการทำวิจัยกันมาแล้วนะครับ ว่าจะต้องมีรายได้ต่อปีเท่าไหร่ ถึงจะสร้างความสุขให้กับตัวเองได้ ไม่รู้เขาใช้อะไรมาวัดเหมือนกัน เพื่อหาความสอดคล้องระหว่างรายได้ที่ต้องการกับความสุขที่ตัวเองได้รับ แต่เราไปดูกันดีกว่าครับ

จากผลการวิจัยของ Skandia International ที่ได้ทำการสำรวจ รายได้ต่อปีโดยเฉลี่ยที่จะสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในชีวิต ของคนใน 13 ประเทศ พบว่า โดยเฉลี่ยของทั้ง 13 ประเทศ รายได้ที่จะทำให้มีความสุขได้ อยู่ที่ $116,000 หรือประมาณ 3.48 ล้านบาทต่อปีเลยนะนั่น โดยประเทศที่ต้องมีรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงสุด ชีวิตถึงจะสุขได้ คือ





กลุ่มประเทศที่มีราคาของความสุขสูงสุด


1. Dubai $276,150 (8.29 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $48,222 หรือ 1.45 ล้านบาทต่อปี คือคนดูไบจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 5.7 เท่า 

2. Singapore $227,553 (6.83 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $61,103 หรือ 1.83 ล้านบาทต่อปี คือคนสิงค์โปรจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 3.7 เท่า 

3. Hong Kong $197,702 (5.93 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $49,990 หรือ 1.5 ล้านบาทต่อปี คือ คนฮ่องกงจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 3.9 เท่า 

กลุ่มประเทศที่มีราคาของความสุขต่ำสุด (จากการสำรวจ)


1. Germany $85,781 (2.57 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $39,211 หรือ 1.18 ล้านบาทต่อปี คือคนเยอรมันจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 2.2 เท่า

2. France $114,344 (3.43 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $34,993 หรือ 1.05 ล้านบาทต่อปี คือคนฝรั่งเศษจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 3.3 เท่า

3. UK $133,010 (3.99 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $35,494 หรือ 1.06 ล้านบาทต่อปี คือ คน UK จะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 3.7 เท่า 


ยังไม่หมด การสำรวจนี้ยังถามต่อไปอีกว่า คุณต้องมีเงินมากขนาดไหนถึงจะรู้สึกได้ว่าตัวเองรวยหรือมั่งคั่ง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจำนวนเงินที่จะทำให้คนเรารู้สึกว่ารวย มั่งคั่ง คือประมาณ $1.8 ล้าน หรือ 54 ล้านบาท (โอ่ะ อย่างนี้เราจะได้รู้สึกรวยกะเค้าบ้างไหมเนี่่ยะ) โดยชาวสิงค์โปรต้องมีเงินถึง $2.91 ล้าน หรือ 87.3 ล้านบาท ส่วนอันดับสองชาวดูไบที่ต้องมีเงินถึง $2.5 ล้าน หรือ 75 ล้านบาท ตามมาด้วยชาวฮ่องกง ที่ต้องมีเงินถึง $2.46 ล้าน หรือ 73.8 ล้านบาท ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นรวยและมั่งคั่ง (แปลกที่ว่า การสำรวจในครั้งนี้ กลับไม่ได้ถามว่า "เราต้องมีเงินมากมายเท่าไหร่ละ เราถึงจะรู้สึกมีความสุขได้")

แต่เป็นที่น่าสนใจครับว่า กลุ่มประเทศยุโรป ที่ถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลับให้ราคาของความสุขต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างกลุ่มประเทศแถบลาตินอเมริกาหรือประเทศในตะวันออกกลางซะอีก

เอ่ะ....ทำไมละนั่น?

ที่จริงอาจจะเป็นเพราะ การมองความร่ำรวย ความมั่งคั่ง ส่วนใหญ่เราจะมองกันในเชิงเปรียบเทียบกันมากกว่า โดยเราจะเชื่อมโยงเปรียบเทียบกับผู้คน และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา เพราะฉะนั้น รายได้ที่เราต้องการเพื่อทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้ก็คือ การได้มากกว่าคนที่อยู่รอบตัวเรา จะเห็นได้ว่า ที่ผมเอารายได้ต่อหัวเฉลี่ยรายปี (GDP per capita) มาเปรียบเทียบเพิ่มเติม  เพื่อต้องการให้เห็นถึงผลของสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

อย่างในกรณีของดูไบ ที่ต้องการรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงเพื่อที่จะให้ตัวเองรู้สึกมีความสุข ก็เพราะในดูไบ มีเศรษฐีเจ้าของบ่อน้ำมันอยู่ก็มาก ทำให้รายได้ที่ต้องการทำให้ตัวเองรู้สึกสุขจึงสูงมาก ซึ่งสูงมากกว่า รายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ (GPD per capita) ถึง 5.7 เท่าเลยทีเดียว ในทางกลับกันในส่วนของชาวเยอรมันที่ต้องการรายได้ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากเยอรมันเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง เมื่อเปรียยบเทียบกับคนอื่นรอบตัว ซึ่งมีรายได้พอๆ กันจึงทำให้ระดับราคาของความรู้สึกสุขจึงไม่สูงมากนัก จะเห็นได้ว่ามากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศแค่ 2.2 เท่า เท่านั้น

เสียดายเหมือนกันว่าการสำรวจในครั้งนี้ไม่มีประเทศไทย แต่ถ้าจะลองคิดกันดูเล่นๆ จาก GDP per capita ของไทย ที่ $8,703 หรือ 2.6 แสนบาทต่อปี ซึ่งรายได้ต่อปีที่จะทำให้คนไทยรู้สึกมีความสุข ผมคิดว่าน่าจะประมาณสัก 4 เท่าของ GDP per capita (ดูจากตัวเลขของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่สูงถึง 3-4 เท่า) ซึ่งก็น่าจะอยู่ $34,812 หรือ 1.04 ล้านบาทต่อปี หรือทำงานอะไรให้ได้เงินเดือนไม่ต่ำกว่า 87,000 จะได้รู้สึกว่ามีความสุขนั่นเอง

ว่าแต่....แล้ว "ความสุขของคุณละมีราคาสักเท่าไหร่?"



อ้างอิง :

1. The Perfect Income for Happiness?  from CNBC
2. GDP per capita Year 2011 form Wikipedia
Read More

06 November 2012

ธุรกิจน่าสน ทำกำไร 130 เท่า (+13,000%)



เห็นชื่อเรื่องแบบนี้ ไม่ได้มาโฆษณาชวนเชื่อ หรือมาชวนทำแชร์ลูกโซ่อะไรนะครับ แต่เห็นช่วงนี้มีประเด็น ดราม่า สำหรับแวดวงการเงินการลงทุนในบ้านเรา ที่มาแรงพอๆ กระแสแรงเงา และ คุณลุงใจดี เลยก็ว่าได้  ประเด็นดราม่านั้นก็เกี่ยวกับ การขายหลักสูตรอบรมการลงทุน ที่มีคำโฆษณาที่น่าตื่นเต้นว่า  สามารถทำกำไรได้ถึง 590% ใน 5 นาที, 855% ใน 8 นาที และอีก บลาๆๆ ซึ่งสำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ แล้วเห็นอย่างนี้ ก็ตาลุกวาวๆ (ความโลภเข้าครอบงำ ณ บันดล) แต่มาดูค่าเรียน โอ่...บร๊ะเจ้า แพงบรรลัย แต่ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร ไปลองหาอ่านกันได้ในพันธิปครับ

ที่เกริ่นเรื่องนี้มา ก็่เพราะคนเรายังไงก็อยากให้เงินที่ตัวเองหามาได้ (อย่างยากลำบาก) หรือที่ตัวเองเก็บไว้ ก่อเกิดผลตอบแทนมากขึ้น หรือที่เค้าเรียกกันจนเกร่อว่า ให้ใช้เิงินทำงานแทน ฟังดูแล้วเทห์ โคตร (ถึงว่าคอร์สอบรมมันถึงขายได้)  ยิ่งได้ผลตอบแทนมากๆ ยิ่งอยากได้ แต่อาจจะลืมไปกันว่า ก่อนที่เราจะใช้เงินทำงานแทนนั้น เราต้องรู้จักใช้สมองก่อนนะ (ไม่เห็นมีใครพูดเล้ย) หลายคนอาจฟังดูแล้ว เ่อ่ะ แล้วใช้สมองก่อนมันต้องทำอย่างไรละ งั้นไปอ่านเรื่องที่ผมนำฝากกันดูในวันนี้



ธุรกิจอะไรทำกำไรได้ 130 เท่า  (+13,000%)


ถ้าเราต้องตั้งต้น ธุรกิจด้วยเงินแค่ 5 เหรียญสหรัฐ เราจะทำธุรกิจอะไรดีคะ ? 

