03 February 2012

Facebook Nation กับสถิติที่น่าสนใจ



เห็นช่วงนี้สุดยอด Social Network อย่าง facebook กำลังเป็นที่กล่าวถึงกันอยู่พอควร เนื่องจาก พี่มารค์ (เอร็ย...ไม่ใช่ หัวหน้าพรรค ปชป. นะ) แต่เป็นพี่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ที่กำลังทำให้ facebook เติบโตไปอีกขึ้น จากการนำ facebook เข้าตลาดหุ้น และได้มีการยื่นทำ IPO (Initial Public Offering )ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ เอ่ะมันมากขนาดไหน ก็ประมาณ 150,000 ล้านบาทเอง ซึ่งถ้าเทียบกับพี่เบิ้ม ปตท. (PTT) ของเราแล้ว ในช่วงปี 2544 ที่เพิ่งเริ่มเข้าจดทะเบียนในตลาดมีมูลค่าตลาดประมาณ 100,000 ล้านบาทเท่านั้น (แต่ตอนนี้ พี่เข้าโตมาเกือบ 980,000 ล้านบาทแล้วนะ)


กลับมาที่ facebook กันต่อ หลังจากพี่มาร์ก ได้ก่อตั้ง facebook ตั้งแต่ปี 2004 ในระยะเวลา 8 ปีมานี้ ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นซึ่งส่งผลให้มูลค่าของ facebook เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามรูปเลยครับ




ซึ่งเป็นที่คาดเดากันว่า มูลค่าตลาดของ facebook หลังจากเข้าตลาดเรียบร้อยแล้ว น่าจะโตไปอยู่ที่ 8 หมื่นถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว แม่เจ้า..เว้ย..เฮ้ย

ที่นี้เรามาดูตัวเลขที่เกี่ยวกับ facebook ต่างๆ นาๆ ที่น่าสนใจกันดีกว่า




ปัจจุบัน facebook มีผู้เข้าชมเป็นประจำกว่า 845 ล้านบัญชีต่อเดือน มีการกด Like และแสดงความคิดเห็นกว่า 2.7 พันล้านครั้งต่อวัน มีรูป upload เข้า facebook กว่า 250 ล้านรูปต่อวัน และมีการเชื่อมต่อความเป็นเพื่อนกันกว่า 100 พันล้านคน




อันนี้ก็น่าสนใจดีครับ มีการทำสถิติขึ้นมาว่า ถ้าเทียบคนที่ใช้ facebook ทั้งหมดทั่วโลกเปรียบเหมือนจำนวนประชากรในประเทศจะเป็นอย่างไร ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า facebook มีสมาชิก (ธันวาคม 2554) กว่า 845 ล้านคน ถ้าดูแล้วก็เป็นที่สามของโลกรองจากจีนและอินเดีย


ส่วนมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ที่เขาได้คาดไว้ว่าจะสูงถึง 8  หมื่นถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ ถ้าไปเทียบกับธุรกิจระดับโลกใหญ่ๆ เนี่ยะ ถือว่าจะใกล้เคียงกับ McDonald's ถึงแม้ว่าถ้าจะท้าชนกับ Google ที่มีมูลค่าตลาด 18.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ทีเดียว (พูดถึง Google ขอ update ยอดผู้ใช้ Google+ ทั่วโลกน่าจะอยู่ที่ 90 ล้านคนแล้ว) ( รูปด้านขวาเป็นมูลค่า Market Capitalization ของ facebook เทียบกับธุรกิจใหญ่ระดับโลกเพิ่มเติมครับ)


ส่วนจำนวนพนักงานของ facebook มีประมาณ 3,200 คน น้อยมากเมื่อเทียบกับ Google ต่างกันเกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว แต่ที่น่าสนใจมากๆ คือ ในปี 2011 ที่ผ่านมาเนี่ยะ โดยเฉลี่ยแล้วพนักงาน facebook หนึ่งคนสามารถสร้างรายได้ให้กับ พี่มาร์ก ถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยละครับว่า ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้มูลค่าตลาดของ facebook เพิ่มสูงขึ้น อย่างเช่น Apple และ Google ได้ทำมาแล้ว




เห็นพี่มา๋ร์กยิ้มเฉ่งขนาดนี้ก็ไม่ต้องสงสัยนะ เพราะหุ้นที่พี่แกถืออยู่ใน facebook 28% เนี่ย หลังเข้าตลาด มูลค่าหุ้นหรือมูลค่าทรัพย์สินที่เขาใช้วัดอันดับเศรษฐีระดับโลกกัน จะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์เลยนะนั่น กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี ไปอีกคนละ (ยังจะมายิ้มเย้ย กันอีก ฮา...)




