05 October 2009

การบริหารจัดการคนเก่ง

นิยามคนเก่ง
1. ความเก่งมันจะเป็นมาก มากกว่าความสามารถ
2. ความเก่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม
3. ความเก่งจะเปลี่ยนไปตามยุค ตามสมัยและต้องได้รับการยอมรับด้วย

คุณลักษณะของคนเก่ง
1. ต้องมีความคิดสร้างสรรค์
2. ต้องมีแรงบันดาลใจในการทำงาน
3. ต้องแรงผลักดันต่อความสำเร็จ
4. ต้องมีความสามารถในการปรับตัว และเรียนรู้เร็ว
5. ต้องมีแรงจูงใจภายในตัวสูง (Drive)
6. มีความเชื่อในทางบวก
7. ต้องมีภาวะผู้นำ
8. มีจิตวิญญาณในการปฏิบัติ
9. มีความกระตือลือล้น
10. ยึดมั่นต่อพันธะสัญญา
11. มีความสุขกับการพบปะคนแปลกหน้า
12. ต้องมีความสามารถในการถ่ายทอด

คนเก่งกับบทบาทความสำเร็จขององค์กร
1. ทุกองค์กรจะอยู่รอดได้ต้องมีคนเก่ง
2. องค์กรที่เจริญเติบโตได้ วัดได้จากคนเก่งในองค์กร
3. องค์กรที่มีคนเก่งให้เลือกมาก จะไม่มีปัญหาผู้นำ

คนเก่งต้องการอะไร
1. ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากกว่าที่อื่น
2. ต้องการผู้นำที่สามารถแนะแนวทางให้เขาได้ อาจไม่ต้องเก่งเท่าตัว
3. ชอบความเป็นทำ
4. ชอบแสดงฝีมือ
5. บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมต้องดี
6. ความรวดเร็วและอิสระในการทำงาน


ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะมีบทบาทอย่างไร
1. ต้องเปลี่ยนกระบวนกรความคิดในการสรรหาคน เช่น Steve Job หาคนที่เก่งทางศิลป์ ทางร้องเพลง เข้ามาทำงานมากกว่าเก่งเชิงวิชาการ
2. ต้องช่วยให้บุคคลากรแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่
3. อย่าสร้างคนที่เหมือนเราหมด
4. ต้องมีแผนและกลยุทธ์ในการเก็บคนหรือรักษาคน

ผู้บริหารจะผูกใจคนเก่งอย่างไร
1. ต้องทำลายกฏระเบียบและความเชื่อเก่าๆ เช่น เก็บคนเก่าคนแก่ไว้นานไป จนไม่ให้โอกาสคนใหม่ๆ
2. วัตถุประสงค์ต้องชัดเจน
3. การยกย่องสรรเสริญ หรือให้รางวัล ต้องแสดงให้เห็น ไม่ใช่สักแต่ว่าพูด
4. ต้องมีความสามารถในการกระตุ้นกำลังใจ

คนดี VS คนเก่ง
เรามักต้องการทั้งคู่ ในปัจจุบัน คนเก่งสัก 60% คนดี 40% เพื่อให้องค์กรอยู่รอดในภาวะวิกฤต เน้นเก่งแต่ไม่ทิ้งความดี คนที่สำคัญที่สุดในการดูแลและะรักษาคนเก่ง คือ ผู้นำองค์กร

บทความที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
ลูกค้าคือพระเจ้า (Customer is God)
9 เคล็ดลับในการเป็นมหาเศรษฐี
Presenter กับความสำเร็จของตราสินค้า

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
การจัดการจุดแข็งของตนเอง (Strenght Management)
วิธีบริหารลูกน้องของโชค บูลกุล
สมการคนเก่ง ใน Logistics
Read More

Presenter กับความสำเร็จของตราสินค้า

ทำไม Presenter ถึงมีความสำคัญ เหตุผล 5 ประการ คือ
1. คนต้องการการชี้นำ : เนื่องจากสินค้ามีหลายยี่ห้อ หลายแบรนด์ เลือกยากลำบาก การมี Presenter ชี้นำ จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตัดสินใจง่ายขึ้นหรือถ้าประทับใจใน presenter ก็จะซื้อยี่ห้อนั้น
2. คนต้องการความมั่นใจ
3. คนต้องการการเลียนแบบ
4. ต้องการให้มีคนอื่นมาลองใช้ก่อน ต้องการให้คนที่ใช้ก่อนมายืนหยัน
5. ต้องการการอ้างอิง

Presenter มี 6 แบบ
1. ใช้เจ้าของเป็น presenter (หรือ CEO Branding) เช่น Bill Gate (Microsoft), Steave Job (Apple) เป็นต้น บางครั้ง การใช้เจ้าของหรือผู้ก่อตั้งที่ขาดเสนห์ หรือไม่ match กับสินค้า ก็ขอให้อย่าเลย

2. สร้างตัวละคร (Logo) หรือ Mascot เช่น Michelin (มีตัวการ์ตูน), การแข่งกีฬาต่างๆ เป็นต้น เพื่อสร้าง สัญลักษณ์ จดจำได้ง่าย

3. ดารา นักกีฬา นักร้อง นายแบบ นางแบบ แต่จะมีปัญหาที่ว่า เมื่อชีวิตจริงเมื่อ presenter ดังกล่าว ไม่ได้ใช้สินค้าตัวนั้นอยู่ จะมีผลต่อผู้บริโภค
เกิดความไม่มั่นใจ หรือ presenter ประพฤติตัวไม่ได้ ก็จะมีผลต่อ Brand

4. ผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น การโฆษณาแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ที่ใช้แพทย์มาแนะนำ

5. ลูกค้าที่มีความจงรักภักดีกับสินค้ามากๆ เป็นสาวก เลยก็ว่าได้

6. พนักงานในองค์กร

วิธีเลือก Presenter 4 อย่าง
1. ต้องเชื่อมโยงกับสินค้าและบริการ
2. หน้าตา บุคลิก ดี
3. นักแสดง ต้องแสดงสมจริงสมจัง
4. ดังหรือไม่ดังก็ได้ ที่จริงไม่จำเป็นต้องดังก็ได้ เนื่องจาก ถ้าจ้างดัง ค่าจ้างแพงแล้วยังได้ไม่ Fresch ด้วย และยุคนี้จะเริ่มใช้ presenter หน้าตาไม่ดีเพิ่มขึ้นด้วย

ข้อพึงระวังในการใช้ Presenter
1. พฤติกรรมของ Presenter
2. Presenter ที่เปรอะเกินไป (เป็นให้หลายสินค้า)



เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
ผู้มีอิทธิพล (Influencer)
Read More

How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล

ที่มาของ Umm!..Milk Brand
ต้องขอย้อนไปในยุคของคุณพ่อ ที่สร้างแบรนด์นมสดตราฟาร์มโชคชัย ซึ่งเป็นการใช้ CEO Branding โดยคุณพ่อเองเลย เพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นว่า เรามีฟาร์มและสามารถผลิตนมได้ แต่ต่อมาเกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมนมสดสูงไม่ว่าจะเป็น CP เมจิ, ดัชมิลค์, ไทยเดนมารก เป็นต้น ทำให้เราเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง เพราะผู้บริโภครู้ว่ามีนมสดตราโชคชัย แต่ไม่ได้เลือกที่จะซื้อกิน แต่ไปเลือกซื้อ Brand อื่น เพราะจดจำในตราสินค้าที่คู่แข่งโฆษณาทางทีวีได้มากกว่า