มีด้วยหรือที่เงินแค่นี้จะเอามาใช้ทำธุรกิจอะไรได้ แต่อย่างน้อยได้เริ่มต้นด้วยเงินสักนิดหนึ่ง ก็ยังดีกว่าไม่มีแต้มต่อเลยใช่ไหม 

ถ้าเราต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยเงินเต็มบัญชีธนาคารกับสมองเปล่าๆ หนึ่งก้อน เทียบกับบัญชีที่ไร้เงินแต่สมองเราเต็มไปด้วยไอเดียดีๆ เราจะเลือกอะไรคะ เลือกยากเนอะคะ บางคนอาจบอกว่าขอทั้งคู่ไม่ได้หรือ 

สมมติว่าขอไม่ได้ล่ะ ให้เลือกได้อย่างเดียว เลือกอะไรดี 

มาดูโจทย์ธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกันดีกว่า 

มี เงินให้ห้าเหรียญ ให้เวลาประชุมกันไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ ให้เวลาสองชั่วโมงสำหรับปฏิบัติการตามแผน แต่ต้องทำกำไรให้ได้มากที่สุด เป็นเราจะทำอะไร? ถ้าเป็นคุณผู้อ่านเจอโจทย์แบบนี้จะทำอย่างไรดี 

ศาสตราจารย์ ทีนา ซีลิก สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ให้โจทย์นี้กับนักศึกษาที่ถูกแบ่งเป็น 14 ทีม ทุกทีมต้องแยกย้ายกันไปหนึ่งสัปดาห์แล้วกลับมารายงานหน้าชั้นเรียนเป็นเวลา 3 นาที

มาดูสิ่งที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแต่ละทีมเลือกทำกัน จากเงินห้าเหรียญ 

กลุ่มหนึ่งเอาเงินจำนวนน้อยนิดไปซื้อมะนาว น้ำตาลและมาทำน้ำมะนาวขายหน้ามหาวิทยาลัย 

กลุ่มต่อมารับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัยคิดเงินคันละหนึ่ง เหรียญจนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงินบริจาคจะได้เยอะกว่าเลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน

ส่วนกลุ่มที่สามได้เงินมากกว่า และคิดสร้างสรรค์ได้ไม่เลว พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์และให้เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาวๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่นแล้วให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้อง ยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20 เหรียญ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อยเหรียญในเวลาสองชั่วโมง เพราะใครก็ไม่อยากรออาหารอีกหนึ่งชั่วโมง

ส่วนกลุ่มที่ชนะเลิศหาเงิน ได้ถึง 650 เหรียญ เป็นกำไรถึง 130 เท่าตัว และที่น่าทึ่งคือ พวกเขาไม่ได้ใช้เงินห้าเหรียญนั้นเลย เขาทำได้อย่างไร???

หลังจากประชุมกันนาน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขาจะ “ขายเวลา” 

นักศึกษากลุ่มนี้เฉลยว่า พวกเขานั่งประชุมกันนานว่า จะทำอะไรกันดี บางคนบอกไปซื้อลอตเตอรี่ดีกว่า ไปลาสเวกัส ฯลฯ แต่ ในที่สุดทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน 5 เหรียญ แต่เป็น “เวลา 3 นาที” สำหรับการนำเสนอแผนธุรกิจหน้าห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัย สแตนฟอร์จำนวนเป็นร้อยๆ คนที่นั่งฟังโดยไม่ลุกไปไหน

นักศึกษาจึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้าแล้วขายเวลา 3 นาทีที่ตัวเองต้องพรีเซ็นต์ ให้กับบริษัทที่ต้องการเวลา 3 นาทีโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง 

พอถึงวันจริง นักศึกษากลุ่มนี้ไม่ต้องทำอะไรนอกจากฟังเพื่อนพรีเซ็นต์และพอถึงเวลาของตัว เอง ก็ให้บริษัทที่ตกลงกันไว้มาพรีเซ็นต์สินค้า เสร็จแล้วจ่ายเงิน 650 เหรียญสำหรับเวลา 3 นาทีให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้ 

บริษัทยิ้ม นักศึกษายิ้ม และอาจารย์ยิ้มมากกว่า ที่ลูกศิษย์คิดได้นอกกรอบเหลือเชื่อ 

บทความนี้ตัดมาจากหนังสือชื่อ What I Wish I Knew When I Was 20 by Tina Seelig จาก มหาวิทยาลัย Stanford (ตอนนี้เค้ามีแปลเป็นไทย ใครอยากลองอ่านรีวิว ตามไปอ่านกันได้ครับ ได้ที่ iYom BookViews : น่าจะรู้อย่างนี้ ตั้งแต่ตอนอายุ 20 )



ประเด็นของเรื่องนี้ การเหมือนกับที่เราต้องการผลตอบแทนการจากการลงทุนมากๆ นั่นแหล่ะครับ ถ้าเรารู้จักใช้สมองอันสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัวเราก่อนเป็นอันดับแรก เราก็สามารถสร้างผลตอบแทน อาจจะไม่ต้องมากเท่ากับเรื่องที่ยกมา แต่อย่างน้อย เราจะได้เกิดการเรียนรู้ เกิดประสบการณ์ ทำให้เราสามารถต่อยอดการลงทุนของเราได้ในอนาคต แต่ถ้าเราไม่รู้จักใช้สมอง มัวแต่จะไปมองหาทางลัด ทางเร็ว แม้เราจะมีเงินตั้งต้นมากมาย ซึ่งผลสุดท้ายอาจจะต้องดับอนาจ ไม่แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมาที่มักจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่กำลังเป็นประเด็นดราม่ากันอยู่ในขณะนี้


No Shortcuts To Success...

Read More

18 October 2012

ตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์ แชมป์ผลตอบแทนมากสุดในเอเชีย



พักหลังมานี้ (และน่าจะต่อไป) ตลาดเอเชียเรากำลังเนื้อหอมน่ากิน เอ้ย น่ามาลงทุน จากทั้งในเอเชียด้วยกัน และจากยุโรปและอเมริกา พอมาแลดูในตลาดหุ้นบ้านเรากันบ้าง เพราะเห็นช่วงนี้ตลาดหุ้นในบ้านเราเริ่มคึกคักเป็นพิเศษ หรือที่เขาเรียกว่า ภาวะกระทิงไล่ขวิด  เลยมีผลการศึกษาของ Reuters ที่ได้ทำการสรุปผลตอบแทนตลาดหุ้นในแถบเอเชีย  เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ิ ผลปรากฏว่า ประเทศไทยของเราและฟิลิปปินส์ มีผลตอบแทนในตลาดหุ้นมากสุดในเอเชียเลย

ผลตอบแทนของตลาดหุ้นเอเชีย แบบ Year to date




เมื่อดูที่ Price/Earning (P/E) ความถูกแพงของตลาดเทียบกันเอเชีย ตลาดหุ้นไทยเราก็มี P/E ประมาณ 14 เท่า ถือว่าอยู่กลางๆ (แต่ส่วนตัวผมว่า มันเริ่มแพงขึ้นแหล่ะ)


มาดูการคาดการณ์อัตราเแลกเปลี่ยนของไทยเรากันบ้างเน๋อ



ใครอยากไปดูต้นฉบับของ Reuters ก็ที่นีิเลย Best Performing Stock Markets in Asia

เห็นอย่างนี้แล้ว เรายังไปลงทุนในหุ้นทันไหมเนี่ยะ ตอนนี้เริ่มร้อนลน กลัวตกรถ ขึ้นมานะฉับพลัน ฮ่าฮ่าฮ่า

แต่..เอ่ะ เราจะตกรถ หรือจะไปติดดอย ดีหน่า ใครรู้ช่วยชี้ทางสว่างที
Read More

16 October 2012

20 กลลวงทางธุรกิจ ที่ต้องระวัง



วันก่อน อ.สมภพ ได้มาพูดเกี่ยวกับ 20 กลลวงทางธุรกิจ ในรายการ Business Connection ผมเห็นว่าน่าสนใจดี เลยลองเอาเนื้อหาที่จดๆ  ไว้นำมาฝากกัน โดยเพิ่มเติมเนื้อหา ตามความเข้าใจ ผสานกับที่ทาง อ. สมภพ ได้อธิบายไว้ ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าว่ากลลวงดังกล่าวมีอะไรบ้าง

20 กลลวงทางธุรกิจ


1. กำไรมาก :

การที่บริษัมีกำไรเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจมาก ทำให้แผนการใช้จ่ายอาจจะไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร อาจจะมีค่าใช้จ่ายบริหารเกิดขึ้นมากมายก็ตรงนี้ ประมาณว่ามีเงินมาก ใช้ไงก็ได้ตามสบายฉัน

2. ความสำเร็จ : 

เป็นกลลวงที่อันตรายมากสุด เพราะเมื่อเราสำเร็จอะไรสักอย่าง มันจะทำให้เราฮึกเหิมจนอาจจะเลยเถิดไปถึงหลงระเริง หรือหลงตัวเองจนมั่นใจเกินเหตุ

