22 May 2012

วิถีมืออาชีพ วิถีของ "บุญคลี ปลั่งศิริ"



วันก่อนฟังรายการ Business Connection ที่ทาง อ.ธันยวัชร์ และคุณอาทิตย์ได้พูดถึงคุณบุญคลี ปลั่งศิริ ที่ได้มาเสวนาในหัวข้อ "นักบริหารกับเจ้าของสองประสานเพื่อธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน" ในงาน Bualuang SMART Family Enterprise ที่ทางธนาคารกรุงเทพจัดขึ้น ซึ่งหลายคน คงเคยได้ยินชื่อคุณบุญคลี มาก็นานแล้วครับ (รวมทั้งผมด้วย) แต่ไม่ค่อยได้เคยสัมผัสถึงกรอบความคิด และวิถีคิดแบบมืออาชีพ ของคนระดับอดีตแม่ทัพคู่ใจของ ทักษิน ชินวัตร และล่าสุดที่เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ดึงตัวมาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งจะมาช่วยในส่วนของธุรกิจในเครื่อของกลุ่มเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ที่มีลูกเขยคนเล็กของเสี่ยเค้า คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ดูแลอยู่

ต้องขอบอกเลยว่าประสบการณ์ที่คุณบุญคลี นำมาถ่ายทอดให้ฟัง ถือว่าเป็นอะไรที่ ทั้งผู้บริหารมืออาชีพ (หรือ มือปืนรับจ้าง) กับเจ้าของธุรกิจ จะต้องประสบพบเจออย่างแน่นอน ขนาดผมไม่ได้เป็นทั้งผู้บริหารมืออาชีพและไม่ได้เป็นทั้งเจ้าของกิจการ (เอ๊า ไม่บอกไปเลยละว่าเป็นแค่ลูกจ้างสามัญธรรมดา) ยังรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียวครับ งั้นผมขอยกตัวอย่างวลีเด็ดๆ ที่ทางคุณบุญคลี ได้มาถ่ายทอดวิทยายุทธในครั้งนี้กันครับ

"องค์กรที่มีเจ้าของอย่างเดียวเติบโตไปได้เพียงจุดหนึ่งเท่านั้น ขณะที่องค์กรที่มีแต่มืออาชีพอย่างเดียวไม่มีเจ้าของก็เติบโตได้ช้า แต่คน 2 พันธุ์นี้ต้องอยู่ด้วยกัน"

(โดยประเด็นนี้ คุณบุญคลี ฟันธงเลยว่า จะให้เจ้าของธุรกิจขึ้นมาเป็น ผู้บริหารกิจการ นั้นมันเป็นไปไม่ได้)

"เจ้าของ"ต้องการ"หลงจู๊" แต่ต้องเป็น"หลงจู๊"ที่อินเตอร์เนเชั่นแนล ต้องพัฒนา


"ความสัมพันธ์เจ้าของและผู้บริหารมืออาชีพเป็นความสัมพันธ์ที่ลี้ลับ ไม่เคยออกมาพูดเปิดเผย ไม่เคยออกมาพูดกันบนโต๊ะ เห็นชัดว่า เราเป็นอย่างไร และไม่เคยถูกแชร์ข้ามไปสู่องค์กรหนึ่งสู่อีกองค์กรหนึ่ง"


"ถ้าผมเป็นมืออาชีพ ผมทำงานกับเจ้าของ ผมมีปัญหา ผมจะเก็บไว้เป็นความลับ ผมไม่กล้าไปแชร์กับคนอื่น ขณะที่เจ้าของกิจการอาจจะแชร์กัน แต่มืออาชีพไม่แชร์"

(ถึงว่าเราไม่ได้เป็นผู้บริหารสักที เพราะเอามาแชร์ (นินทา) ตลอด ฮ่าฮ่า ขอนอกเรื่องหน่อยนะครับ )

"ประเภทของเจ้าของกิจการ 1. Cashier (ประเภทเก็บแต่เงินสด) 2. ล้วงลูก 3. บ้าประชุม 4. ศักดินา 5. จอม Project 6. ระบบราชการ "