ซึ่งในตอนนั้น ฟาร์มโชคชัยไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย เนื่องจากในองค์กรส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย นักริเริ่ม (คุณพ่อ), นักบัญชี (คุณแม่) และทรัพยากรมนุษย์เราส่วนใหญ่จะเป็น นักการเกษตรหมดเลย ถึงแม้จะมีการจ้าง agency เข้ามาทำการตลาด แต่เนื่องจาก campagin ของเราไม่ได้คิดขึ้นมาบนพื้นฐานของความเข้าใจในจุดอ่อน จุดแข็งของนมสดตราฟาร์มโชคชัย นั่นเพราะเราไม่มี เลยเป็นแค่การซื้อสื่อ แต่ไม่มีความโดดเด่นทางกลยุทธ์การตลาด จนเราแพ้ทางการตลาด กลายเป็นว่าคนรู้จัก แต่ยอดขายในเชิง market share เราก็ลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนี้ แล้วเราก็ขายนมสดตราฟาร์มโชคชัยออกไป เพื่อใช้หนี้
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ปี 2537 - ปัจจุบัน นมสดตราฟาร์มโชคชัย กับ ฟาร์มโชคชัย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันเลยและคุณโชคก็เข้ามาในยุคสมัยนั้นพอดี ที่ขายนมสดฟาร์มโชคชัยออกไป
และหลักจากที่คุณโชค เข้ามาบริหารงานต่อก็เกิดความอยากที่จะทำสินค้าตัวหนึ่งขึ้นมา ให้เป็นขวัญและกำลงใจกับพนักงาน ให้มันมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในองค์กรบ้าง เพราะหลังจากขายนมสดตราฟาร์มโชคชัยออกไป คนก็เหลืออยู่ 100-200 คน เท่านั้น จากที่มีอยู่ 2000 คน คนก็เริ่มขาดกำลังใจ
คำตอบก็เลยทำให้เราต้องคิดถึงภาระต่างๆ ที่มีอยู่ในฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มม้าแข่ง ฟาร์มสุนัข ซึ่งในอดีตมันเป็นงานอดิเรกของคุณพ่อ แต่มีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง พอเราอยากเห็นฟาร์มมันก้าวหน้า เราเลยต้องเปลี่ยนภาระทั้งหมดให้กลายเป็นโอกาสให้ได้ เราก็เลยต้องเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยว
พอเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยว ก็มีผู้คนเริ่มพูดถึงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของการจัดการความรู้ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ เรื่องการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ทำให้มีคนเข้ามาเที่ยวฟาร์มโชคชัยมากขึ้นๆ เราจึงคิดต่อไปว่า ในลอจิคของการท่องเที่ยวมันน่าจะมีสินค้าตัวหนึงที่ทำให้คนรู้สึกว่ามาเที่ยวที่ฟาร์มโชคชัยได้ลิ้มลองหรือได้สัมผัสกับของจริง นั่นก็คือตัวผลิตภัณฑ์ Umm...Milk
ซึ่งตอนแรกเราตั้งใจว่า ไม่อยากสร้าง brand ให้กับสินค้าดังกล่าว เพราะตั้งใจทำเป็น demonstrate (สาธิต) ให้เขาเห็นว่ารีดนมวัวเสร็จ เดินเข้าไปในโรงงาน ให้เขาเห็นกระบวนการจนออกมาเป็นนม แล้วได้ชิมผลิตภัณฑ์สดๆ ออกจากโรงงาน แต่พอลูกค้าได้ชิมสิ่งที่เราผลิตถึงแม้จะมีจำนวนน้อย แต่จะเห็นได้ว่ามีการเอาใจใส่ในเรื่องของคุณภาพ ลูกค้าก็เกิดติดใจ อยากซื้อกลับบ้าน ซึ่งตอนแรกเราไม่ได้ทำขาย จนลูกค้าถามกันมาหลายคน เราจึงเริ่มมีการผลิตมากขึ้น ให้ลูกค้าชิมเสร็จแล้วซื้อ แต่ผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะลูกค้าที่มาเทียวก็เริ่มมีจำนวนมาก แถมคนที่เคยกินก็จะฝากคนที่จะมาช่วยซื้อให้ด้วย มันเลยกลายเป็น ผลิตภัณฑ์ของฝากไปเลย
จนปัจจุบัน Umm...milk ซึ่งดำเนินงานมาเป็นปีที่ 9 ต่อเนื่องปีที่ 10 ยอดจำหน่ายยังเติบโตมาก มีการผลิตต่อเดือน อยู่ที่ประมาณ 500 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์นมที่เกิดจาก Direct Marketing ล้วนๆ ไม่มีการใช้สื่อ ไม่มี agent ซึ่งเราจะขายที่ฟาร์มโชคชัย เป็นส่วนใหญ่
ต่อจากนั้นเรารู้ว่ามีลูกค้าบางราย ที่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขับมาฟาร์มโชคชัย เพื่อมาซื้อ Umm...milk แล้วก็ขับกลับเลย แสดงว่าลูกค้าอย่ากกินมาก พอเรารู้อย่างนี้ เลยพยายามหาช่องทางจัดจำหน่ายในกรุงเทพ (เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่) Umm...milk จึงกลายเป็นสินค้าที่มีจำนวนจำกัด (Limited Edition) ห้างต่างๆ ก็เลยสนใจอยากจะให้เป็นตั้งในพื้นที่ห้างตัวเอง ทำให้ Umm...milk มีเวทีจุดจำหน่ายในกรุงเทพ (ซึ่งผู้บริหารห้างส่วนใหญ่จะเคยบริโภค และเป็นลูกค้าของฟาร์มโชคชัยอยู่แล้ว จึงรู้ว่าอร่อย) ซึ่งพอเป็นสินค้าที่ห้างๆ ต่างก็ชอบ ก็เลยกลายเป็น win win ทั้ง Umm...milk และ ห้าง ไปพร้อมๆกัน
สินค้าตัวนี้จึงเกิดจากความต้องการและความเข้าใจจากผู้บริโภค ซึ่งตอนแรกคุณโชค ไม่อยากให้สินค้าตัวนี้มี brand เพราะสินค้าที่มี brand ดูมันเป็นเชิงการค้าเกินไป (Commercial) เราจะรู้สึกมันสดใหม่ ซึ่งเราอยากได้แบบนั้น แต่ตอนเราจะไปขอ อย. จะต้องมีชื่อตราสินค้า เราจึงคิดเด๋วนั้นเลยว่า เราจะใช้ชื่อตราสินค้าอะไร เราเลยตกลงเอาคำอุทานละกันว่า เวลาเราทานอะไรเข้าไปแล้วรู้สึกประทับใจ จนมีความรู้สึกว่า อืม...อร่อย มันก็เลยกลายเป็นที่มาของ Umm...milk นั่นเอง
ซึ่งชื่อมัน differentiate มาก มันบ่งบอกถึง expression ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะกับสินค้าในธีมเรา ที่ว่าของดีมีจำนวนจำกัด เพราะว่าชื่อหลายๆ Brand บ่งบอกถึงการเป็นบริษัทใหญ่ ความรู้สึกของลูกค้าก็เช่นกัน ซื้อก็ซื้อ แต่ว่าถ้าเมื่อไหร่ไม่มีโฆษณา ไม่มีโปรโมชั่น ก็จะไม่ซื้อ ผิดกับ Umm...milk ที่กลายเป็นสินค้าที่มาจากประสบการณ์ ลูกค้ามีความรู้สึกว่าทุกครั้งที่มาร้าน Umm...milk จำวันที่ไปเที่ยวได้ จำวันที่รีดนมวัวได้ จำวันที่เข้าไปโรงงานผลิตได้ ลูกค้าเกิดความรู้สึกประทับ จดจำความรู้สึกที่เขาไปเที่ยวที่ฟาร์มโชคชัยได้ ซึ่งสุดท้ายจึงทำให้เกิด Brand Loyalty มันเป็นสิ่งที่ปลูกฝัง หรืออยู่ในใจของลูกค้าเลย โดยไม่จำเป็นต้องมาโฆษณาซ้ำแล้วซ้ำอีก
บทความที่เกี่ยวกับคุณโชค บูลกุล :ทิศทางและสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ในมุมมองโชค บูลกุล (Thailand Tourism Outlook)
การบริหารการเปลี่ยนแปลงสไตล์ โชค บูลกุล (Changing Management)
Umm!..Milk ความลงตัวของขนาดและตำแหน่ง
กลยุทธ์รับมือกับวิฤตที่เกิดขึ้น ของโชค บูลกุล (How to Prepare Stop Crisis)
Read More

การสร้างทฤษฎีในการทำธุรกิจใหม่ๆ ของโชค บูลกุล

คุณโชคมองว่าการทำธุรกิจ มันเป็นประติมากรรม คุณโชคเหมือนเป็นประติมากร คุณโชคจะไม่ได้มองในเชิงว่าทำอะไรถึงรวย หรือมองในทฤษฎี แต่คุณโชคจะมองว่าอะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วสนุก แสดงความเป็นตัวตนของเรา เช่น เวลาเรา brainstrom เรื่องไอเดีย เราจะคิดอย่างมุมสนุกสนาน ทุกคนสามารถ
จินตนาการเป็นตามโจทย์ที่เราตั้งไว้ได้

เพราะฉะนั้น ทฤษฎีของเราก็คือ เราต้องสร้างอาณาจักรสิ่งที่เพื่อนร่วมงานเรา สามารถ Inspire ไปพร้อมกับเราได้ด้วย ไม่ใช่อิงแต่ทฤษฎีว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ หรือจากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อันนี้โอกาส อันนี้อุปสรรค ซึ่งหากเราโยนโจทย์ไปแล้ว ไม่มีการตอบสนองกลับมา ก็อาจจะทำให้เขาไม่สามารถมีส่วนร่วมได้ อาจจะฟังแล้วเข้าใจในการประชุม แต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ความงามของประติมากรรมทางธุรกิจของคุณโชค จะตั้งอยู่บนที่ว่า โจทย์ท้าทายหรือไม่ เช่น ตอนนี้ ผมอยากจะให้ขี้วัวเป็ของขวัญวันปีใหม่ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ที่จะทำยังไงให้คนรับ รู้สึกว่ามันเป็นของขวัญ ทำไมถึงต้องขี้วัว ก็เพราะตอนนี้เป็นกระแส Recycle และแนวโน้มผู้อาศัยใน Condo มากขึ้น ทำให้ต้องการความสะดวกสบายในการบำรุงรักษาต้นไม้ โดยต้องมี Package ที่น่ารักด้วย คือ เราต้องเปลี่ยน perception ในใจของคนที่เวลานึกถึงขี้วัว

คุณโชค ยังเพิ่มเติมว่าสิ่งที่สำสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจเชิงท่องเที่ยวคือต้องขาย Memorable แล้วเวลาเราคิดอะไรแล้ว นอกจากสร้างสรรค์แล้ว ยังต้องไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น เพราะถ้ามันเป็นความคิดสร้างสรรค์จริง มันก็สามารถต่อยอดได้

บทความที่เกี่ยวกับ คุณโชค บูลกุล :การสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในองค์กร
เรียนรู้เพื่อให้ได้ความคิดใหม่กับ โชค บูลกุล

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :ความรู้ และกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาด
First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)
Read More

การสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในองค์กร โดย โชค บูลกุล

1. การใช้คำพูดให้เหมาะกับสถานการณ์ที่แย่ และการเรียบเรียงประเด็น ให้ผู้ฟังเห็นความหวัง เห็นแสงสว่างได้ในระยะใกล้ที่สุด ทำให้เขาเห็นว่าการที่เขายังอยู่และสู้ร่วมกับองค์กร จะทำให้ผ่านสถานการณ์ร้ายๆ ไปได้
2. เมื่อธุรกิจไม่ดี สวัสดิการเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะใช้เป็นตัวสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นให้กับพนักงานที่มีต่อบริษัทได้

3. ตอนอยู่ในช่วงวิกฤติ คุณโชคโดยส่วนใหญ่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องคน พฤติกรรมของคน ก็คือ สังเกตุจาก พฤติกรรมของพนักงาน

4. ผู้นำต้องมีการวางระบบ ให้สามารถเข้าถึงพนักงาน หรือเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิแต่ละหน่วยธุรกิจ แต่ไม่ใช่ไปก้าวก่าย

5. การบริหารงานในภาวะวิกฤตของคุณโชค จะแบ่งทุกๆ 5 ปี (จากการเข้ามาบริหารงานทั้ง 18 ปี)
- 5 ปีแรก จะเป็นช่วง Reengineer
- 5 ปีต่อปี จะเป็นช่วง Rebrand
- 5 ปี ต่อมาอีก จะเป็นช่วง Reposition
- ในขณะนี้ (ปี 49-54) จะเป็นช่วง Rejuvenate : ทำให้คนเก่าที่ทำงานมานาน รู้สึกว่าเป็นคนใหม่ มีความรู้สึกใหม่ เติมพลังใหม่เข้าไป

ซึ่งวิธีหนึ่งที่ใช้ คือ การที่เราจะต้องเป็น People & HR Base Organization เพราะฉะนั้น หน้าที่หลักของคุณโชค ตอนนี้คือการทำอย่างไร ให้คนมีความรู้สึกตื่นตัว มีความหวังที่อยากจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ เปรียบเสมือน น้ำที่อยู่ในขวด ถ้าไม่เขย่า มันก็จะเป็นคราบ ตะไคร่ เป็นตะกอนมากมาย