3. ส่วนแบ่งการตลาด : 

ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดที่เราใช้วัดๆ กันนั้น ถึงแม้เราจะมีตัวเลขที่ี่มาก ประมาณว่าเป็นผู้นำตลาดหรืออุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้ แต่เราอาจจะไม่ได้มองดูสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะบางทีเราอาจกำลังอยู่ในอุตสาหกรรมตกดินก็ได้ ผู้เล่นจึงน้อยราย ทำให้เรามีสัดส่วนที่มาก และถ้าเรายังไม่รู้ตัวอีก ยังยึดกับตัวเลขส่วนแบ่งที่มากมายนั้น ก็อาจจะทำให้เรามั่นใจเกินเหตุ ทำการขยายหรือยึดกับความสำเร็จรูปแบบเดิมๆ อีก (ข้อ 2 เลย)

4. ความเก่ง : 

เคยไหมกับการที่บริษัทหรือองค์กรเจอปัญหา แล้วคิดว่ายังไงทั้งองค์ความรู้และบุคลากรของบริษัทก็สามารถเอาอยู่ บริษัทเรามันสุดยอดอยู่แล้ว พนักงานเราก็เก่ง ทำอะไรสำเร็จๆ มาก็ตั้งหลายอย่าง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ สุดท้าย ต้องใช้บุคคลภายนอกเข้ามาแก้ ประมาณว่าต้องเปิดรับความเก่ง และองค์ความรู้ใหม่ๆ จากภายนอกบ้างไม่ใช่ยึดติดแต่ความเก่งของตัวเอง

5. ปัญหาและผลลัพธ์ : 

ดังที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า "ถ้ามีเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหา จะใช้เวลา 59 นาที เพื่อนิยามปัญหา และอีก 1 นาที เพื่อหาผลลัพธ์" แต่ปรากฎว่าทุกวันนี้ องค์กรหรือบริษัทต่างๆ กลับใช้เวลาทั้ง 60 นาทีเพื่อหาผลลัพธ์กับปัญหาที่ไม่เป็นเรื่อง หรือหาผลลัพธ์ที่มาจากโจทย์ที่ผิด

6. รายงาน : 

มีผู้บริหารหรือผู้จัดการบางคนเอาเวลาหมกหมุ่นอยู่แต่รายงาน อ่านๆ มันทั้งวัน ไม่เคยติดที่จะออกไปดูสถานการณ์จริงว่ามันเป็นอย่างไร ตรงนี้ ผู้บริหารอาจจะได้ภาพที่ดูดีกว่าความเป็นจริงโดยส่วนใหญ่ เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาจะเขียนรายงานในแง่บวกมากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

7. การวิจัยตลาด : 

การวิจัยตลาดหลายๆ ครั้งได้ความเป็นจริงแค่ครึ่งเดียว บางครั้งก็อาจจะไม่ได้เลย และบางทีอาจร้ายไปกว่านั้น คือ ได้ข้อมูลที่ผิดๆ มาอีก

8. Aspirin (ยาแก้ปวดหัว) : 

เราต้องทำตัวเป็นยาแก้ปวดหัวให้ลูกค้า คือ แก้ปัญหาให้ลูกค้า  แต่หลายบริัษัทที่ทำตัวให้ลูกค้าปวดหัวซะงั้น

9. ความแตกต่าง  :


10. ความเร่งรีบ : 

ภาวะการแข่งขันปัจจุบัน ทำให้หลายบริษัทต้องเร่งรีบผลิตสินค้าออกมาแบ่งเงินในประเป๋าผุ้บริโภคมากขึ้น แต่แท้จริงแล้วเพราะความเร่งรีบทำให้บริํษัทไม่ไ้ด้ผลิตสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างถูกจุด สินค้าจึงเป็นแค่สินค้า ไม่สามารถเป็น นวัตกรรมได้

11. ความชอบ : 

จะเน้นไปในเรื่องการจ้างคน โดยเราต้องจ้างคนที่เราชอบน้อยที่สุดแต่คุณสมบัติตรงกับที่ต้องการมากสุด แต่หลายครั้งที่เรามักจะคัดเลิกจากที่ชอบมากกว่า

12. ระยะสั้นที่สุด คือ ดีที่สุด : 

เน้นในเรื่องการสื่อสารภายในองค์กรให้ตรงประเด็นมากที่สุด อย่าพยายามพูดอ้อมเกินไป จนไม่สามารถจับประเด็นอะไรได้เลย

13. เจ้านาย : 

เป็นองค์กรที่ลูกน้อง เห็นดี เห็นงามด้วยกับเจ้านายอย่างเดียว ประจบว่างั้น ไม่เคยเสนอความคิดที่แตกต่าง หรือแนวทางใหม่ๆ เลย หลายที่อาจจะคิดว่าเป็นอันหนึงอันเดียวกัน ทำให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่เร็วขึ้น แต่ถ้าบางทีโจทย์ผิด ก็กลายเป็นว่าไม่มีใครทักท้วง มัวแต่เออ ออ ห่อหมก ตามๆ กันไป (ข้อ 5) สงสัยบางที่เจ้านายก็ชอบด้วยแหล่ะ ไม่มีใครขัด ข้าใหญ่ ข้าถูก คนเดียวในโลก

14. ความขัดแย้ง : 

หลายคนได้ยินคำว่าความขัดแย้งก็จะรู้สึกไม่ได้ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งแท้จริงแล้วความขัดแย้งก็มีคุณประโยชน์เหมือนกัน เพราะทำให้เราเห็นวิธีการที่แตกต่าง หรืออาจจะดีกว่า แต่องค์กรต้องสามารถควบคุมความขัดแย้งให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเพราะข้อ 13


15. วิกฤตธุรกิจ : 

ไ้อ๋ย่ะ...พุดถึงคำว่าวิกฤตทุกคนก็กลัวกันหมด แต่วิกฤตมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ถ้าภายในองค์กรของเรา สามัคคี รักใคร่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ผ่านพ้นไปได้จะทำให้องค์กรของเรารักกันมากขึ้น มีความเป็นอันหนึงอันเดียวกันมากขึ้น อย่างเช่น วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา

16. คู่แข่ง :

ฟังแล้วเซร็ง ฟ้าส่งข้ามาเกิด แล้วใยต้องส่งเจ้ามาเกิดด้วย แต่แท้จริงแล้ว คำว่าคู่แข่ง จะทำให้เราไม่อยู่เฉย ต้องมีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

17. Networking :


18. การประชุม : 

ถ้าดูตารางเวลาแล้วมีการประชุมหนาแน่นเต็มไปหมด ทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น ไม่ได้แปลว่าองค์กรนั้นดูมีคุณค่านะ แต่ในทางกลับกันมันจะหมายถึงการที่ต้องเสียเวลา แรงงาน ทรัพยากรต่างๆ ไปกับการประชุม (โดยเฉพาะน้ำลาย ที่จะต้องมีการโต้เถียงกันอย่างแน่นอน)


19. การโฆษณา : 

ปัจจุบันนี้ องค์กรอาจจะไม่ต้องเน้นในงบเรื่องของการโฆษณาในจำนวนมากๆ เพราะเราสามารถใช้ social media ต่าง ที่มีต้นทุนที่ถูกกว่ามากๆ แทนได้ หรือเราจะเน้นไปที่การประชาสัมพันธ์แทน


20. Budget : 

เอ้า ยึดเอาไว้เลยนะ ห้ามเกินไม่งั้นไม่ได้ตาม KPI ที่ตั้งไว้ ซึ่งหลายที่มักจะเป็นอย่างนี้ แต่เราควรนำ Budget มาใช้อย่างยืดหยุ่น น่าจะก่อให้เกิดมูลค่ามากว่า 




รู้อย่างนี้แล้ว ก็โปรดระวังหลุมพลางธุรกิจดังกล่าวกันให้ดีๆ จะได้ก้าวข้ามผ่านผลักดันให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต.
Read More

08 October 2012

รู้ทันจิต คิดนอกกรอบ



วันนี้ขอพักเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจไว้สักหน่อย  มาพักสมอง ลองคิดอะไรอย่างอื่นบ้าง (อ้าว ไหนบอกว่าพักสมองไง แล้วจะยังให้คิดอีก ไรเนี่ยะ) คือ มาพักสมองแล้วหาเวลาคิด เพื่อที่จะทำความรู้จักตัวเองมากขึ้นดีกว่าครับ คุณรู้จักสิ่งที่เรียกว่า กรอบทางความคิด กันหรือเปล่า มีหลายครั้ง หลายคน มักจะบอกว่า ให้เราคิดนอกกรอบ ไอ้เราก็พยายามมาคิดนอกกรอบ พยายาม พยายาม และพยายาม แต่ยังไงก็คิดไม่ออกสักที ส่วนหนึ่งผมว่า มันจะมาจากการที่เราไม่รู้ว่ากรอบของเราคืออะไร ต่างหาก ในเมื่อยังไม่รู้ว่ากรอบของตัวเองคือไร แล้วจะไปคิดนอกกรอบได้ยังไง วันนี้ผมจึงมีปริศนามาให้คิดกันเล่นๆ ดูว่าไอ้คำว่า กรอบทางความคิด เนี่ยะมันเป็นอย่างไร เผื่อต่อไปเราจะได้คิดนอกกรอบกับเค้าเป็นบ้างซะที โอมเพี้ยง


ปริศนาชวนคิด 2 ข้อที่อยากให้ลองหาคำตอบ ขอแนะว่าควรใช้เวลาคิดสักพัก ก่อนที่จะไปดูคำตอบข้างล่าง


1.แม่ให้เงินเด็กน้อย 20 บาท พอได้เงินเด็กน้อยก็รีบวิ่งเข้าไปในร้าน เพื่อซื้อขนมราคา 5 บาท เมื่อเจ้าของร้านยื่นเงินทอน 5 บาท เด็กน้อยก็รีบคว้าเงินและขนมออกไปจากร้าน คุณทราบไหมว่าทำไมเด็กน้อยจึงทำเช่นนั้นหากว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้องทุกอย่าง ? 