"ประเภทของผู้บริหารมืออาชีพ 1. นักประชาสัมพันธ์ 2. นักต่อรอง 3. ขออำนาจเต็ม 4. นักการตลาด 5. ปล่อยปละละเลย 6. บริหารตามตำรา"


ยกตัวอย่างพอหอมปาก หอมขอ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ไปฟังกันได้ครับ

นักบริหารกับเจ้าของสองประสานเพื่อธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน








เยี่ยมเลยนะครับ สำหรับมือปืนรับจ้างคนนี้ "บุญคลี ปลั่งศิริ"


Read More

15 May 2012

มารู้จัก การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) กันอีกสักนิด (ตอนจบ)


กลับมาอีกครังกับการตลาดเพื่อสังคมที่กล่าวถึงกันไปบ้างก่อนหน้านี้ (การตลาดเพื่อสังคม ตอนที่ 1) มาได้อ่านบทความก็เพิ่งรู้เหมือนกันนะครับว่า ผู้ประกอบการในไทยเราก็มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ดีครับ ถึงแม้บริษัทหรือองค์กรที่เป็น SE ในบ้านเีรา อาจจะยังไม่ได้ใหญ่โตมากมาย  แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีครับ


การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) 




จากการที่ได้พูดคุยกับเจ้าของกิจการธุรกิจเพื่อสังคมเหล่านี้ทำให้ทราบว่า นักธุรกิจเพื่อสังคมเองก็ประสบปัญหาอยู่ ไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจดีแต่ขาดประสบการณ์ด้านธุรกิจ การตลาด ธุรกิจบางอย่างจึงยากที่จะประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ธุรกิจเพื่อสังคมเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภคเท่าที่ควร ดังนั้นหากมีภาครัฐหรือองค์กรใดที่จะช่วยรวบรวมข้อมูลและประชาสัมพันธ์ธุรกิจเหล่านี้ให้เป็นที่รู้จักก็จะสามารถทำให้ธุรกิจเหล่านี้มีโอกาสเติบโตได้อีกไม่น้อย นอกจากนี้ธุรกิจเหล่านี้ยังพบปัญหาและอุปสรรคจากกฎระเบียบของภาครัฐเอง แทนที่จะได้รับการสนับสนุนอีกด้วย 

ในเรื่องของแหล่งเงินทุนก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีกองทุนต่าง ๆ ทั่วโลกที่ให้ความช่วยเหลือให้กับองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมเหล่านี้อยู่ แต่ในบ้านเรากลับมีน้อยมาก ดังนั้นหากภาคการเงินการธนาคาร รวมถึงธุรกิจใหญ่ ๆ ที่อยากทำโครงการที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ได้เข้ามาร่วมมือให้การสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้ในด้านต่าง ๆ เช่น การอบรม ให้ความรู้ในการประกอบธุรกิจ ในด้านกลยุทธ์การตลาด และการหาตลาด การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือช่วยเป็นที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยงให้ก็จะช่วยให้องค์กรเหล่านี้เติบโตได้อย่างแข็งแรงและยืนหยัดอยู่ได้ครับ



ในงาน Social Enterprise ครั้งที่ 2 และงานเปิดตัวหนังสือ "ทำเพื่อสังคมไม่เห็นต้องกินแกลบ (Becoming Social Entrepreneur)" ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กร Change Fushion ร่วมกับองค์กรผู้ร่วมสนับสนุนอื่น ๆ ได้มีการนำเสนอโครงการของผู้ชนะการประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคมหลายโครงการซึ่งมีความน่าสนใจและ แสดงให้เห็นว่า ความรู้ด้านการตลาดสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่นกลุ่ม Southern Salam ที่มองเห็นว่า สาเหตุหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ก็คือ ปัญหาการ ว่างงาน ซึ่งนอกจากจะสร้างความเหลื่อมล้ำทางรายได้แล้ว ยังทำให้คนที่ว่างงานหันไปทำอย่างอื่นซึ่งไม่เกิดประโยชน์หรืออาจสร้างปัญหาได้ 