มันก็เปรียบเสมือนนิสัยของมนุษย์ ถ้าเราไม่หมั่นเขย่า ให้ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ มันก็จะเกิดตะกอนที่เรียกว่า ความเคยชิน อยู่ไปแบบไม่มีความรู้สึกว่าอยากทำอะไรเพื่อองค์กร หรือทำแบบขอไปที

6. น่าจะมีโปรแกรมที่ให้ CEO ได้ใกล้ชิดกับกลุ่มคนที่เป็น Talent ขององค์กร เพื่อให้เขาเห็นว่าการที่เขาจะพัฒนาทักษะ เพื่อองค์กรมันมีความหวัง เช่น คุณโชค ใช้โปรเจค "ครีม" (ส่วนที่ข้นที่สุดในขวดนม)

7. การรักษาคนเก่งของคุณโชค คือ การเคารพในตัวเขา (การฟัง รับความคิดเห็นของเขา)

บทความที่เกี่ยวกับ คุณโชค บูลกุล :
วิธีบริหารลูกน้องของโชค บูลกุล
บทเรียนของผู้ที่จะสืบทอดกิจการ โดย โชค บูลกุล
Read More

News Update : 05/10/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์อ่อนตัว 21.61 จุด หลังอัตราว่างงานพุ่ง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2009 07:04:55 น.
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดอ่อนตัวลงเมื่อคืนนี้ (2 ต.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ตั้งแต่อัตราว่างงานเดือนก.ย.ที่พุ่งสูงขึ้น 9.8% ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) เดือนก.ย.ตกลง 263,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ตัวเลขคำสั่งซื้อภาคโรงงานในเดือนส.ค.ยังร่วงลง 0.8% สวนทางกับการคาดการณ์หลายสำนักที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้น

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดอ่อนตัวลง 21.61 จุด หรือ 0.2% แตะที่ 9,487.67 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 4.64 จุด หรือ 0.5% แตะที่ 1,025.21 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดอ่อนตัวลง 9.37 จุด หรือ 0.5% แตะที่ 2,048.11 จุด

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า อัตราว่างงานเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 9.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกย.ตกลงไปถึง 263,000 ตำแหน่ง นับเป็นสถิติที่สูงกว่ายอดเดือนส.ค.ที่ 201,000 ตำแหน่ง

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานในเดือนส.ค.ร่วง 0.8% หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 1.4% เมื่อเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงานจะเพิ่มขึ้น 0.7%

บรูซ บิทเทิลส์ หัวหน้านักวิเคราะห์ของโรเบิร์ต ดับบลิว แบร์ด แอนด์ โค กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยออกมาเหล่านี้ล้วนตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐคงจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานยังไม่คลี่คลายลง ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

แดน คุค นักวิเคราะห์อาวุโสของไอจีมาร์เก็ตส์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันมากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาว่าเราจะได้เห็นตัวเลขว่างงานที่ดีขึ้น แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ทางด้านคริส โลว์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอฟทีเอ็น ไฟแนนเชียล กล่าวว่า เมื่อตัวเลขทางเศรษฐกิจทั้งหลายออกมาเป็นเช่นนี้ รัฐบาลหรือธนาคารกลางสหรัฐคงจะไม่สามารถยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะหากไม่มีการนำมาตรการเหล่านี้มาใช้ก่อนหน้านี้ ข้อมลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยกันออกมาคงจะย่ำแย่และน่าเกลียดกว่านี้ก็เป็นได้

หุ้นโบอิ้งร่วง 1.4% ขณะที่หุ้นเจนเนอรัล อิเล็กทริกร่วง 3.8% ส่วนหุ้นแอปเปิลพุ่ง 2.2% หลังจากที่ยูบีเอสได้ออกมาแนะนำให้ซื้อ

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดลบ 59.11 จุด เหตุวิตกเศรษฐกิจ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2009 09:39:53 น.
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดอ่อนตัวลงเมื่อคืนนี้ (2 ต.ค.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐได้รายงานอัตราว่างงานเดือนก.ย.ที่สูงขึ้น 9.8% ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สร้างความผิดหวังหลายรายการ อาทิ ข้อมูลการผลิตของอังกฤษที่ต่ำกว่าคาดการณ์

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดลบ 59.11 จุด หรือ 1.2% แตะที่ 4,988.7 จุด

จูสท์ แวน ลีนเดอร์ส นักวิเคราะห์ของฟอร์ทิส อินเวสเมนท์ กล่าวว่า เราได้รับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นลบ ดังนั้น ตลาดจึงมีความวิตกกังวล และหากมีข้อมูลเศรษฐกิจที่สร้างความผิดหวังออกมามากกว่านี้ คาดว่านักลงทุนคงจะยิ่งกังวลมากยิ่งขึ้น

หุ้นกลุ่มเหมืองและแบงค์อ่อนตัวลง โดยหุ้นโรยัล แบงค์ ออฟ สก็อตแลนด์ และลอยด์ แบงกิ้ง กรุ๊ป ร่วงลงกว่า 4% ยขณะที่หุ้นยูเรเซียน แนเชอรัล รีซอร์สเซส ตกลง 3.2% ขณะที่หุ้นคาซัคมิสก็ร่วงลง 4.9% หลังจากราคาโลหะอ่อนตัวลง

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า อัตราว่างงานเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 9.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกย.ตกลงไปถึง 263,000 ตำแหน่ง นับเป็นสถิติที่สูงกว่ายอดเดือนส.ค.ที่ 201,000 ตำแหน่ง

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง 87 เซนต์หลังตัวเลขว่างงานพุ่ง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2009 07:32:42 น.
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (2 ต.ค.) เนื่องจากอัตราว่างงานของสหรัฐในเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 9.8% นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 26 ปี ขณะที่ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรก็ตกลง 263,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความต้องการน้ำมันดิบ

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนพ.ย.ร่วงลง 87 เซนต์ หรือ 1.2% ปิดที่ 69.95 ดอลลาร์/บาร์เรล

ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนต.ค.อ่อนตัวลง 1.7 เซนต์ ปิดที่ 1.7409 ดอลลาร์/แกลลอน ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนพ.ย.ร่วง 1.12 ดอลลาร์ ปิดที่ 68.07 ดอลลาร์/บาร์เรล

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า อัตราว่างงานเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 9.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.ตกลงไปถึง 263,000 ตำแหน่ง นับเป็นสถิติที่สูงกว่ายอดเดือนส.ค.ที่ 201,000 ตำแหน่ง

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานในเดือนส.ค.ร่วง 0.8% หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 1.4% เมื่อเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงานจะเพิ่มขึ้น 0.7% หลังจากที่ยอดคำสั่งให้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ เครื่องจักร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

จอห์น คิลดัฟฟ์ รองประธานฝ่ายพลังงานของเอ็มเอฟ โกลบอล กล่าวว่า อัตราว่างงานถือเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนถึงดีมานด์ที่แท้จริง และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันดิบต่อไปอีก

ทางด้านทิม อีแวนส์ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานของซิติ ฟิวเจอร์ส เพอร์สเปคทีฟ กล่าวว่า คงจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ผู้บริโภคจะกลับมาใช้จ่ายกันอย่างเต็มที่ ทั้งที่ปัจจัยนี้จะช่วยหนุนการฟื้นตัวด้านดีมานด์ปิโตรเลียม

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์ร่วง หลังตัวเลขว่างงานเดือนก.ย.พุ่ง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2009 08:22:51 น.
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (2 ต.ค.) หลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขว่างงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งอาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีก

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.31% เมื่อเทียบกับยูโรที่ระดับ 1.4530 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพฤหัสบดีที่ 1.4575 ยูโร/ดอลลาร์ ขณะที่เงินเยนแข็งค่าขึ้น 0.31% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ที่ 89.540 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 89.740 เยน/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลง 0.58% แตะที่ 1.0406 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0346 ฟรังค์/ดอลลาร์ และทรงตัว เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.5943 ปอนด์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง 0.63% แตะที่ 0.8706 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับของวันพฤหัสบดีที่ 0.8ถดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ขยับขึ้น 0.29% แตะระดับ 0.7153 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7174 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า อัตราว่างงานเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 9.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.ตกลงไปถึง 263,000 ตำแหน่ง นับเป็นสถิติที่สูงกว่ายอดเดือนส.ค.ที่ 201,000 ตำแหน่ง

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานในเดือนส.ค.ร่วง 0.8% หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 1.4% เมื่อเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงานจะเพิ่มขึ้น 0.7%

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 3.60 ดอลล์ หลังดอลล์อ่อนค่า
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2009 09:15:41 น.
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดสูงขึ้นเมื่อคืนนี้ (2 ต.ค.) หลังจากที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ภายหลังกระทรวงแรงงานสหรัฐได้รายงานอัตราว่างงานเดือนก.ย.ที่พุ่งขึ้นถึง 9.8% สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ยังซบเซา ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐและรัฐบาลจะยังคงต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีก

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 1,004.30 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 3.60 ดอลลาร์ หลังจากอ่อนตัวลงแตะระดับ 987 ดอลลาร์
ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 16.23 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 21 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค.ปิดที่ 1,283.40 ดอลลาร์/ออนซ์ อ่อนตัวลง 5.90 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 298.20 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 5.25 ดอลลาร์

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า อัตราว่างงานเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 9.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกย.ตกลงไปถึง 263,000 ตำแหน่ง นับเป็นสถิติที่สูงกว่ายอดเดือนส.ค.ที่ 201,000 ตำแหน่ง

จีนยืนยันอัตราปล่อยกู้ที่สูงในปท.ไม่ก่อเงินเฟ้อ ส่งสัญญาณเมินใช้แผนฟื้นศก.รอบสอง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 34 นาทีที่แล้ว
นายยี่ กัง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เมืองอิสตัลบลู ประเทศตุรกี ว่า อัตราการปล่อยกู้ที่แข็งแกร่งในจีนไม่ได้ก่อให้เกิดเงินเฟ้อและเชื่อว่าภาคธนาคารของจีนมีเสถียรภาพมากพอ ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนมองว่าการแสดงความเห็นของรองผู้ว่าการแบงค์ชาติจีนบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนจะยังไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองในระยะใกล้นี้