2. รถคันหนึ่งชนเสาไฟฟ้าอย่างแรง ผู้เป็นพ่อตายคาที่ ส่วนผู้เป็นลูกบาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดสมองรีบด่วน ศัลยแพทย์ถูกเรียกตัวมาผ่าตัดผู้ป่วยอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นหน้าผู้ป่วยซึ่งนอนหมดสติอยู่บนเตียงผ่าตัด ศัลยแพทย์ก็ชะงัก และบอกกับคณะแพทย์พยาบาลว่า ตนไม่กล้าผ่าตัดผู้ป่วยคนนี้ด้วยมือของตนเอง เพราะว่าเขาเป็นลูกของตน เด็กคนหนึ่งฟังเรื่องนี้แล้ว งงงวยมาก คุณพอจะอธิบายเรื่องนี้ได้ไหม? 


ถ้าคุณตอบข้อ 1.ว่าเป็นเพราะเจ้าของร้านทอนเงินผิด หรือเด็กขาดสติ จึงฉวยเงินทอนขาดไป 10 บาท คุณก็ตอบผิด เพราะโจทย์บอกไว้แล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านนั้นถูกต้องทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิด หากคุณใช้เวลานานแล้วยังตอบไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่นึกอยู่ตลอดเวลาว่าเด็กคนนั้นยื่นธนบัตร 20 บาทให้เจ้าของร้าน ทั้ง ๆ ที่โจทย์ไม่ได้บอกเลยแม้แต่น้อย คำตอบข้อนี้ก็คือ เป็นเพราะเด็กยื่นเงิน 10 บาทให้เจ้าของนั่นเอง 

ข้อ 2 ก็เช่นกัน ถ้าคุณตอบว่าศัลยแพทย์เป็นพ่อบุญธรรม (หรือเป็นอะไรต่ออะไรสุดแท้แต่จะนึก) คุณก็ตอบผิด ถ้าคุณงงงวย อธิบายเรื่องนี้ไม่ได้ ก็คงเป็นเพราะคุณนึกตลอดเวลาว่าศัลยแพทย์เป็นผู้ชาย ความจริงก็คือศัลยแพทย์ในเรื่องนี้เป็นแม่ของเด็กคนนั้น 

ปริศนาทั้ง 2 เรื่องที่จริงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ตอบไม่ได้จนสร้างความอึดอัดแก่หลายคน ก็เพราะคนส่วนใหญ่เผลอปรุงแต่งข้อมูลหรือสร้างภาพบางอย่างขึ้นในใจเกินจากที่โจทย์ได้ระบุไว้ สิ่งที่ปรุงแต่งต่อเติมนี้เองที่กลายเป็นกรอบหรืออุปสรรคบังตาให้เราหาคำตอบไม่เจอทั้ง ๆ ที่คำตอบนั้นง่ายแสนง่าย กลายเป็นเส้นผมบังภูเขาก็ได้ สิ่งที่ปรุงแต่งต่อเติมนั้นบางครั้งเกิดจากการตีความเอาเอง (เช่น แม่ให้เงินเด็ก 20 บาท ก็เลยนึกต่อไปว่าเด็กยื่นเงิน 20 บาทให้เจ้าของร้าน) หรือเกิดจากประสบการณ์และความคุ้นเคยที่กลายเป็นแบบแผนความคิด (เช่น ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ที่เจอนั้นเป็นผู้ชาย ดังนั้นพอได้ยินคำว่าศัลยแพทย์ ก็นึกภาพเป็นผู้ชายขึ้นมาทันที) การปรุงแต่งต่อเติมดังกล่าวเกิดขึ้นทันทีแบบอัตโนมัติจนเราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงทำให้หลายคนไม่ทันได้ตระหนักว่าความคิดปรุงแต่งของตนนั้นแหละที่เป็นปัญหา ไม่ใช่เป็นเพราะโจทย์ผิดหรือบุคคลในโจทย์ทำอะไรผิดพลาด 

ความคิดที่ปรุงแต่งต่อเติมโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงเพราะว่ามันได้ตีกรอบความคิดของเราให้อับจนต่อโจทย์ง่าย ๆ เท่านั้น หากยังเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์ในเวลาทำงาน ยิ่งกว่านั้นมันยังอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนเกิดความวิวาทบาดหมางกันด้วย ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ เรารู้สึกอย่างไรหากได้ยินว่าแฟนสาวของเรานัดพบศัลยแพทย์คนหนึ่งในโรงแรมหรูยามค่ำคืน ได้ยินเพียงเท่านี้บางคนก็เกิดความหวาดระแวงในคู่รักของตนแล้ว

การปรุงแต่งต่อเติมจากสิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น บางครั้งก็มีประโยชน์ในการทำให้เรามองได้ลึกไปกว่าปรากฏการณ์ แต่หากเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก็อาจทำให้เราเห็นความจริงอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อน เกิดความเข้าใจผิดและหวาดระแวงได้ง่ายมาก ยิ่งเกิดความบาดหมางใจกันแล้ว ก็ยิ่งง่ายที่จะปรุงแต่งต่อเติมในทางลบ จนเห็นอีกฝ่ายเป็นตัวเลวร้าย 

การต่อเติมปรุงแต่งหรือคิดไปเองไม่เพียงนำไปสู่ความวิวาทบาดหมางระหว่างสามีภรรยาหรือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น หากยังสามารถขยายความร้าวฉานของผู้คนจนกลายเป็นความแตกแยกในบ้านเมืองได้ เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดหรือกระทำการใด ๆ ง่ายมากที่อีกฝ่ายจะตั้งข้อระแวงสงสัยหรือมองไปในทางลบ หากฝ่ายนั้นตระหนักว่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์หรือตั้งข้อสงสัยของตน ก็คงไม่ถึงกับหลงเชื่อว่าเป็นความจริง แต่หากเป็นการปรุงแต่งต่อเติมขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว ก็ง่ายที่จะสำคัญผิดว่านั่นเป็นความจริง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นลบ เกิดท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์มากขึ้น กลายเป็นการขยายความขัดแย้งให้ลุกลามมากขึ้น 

บ่อยครั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนอื่น หากอยู่ที่ความคิดของเราเอง แม้เป็นการยากที่เราจะรู้ทันความคิดปรุงแต่งของตนทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แต่จะดีไม่น้อยหากเราหมั่นตรวจสอบความคิดของตนอยู่เสมอว่าปรุงแต่งต่อเติมจากความเป็นจริงหรือสิ่งที่รับรู้มามากน้อยเพียงใด นั่นจะช่วยให้เราเป็นนายมัน หาไม่แล้วมันจะกลายเป็นนายของเราได้ง่ายมาก

ปริศนาในบทความนี้ เป็นของ พระไพศาล วิสาโล ในหัวเรื่อง ""รู้ทันความคิดปรุงแต่ง"
--------------------------------------------------------------------------------------