OK OK ถึงแม้เราจะรวยไม่เท่าพี่มาร์กเค้า แต่เราก็มีส่วนร่วมในความสำเร็จนั้นได้ ว่าแล้วก็กลับไปเปิด facebook เม็นต์กันให้กระจายเหมือนเดิม...
 

ข้อมูลอ้างอิงจาก : The Economist
Read More

02 February 2012

คมความคิด คมชีวิต ลีกวนยิว



วันนี้ขอพักเรื่องธุรกิจ มาฟังแนวคิดบุคคลสำคัญของโลกท่านหนึงดีกว่า เผื่อจะได้มาขยายความรู้ เพิ่มรอยหยักในสมอง หลายคนคงจะรู้จัก ลี กวน ยิว ที่เป็นถึงรัฐบุรุษคนสำคัญของสิงค์โปร์ ของเอชีย และของโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งเขาได้เปิดเผยถึงความคิด และหลักการใช้ชีวิต น่าสนใจทีเดียวนะครับ ว่าบุรุษซึ่งได้ชื่อว่าเป็นที่ยอมรับของโลกนั้น จะมีคมความคิด คมชีวิต อย่างไร


ท่านผู้นี้ไม่ค่อยจะเปิดเผยความในใจของตัวท่านเองมากนัก แต่เมื่ออยู่ในวัย 87 ปี อันเป็นวัยซึ่งไม่ต้องเกรงใจใครอีกต่อไป หลายสิ่งที่อยู่ในใจก็ถูกเปิดเผยออกมาสู่ชาวโลกอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องความป่วยไข้ของภรรยาคู่ชีวิต ที่แต่งงานกันมายาวนาน 


หลังจากที่ลี กวน ยิว ให้หนังสือพิมพ์ สัมภาษณ์ไม่ถึงหนึ่งเดือนภรรยาของเขาก็เสียชีวิตเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านม (ปี 2010) ใครที่ได้ย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ของท่านผู้นี้อีกครั้งจะรู้สึกเห็นใจและเข้าใจในสิ่งที่ ลี กวน ยิว พูดถึงมากขึ้น 


ในบทสัมภาษณ์ลี กวน ยิว เล่าว่า ภรรยา (กวา ค๊อก ชู) ของเขานอนป่วยลุกนั่งเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว จากสโตรคหลายครั้ง เขารู้สึกลุ่มร้อนใจไม่สงบเพราะอยู่และต่อสู้เคียงข้างกันมาตลอดเวลา 63 ปี เขาจึงทดลองนั่งสมาธิวันละ 20 นาทีตลอดเวลาประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าใจสงบขึ้น และนอนหลับได้ดีขึ้น ที่น่าสนใจก็คือ คนที่แนะนำการนั่งสมาธิแก่เขานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนคริสเตียนที่เคร่งศาสนาทั้งนั้น เขาพบว่าความป่วยไข้ที่เขาประสบมานั้น โดยแท้จริงแล้ว ก็คือ that is life (เขาพูดประโยคนี้หลายครั้ง) และการที่เขารู้สึกว่ามีกำลังวังชาลดลง เจ็บปวดตามข้อตามประสาคนแก่ ก็เป็นเพราะ that is life เช่นกัน (ถ้าลีกวนยิว ศึกษาพุทธศาสนาสักหน่อย คงรู้ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า “ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ”)