"โดยทั่วไปแล้วผมคิดว่าสถานการณ์ด้านการปล่อยกู้ในภาคการเงินยังอยู่ในระดับที่ยั่งยืนและไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ผมเชื่อว่าอัตราการปล่อยกู้ของจีนมีเสีถยรภาพและไม่มากเกินไป ซึ่งดูได้จากสถิติในเดือนส.ค.และมิ.ย." นายกังกล่าว

จิม โอนีล หัวหน้านักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า "จีนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะเลือกวิธีการกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศมากกว่าที่จะพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ท่าทีของจีนสะท้อนให้เห็นว่าจีนจะยังไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองในระยะใกล้นี้ เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน หรือ 5.86 แสนล้านดอลลาร์นั้นเกิดผลในแทบจะทุกภาคส่วน นอกจากนี้ การปล่อยกู้ในวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ให้กับโครงการสร้างทางรถไฟ ถนน และโรงงานพลังงาน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่พยุงเศรษฐกิจจีนให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกด้วย"

"อาจกล่าวได้ว่าจีนเป็นประเทศต้นแบบในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นด้วย" โอนีลกล่าว

บลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์ของจีนปล่อยเงินกู้ในรูปสกุลเงินหยวนทั้งสิ้น 4.104 แสนล้านหยวนในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค.ที่ 3.559 แสนล้านหยวน และมากกว่าปีที่แล้วที่ระดับ 2.715 แสนล้านหยวน
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ว่า อัตราว่างงานของจีนจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 3% ในปีหน้า หลังจากดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ลดลง 0.5% ในปีนี้

กรีนสแปนแนะรบ.สหรัฐยังไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นศก.รอบ 2 แม้อัตราว่างงานพุ่งรุนแรง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 46 นาทีที่แล้ว
อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ ABC ว่า รัฐบาลสหรัฐยังไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ แม้อัตราว่างงานในสหรัฐมีแนวโน้มพุ่มขึ้นแตะระดับ 10% ก็ตาม เพราะเม็ดเงินที่ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากเกินไปจะส่งผลให้สหรัฐต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในระดับที่อาจจะควบคุมไม่ได้

"สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐจดจ่ออยู่ในเวลานี้คือการพยายามพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์ทุกด้านเท่าที่มี รวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำและการลดหย่อนภาษี แต่การที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่สองนั้น จะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ" กรีนสแปนกล่าว

กรีนสแปนยังกล่าวด้วยว่า "เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขายตัวขึ้น 3% ในไตรมาส 3 และอาจจะขยายตัวขึ้นมากกว่านั้น ผมยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกมูลค่า 7.87 แสนล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลบังคับใช้ไปเมื่อเดือนก.พ.นั้น ได้ผลเพียง 40% แต่สิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้คือรอดูอย่างระมัดระวัง"

บลูมเบิร์กรายงานว่า การแสดงความคิดเห็นของกรีนสแปนมีขึ้นหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในเดือนก.ย.ลดลง 263,000 ราย ซึ่งเป็นการปรับตัวลง 21 เดือนติดต่อกัน และร่วงลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเพียง 175,000 ราย ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.8 % เทียบกับระดับ 9.7% ในเดือนส.ค.

ด้านวุฒิสมาชิกชาร์ลส์ ชูเมอร์ จากพรรคเดโมแครต เปิดเผยกับ ABC ว่า วุฒิสภาสหรัฐเตรียมอภิปรายเรื่องแนวทางการแก้ไขวิกฤตการณ์แรงงาน รวมถึงการอนุมัติขยายเวลาการให้สวัสดิการสำหรับคนว่างงานออกไปอีก 12-13 สัปดาห์ หลังจากอัตราว่างงานสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ กล่าวภายหลังจากทราบข้อมูลอัตราว่างงานเดือนก.ย.ว่า รัฐบาลจะเร่งหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ในตลาดแรงงาน โดยโอบามายอมรับว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.ออกมาน่าผิดหวัง แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบการเงิน การลดหย่อนภาษี และการคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับต่ำแล้วก็ตาม

IAEA เตรียมส่งทีมงานลุยตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านวันที่ 25 ต.ค.นี้
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 15 ชั่วโมง 2 นาทีที่แล้ว
นายมูฮัมหมัด เอลบาราดี ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมานูสากล (IAEA) เปิดเผยในวันนี้ว่า คณะทำงานของ IAEA กำหนดให้วันที่ 25 ต.ค.เป็นวันที่จะเข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยนายเอลบาราดีเปิดเผยหลังจากเจรจากับเจ้าหน้าที่อิหร่านเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่กำลังสร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลก

"เราจำเป็นต้องส่งคณะผู้ตรวจสอบของ IAEA ไปหาข้อมูลที่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสันติตามที่อิหร่านกล่าวอ้าง โดยเราตกลงกันว่าจะกำหนดให้วันที่ 25 ต.ค.เป็นวันที่คณะทำงานจะเข้าไปตรวจสอบ" นายเอลบาราดีกล่าว

นายเอลบาราดีได้หารือร่วมกับนายอาลี อัคบาร์ หัวหน้าตัวแทนเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยเขากล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและเชื่อว่าความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายจะช่วยปลดชนวนความตึงเครียดของนานาประเทศที่มีต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้

"เราต้องการทั้งความโปร่งใสและความร่วมมือจากอิหร่าน และเราต้องการความร่วมมือจากนานาประเทศด้วย ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและชาติมหาอำนาจตะวันตกเป็นไปในทางที่ดี" นายเอลบาราดีกล่าว

บลูมเบิร์กรายงานว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตกตึงเครียดเรื่อยมา และข่าวที่ทำให้หลายประเทศวิตกกังวลเกิดขึ้นเมื่ออิหร่านยิงทดสอบขีปนาวุธ "ชาฮับ 3" พิสัยระยะกลางเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านกลาโหมเชื่อว่าขีปนาวุธลูกนี้มีรัศมีทำการไกลถึงอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

พายุไต้ฝุ่นป้าหม่าคร่า 17 ศพในฟิลิปปินส์ ขณะนี้กำลังมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 17 ชั่วโมง 4 นาทีที่แล้ว
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์รายงานว่า พายุไต้ฝุ่น "ป้าหม่า" ได้คร่าชีวิตประชาชนในฟิลิปปินส์แล้ว 17 รายในขณะนี้ หลังจากพายุพัดถล่มพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้น้ำท่วมหนักและดินถล่ม อย่างไรก็ตาม พายุได้อ่อนกำลังลงจากความเร็วสูงสุดที่ระดับ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วและกำลังมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน
นายอัลแวโร อันโตนิโอ ผู้ว่าการเมืองคากายังของฟิลิปปินส์กล่าวว่า พายุไต้ฝุ่นป้าหม่าได้สร้างความเสียหายต่อสาธารณูปโภคและการเกษตรของฟิลิปปินส์อย่างหนัก อีกทั้งทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่ม และคร่าชีวิตประชาชนไปแล้ว 17 ราย

รายงานระบุว่าพายุไต้ฝุ่นป้าหม่าได้เคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งฟิลิปปินส์ และกำลังมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน ส่งผลให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวันต้องออกแถลงการณ์เตือนภัยในคาบสมุทรเฮงจุน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไต้หวัน เนื่องจากพายุไต้ฝุ่นป้าหม่าเคลื่อนตัวเข้าใกล้เขตแดนของไต้หวันในขณะนี้

ณ เวลา 5.00 น.ตามเวลาไทเป พายุไต้ฝุ่นป้าหม่าซึ่งมีกำลังลมสูงสุด 162 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้เคลื่อนตัวอยู่ห่างจากชายฝั่งตอนใต้ของเมืองโอลวนปีในคาบสมุทรเฮงจุน ราว 340 กิโลเมตร

ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันขอให้ประชาชนระมัดระวังภัยพายุไต้ฝุ่นป้าหม่า หลังจากเมื่อ 2 เดือนที่แล้วไต้หวันเพิ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น "มรกต" ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 600 คน บลูมเบิร์กรายงาน

สหรัฐเผยมีธนาคารล้มละลายอีก 3 ราย ส่งผลยอดรวมธนาคารล้มละลายในปีนี้พุ่งเป็น 98 ราย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 19 ชั่วโมง 8 นาทีที่แล้ว
บรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐ (Federal Deposit Insurance Corp : FDIC) เปิดเผยว่า จำนวนธนาคารล้มละลายในสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย ส่งผลให้ยอดรวมธนาคารล้มละลายในปีนี้เพิ่มขึ้น 98 ราย เนื่องจากภาคการเงินสหรัฐเผชิญวิกฤตการณ์การเงินที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปี

ธนาคาร 3 รายที่ล้มละลายครั้งนี้คือธนาคารเจนนิ่งส์ สเตท แบงค์ ในเมืองสปริงโกรฟ รัฐมินเนโซต้า ธนาคารวอร์เรน แบงค์ ในรัฐมิชิแกน และธนาคารเนชั่นแนล แบงค์ ออฟ พลูโบ ในรัฐโคโลราโด

บลูมเบิร์กรายงานว่า จำนวนธนาคารที่ประสบปัญหาการเงินที่ระบุในบัญชีรายชื่อเฝ้าระวังของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลได้เรียกร้องธนาคารต่างๆพิจารณาระงับหรือลดการจ่ายเงินปันผลเพื่อรักษาฐานเงินทุน

ทั้งนี้ FDIC คาดว่าจำนวนธนาคารล้มละลายในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนประกันเงินฝากของ FDIC พุ่งเป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะทำให้ FDIC ประสบภาวะขาดดุลบัญชีในเดือนนี้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้นที่ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้วยเหตุนี้ FDIC จึงวางแผนที่จะเพิ่มค่าธรรมเนียมพิเศษจากธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศเพื่อเพิ่มเงินทุนในบัญชีของ FDIC จำนวน 5.6 พันล้านดอลลาร์

นางเชียลา แบลร์ ประธาน FDIC กล่าวกับว่า "งบดุลบัญขีของ FDIC เริ่มหดตัวลง ทำให้คณะกรรมการบอร์ดของ FDIC เตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมหลังจากการล้มละลายของธนาคารโคโลเนียลทำให้ FDIC มีต้นทุนการประกันเพิ่มขึ้นอีก 2.8 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ มีรายงานว่าธนาคารคอรัส แบงค์แชร์ส และธนาคารการันตี ไฟแนนเชียล กรุ๊ป อาจล้มละลาย ขณะที่เม็ดเงินทุนในบัญชีของ FDIC ในไตรมาสแรกร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี"

นักวิเคราะห์คาดตลาดหุ้นนิวยอร์กผันผวนสัปดาห์นี้ หลังอัตราว่างงานสหรัฐพุ่งสูงสุดในรอบ 26 ปี
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 14 นาทีที่แล้ว
นักวิเคราะห์ในย่านวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะยังคงเคลื่อนตัวอย่างผันผวนในสัปดาห์นี้ เนื่องจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากมีรายงานว่าอัตราว่างงานในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี ขณะเดียวกันคาดว่านักลงทุนจะจับตาดูการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐที่จะมีต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆในสัปดาห์นี้

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในเดือนก.ย.ลดลง 263,000 ราย ซึ่งเป็นการปรับตัวลง 21 เดือนติดต่อกัน และร่วงลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเพียง 175,000 ราย ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.8 % เทียบกับระดับ 9.7% ในเดือนส.ค.

อัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงส่งผลให้สมาชิกพรรครีพับลิกันแสดงความกังวลและกดดันให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐเร่งหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ในตลาดแรงงาน พร้อมกับวิพากษ์วิจารย์นโยบายเศรษฐกิจของคณะทำงานโอบามา ขณะที่โอบามายอมรับว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.ออกมาน่าผิดหวัง แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบการเงิน การลดหย่อนภาษี และการคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับต่ำแล้วก็ตาม แต่ก็ยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งใช้แผนกระตุ้นการจ้างงาน

เจมมี ค็อกซ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท แฮร์ริส ไฟแนนเชีย กรุ๊ป ในมลรัฐเวอร์จิเนีย กล่าวว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงเกือบตลอดสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากความวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจหลังจากสหรัฐรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงตัวเลขจีดีพีที่ยังหดตัวลง ดัชนีกิจธรรมธุรกิจที่ร่วงลงเกินคาด และตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

ความวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจในสหรัฐทวีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าอัตราว่างงานที่พุ่งสูงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 7.87 แสนล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่เริ่มจะให้ผลลดลง จะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีหน้า
นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันจันทร์ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) จะเปิดเผยดัชนีภาคบริการเดือนก.ย. และสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด จะเปิดเผยดัชนีการจ้างงานเดือนก.ย. วันอังคาร ABC News จะเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 4 ต.ค.

วันพุธ วันพฤหัสบดี ทางการสหรัฐจะรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และข้อมูลสต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนส.ค. ส่วนวันศุกร์จะมีการเปิดเผยข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนส.ค.

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิลบ 14.25 จุดเช้านี้ หลังอัตราว่างงานสหรัฐพุ่งรุนแรง
Monday, October 05, 2009 08:01:00
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวอ่อนตัวลงในช่วงเช้านี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยอัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นรุนแรงและฉุดดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ยังคงฉุดหุ้นกลุ่มส่งออกดิ่งลง

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังจากตลาดเปิดทำการได้เพียง 15 นาที ดัชนีนิกเกอิลดลง 14.25 จุด หรือ 0.15% แตะที่ระดับ 9,717.62 จุด

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในเดือนก.ย.ลดลง 263,000 ราย ซึ่งเป็นการปรับตัวลง 21 เดือนติดต่อกัน และร่วงลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเพียง 175,000 ราย ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีที่ 9.8 % เทียบกับระดับ 9.7% ในเดือนส.ค.

อัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นในเดือนก.ย.ได้ฉุดตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงเมื่อวันศุกร์ นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูความเคลื่อนไหวในตลาดปริวรรตเงินตรา หลังจากที่ประชุม G7 มีมติร่วมมือกันเสริมสร้างเสถียรภาพในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ หลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆของโลก พร้อมกับเตือนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่เปราะบางมาก

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ กลุ่มเครื่องจักร กลุ่มกระดาษและเยื่อกระดาษ ขณะที่หุ้นกลุ่มหลักทรพัย์ กลุ่มธนาคาร และกลุ่มไฟแนนซ์ อ่อนตัวลงในช่วงเช้านี้
--อินโฟเควสท์--
Read More

04 October 2009

วิธีบริหารลูกน้องของโชค บูลกุล

การบริหารลูกน้อง ที่มีความขยันแต่ทำงานไม่รอบคอบ ก่อนอื่นเลย เราต้องประเมินให้ได้ก่อนว่า ลูกน้องคนดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อองค์กรมากน้อยแค่ไหน เนื่องจาก ระบบการทำงานขององค์กรมันจะเชื่อมต่อเป็นเครื่อข่ายเหมือนใยแมงมุม หากคนใดคนหนึ่ง ที่เสมือนเป็นจุดเชื่อมต่อเกิดเป็นข้อบกพร่อง อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อบริษัทได้ ซึ่งเราอาจจะต้องลองเปลี่ยนตำแหน่งหมุนเวียนกันดู

คุณโชค จึงได้แยกประเภทของบุคคลากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ในส่วนคนที่คล่อง คนประเภทนี้มักจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ไว แต่มักจะมีปัญหาในการทำงานให้เป็นไปตามระบบ ตามนโยบายที่ได้ตั้งไว้ เพราะคนประเภทนี้มักจะคิดอะไรได้นะเด๋วนั้น หรือหาวิธีการทำงานได้เด๋วนั้นเลย ซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามระบบ หรือนโยบายที่ได้วางไว้

2. ในส่วนคนที่คิดแบบเป็นระบบ คนประเภทนี้ ทำอะไรจะวางแผนล่วงหน้า ซึ่งอาจจะไปถึงเป้าหมายได้ช้า แต่จะรอบคอบกว่า ซึ่งจากการที่ทำงานมีระบบ แบบแผน ทำให้คนอื่นจะทำตามในสิ่งที่เขาวางเอาไว้เป็นแนวทางได้

ในการบริหารลูกน้องของคุณโชคนั้น จะมีคนอยู่ทั้งสองประเภท โดยจะเน้นไปในส่วนของคนที่คล่อง แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเก่งนั้น คุณโชค จะไม่ค่อยให้เป็นหัวหน้าหรือมีลูกน้องมากๆ เพราะจะมีปัญหาเกิดขึ้นแน่ เนื่องจาก ไม่มีแบบแผนในการทำงานที่ชัดเจน เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซึ่งการจะใช้คนประเภทนี้คุณโชค จะให้งานเป็น job หรือเป็น โปรเจคไป นอกจากนี้ การทำงานในเชิงประชาสัมพันธ์ หรือ PR ซึ่งจะมีปัญหาในการทำงานค่อนข้างมาก คนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งจะเหมาะกับงานประเภทนี้

คุณโชคยังให้คำแนะนำว่า ผู้บริหารต้องใช้คนที่เก่งกว่าเป็น และเก่งกว่าในทุกๆ ด้าน ซึ่งถ้าเรามีคนที่เก่งกว่าเราในทุกๆ ด้าน และเรารู้จักใช้ตามจุดเด่นของเขา ก็จะกลายเป็นผู้บริหารที่สุดยอด

จากที่นักยุทธศาสตร์ได้มีการแบ่งทหารออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งหนึ่งในสี่ประเภทดังกล่าว จะเป็นทหารที่โง่ หรือเรียกว่า " โง่แต่ขยัน : เอาไปบั่นคอเสีย" ซึ่งคุณโชคเสริมในประเด็นนี้ว่า

ผู้บังคับบัญชาจะด่วนสรุปเกินไปไม่ได้ เพราะบางบริษัท ความชัดเจนในเรื่องของนโยบาย ทำให้การตีความของแต่ละระดับชั้นของผู้ปฏิบัติการ เกิดความสับสน (เช่น ในองค์กรของฟาร์มโชคชัยของเรา การให้คำนิยามคำว่า "คุณค่า" ของธุรกิจบริการ หมายถึง มันเป็นเรื่องของการมาเที่ยวฟาร์มโชคชัย ไม่ใช่ได้เฉพาะความเพลิดเพลิน แต่คุณจะได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ ที่จะหาที่อื่นไม่ได้ คุณจะได้แนวความคิด ทัศนคติใหม่ๆ เกี่ยวกับการทำธุรกิจแบบเกษตรที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างแบบอย่าง ว่าธุรกิจเกษตรก็สามารถอยู่ร่วมสมัยได้ ซึ่งตรงนี้เราจะต้องให้พนักงานของเราเข้าใจทุกคนก่อน)

ผู้บริหารจะต้องสร้างความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ให้เกิดขึ้นก่อนที่เราบอกว่าลูกน้องเราไม่ฉลาด โง่
โดยบุคลากรของฟาร์มโชคชัย จะมีเจตนาและอุดมการณ์ที่ดีก่อน เนื่องจาก จะมีความตั้งใจมากกว่าเรื่องผลตอบแทน

คุณโชคยังสรุปเพิ่มเติมว่า การที่บริษัทมีคนโง่แต่ขยันดังกล่าว น่าจะย้อนกลับมาดูบริษัทเองว่า รับเข้ามาหรือผ่านเกณฑ์มาได้อย่างไร จึงอาจจะต้องย้อนกลับมาดูนโยบายการคัดเลือกบุคคลเข้ามาในบริษัทว่าเป็นอย่างไร

บทความที่เกี่ยวกับ คุณโชค บูลกุล :
เคล็ดลับบริหารคนในธุรกิจครอบครัว (HR Management in Family Business) โดย โชค บูลกุล
วิธีกระตุ้นและปลุกเร้าคนแวดล้อม
การสร้างทฤษฎีในการทำธุรกิจใหม่ๆ ของโชค บูลกุล

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
การบริหารจัดการคนเก่ง
Read More

เรียนรู้เพื่อให้ได้ความคิดใหม่กับ โชค บูลกุล

โดยส่วนใหญ่แล้วคุณโชค จะอ่านหนังสือในแนวปรัชญา เนื่องจาก ชอบอ่านเพียงประโยคสั้นๆ แต่ได้ใจความ และนำไปคิดต่อยอดได้ เช่น หนทางเตียน เวียนลงนรก หนทางรก วกขึ้นสวรรค์

และการที่คุณโชคเป็นคนที่อ่านหนังสือน้อย ทำให้คุณโชคจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนในประเด็นที่เราจะต้องสื่อสาร มันเลยจะออกมาเป็นในรูปของภาพ รูปของตัวอย่าง มากกว่าออกมาเป็นข้อๆ ข้อหนึ่ง ข้อสอง ข้อสาม ตามทฤษฎี