ไงครับ ปริศนาธรรมทั้งสองข้อ ที่ไม่ได้บอกก่อนเพราะ เด๋วได้ยินเป็นเรื่องทางธรรม หลายคนอาจจะตั้งป้อม ขี้เกียจอ่าน ไม่อยากทำความเข้าใจ (เอ่ะ ผมปรุงแต่งไปเองหรือเปล่าเนี่ยะ) ถึงแม้บทความดังกล่าวจะเน้นหนักไปทางความคิดที่เกิดจากจิตที่ปรุงแต่งของเรา แต่ เจ้าตัวความคิด และจิตนิ่เอง มันเกิดจากกรอบความคิดของเรานั่นเอง ฉะนั้นถ้าเรารู้ทันคิด เราก็จะรู้ว่ากรอบของเราอยู่ตรงไหน อย่างคำถามสองข้อ ผมก็ตอบผิดทั้งสองข้อเลย (เออ อย่างน้อยเราก็มีกรอบวะ) แต่เจตนาของ พระไพศาล คงไม่ได้ต้องการเอาปริศนามาเพื่อแค่ต้องการวัดผลผิดถูกประการใดทั้งสิ้น ท่านคงต้องการให้เรารู้และเข้าใจตัวเราเองมากขึ้นต่างหาก เพราะต้องยอมรับว่า การที่เรามีกรอบทางความคิด หรือมีจิตที่ปรุงแต่งไปบ้าง ในบางเรื่อง โดยเฉพาะการทำงานเนี่ยะ ส่วนตัวผมคิดว่ามันจำเป็นและต้องใช้ประโยชน์เลยหล่ะ  เพราะไม่ใช้เราอาจไม่สามารถเห็นภาพที่ชัดเจน งานของเราก็อาจจะไม่สำเร็จได้ อย่างที่พระไพศาลว่าไว้ "การปรุงแต่งต่อเติมจากสิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น บางครั้งก็มีประโยชน์ในการทำให้เรามองได้ลึกไปกว่าปรากฏการณ์" แต่ในทางกลับกันถ้าเรานำกรอบความคิดที่ปรุงแต่งมาใช้ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากจนไม่รู้ว่าอันไหนกรอบเรา หรือเราไปเอากรอบคนอื่นมาคิดปนกับกรอบเราหรือเปล่า (ประมาณว่าฟังคนอื่นมาแยะ ดูละครดราม่ามาแยะ) ท้ายที่สุดอาจจะนำพาความยุ่งยากมาให้เราได้เช่นเดียวกัน

Read More

23 September 2012

ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่านั้น (ตัวอย่าง Green Industry)



ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่าน แห่มฝนกระหน่ำกระจายกันทั่วทุกภาคของไทยเลยนะครับ โดยเฉพาะ กทม. เนี่ยะนอกจากฝนยังตกหนัก น้ำท่วมแล้ว ยังรถติดมากมายอีก นิ่ขนาดส่วนตัวผมทำงานอยู่ชานเมืองนะครับ ยังได้รับผลกระทบเลย เห็นใจคนที่ทำงานในเมืองเหมือนกัน หนักหนาสาหัสน่าดู วันก่อนดูภาพน้ำท่วมขังแถวเซียร์รังสิต เฮ้ย...ตกใจนึกว่าน้องน้ำจากทางเหนือเข้ามาถล่มกรุงอีกแล้วหรอเนี่ย ภาพบรรยากาศมันเหมือนปีที่แล้วเด่ะเลย สรุปที่แท้ เป็นภาพน้ำท่วมขังหลังจากฝนตกหนักนั่นเอง (อย่างนี้ไม่ต้องรอน้ำเหนือกรุงเทพอย่างเราก็ท่วมได้นะเนี่ยะ) ดูจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกๆ ปีไม่เฉพาะในไทยเท่านั้น รวมทั้งทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ทำให้หลายประเทศเริ่มให้ความใส่ใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แต่จะมากขึ้นอย่างไร วันนี้มีตัวอย่างมาให้ดูกันครับ


ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่าั้นั้น


ตอนที่ 1 : ทำไมต้อง "กรีน นำ สไตล์"

ตอนที่ 2 : ตัวอย่าง Green Industry


ก่อนที่เราจะไปดูว่าแต่ละประเทศเค้าเริ่มตื่นตัวอะไรกันบ้างแล้วนะกับ กระแส กังนัมสไตล์ เอ้ย กรีน นำ สไตล์ เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง แล้วพอเกิดขึ้นแล้วมันไปอยู่ แห่งหนไหนกันนะ





ก็ตามรูปเลยนะครับ ก๊าซคาร์บอนเนี่ยะ 91% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติ ล้วนก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนทั้งนั้น ส่วนอีก 9% มาจากไฟป่า พอเกิดขึ้นแล้วสัก 47% ก็จะลอยไปอยู่บนชั้นบรรยากาศ (Atmosphere) สะสมห่อหุ้มโลกเพิ่มขึ้นเหมือนผ้าห่มที่มันจะหนาขึ้น หนาขึ้น หนาขึ้น เป็นที่มาของคำว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ไงครับที่กำลังเป็นปัญหากันอยู่ตอนนี้และในอนาคต  อีก 27% ต้นไม้ก็จะช่วยดูดซับ ส่วนอีก 26% ก็ดูดลงทะเล

เอาล่ะ พอเห็นภาพกันคร่าวๆ แล้วว่า เจ้าก๊าซคาร์บอนเนี่ย มีความเป็นมากันอย่างไร คราวนี้เราจะมาดูกันว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเขากำลังทำอะไรกันอยู่บ้างนะ เพื่อเข้ากระแส "กรีน นำ สไตล์" กัน



"กรีน นำ สไตล์" ทั่วโลก



สหรัฐอเมริกา 

Google ไม่มีใครคงไม่รู้จักนะครับ ถึงแม้ Google จะดำเนินการและทำธุรกิจที่เกียวข้องกับโลก online เหมือนไม่น่าจะส่งผลต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนสักเท่าไหร่ ก็อย่างที่บอกแล้วว่า ทุกการกระทำของเราล้วนปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งสิ้น ถึงแม้เรากำลังค้นหาข้อมูลผ่าน Google อยู่ก็ตาม ด้วยความที่ Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลก  ทำให้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากมายมหาศาลในการดำเนินธุรกิจ เพราะอุปกรณ์ไอที ยังไงก็หนีไม่พ้นที่ต้องใช้ไฟฟ้า



โดย Google หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการสีเขียวขนาดใหญ่ของบริษัทซึ่งตั้งเป้าว่าจะเป็นบริษัทที่สร้าง สมดุลคาร์บอน (carbon neutral) คือ การที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน โดยบริษัทใช้น้ำที่ได้จากระบบบำบัดน้ำเสียมาเป็นพลังงาน และใช้วัสดุรีไซเคิลสำหรับระบบเซิร์ฟเวอร์หลักของบริษัท

จีน


จีน อีกหนึ่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ด้วยประชากรที่มากโข และการเป็นฐานการผลิตของบริษัทชั้นนำทั่วโลกทำให้จีนจึงมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นเบอร์หนึ่งแล้วตอนนี้  แต่รัฐบาลเค้าก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ด้วยการเตรียมส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) เพื่อช่วยยกระดับการเป็นประเทศอุตสาหกรรการส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  จากการที่ภาคการส่งออกของจีนขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยอาศัยต้นทุนแรงงานต่ำรวมถึงการขายพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก

ฝรั่งเศส

นายกเทศมนตรีของเมืองปารีส ต้องการให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองปารีส ให้มีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเน้นที่ต้องการสให้ปารีสเป็นเมืองสีเขียว เริ่มแรกโดยการสร้างทางจักรยานความยาว 200 ไมล์ และร้านอาหารสีเขียว

อังกฤษ 


มหาวิทยาลัยวอร์ริก (Warrick University) ได้พัฒนารถแข่งสายพันธุ์ใหม่ที่สร้างจากวัสดุเหลือใช้ต่างๆ และเศษพืชผัก เช่น พวงมาลัยที่ทำจากไฟเบอร์จากหัวแคร์รอต รถคันนี้สามารถวิ่งได้เร็วถึง 150 ไมล์ต่อชั่วโมง ใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ผลิตจากพืชผัก เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้กำลังถูกจับตาดูอยู่ว่าสามารถก้าวสู่ระบบอุตสาหกรรมได้หรือไม่ ต่อไปน่าจะเห็นวิ่งอยู่ในสนาม F1 บ้างเนอะ


สวีเดน


ประชากรเมือง Vaxjo (อ่านยังไงหว่า) มุ่งมั่นว่าจะทำให้เมืองนี้ปลอดการใช้พลังงานจากการเผาเชื้อเพลิงให้ได้ภายใน ปี 2593 ด้วยการใช้โรงงานชีวมวล (biomass plant) ที่เป็นแหล่งผลิตความร้อนและผลิตน้ำร้อนภายในเมือง ต่อไปเมืองนี้จะกลายเป็นต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับเมืองต่างๆ ในประเทศทั่วโลก

อาร์เจนตินา

ที่เมืองบัวโนสไอเรส ซึ่งเป็นเมืองที่อุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ดีไซเนอร์รุ่นใหม่กำลังสร้างนวัตกรรมและงานสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เสื้อแจ็กเกตติดแผงโซลาร์สำหรับชาร์จไฟให้ไอพอด เป้สะพายสำหรับเดินทางที่ทำจากพลาสติกจากป้ายโฆษณาบิลบอร์ดที่ไม่ใช้แล้ว กระเป๋าใส่แล็ปทอปและกระเป๋าสตางค์ที่ทำมาจากร่ม ชูชีพ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นกระแสของ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ที่กำลังอินเทรนด์ไปทั่วโลก

*ที่จริงของประเทศญี่ปุ่นก็มีนะ บริษัท Triumph เค้าได้ออกแบบชุดชั้นในติดแผงโซลาร์เซล เพื่อเอาไว้ชาร์ทโทรศัพท์มือถือซะด้วย บร๊ะ...ยังงี้ก็ต้องออกมาเดินตากแดดกันบ่อยๆ ละสิ่ อืม...