ถึงแม้ภรรยาจะนอนป่วยไม่รู้ตัวแต่เขาก็อ่านหนังสือ อ่านบทกวีให้เธอฟังทุกวัน ในห้องติดกับห้องนอนของเขา เขาคิดว่าเขาสื่อสารกับเธอด้วยใจ และคิดว่าเธอรู้เรื่องเขาบอกเธอว่าจะดูแลกันจนถึงที่สุด 


เนื่องจากทั้งสองเป็นคนไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงไม่มีศาสนา ไม่เชื่อในเรื่องชาติหน้า เชื่อแต่เรื่องเคารพบรรพบุรุษเหมือนครอบครัวคนจีนทั้งหลายดังนั้นจึงอาจว้าเหว่บ้าง แต่เขาก็ไม่ยอมให้ใครมาชักนำไปนับถือศาสนาใดก่อนตายเด็ดขาด เพราะเขารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อของภรรยาและตัวเขามาตลอดชีวิต 


เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์แล้วจะรู้สึกว่า ลี กวน ยู อยู่ในสภาพจิตใจที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ปลง กล่าวคือมีการยอมรับความจริงในชีวิตเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย ในด้านความสุข เขาสุขใจและภูมิใจในสิ่งที่เขาได้ทำให้แก่ชีวิตคนในสิงคโปร์ เขาตระหนักดีถึงคำวิจารณ์ตัวเขาทั้งของคนสิงค์โปร์และของโลกตะวันตกในเรื่องของการใช้อำนาจความเผด็จการของเขา ฯลฯ (เขาฟ้องผู้กล่าวหา วิจารณ์รัฐบาลหรือตัวเอยู่เสมอ) โดยหยอดคำคมจากสุภาษิตจีนที่กล่าวเอาไว้ว่า อย่าเพิ่งตัดสินใครจนกว่าจะได้ปิดฝาโลงของเขาแล้ว 


ประโยชน์โดยตรงอย่างน้อยสามสิ่งจากบทสัมภาษณ์ลี กวน ยิว ที่ ก็คือ หนึ่งข้อแนะนำในการดื่มน้ำอุ่น ลี กวน ยิว เล่าว่า เมื่อก่อนเขาดื่มน้ำชาวันละเป็นลิตร ๆ ตอนหลังเขาจึงได้พบว่าชาเป็นสารเร่งให้ปัสสาวะมากขึ้นซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายของบางคนเสียสมดุล การดื่มน้ำเย็นอาจจะทำให้อุณหภูมิของทั้งปากและคอลดลงเป็นการลดภูมิต้านทานการเป็นหวัด การดื่มน้ำอุ่น ๆ ธรรมดาเท่ากับอุณหภูมิของร่างกายจึงมีประโยชนกว่า 


เรื่องที่สองคือเรื่องของการออกกำลังกาย เขาว่ายน้ำและขี่จักรยานอย่างสม่ำเสมอ หมอไม่ให้หยุด หากปวดเมื่อยก็ให้ประคบด้วยน้ำอุ่น และนวดอาทิตย์ละครั้งเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การปวดเมื่อยแบบคนแก่เขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องยอมรับ 



เรื่องที่สามการเป็นสุภาพบุรุษตามประเพณีจีน คือ การมีความสามารถในการมีสติที่สงบและสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่อารมณ์เสีย และไม่พูดอะไรที่โง่เขลาเพราะความโกรธ ลี กวน ยิว บอกว่า นี่คือสิ่งที่เขาพยายามทำอยู่เสมอ 


ในตอนต้นของชีวิต ผมบ้าคลั่งศรัทธาเรื่องสิทธิเสรีภาพ ผมไม่ชอบการห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งในสิงคโปร์ ไม่ชอบการมีพรรคใหญ่พรรคเดียวแทบไม่มีฝ่ายค้าน ไม่ชอบอำนาจ เผด็จการ ของ ลี กวน ยิว ไม่ว่ามาโดยธรรมชาติเองหรือสร้างขึ้นมาก็ตาม ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ชอบแต่ผมเข้าใจบริบทของการเกิดสถานการณ์เช่นนี้มากขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่า ลี กวน ยิว สามารถเปลี่ยนแปลงซากอาณานิคมล้าหลังหนึ่งให้กลายเป็นประเทศที่พลเมืองมีความกินดีอยู่ในระดับต้นของโลกได้ในหนึ่งชั่วคน มีแต่คนที่รู้สึกทึ่งในตัวคน คนนี้ หลายคนอาจจะบอกว่าขนาดของประเทศและของประชาชนมีส่วนช่วย แต่ผมก็เห็นประเทศขนาดนี้จำนวนมากมายในโลกที่ยังยากจนอยู่อย่างน่าตกใจ 