กลุ่ม Southern Salam จึงได้ทำการสำรวจแล้วพบว่าผ้าคลุมผมสตรีชาวมุสลิม เป็นสินค้าหัตถกรรมอย่างหนึ่งซึ่งคนไทยในสามจังหวัดสามารถทำได้ดี จึงมีแผนให้การสนับสนุนอย่างครบวงจรทั้งต้นทุนวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อช่วยลดปัญหาการว่างงาน 

นอกจากนี้จากการทำวิจัยยังพบว่าปัญหาด้านกลิ่นอับเป็นปัญหาสำคัญของผู้ใช้ผ้าชนิดนี้ จึงมีการนำนาโนเทคโนโลยีที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของกลิ่นอับเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา และมีการศึกษาเพื่อเปิดตลาดใหม่ในตะวันออกกลางและประเทศมุสลิมอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการนำจุดแข็งของคนไทยในเรื่องของการออกแบบเข้ามาช่วย โดยการทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ชั้นนำของเมืองไทยเพื่อออกแบบลวดลายให้เข้ากับแฟชั่นอีกด้วย เห็นได้ว่าการนำเรื่องของการตลาดมาทำงานเพื่อสังคม (Social Marketing) นั้น จริง ๆ แล้วไม่ต้องคิดมากและไม่ต้องคิดยาก ขอให้มองลึกถึงสาเหตุหลักของปัญหาสังคมที่ต้องการแก้ไข แล้วนำความรู้ด้านการตลาดมาประยุกต์ใช้ ต่อยอดกับภูมิปัญญาที่มีอยู่ ก็จะช่วยตอบโจทย์ได้ไม่ยากครับ... ...



ถึงจุดนี้เราคงต้องมาคิดกันแล้วว่า จุดมุ่งหมายในชีวิต หรือสำหรับองค์กรธุรกิจของท่านนั้นคืออะไร หากเงินไม่ใช่ คำตอบสุดท้าย องค์กรธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise อาจเป็นทางเลือกสำหรับท่านก็ได้ครับ !

บทความโดย คุณรณพงศ์ คำนวณทิพย์

 ----------------------------------------------------------------------------

ต้องยอมรับกันละครับว่า การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) ที่ก่อตัวขึ้นจากผู้ประกอบการรายเล็กๆ หรือชุมชนต่างๆ ที่เล็งเห็นปัญหาความเป็นอยู่ของชุมชนตนเอง และรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จะผลักดันให้ผู้ประกอบการรายใหญ่หันมาใส่ใจต่อสังคมกันมากขึ้นในอนาคต เพราะถึงแม้บริษัทใหญ่ๆ จะไม่สามารถเป็น Social Enterprise ได้เต็มตัว (เช่น บริษัทในตลาดหลักทรัพย์) แต่ก็คงจะต้องมีกลยุทธ์ หรือแผนการตลาดในเรื่องนี้มากขึ้น (หรือการทำ CSR มากขึ้น) และที่สำคัญประเด็นของการทำตลาดเพื่อสังคมนั้น คงจะตั้งอยู่ในหลักของ SCG (อันนี้ผมคิดเอง แต่เผอิญไปตรงกับชื่อบริษัทใหญ่ในไทยเราพอดีเลย)


"ช่วยเหลือสังคม (Social) + ด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ (Creative) + เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green)"


ซึ่งน่าจะเป็นหลักสำคัญ ที่จะต้องคิดทบทวนเมื่อผู้ประกอบการจะหันมาทำการตลาดเพื่อสังคมกันอย่างจริงจัง

อ๋อ ผมยังมีอะไรมาฝากนิดหน่อย พอดีไปค้นข้อมูลเจอหน่วยงานอย่างเป็นทางการในการสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทย ในนามของ สกส. (สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ) ที่ได้ก่อตั้งเว็ปไซต์ Social Enterprise Thailand (กิจการเพื่อสังคม ประเทศไทย) ใครอยากรู้อะไรเพิ่มเติมตามไปอ่านกันได้ครับ มีตัวอย่างผู้ประกอบการในไทยและเทศ ที่เป็น Social Enterprise ด้วยครับ
Read More