เกาหลีใต้


เปิดตัวโครงการ “เซมังอึม” (Saemangeum) (ต่อไปอาจจะมีเพลงที่เกี่ยวกับ เซมังอึม เพื่อโปรโมตโครงการนี้ก็ได้) ซึ่งไอ้โครงการเซมังอึมเนี่ยะ เป็นโครงการก่อสร้างแนวกั้นน้ำทะเลที่ยาวที่สุดของโลก ระยะทางราว 34 กิโลเมตร และจะเพิ่มพื้นที่แผ่นดินโดยการถมทะเลกว่า 400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอภิมหาโปรเจคนี้จะเปรียบเสมือน “มหากำแพงกั้นน้ำทะเล” โดยสร้างถนนเหนือแนวกำแพงใช้เป็นเส้นทาง ขนส่งสินค้าและศูนย์ธุรกิจนานาชาติ ทางเกาหลีใต้ เขาฟังธงมาว่าจะให้เสร็จภายในปี 2563 และจะเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) อีกด้วย เอ่อ สุดยอดจริง

ประเทศไทย ???

...........
.........
.....

เอ่ะ...ไทยเราทำอะไรไปบ้างแล้วหว่า ใครรู้บ้างช่วยบอกทีนะครับ...

ข้อมูลอ้างอิง : อุตสาหกรรมสาร ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
Read More

10 September 2012

ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่านั้น (ตอน 1)



เห็นชื่อเรื่องแบบนี้ คงนึกว่าวันนี้ผมมาออกแนวฮาหรือเปล่า  ก็ไม่มีไรครับ ขอตามกระแสกับเค้าหน่อย ที่ยอดดูตอนนี้เกิน 100 ล้านครั้งเข้าไปแล้ว มันช่างกังนัมสไตล์จริงๆ  ว่าแต่....มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า ที่ขึ้นชื่อว่า "กรีน นำ สไตล์" มีความหมายนะครับ ไม่ใช่จะบ้าตามกระแสอย่างเดียว แต่มันหมายถึง กระแสสีเขียว ที่กำลังอินเทรนด์สุดๆ ซึ่งตอนนี้หันไปทางไหนใครๆ ต่างก็ให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของอุตสาหกรรมที่เป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง จึงทำให้หลายประเทศทั่วโลกพยายามที่จะผลักดันในการเปลี่ยนประเทศตัวเองให้เป็น อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ให้ได้ เพื่อจะใช้เป็นอำนาจการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคต วันนี้เราจึงมาดูกันว่า ไอ้ที่ว่า ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่านั้น กระแสแรงไปแล้วทั่วโลกเนี่ยะ มันเป็นอย่างไร แล้วทำไมต้องให้ความสำคัญกันด้วยนะ ว่าแล้วเราก็ไป ไป กรีน นำ ไตล์ กันดีกว่า


ตอนนี้ ต้อง "กรีน นำ สไตล์" เท่าั้นั้น


ตอนที่ 1 : ทำไมต้อง "กรีน นำ สไตล์"

ตอนที่ 2 : ตัวอย่าง Green Industry




เมื่อจะพูดถึง Green Industry ก่อนอื่นมาดูภาพนี้กันก่อนดีกว่า




เอ่ะ แล้วมันรอยทีน เอ้ย! รอยเท้าใครหว่า? .....


มันเป็นรอยเท้าของพวกเราชาวโลกนิ่แหล่ะครับ ที่อาศัยอยู่ตามประเทศต่างๆ ว่าตัวเราประเทศของเรามีการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมาทำร้ายโลกมากน้อยแค่ไหน หรือที่เรียกว่า Carbon Emission นั่นเอง (หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องทำเป็นรูปรอยเท้าด้วย ตามไปอ่านกันได้ครับที่ Carbon Footprint) กลับมากันที่ Carbon Emission กันต่อ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดในระดับสากลที่ว่า ประเทศไหนทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน

จากรูปรอยเท้าข้างซ้าย ก็คือ ปริมาณคาร์บอนที่แต่ละประเทศได้ช่วยปล่อยออกมารมควันโลกกัน ทั้งหมดทั้งมวลก็มีประมาณ 3.4 หมื่นล้านตัน (ปี 2010) เราไปดู 5 อันดับแรกกันดีกว่าว่ามีประเทศอะไรบ้าง

อันดับหนึ่ง ก็ พี่จีนของเรานั่นเอง ประมาณ 8.24 พันล้านตัน
อันดับสอง ก็สหรัฐอเมริกา นิ่เป็นแชมป์เก่ามาหลายสมัย เพิ่งมาโดนพี่จีนแซงหน้าไปได้ในช่วงศตวรรษที่ 21 นี้แหล่ะครับ  ปล่อยควันไปประมาณ 5.49 พันล้านตัน
อันดับสาม  ก็อินตาระเดีย นะจ๊ะนายจ๋า ปล่อยควันไป 2.07 พันล้านตัน
อันดับสี่ ก็รัสเซีย ปล่อยควันไป 1.69 พันล้านตัน
อันดับห้า ญี่ปุ่น ปล่อยควันไป 1.14 พันล้านตัน





จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า กลุ่ม G20 จะมีการปล่อยก๊าซ คาร์บอน (CO2) ออกมาเป็นจำนวนมากมาย คิดเป็นประมาณ 80% ของก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาทั้งหมด (G20 ก็ประกอบด้วย กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ และกลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) ขนาดใหญ่อีก 11 ประเทศ และรวม EU เข้าไป จึงเป็น G20 ซึ่งขนาดเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ G20 คิดเป็นประมาณ 90% ของเศรษฐกิจโลก และมีประชากรประมาณ 2 ใน 3 ของโลก)



อย่างนี้แปลว่าอะไร ??


งั้นต่อไปเศรษฐกิจยิ่งโต ประเทศต่างๆ พัฒนามากขึ้นๆ ก็ต้องมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมารมควันกันมากขึ้นงั้นรึ เพราะมองทางมุมเศรษฐกิจ ตัว GDP ก็ยังเป็นตัวชีวัดที่สำคัญซะด้วย บางประเทศที่เพิ่งพัฒนาหรือกำลังพัฒนา ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะ ก็กลุ่มประเทศ AEC ที่ยังไงก็ต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ในกลุ่มประเทศเหล่านี้มากขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่ได้ให้ความสนใจกับการปล่อยก๊าซสักเท่าไหร่ ก็จะเป็นไรไปละ ฉันมันเป็นประเทศเล็กๆ ปล่อยก็ออกมาไม่แยะ ไปจัดการประเทศที่ปล่อยออกมาหนักๆ มากๆ ไม่ดีกว่าหรอ ซึ่งถ้าคิดแบบนั้นก็ถือว่ามองแต่มุมของตัวเอง เพราะถ้ามองอีกมุมหนึ่ง (ที่ควรจะต้องมองด้วยซ้ำ) คนปล่อยอาจจะปล่อยน้อย แต่คนรับมันรับอยู่คนเดียว หลายคนปล่อยถึงแม้จะน้อย พอมารวมของที่มันมีมากอยู่แล้ว คนรับคนเดียวก็คือโลกของเราจะไหวหรอ






โดย กลุ่มประเทศ AEC (สมาชิกรวม 10 ประเทศ)  มีการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Carbon Emission) รวมกันประมาณ 1.3 พันล้านตัน ประมาณ 4% จากการปริมาณการปล่อยควันทั้งหมดของโลก ซึ่งนำโดย อินโดนีเซีย 476 ล้านตัน, ไทย 321 ล้านตัน และ มาเลเซีย 234 ล้านตัน เอ่อ เมื่อมารวมกันแล้วก็มากอยู่เหมือนกันนะ กลุ่ม AEC เนี่ย ถ้าดูเป็นอันดับโลก จะขึ้นไปอยู่ที่ห้า แทนญี่ปุ่นเลยนะนั่น

เพราะฉะนั้น จึงเป็นคำถามว่า สำหรับประเทศหรือกลุ่มประเทศเล็กๆ ที่เริ่มจะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้น ควรจะทำอย่างไรละ ถามง่าย ก็ตอบง่ายๆ เลยว่า ก็ควรใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมนะสิ เพราะอย่างที่บอกไอ้ตัว Carbon Emission เนี่ย จะถูกใช้เป็นอำนาจการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศแน่ในอนาคต ถ้าเรายังไม่อยากเป็นแค่โรงงานนรก ที่เป็นฐานผลิตให้ประเทศที่มีการปล่อยควันพิษมาก แล้วจะลดการปล่อยด้วยการกระจายโรงงานต่างๆ มาผลิตในแถบนี้แทน (นรกจริงๆ ด้วย) ก็คงต้องหันมาให้ความใส่ใจกันอย่างจริงจัง

อย่างปัจจุบันนี้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ต่างหันมาให้ความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น โดยผลักดันให้เป็นวาระแห่งโลกเลย (วาระแห่งชาติคงไม่พอ)  เพื่อที่จะควบคุมและลดปริมาณการปล่อยควันพิษออกมาสู่โลกของเรา พร้อมๆ กับการที่จะผลักดันตัวเองให้กลายเป็น Green Industry (นิ่ ควบคุมกันแล้วหรอเนี่ยะ)



เอ่ะ ยังมีรอยเท้าข้างขวาที่ยังไม่ได้พูดถึงนิ่....