สิงคโปร์นั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศเดียวกับมาเลเซียและถูกเขี่ยออกมาเมื่อปี 1965 โดย ตวนกู อับดุลรามาน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย บทสัมภาษณ์สะท้อนภาพถึงความเจ็บปวดของเขาในเรื่องนี้ เขาเชื่อว่าถ้ายังอยู่ด้วยกัน ป่านนี้มาเลเซียก็จะไม่เป็นดังที่เห็นในปัจจุบันกล่าวคือ คนมาเลย์ถือว่าตัวเองเป็น ภมิบุตรา (ลูกของแผ่นดิน) คุมตำแหน่งใหญ่ ๆ ทุกตำแหน่ง คนจีน คนอินเดียและอื่น ๆ ซึ่งรวมกันมีถึงเกือบร้อยละ 50 เป็นคนแปลกแยกไป แบบว่าต่างคนต่างอยู่ โรงเรียนใครโรงเรียนมันต่างสอนภาษาของตัวเองขาดความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 


ลี กวน ยิว บอกว่าสิงคโปร์นั้นเป็นตรงกันข้ามการรวมกันเป็นวัฒนธรรมสิงคโปร์ หนึ่งเดียวของคนอินเดีย คนมาเลย์และคนจีน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ เขาไม่ยอมให้แยกกันอยู่มีสัดส่วนของกลุ่มชนอื่น โรงเรียนก็ไม่แยกกันและเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักของประเทศ ลี กวน ยิว ภาคภูมิใจกับการวางรากฐานของประเทศสำหรับคนรุ่นต่อไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของการเป็นพหุวัฒนธรรม 



ลี กวน ยิวนั้นฉลาดและเก่งกาจในการต่อสู้กับผู้คนที่ไม่เห็นด้วย จนทำให้เกิดความกลัว ในหมู่คนที่ไม่เห็นด้วยและอยู่ตรงกันข้าม ภาพของ ลี กวน ยิว นั้นใหญ่โตและน่าเกรงขามสำหรับคนสิงคโปร์ เขามีทั้งคนที่รักและคนที่เกลียดไม่น้อยในโลก 


เรื่องล้อเลียนความใหญ่โตของ ลี กวน ยิว ที่เคยได้ยิน มีดังนี้ ครั้งหนึ่ง พระราชินีอังกฤษพระราชทานขนแกะดิบก้อนใหญ่ให้ลี กวน ยิว เขาเรียกช่างตัดเสื้อชาวสิงคโปร์มาแล้วถามว่า ถ้าเอาไปทอเป็นผ้าและตัดสูตรจะได้กี่ชุด ช่างก็บอกว่า 3 ชุด ลี กวน ยิว ไม่เชื่อจึงเอาไปถามช่างตัดเสื้อฮ่องกง ช่างก็บอกว่าตัดได้ 6 ชุด ลี กวน ยิว ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมจึงได้แตกต่างกันนัก เขาจึงหอบขนแกะนี้ไปถามช่างตัดเสื้อชาวอังกฤษ ช่างบอกว่าตัดได้ 9 ชุด ลี กวน ยิว จึงถามว่าทำไมช่างสิงค์โปร์บอกว่า 3 ชุด ช่างฮ่องกงบอกว่า 6 ชุด และยูบอกว่า 9 ชุดละ ช่างตัดเสื้อชาวอังกฤษจึงตอบว่า “เมื่อยูอยู่ห่างจากประเทศของยูเท่าไหร่ ตัวของยูก็จะยิ่งเล็กลงเท่านั้น”



ที่มา : มติชน
Read More
Designed ByBlogger Templates