แต่สำหรับบุคคลทั่วไป คุณโชคแนะนำว่าเราจะต้องรู้ว่า เรามีวิธีการเรียนรู้ประเภทไหน โดยจะมีอยู่ 4 ประเภท
1. เรียนรู้จากอ่าน
2. เรียนรู้จากการฟัง
3. เรียนรู้จากทำ
4. เรียนรู้จากการเขียน

ยกตัวอย่างเช่น คุณตัน เรียนรู้จากการฟัง และจากการถาม ส่วนคุณโชค เรียนรู้จากการมองในมุมที่คนอื่นไม่ได้มอง แล้วเรียนรู้จากการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ และยังเป็นคนช่างสังเกตุ มองและคิดตาม
เทียบเคียงสถานการณ์ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ เราจะทำอย่างไร และนำสิ่งที่ได้เป็นคำตอบ สิ่งที่คิดได้เนี่ยมันสอนอะไรเรา ทำไมเราคิดแบบนี้ ทำไมเราเห็นแบบนี้ ก็จะเห็นถึงความเป็นตัวเรา เข้าใจเรามากขึ้น

สิ่งที่นำมาซึ่งความคิดดีๆ ของคุณโชคนำมาจากไหน
ความคิดใหม่ๆ ของคุณโชค เกิดจากทุกอย่างที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วจะนำกลับมาคิดทบทวนใหม่ (Rethink) เพราะคุณโชค คิดว่าสิ่งที่ผ่านมามันมีอะไรบางอย่างที่ลุ่มลึกซ่อนอยู่

ซึ่งมันเป็นความแตกต่างของมนุษย์ มนุษย์บางคนมองอะไรผิวเผิน แต่โจทย์เดียวกัน มนุษย์อีกคนกลับเห็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่า แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัญญาด้วย เพราะคนบางคนกลับไปคิดต่อจริง แต่คิดแบบหยุ่มหยิม คิดมาก ไม่มีทางออก และท้ายที่สุดจะฟุ้งซ่านไป

แต่คนที่มีปัญญาจะคิดและ ก่อให้เกิดผล เหมือนดั่งคนบ้า กับอัจฉริยะ จะมีความคล้ายคลึงกันอะไรบางอย่างอยู่

บทความที่เกี่ยวกับ คุณโชค บูลกุล :
การหาความคิดใหญ่ (Find the Big Idea)
How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)
Read More

03 October 2009

ปรากฏการณ์แส้ม้า (Bullwhip Effect in Supply Chain)



ปรากฏการณ์แส้ม้า (Bullwhip Effect)


เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดการผันผวนในการบริหารงานโซ่อุปทาน คือในกรณีที่สินค้าขาดหรือสินค้าล้นตลาด เหตุผลก็เพราะเราไม่สามารถรู้ความต้องการของลูกค้า หรือความต้องการถูกแปรปรวนหรือผันผวน ก็ด้วยเพราะการที่โซ่อุปทาน (Supply Chain) มีหลายขั้นตอน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดบ้าง เกินบ้าง ก็คือ แต่ละหน่วยงานในโซ่อุปทาน ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างตัดสินใจ ไม่ทำงานเป็นทีมและข้อมูลความต้องการของลูกค้า ไม่สามารถไหลมาถึงปลายทางภายในองค์กรได้

ปัจจัยที่ส่งผลกับ ปรากฏการณ์แส้ม้า (Bullwhip Effect)

1. การประมาณการความต้องการ (Demand Forcasting)
2. การปันส่วนสินค้า (Product Sharing)
3. การจัดชุดคำสั่งซื้อ (Order Baching)
4. การตั้งราคาสินค้า (Product Pricing)
5. การวัดสมรรถนะของการทำงาน

1. การประมาณการความต้องการ (Demand Forecasting)

การประมาณการความต้องการ มีความสำคัญก็เพราะถ้าตลอดทาง ถ้าเราไม่รู้ความต้องการต้นทาง (ของลูกค้า) ทำให้การคาดการณ์ของเราเกิดจากการคาดเดา ถ้าผู้ผลิตปลายทาง สามารถรู้ได้ว่าต้นทาง (ลูกค้า) ต้องการเท่าไหร่ มันก็จะลดความผันผวนลงได้แต่ปัจจุบันนี้ เราไม่รู้ลูกค้า (End User Requirement) ว่าต้องการอะไร เราจะรู้แต่เพียงว่า Retail ต้องการ อะไร Wholetail ต้องการอะไร ขบวนการนี้จึงก่อให้เกิดความผิดเพี้ยนจากการประมาณความต้องการของสินค้า 


วิธีแก้ไขปัญหาการประมาณการความต้องการ

1. แบ่งปันข้อมูล ระบบ IT ต้องเข้ามาช่วย เช่น ลูกค้าหยิบสินค้าปุ๊บสามารถรู้ได้เลย ซึ่งเป็นประวัติการณ์ซื้อจาก end User จริง
2. ข้อมูลจากจุดขาย (Point of Sales) ต้องแชร์กัน
3. ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด จะมาจากข้อมูลที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกค้ามากที่สุด (ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์แส้ม้า เพราะ เมื่อเราสะบัดแส้ จะเกิดคลื่น ซึ่งคลื่นที่ติดกับตัวเราจะใหญ่ แล้วจะเล็กลงๆๆ นั่นก็คือความแปรปรวนของความต้องการของลูกค้า) 

2. การปันส่วนสินค้า (Product Sharing)

เมื่อมีความต้องการสินค้าเข้ามามากกว่ากำลังการผลิต หรือความสามารถการผลิตที่เรามี ซึ่งยอดซื้อที่เรารับเข้ามาจะบิดเบียนความเป็นจริงและเมื่อเราเอาข้อมูลการสั่งซื้อชุดนี้ เพื่อไปเตรียมการสั่งซื้อวัตถุดิบต่างๆ อาจจะผิดพลาดได้ เพราะข้อมูลสั่งซื้อที่ใช้ ไม่ได้มาจากความเป็นจริง 

การแก้ไข

1. เราต้องดูประวัติการซื้อขายของลูกค้าแต่ละราย แทนที่จะดูจากยอดคำสั่งซื้อ แล้วจึงนำมาปันส่วน

3. การจัดชุดคำสั่งซื้อ (Order Batching)

บางครั้งลูกค้าสั่งของเข้ามา ซึ่งยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนที่เราจะดำเนินการส่งของ เราจึงกักตุนสินค้าไว้ ไม่ทำการส่ง โดยไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าทราบ ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าของยังขาดอยู่ จึงอาจจะมีการสั่งของซ้ำ 

การแก้ไข

1. หาขนาดของการจัดส่งที่หลากหลาย
2. นำ IT เข้ามาใช้
3. จ้าง Out source เพื่อ provide service ให้เราได้หลากหลาย

4. การตั้งราคาสินค้า (Product Pricing)

เนื่องจากการเลือกสินค้าในปัจจุบัน ลูกค้าอาจจะยังไม่ซื้อสินค้านั้นโดยทันที ถ้าลูกค้าไม่มั่นใจว่า สินค้าชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ถูกที่สุด ที่ไหนๆ ก็ไม่ถูกไปกว่านี้อีกแล้ว มันก็เลยกลายเป็นว่าความต้องการของลูกค้าอาจจะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง เพราะว่าลูกค้าจะรอเพื่อให้ได้ของที่ถูกที่สุด เพราะฉะนั้นปริมาณสินค้าที่อยู่บนชั้นวางสินค้า อาจไม่ได้สะท้อนภาพความต้องการที่แท้จริง

การแก้ไข

1. บอกไปเลยว่าที่นี่ถูกที่สุด การันตีให้เลย ทำให้เขาเกิดความมั่นใจว่าสินค้าเราถูกแล้ว ใช้แล้ว ไม่โดนหลอกแน่ๆ

5. การวัดผลการดำเนินงานของการทำงาน


ในกระบวนการการบริหารการจัดการทั้งหมดตั้งแต่สั่งซื้อสินค้า ผลิต และส่งถึงผู้บริโภค ถ้าแต่ละกระบวนการแย่งกันทำให้เกิด Performance ที่ดีจะกลายเป็นดีใครดีมัน มันไม่ทำให้เกิด Performance ที่เป็นองค์รวม แต่ละหน่วยงานก็จะมองแค่ส่วนงานของเขา ทำให้แค่ส่วนงานของตนเองดีอย่างเดียว ทำให้ข้อมูลบิดเบือนจากความเป็นจริง 

การแก้ไข

1. ใช้เป้าหมายขององค์กรเป็นส่วนรวม เป็นภาพใหญ่ และให้แต่ละฝ่ายทำอย่างไรก็ได้ ให้ไปสนับสนุนเป้าหมายหลักขององค์กร โดยให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องกันของเป้าหมายใหญ่กับเป้าหมายย่อยของแต่ละแผนก (อาจจะทำ KPI)
2. ให้ทุกคนมองเห็นตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain) ว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง ซึ่งกิจกรรมในโซ่อุปทานนั้น จะไม่เป็นอิสระต่อกัน เพราะเวลาลูกค้ามองเรา มองว่าตัวองค์กรไม่ดี ไม่ใช่แผนกไหนหรือหน่วยงานไหนไม่ดี เราจึงต้องทำให้เกิด Supply Chain Collaboration หรือการร่วมมือกันในโซ่อุปทาน
3. นำแนวคิดของบัญชีมาใช้ ที่เรียกว่า ABC (Activity Base Costing) คิดต้นทุนตามฐานกิจกรรม

สรุปก็คือ ประเด็นสำคัญในการแก้ไข ปรากฏการณ์แส้ม้า (Bullwhip Effect) คือ การบริหารจัดการข้อมูล (Information Management)


บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
การบริหารโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม (Supply Chain Management in Industrial Sector)
Logistic Management Strategy
การบริหารการเงินใน Logistics (Financial Management in Logistics)
Read More

Cycle Counting กับการแก้ปัญหา Logistic

คุณเคยเจอปัญหาแบบนี้หรือไม่ ระบบการจัดเก็บข้อมูลผิดพลาด เช็คในคอมฯมี ไปดูจริงไม่มี หรือไปดูในคอมฯไม่มี ดันเดินไปเจอ ถ้าเกิดปัญหาประเภทนี้ คือ การบันทึกกับของจริงไม่ตรงกัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นจาก การไม่บันทึกลงระบบ หรือเพราะความเคยชิน ว่าเดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ สักพักก็ลืม

ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว เราสามารถที่จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Cycle Counting หรือการตรวจนับตามรอบ หลักการง่ายๆ ที่ให้ทำ คือ Pareto ถ้าสินค้ามีมูลค่ามากก็ตรวจนับให้ถี่ (รายสัปดาห์) ส่วนสินค้าที่มีมูลค่าน้อย แต่มีปริมาณมาก ก็อาจจะไม่ต้องถี่มากนัก

แต่โดยหลักการของวิธี CYCLE COUNTING จะมีอยู่ 5 ข้อ

1. แบ่งกลุ่มประเภทสินค้า โดยใช้กฏของ Pareto ในการพิจารณาถึงมูลค่ากับปริมาณ : แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่มี มูลค่ามาก ปริมาณน้อย (A) ต้องมีการตรวจนับทุกสัปดาห์
กลุ่มที่มี มูลค่าปานกลาง ปริมาณปานกลาง (B) : อาจจะตรวจนับทุกเดือน
กลุ่มที่มี มูลค่าน้อย ปริมาณมาก (C) : อาจจะตรวจนับทุกไตรมาส หรือรายปีก็ได้

ซึ่งตามหลักการของ Pareto ที่สัดส่วนจะอยู่ที่ 80 : 20 แต่เราอาจจะปรับเป็น 95 : 5 ก็คือ เพื่อแบ่งกลุ่มของสินค้าที่อาจจะมีมูลค่าถึง 95% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดก็เป็นได้

2. ติดระบบ Barcode ให้กับสินค้า เนื่องจากสินค้ามีหลายร้อย Item การใช้ barcode จะช่วยให้เราตรวจสอบสะดวกและมีความแม่นยำมากขึ้น

3. กำหนดค่าตั้งต้นใหม่ของสินค้าแต่ละชนิด แต่ละประเภท set up ขึ้นใหม่ทั้งหมด

4. จัดทำระบบฐานข้อมูล เพื่อให้เปลี่ยนแปลงไปตามหน่วยนับที่เปลี่ยนแปลง

5. จัดทำหรือปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายสินค้า

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
Logistic Competitive Advantage
ความเข้าใจผิด 7 ประการ เกี่ยวกับ Logistic
Read More

เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy and Creative Economy)

ความแตกต่างและความเหมือน
เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เริ่มมาตั้งแต่ปี 2517 จากพระบรมราโชวาท จากงานพระราชทานปริญญาบัตรมหาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง มีอยู่ 5 คำ คือ สามห่วง / สองเหตุผล

สามห่วง

คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขมีความรู้และคุณภาพ

1. ความพอประมาณ : การเลือกทำในสิ่งที่ตนเองถนัด และทำอย่างพอประมาณ (Core Compentency) สร้างขนาดธุรกิจที่เหมาะกับตน รู้จักตัวเอง

2. ความมีเหตุผล : ใช้เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ อย่างสมเหตุสมผล มีการจ้างงานในพื้นที่หรือใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น

3. มีภูมิคุ้มกัน : มีการบริหารความเสี่ยงแค่ไหน มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยง มีการร่วมมือกับชุมชน มีเครือข่ายร้านค้าในชุมชน เพื่อจะส่งวัตถุดิบให้

เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy)
ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกในการนำ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มาใช้ โดยนำมาใช้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่เกิดจากภูมิปัญญา ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญ คือ มันเป็นแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ ใช้การศึกษา การสร้างสรรค์ ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Interecture Property) ซึ่งให้มันเชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม รู้จักใช้เทตโนโลยีสมัยใหม้ และอาศัยวัฒนธรรมเป็นจุดขาย โดยจะเห็นได้จากประเทศเกาหลี ที่มีหนัง เพลง สินค้า ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน

เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ กับบทบาทของรัฐบาลไทย
รัฐบาลไทยกำลังทุ่มเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ด้วยกัน

กลุ่มที่ 1 คือ การสืบทอดทางมรดกและวัฒนธรรม สินค้าที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น งานฝีมือ หัตถกรรม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แพทย์แผนไทย อาหารไทย เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 คือ ศิลปะการแสดง เช่น ทัศนศิลป์ต่างๆ
กลุ่มที่ 3 คือ สื่อสมัยใหม่ เช่น ภาพยนต์ วีดีทัศน์ การพิมพ์ กระจายเสียง ดนตรีต่างๆ
กลุ่มที่ 4 คือ การสร้างสรรค์และออกแบบ เช่น แฟชั่น งานสถาปัตร การโฆษณา และ sotfware

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
การลงทุนในธุรกิจปาล์มน้ำมันในไทย
5 สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จากจีน
GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ของประเทศไทย โดย ดร.ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์
Read More

หลักคำสอนของเทียม โชควัฒนา

โถ้ย = การมอง : เราจะเห็นในสิ่งที่เราต้องการจะมอง คนแต่ละคนมองไม่เหมือนกัน ทำไมบางคนมองไกล คนที่มีวิสัยทัศน์ จะมองเหมือนที่คนอื่นมอง แต่จะคิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คิด

นักมองจะมีวิธีคิด เพื่อนำไปสู่ความคิดเชิงสร้างสรรค์ 3 ประการ
ประการที่ 1 ให้ความสำคัญกับภาพที่เกิดจากตามองเห็น เห็นแล้วคิดต่อ (Look and See)
ประการที่ 2 สามารถที่จะสร้างภาพขึ้นมาได้ในจินตภาพของตัวเองได้ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป (Visualize)ประการที่ 3 สามารถบิดภาพสิ่งที่เห็นไปสู่ความคิดใหม่ๆ ได้ (minipulate Image) คือ การมองให้เห็นในหลายมุมมอง หลายมิติ

ความแตกต่างระหว่าง Imasge กับ Picture คือ Image เป็นภาพในสมอง ความรู้สึก Picture เป็นภาพที่เราเห็น ด้วยตา

ลักษณะการมอง
LOOK>>> SEE>>> WATCH>>> OBSERVE

เถี่ย = การฟัง : บางคนชอบฟังสิ่งไร้สาระ ตัวอย่างเช่น คุณตัน ไม่ชอบอ่าน แต่หาไอเดียมาจากไหน เช่น การเปิดร้านชุดแต่งงาน ก็เกิดมาจากการฟัง การคุยกะลูกน้องว่า อยากได้อะไรระหว่าง แหวนเพชร หรือ ถ่ายรูปชุดแต่งงานสวยแบบหยดย้อย ผู้หญิงจะเลือกเอาอะไร ปรากฏผู้หญิงตอบเอาชุดแต่งงาน คุณตันเลยไปศึกษาต่อที่ประเทศไต้หวันเนื่องจากธุรกิจชุดแต่งงานเป็นที่ได้รับความนิยมสูง แล้วไปดูว่าทำไมคนที่ทำธุรกิจคนแรก ถึงเจ๊งต้องเลิกกิจการไป เพราะเนื่องจากคนแรกที่เข้าไปทำนั้น เน้นไปที่เทคนิค เครื่องมือไฮเทคอย่างเดียว เที่ยวซื้อกล้องมากมาย
Read More

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดย ดร. ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์

เศรษฐกิจไทยจะฟื้นแน่จริงหรือ
การฟื้นจะต้องดูช่วงเวลา และดูว่าเป็นการฟื้นจริงๆ หรือแค่ขยับหัว


เทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต
ซึ่งจากวิกฤตของ Subprime ที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี ที่มีขนาดความรุนแรงใกล้เคียงกับปี 1930 แต่อาจจะสัก 70% เท่านั้น เพราะเมื่อเราดูจากราคาบ้านในสหรัฐฯ ที่ลดลงตกมาแค่ 35% (ในปี 1930 ลดลงตั้ง 50%) แต่คนดูวิตกมากกว่า เพราะแรงกระแทกที่มาก ประเด็นคือ ระบบเศรษฐกิจในปี 1930 และในปัจจุบันแตกต่างกัน โดย ระบบในปัจจุบันเรามีกลไก และประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้ความรุนแรงลดลงไป เช่น

1. สถาบันประกันเงินฝาก (FDIC) ที่รับความเสี่ยง
2. นโยบายของรัฐบาลมีการพัฒนามากกว่าปี 1930 และการขยับตัวที่ไวกว่าของรัฐบาลในการเข้าไปช่วยระบบเศรษฐกิจ

รูปแบบการฟื้นตัว
คำถามก็คือ ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มดีแล้ว มันกำลังจะกลายเป็นตัว V แล้วใช่หรือไม่ ซึ่งจากแนวโน้มหลังจากการวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านของโลกจะเป็นตัว W ซึ่งทำให้แนวโน้มหลักที่จะเป็น ก็คือตัว W มี 3 ปัจจัยสนับสนุน

1. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศทำ เป็นนโยบายที่ส่งผลระยะสั้น เพราะเป็นกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ณ ตอนนั้น ซึ่งธุรกิจอาจจะจ้างคนได้ แต่ในระยะสั้น เท่านั้น พอเงินตรงนี้เริ่มหมด แรงกดดันทางเศรษฐกิจก็จะเป็นไปตามธรรมชาติของระบบ ธรรมชาติของระบบก็คือ ภาคเอกชน กำลังซื้อของประชาชน ถ้าภาคเอกชนไม่สามารถมาเติมกำลังซื้อให้กับระบบเศรษฐกิจได้ มันก็ไม่สามารถฟื้นยาวได้

2. สถานการณ์ยังมีปัญหาเรื่องหนี้เสียในระบบมาก และหนี้เสียที่เกิดขึ้นทำให้ภาคครัวเรือน ยังไม่อยากใช้จ่าย

3. ราคาน้ำมัน ราคาถึงแม้จะตกลงมา แต่ถ้าดูตามปัจจัยพื้นฐานยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลนอยู่ แล้วราคาควรอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งมันจะขึ้นกับ ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการกลั่น ซึ่งน่าจะอยู่ที่ 70-80 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งต่ำกว่านี้ยาก เพราะถ้าต่ำกว่านี่ พลังงานทดแทนก็ไม่เกิด ทำแล้วไม่คุ้ม ซึ่งถ้าราคาน้ำมันมากว่า 80 เหรียญ ก็อาจจะเกิดภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