อันนี้ก็เป็นการปล่อยสารคาร์บอนเหมือนกัน แต่เป็นการดูในลักษณะต่อหัว (Carbon emission per capita) จะเห็นได้ว่า จีนที่มีปริมาณปล่อยควันพิษมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ด้วยจำนวนประชากรในประเทศที่มาก (น่าจะประมาณสัก 1,350 ล้านคน 20% ของประชากรทั้งหมดทั่วโลก) จึงทำให้ปริมาณปล่อยควันพิษต่อหัวของจีน จึงยังน้อยอยู่ จะเห็นได้ว่า กลายเป็นตาปลาเล็กๆ ด้านขวาบนของเท้าแทน ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 6.15 ตันต่อคน ส่วนอเมริกาอยู่ที่ 17.56 ตันต่่อคน ส่วนอินเดียอยู่ที่ 1.7 ตันต่อคน เท่านั้น

แต่เราลองมาดูประเทศที่มีปริมาณปล่อยสารคาร์บอนต่อหัวมากสุด ก็คือ Gibraltar หรือ ยิบรอลตาล์ เอ่ะ มันเป็นประเทศหรือเปล่าเนี่ยะ เคยได้ยินแต่ช่องแคบยิบยอลตาล์ น่าจะเป็นที่เดียวกัน (ประวัติความเป็นมา จะเป็นอย่างไรลองหาอ่านกัันได้ wikipedia ครับ) โดยการที่ Gibraltar มีปริมาณปล่อยควันพิษต่อหัวมาก ก็เนื่องจาก มีการนำเข้าสินค้้าอุตสาหกรรมจำนวนมากนั่นเอง แต่พอมองเป็นประเทศแล้ว โห่ะ เล็กเหมือนเสี้ยนตำเท้า เท่านั้น

จะเห็นได้ว่า การพยายามที่จะเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมที่ต้องผลิต ผลิต แล้วก็ผลิต (ทั้งสินค้าและพลังงาน) ฉะนั้น ก็เหมือนเป็นตัวการที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามไปด้วย แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรามีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วก็สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อมกันไปด้วย ไว้คราวหน้าเราจะมาดูกันว่า ในหลายๆ ประเทศเค้าได้ตื่นตัวและได้เริ่มทำอะไรกันไปแล้วบ้าง เพื่อที่จะเข้ากระแส "กรีน นำ สไตล์"
Read More

01 September 2012

SMEs กับการเติบโตบนเส้นทางสีเขียว (Green Sustainable Growth for SMEs)



หลังจากที่บทความก่อนหน้าเราได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) แล้วว่ามีวิธีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของกิจการขนาดใหญ่ บิ๊กเบิ้ม ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่โตมโหฬาร ก็ควรจะมีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่จริงเท่าที่ผมได้อ่านรายงานประจำปีของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ หลายบริษัทเขาก็มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แล้วอย่างนี้มันจะมีปัญหาอะไรอีกละ ในเมื่อกิจการขนาดใหญ่เขาก็ได้ดำเนินการกันมาแล้ว อ๊ะ นั่นแหล่ะครับปัญหา แต่เป็นปัญหาของ SMEs ต่างหาก เพราะขนาดรายใหญ่เขายังทำ แล้ว SMEs อย่างเรามัวทำอะไรอยู่ จากการที่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ถือว่ามีจำนวนมากในบ้านเรา และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ฉะนั้น อะไรที่เกี่ยวกับเรื่อง สินค้าสีเขียว SMEs จะต้องหันกลับมาให้ความใส่ใจกันมากขึ้น เพราะมันจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ SMEs นั้นเติบโตและมีที่ยืนอยู่บนตลาดได้ในอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เพราะเจ้าใหญ่เขาก็จะใหญ่มากขึ้นไปอีกแน่นอน


SMEs กับการเติบโตบนเส้นทางสีเขียว


การทำอุตสาหกรรมสีเขียวนั้น ไม่ได้เน้นโรงงานระดับใหญ่ แต่กลุ่ม SMEs คือเป้าหมายหลัก เนื่องจากมีสัดส่วนมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในเรื่องการเติบโตสีเขียวจึงมีความสำคัญตามไปด้วย จากมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าความร่วมมือในระดับเล็กและเปรียบเทียบอัตราการผลิตและการปล่อยมลพิษแล้ว SMEs จะเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีทางเลือกง่ายกว่า และมีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้าง ผลกำไรและลดการปล่อยของเสียได้รวดเร็วกว่า ทว่า SMEs ต้องพร้อมและยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขการแข่งขันเพื่อก้าวเข้าสู่การเติบโตสีเขียวจึงจะเกิดผลในวงกว้าง

อุปสรรคอย่างหนึ่งที่ SMEs สีเขียวปัจจุบันต้องเผชิญคือ การตลาดที่ต้องแข่งขันกับสินค้ามหภาค ต้นทุนต่ำกว่า ทางออกอยู่ที่ การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีไม่ว่าจะด้วยตัวเอง รับเอาเทคโนโลยีต่างชาติเข้ามา รวมถึงการร่วมมือกับเครือธุรกิจขนาดใหญ่ และวางเป้าหมายไปสู่เวทีการค้าระดับโลกด้วย

หนทางสู่ผลิตภัณฑ์สีเขียวที่เป็นเลิศ


ผลิตภัณฑ์ (Product)


เริ่มจากตัวผลิตภัณฑ์ หากผลิตภัณฑ์ต้องใช้พลังงาน ต้องลดการสิ้นเปลืองพลังงานได้ดีกว่า ผลิตภัณฑ์ทั่วไป หากเป็นสินค้าประเภทอื่น ก็อาจไม่คำนึงถึงข้อนี้ ในด้านน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ก็ต้องคำนึงถึง เพราะในกระบวนการโลจิสติกส์หากน้ำหนักมาก ก็จะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองในการขนส่งมากเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ ในด้านของผลิตภัณฑ์ ยังคำนึงถึงความคงทนถาวร โดยควรจะต้องสามารถใช้งานได้ ภายในเวลาที่กำหนดไว้กับลูกค้า และไม่เสื่อมโทรมสูญสิ้นไปก่อนเวลาอันควร เนื่องจากว่าหากสินค้านั้น เสื่อมสิ้นไปก่อนเวลาอันควร ก็จะทำให้ต้องสิ้นเปลืองพลังงานมารีไซเคิล มาผลิตใหม่อีก ซึ่งกระบวนการ ผลิตนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

วัตถุดิบ (Raw Material)


วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า สามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ และรีไซเคิลได้ในสัดส่วนมากหรือน้อย เมื่อ เทียบกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบทั้งหมด รวมถึงความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ของตัวผลิตภัณฑ์นั้นๆ เอง หากหมดอายุหรือเลิกการใช้งานแล้ว จะสามารถรีไซเคิลได้ และไม่ทิ้งของเสียตกค้างไว้ให้กับสภาพแวดล้อมด้วย 

หีบห่อ (Packaging)


ด้านของหีบห่อ ต้องมีการออกแบบรวมถึงใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยและสามารถรีไซเคิลได้ ไม่มีสารพิษ หรือสารต้องห้ามที่จะเป็นมลภาวะต่อสภาพแวดล้อมอยู่ในหีบห่อเป็นอันขาด รวมถึงขนาดและน้ำหนักของหีบห่อ จะต้องเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองต่อการขนส่ง 

กระบวนการผลิต (Production Process)


ส่วนประเด็นทางด้านกระบวนการผลิตนั้นจะต้องไม่ใช้พลังงานมากเกินไป โดยเน้นการเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตรุ่นก่อนๆ ว่า มีอัตราการสิ้นเปลืองมากหรือน้อยกว่ากระบวนการผลิตเดิมหรือไม่ และหากสามารถใช้พลังงานทดแทนได้ จะยิ่งดีมากทีเดียว รวมถึงในการผลิตนั้น จะต้องไม่ปลดปล่อยสารพิษหรือสารตกค้างออกมาสู่สภาพแวดล้อมมากเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด หรือควรหาแนวทางลดน้อยลงเรื่อยๆจนแทบจะเหลือศูนย์ 