09 May 2012

มารู้จัก การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) กันอีกสักนิด (ตอนที่ 1)



แห่ม...สวัสดีครับห่างหายกันไปนานเลย ช่วงนี้อากาศค่อยดีขึ้นมาบ้างหน่อย หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้มันช่างร้อนมากมายขนาดทำใจลำบากจริงเมื่อเวลาจะก้าวย่างออกไปไหน (โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องแอร์) หวังว่าเพื่อนๆ ยังคงสบายดีกันนะครับ ทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ขอเข้าประเด็นในความรู้ที่นำมาฝากกันในวันนี้ หลังจากที่ก่อนหน้าผมได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับ การตลาดสีเขียว (Green Marketing) มาเล่าสู่กันฟังบ้างแล้ว แต่มันยังมีการตลาดอีกตัวหนึ่งที่เริ่มกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง หลังจากการตลาดสีเขียวจุดติดขึ้น และต้องถือว่าการตลาดสีเขียว เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดแบบนี้ ซึ่งสิ่งที่ผมกำลังพูดถึงนั่นก็คือ การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) นั่นเอง (ไม่ใช่พวก Social Media Marketing นะครับ) หรือที่เราเรียกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) ซึ่งผู้ประกอบการในบ้านเราหลายที่นั้น ได้ปฏิบัติกันมานานแล้ว แต่อย่างที่บอกไปจากการตื่นตัวของการตลาดสีเขียวดังกล่าว ทำให้การตลาดเพื่อสังคมถูกนำใช้ควบคู่กันไปด้วย เราจะไปดูกันว่า การทำการตลาดเพื่อสังคม นอกจากทำการการตลาดสีเขียวแล้ว ยังสามารถทำอะไรเพื่อตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้บ้างอีก...


การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing)


การตลาดนอกจากจะเป็นพระเอกเพราะมีบทบาทในการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจเจริญเติบโตแล้ว ในมุมกลับการตลาดก็ถูกมองว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของทุนนิยม โดยการสร้างวัฒนธรรมบริโภคนิยม รวมถึงวัตถุนิยมขึ้นมาจนมากเกินพอดี บางครั้งก็กระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคให้มีความต้องการในสิ่งที่ไม่จำเป็น จนดูเหมือนว่าจะสวนทางกับกระแสการฟื้นฟูวิกฤตสังคมในเวลานี้ซึ่งเป็นยุคที่จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมของคนในสังคมถูกปลุกขึ้นมาจากปัญหาและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ ความเสื่อมทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ปัญหาการเมือง และความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ


แล้วการตลาดจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาสังคมได้อย่างไร ?


คำตอบก็คือ หากมองว่าการตลาดเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งแล้วก็ช่วยได้อย่างแน่นอน เพราะการตลาดจะช่วยให้การสื่อสารและการทำกิจกรรมต่าง ๆ กับคนในสังคมทำได้อย่างตรงเป้าหมายและสัมฤทธิผล ดังนั้นการตลาดจึงไม่ได้ช่วย ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดบริโภคโดยไม่ยั้งเท่านั้น แต่ยังช่วยปลุกจิตสำนึกที่ดีและความยั้งคิดให้กับผู้บริโภคได้ในอีกมุมหนึ่งครับ

ในส่วนขององค์กรธุรกิจก็หันมาให้ ความสนใจในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมก็มีอยู่หลายวิธี เช่น การดูแลแหล่งน้ำ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปลูกป่า การช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น อย่างไรก็ดีจุดมุ่งหมายขององค์กรธุรกิจโดยทั่วไปนั้นก็คือ การสร้าง ผลกำไร การทำกิจกรรม CSR จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบ และทำสิ่งดี ๆ เพื่อคืนกลับสู่สังคมบ้างเท่านั้น