จัดซื้อ จัดหา (Procurement)



นอกจากนี้ ยังมองรวมไปถึงการจัดซื้อ จัดหากันเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่จะซื้อ การคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย จนถึงการขนส่งมายังแหล่งผลิตของกิจการ ว่าเหมาะสม ไม่สิ้นเปลืองพลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อม 

การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure)


ท้ายที่สุด ก็คือ ควรต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพียงพอต่อการใช้สินค้าบริการดังกล่าวของลูกค้าอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยควรต้องมี ฉลาก (Green label) มีคู่มือ และหรือเอกสารต่างๆ ที่บ่งบอกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ที่่มา : อุตสาหกรรมสาร ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม



Read More

21 August 2012

เรามาเป็น "อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)" กันดีกว่า


หลังจากลองมานั่งดูสถิติยอดผู้ชมของบทความที่เพื่อนๆ เข้ามาดู เข้ามาอ่าน ในรอบปีนี้ เห็นว่าเรื่องที่เกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์สีเขียว ได้รับความสนใจทีเดียวครับ จะเห็นได้จาก บทความที่ได้รับความนิยม (มองไปขวาบนของ blog ครับ)  จะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สีเขียวก็แยะอยู่ แสดงว่าผองเพื่อน พี่ น้อง หรือผู้บริโภคอย่างเราๆ เริ่มให้ความสนใจกับ สินค้าสีเขียวกันมากขึ้นแล้ว แต่เคยมีใครนึกสงสัยไหมครับว่า สินค้าที่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น Eco-Car, รถ Hybrid  อะไรพวกนี้ เรารับรู้ว่ามันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะลดการใช้พลังงาน ซึ่งมันเป็นภาคของผู้บริโภคอย่างเรา คือ คุณซื้อมาใช้นะ สินค้านี้ใช้แล้วเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในภาคของการผลิตละมันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แค่ไหน อันนี้เราไม่รู้ (อันนี้ ยกตัวอย่างนะครับ รถที่ผลิตออกมา อาจจะเขียวตลอดห่วงโซ่การผลิตก็ได้) สิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็น คือ ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตอของปัญหาสิ่งแวดล้อมมาแต่ไหนแต่ไร จะมีวิธีจัดการอย่างไร เพื่อให้ได้ชื่อว่าการผลิตสินค้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย หรือจะเรียกให้มันอินเทรนด์หน่อย ก็เป็น อุตสาหกรรมสีเขียว นั่นเอง เราไปดูกันว่าดีกว่าว่ามันต้องทำอย่างไรนะ (บทความชุดนี้ ผมนำมาจาก อุตสาหกรรมสาร ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมครับ)


GREEN INDUSTRY : อุตสาหกรรมสีเขียว



“เพื่อสิ่งแวดล้อม” กลายเป็นคำที่มีการพูดถึงและลงมือทำกันอย่างแพร่หลายในทุกวงการ เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า มนุษย์ทุกคนได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยจากภัยธรรมชาติที่มนุษย์เป็นต้นเหตุก่อขึ้นมาต่อเนื่องยาวนาน แต่ในภาพรวมใหญ่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบอุตสาหกรรม คือส่วนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการไม่อาจหลีกเลี่ยงปรับตัว เพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป จึงเกิดเป็นแนวทางการจัดการที่เรียกว่า “อุตสาหกรรมสีเขียว” ขึ้นมา และกำลังเป็นเทรนด์ที่ทุกภาคส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ให้ความสนใจ

แนวคิด อุตสาหกรรมสีเขียว เป็นการจุดประกาย จากผลกระทบสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็นการพลิกรูปแบบการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ในทางเดียวกันก็มีคำถามตามมาว่า สิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรม จะอยู่ด้วยกันได้หรือไม่ และ “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” จะขายได้จริงหรือ

อุตสาหกรรมสีเขียวคืออะไร


อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) เป็นการจัดการโรงงานหรืออุตสาหกรรมที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การหมุนเวียนของเสียกลับมาใช้ใหม่ (Waste Recovery) ในกระบวนการผลิต การป้องกันปัญหามลพิษโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) รวมทั้งการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Product) มีการแลกเปลี่ยนของเสียที่จะเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานอื่นๆ (Industrial Symbiosis) โดยเน้นของเหลือใช้และของเสียกลับมาใช้ใหม่ตามหลักการ 3R’s Reuse Reduce Recycle ได้แก่ การลดของเสีย การใช้ซ้ำ และการนำวัสดุเหลือใช้/ของเสีย กลับมาใช้ประโยชน์ 

5 ระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่สมบูรณ์


อุตสาหกรรมสีเขียวยุคใหม่ยังต้องมีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการจัดการของเสียและมลภาวะต่างๆ ระบบการจัดการพลังงาน กิจกรรมรักษา สิ่งแวดล้อมภายในองค์กร การสร้างวัฒนธรรมและการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นขั้นสูงสุด ของอุตสาหกรรมสีเขียว 5 ระดับ ซึ่งเป็นโมเดลที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดขึ้นตามแนวคิด “โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว” มาดูกันว่าการที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งจะก้าวเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างสมบูรณ์แบบนั้นจะต้องผ่านลำดับขั้นอะไรบ้าง

1. Green Commitment


เป็นระดับที่แสดงถึงความมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุด ซึ่งเป็นระดับที่เราเริ่มเห็นได้ทั่วไป จากการที่บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคทั้งเล็กใหญ่เริ่มผลิตสินค้าที่ใช้วัสดุรีไซเคิล ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมหรือลดการใช้พลังงานมากขึ้น ซึ่งโรงงานของแต่ละบริษัทส่วนใหญ่จะผ่านจุดในระดับเริ่มต้นนี้กันหมดแล้ว



2. Green Activity


เป็นระดับที่โรงงานต้องแสดงให้เห็นว่า ได้ทำการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามความมุ่งมั่นในระดับแรก คือผ่านขั้นตอนของการวางแผนงาน มาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ให้ผู้บริโภคจับต้องได้ เช่น การออกสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้วัสดุรีไซเคิล การพัฒนาระบบประหยัดพลังงานในเครื่อง ของ โนเกีย แอลจีและโซนี่ อีริคสัน ผู้ผลิตพรินเตอร์เอชพีออกเครื่องพรินเตอร์ที่ใช้หมึกรักษาสิ่งแวดล้อม หรือโค้กออก ตู้แช่ประหยัดพลังงานลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในทุกตู้แช่ของโค้ก เป็นต้น รวมทั้งแผนงานลดใช้พลังงานภายในโรงงานยักษ์ใหญ่อย่าง โรงงานของกลุ่ม SCG ก็ถือว่าอยู่ในขั้นนี้เช่นกัน 3.


3. Green System


การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมภายในอย่างเป็นระบบ หรือการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ถือว่าเป็นจุดที่เริ่มยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เพราะต้องมีการปรับปรุงโรงงานอย่างจริงจัง โดยต้องจัดเก็บแผนการดำเนินงานแต่ละเดือน เช่น การจดตัวเลขการปล่อยคาร์บอนและคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงไป โรงงานที่ดำเนินมาถึงขั้นนี้ผู้บริโภคสามารถวางใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากโรงงานแห่งนี้มุ่งมั่นเพื่อเป็น ผลิตภัณฑ์สีเขียวอย่างแท้จริง

4. Green Culture


หากโรงงานที่ผ่านระดับ 3 มาแล้ว จะเข้าสู่การเป็นวัฒนธรรมขององค์กรไปโดยปริยาย โดยพนักงานจนถึงระดับบริหารจะรับทราบและปฎิบัติตามแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียวซึ่งจะถูกกำหนดอยู่ในนโยบายขององค์กรที่ชัดเจน อาทิ การใช้น้ำอย่างประหยัด การปิดไฟในเวลาพัก ใช้แก้วน้ำแทนกรวยกระดาษ ใช้ กระดาษถ่ายเอกสาร 2 หน้า เป็นต้น

5. Green Network  


เป็นระดับสุดท้ายและสูงสุดของโมเดลที่แสดงถึงการขยายเครือข่ายผ่านห่วงโซ่อุปทานสีเขียว โดยสนับสนุนให้คู่ค้าของโรงงานหรือโรงงานด้วยกันเข้าสู่กระบวนสีเขียว เป็นพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ซึ่งยังพบได้น้อย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมสีเขียวนี้ยังต้องเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนและสังคมด้วย จึงจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสีเขียวที่สมบูรณ์แบบ


ไว้คราวหน้าเราจะมาดูกันต่อว่า ในส่วน SME ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากในบ้านเรา จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ท้าทายทีเดียวครับ

Read More
Designed ByBlogger Templates