แต่ยังมีองค์กรอีกประเภทหนึ่งซึ่งก็คือ องค์กรธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร (Nonprofit Organization) หรืออาจเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงผลกำไรก็ได้ แต่กำไรนั้นมีเป้าหมายเพื่อหล่อเลี้ยงองค์กรให้ดำเนินอยู่ได้เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่าง ๆ ต่อไป ดังนั้นองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จนั้นจึงถือว่าได้กำไรถึงสามต่อ คือได้ทั้งผลตอบแทนทางการเงิน ผลตอบแทนด้านสังคมของเรา และสิ่งแวดล้อมของโลกอีกด้วย

รูปแบบของ Social Enterprise หรือองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมนี้ดูจะเป็นรูปแบบที่ลงตัวสำหรับผู้ประกอบการที่มีจิตสาธารณะ ต้องการทำความดีเพื่อสังคม เพราะเป็นรูปแบบที่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน เหมือนเป็นสะพานที่เชื่อมช่องว่างระหว่างองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรกับธุรกิจทั่วไปที่เน้นกำไรสูงสุด เพราะอย่างน้อยก็ยังสามารถเลี้ยงองค์กรให้ดำเนินอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนหรือเงินบริจาคแต่เพียงอย่างเดียว เรียกว่าทำเพื่อสังคมได้โดยไม่ต้องกินแกลบครับ

อันที่จริงองค์กรธุรกิจ (Social Enterprise) นั้นได้ก่อตัวขึ้นแล้วในเมืองไทย โดยนักธุรกิจรุ่นใหม่หลายคนอย่างเช่นธุรกิจไอทีเพื่อสังคมอย่างบริษัท Opendream (www.opendream.co.th) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถนัดงานโปรแกรมเมอร์ทำเว็บแอปพลิเคชั่นและมีความสนใจในปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมารวมตัวกัน โดยมุ่งแก้ปัญหาให้กับเว็บไซต์และระบบของหน่วยงานและองค์กรเพื่อสังคม ซึ่งส่วนใหญ่มักค่อนข้างล้าหลังด้านเทคโนโลยี ไม่น่าสนใจ ใช้งานยาก บริษัท Opendream จึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้โดยไม่มุ่งแสวงหาผลกำไรกับลูกค้ากลุ่มนี้ แต่งานอีกส่วนหนึ่งประมาณ 20% จะเป็นงานที่ทำให้กับภาคธุรกิจเอกชนทั่วไปเพื่อสร้างผลกำไรมาเลี้ยงบริษัทตามสมควร

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ นิตยสาร BE Magazine (www.think-be.com) ที่ถูก ตั้งขึ้นโดยคุณอารันดร์ อาชาพิลาศ คนหนุ่มรุ่นใหม่ที่เห็นรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมาเป็นแรงบันดาลใจ โดย BE Magazine ที่เปิดโอกาสให้คนว่างงาน คนเร่ร่อน ได้มีโอกาส หารายได้จากการขายนิตยสาร โดยจะได้รับหนังสือครั้งแรกฟรีจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นเมื่อรับไปขายครั้งต่อไปต้องจ่ายค่าต้นทุนหนังสือ ส่วนที่ขายได้ก็เป็นกำไร วิธีการนี้ทำให้คนที่เคยรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า หมดความหวัง สามารถลุกขึ้นมาทำงานหาเลี้ยงชีพ จนเริ่มมีเงินเก็บและมีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้ ปัจจุบันนี้ BE Magazine มีคุณลุง คุณป้าในเครือข่ายกว่าร้อยคน ซึ่งบางคนพอเริ่มตั้งตัวได้ก็จะออกไปหาธุรกิจอื่น ๆ ของตนเองทำต่อไป นับว่ามีส่วนช่วยเหลือสังคมได้อย่างเห็นผลครับ


ไว้คราวหน้าเรามาว่ากันต่อนะครับ ในเรื่อง Social Marketing ครับ
Read More
Designed ByBlogger Templates