การฟื้นตัวของประเทศไทย
น่าจะเป็น W ตามเศรษฐกิจโลกเช่นกัน ซึ่งปัจจัยการเมืองยังเป็นสิ่งที่กดดันเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ แต่ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่ส่งผลมากนัก เนื่องจากยังเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยกันทั่วโลก ก็คือ ไม่ดีกันทั่วโลกนั่นเอง แต่กลับกัน สถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นปัจจัยหลักทันที ถ้าเศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้น

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
5 สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จากจีน
GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ของประเทศไทย โดย ดร.ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์
Read More

การจัดการจุดแข็งของตนเอง (Strenght Management)

แล้วคนเราจะ จัดการจุดแข็งของเราอย่างไร

1. ต้องมีคำถามที่เราถามตัวเอง คือ ถ้าเกิดเราจะสร้างจุดแข็งของเราขึ้นมา มันมีอุปสรรคอะไรหรือไม่
2. จุดแข็ง คือ อะไรสักอย่างที่คนเราแสดงออกมา แล้วสามารถทำได้ดีอย่างสม่ำเสมอ แล้วเรายังรู้สึกมีความสุข และสนุกในการทำอยู่ด้วย
3. เราไม่จำเป็นต้องมีจุดแข็งในทุกๆ ด้าน
4. เราจะแสดงผลงานได้ยอดเยี่ยม คือ การขยายจุดแข็ง ไม่ใช่พยายามจะไปลดจุดอ่อน แต่ไม่ใช่ไม่สนใจจุดอ่อน หรือละเลยไป เพราะคนที่สร้างตัวจากจุดแข็ง เขาไม่ได้เพิกเฉยกับจุดอ่อน เขาเพียงแต่หาพยายามหาอะไรบางอย่างที่ทำแล้วเกิดผลมากกว่าเท่านั้นเอง โดยเขาจะรู้วิธีจำกัดขอบเขตของจุดอ่อน ไม่ให้แสดงผลมากนัก
ซึ่งเราต้องสามารถทำความเข้าใจและแยกแยะระหว่างสิ่งที่เราเก่งตามธรรมชาติ (Talent) กับสิ่งที่เราเรียนรู้ได้ แยกให้ออกระหว่างพรสวรรค์กับพรแสวง แล้วเราจะไปถึงจุดยอดในสิ่งที่เราเลือกทำได้อย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีพรสวรรค์มาก่อน หรือในกรณีที่เราไม่มีความรู้และต้องหาทางศึกษา (พรแสวง) แต่มันเป็นสิ่งที่คุณไม่ชอบ ไม่ใช่ตัวตนของคุณ คำถามคือ พรแสวงหรือพรสวรรค์จะสำคัญกว่ากัน


ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวการบริหารบุคคล
ถ้าองค์กรของท่าน มีคนที่มีความสามารถที่หลากหลาย ท่านจะต้องเฝ้าดูพรสวรรค์โดยธรรมชาติของพนักงานเหล่านั้นคืออะไร เพื่อนำบุคลากรดังกล่าว ไปวางสู่ตำแหน่งงานที่ถูกต้อง และพัฒนาเขา จนทำให้เขากลายเป็นจุดแข็งขององค์กรให้ได้

สมมติฐานในการพัฒนาบุคลากรในองค์กรที่ผิด (จาก Gallop Poll) คือ
1. คนทุกคนสามารถเรียนรู้และเก่งได้ในหลายด้าน ถ้าองค์กรมีระบบการเรียนรู้ที่ดี
2. การพัฒนาคนต้องพัฒนาเขาที่จุดอ่อน ทำให้เก่งขึ้นให้ได้แล้วเราจะเช็คได้อย่างไรว่า องค์กรเรายึด 2 ข้อนี้ไว้หรือเปล่า โดย
- องค์กรใช้จ่ายเงินมากในการฝึกอบรมคนมากกว่าเลือกคนที่เหมาะสมตั้งแต่แรก
- องค์กรเน้นการวัดผลงาน โดยดูจากสไตล์การทำงานที่จุกจิกเกินไปหรือไม่ เช่น การเข้าทำงานสายกี่นาที, ลาไปกี่วัน เป็นต้น
3. องค์กรทุ่มเวลาในการฝึกอบรมและเม็ดเงินในการลดจุดอ่อนพนักงานมากเกินไปหรือไม่
(คนเราต้องสร้างตัวเองจากจุดแข็ง เพราะฉะนั้น คุณต้องรู้ว่าจุดแข็งของคุณคืออะไร แต่ส่วนมากจะไม่รู้จะรู้แต่จุดอ่อน จนกลายเป็นว่าต้องพยายามลดจุดอ่อนของตัวเองมากขึ้น)
4. การเลื่อนขั้นหรือปรับเงินเดือน อยู่บนพื้นฐานของทักษะที่มีขึ้นใหม่ๆ หรือเปล่า ซึ่งมันจะกลายเป็นว่า คนก็พยายามหาเรียนในด้านต่างๆ มากเกินไป กลายเป็นว่าอาจจะรู้ทุกเรื่อง แต่ไม่เก่งสักเรื่อง

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
สมการคนเก่ง ใน Logistics
Read More

Business Knowledge

Business
- ตอนนี้แนวโน้ม จะดูจากลักษณะราคามากว่าลักษณะสินค้าแล้ว ทำให้ House Brand ได้รับความนิยมมากขึ้น
- Market share ของ Beauty Drink ตอนนี้ มีประมาณ 61% ของยอดขายเครื่องดื่มประเภทเดียวกันใน 7-11
- 3F ที่จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนของโลกได้
1. Food : ในอนาคตจะเป็นตัวสำคัญ เนื่องจาก โลกจะคาดแคลนอาหาร
2. Fuel
3. Finance
-มูลค่าของตลาดเบียร์ราคาประหยัด (market share) 87,000 กว่าล้าน เป็น เบียร์ลีโอ 42.7% เบียร์ช้าง 38.5% เบียร์อาชา 17.9% และอื่นๆ อีก 0.9%
- หน้าที่ของผู้นำ คือ การจัดการและบริหารคนเก่ง คนฉลาด ให้ได้ ถึงแม้แต่ละคนจะมีอีโก้สูง ทำให้ทำงานเป็นทีมลำบาก เช่น Steve Job จะมีหน้าที่หลักสำคัญ คือ การบริหารคนเก่งในองค์กร ให้สามารถทำงานร่วมกันได้
- Trend สินค้าต่อไปจะเป็นแบบ Budget Product/service (หรือที่เรียกว่า Low Cost) โดย Budget ในแง่ของลูกค้า แต่ Low Cost จะมองในแง่ผู้ประกอบการ


Positioning
- สิ่งหนึ่งที่สำคัญของเราในการดำเนินชีวิต คือ การ Positioning ตัวเองให้ได้ว่าจะอยู่ที่จุดไหน ซึ่งโดยทั่วไปการ Positioning จะมี 2 แนวความคิด
แนวความคิดที่ 1 เป็นแนวการตลาด และ โฆษณา (Jack Troch) เป็น Marketing Positioning หรือ Product Positioning
แนวความคิดที่ 2 เป็นแนวกลยุทธ์ (Michale E.Porter) เป็น Strategy Positioning หรือ Competitive Position วางตำแหน่งแล้วต้องได้เปรียบ
- เวลาสถานการณ์เปลี่ยน โดยตาม Jack Trout จะมีอยู่ 3C (Customer, Change, Crisis) แต่ถ้าเป็นอีกแนวความคิดหนึ่ง 3C (Company, Customer, Competition) ซึ่งวิกฤตจะทำให้การแข่งขันเข้มข้น พฤติกรรมของผู้บริโภค (C Customer) จะทำให้ความได้เปรียบเดิมๆ ใช้ไม่ได้แล้ว ลูกค้าอาจจะกลายเป็นผู้กำหนดรูปแบบสินค้าของเราเอง (Customer Lead Innovation) เช่น น้ำยาอุทัย เป็นต้น
- การที่เราจะ Rebranding เราต้อง Repositioning ด้วย เพราะ รสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยน หรือลูกค้าเคลื่อนตัวไปสู่เส้นโค้งใหม่ เราจึงต้องเปลี่ยนหรือคู่แข่งขันที่มีแรงวิ่งมากกว่าเรา
- Raplexity คือ การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและซ้ำซ้อน
- Repositioning คือ เป็นการปรับหาตำแหน่งใหม่ที่อยู่ในหัวของคน โดยให้ลูกค้าจดจำได้
- ท่านต้องมี Second Life ชีวิตที่สอง ในการดำเนินชีวิต โดยเป็นการ Repositioning Specialist หาจุดที่ตัวเองถนัด แล้ววางตำแหน่งที่เชี่ยวชาญทางด้านนั้น จนกลายเป็น ชีวิตที่สองได้
- การ Repositioning ของ Jack Trout
1. Repositioning Core Compentency หรือ Repositioning Specialist
2. Repositioning Strategy

Strategics
- การวางแผนการทำธุรกิจ คุณต้องนำ Structure ตาม Strategy
- จากทฤษฏีการตลาดของ Michale E.Porter ที่บอกว่า ธุรกิจไหนก็ตาม ตลาดในประเทศต้องเข้มแข็งก่อน ถึงจะบุกไปตลาดต่างประเทศได้ เช่น ตลาดรถปิคอัพบ้านเราที่มีส่งออกมากเป็น ลำดับ 2-3 ของโลก ก็เนื่องจาก ประเทศเรามีตลาดที่ใหญ่มาก จากการที่มีความต้องการที่มากจนทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ย้านฐานการผลิตมายังประเทศไทย ทำให้การผลิตยิ่งเกิดประหยัดจากขนาดมากขึ้น (Economic of Scale) ซึ่งจากกลยุทธ์
ดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้กับการกีฬา เช่น การจัดลีคฟุตบอลไทย เพื่อสร้างความเข้งแข็งให้เกิดขึ้นกับตลาดฟุตบอลไทยก่อน
- Generic Name : ชื่อ Brand ที่เรียกแทนชนิดสินค้านั้นๆ เช่น แฟ้บ (ผงซักฟอก), Xerox (ถ่ายเอกสาร), ม่าม่า (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ซึ่งเกิดจากการเข้ามาเป็นรายแรกในตลาด ในทางธุรกิจ ผู้ที่เข้าตลาดเป็นคนแรกจะมีความได้เปรียบ (First Mover Advantage)
- คนที่เรียนรู้โดยไม่คิด จะหลงทางและล้มเหลว ส่วนคนที่คิดโดยไม่เรียนจะประสบอันตรายอย่างใหญ่หลวง (ขงจื้อ)
- เข้าใจในผู้อื่น คือ ผู้มีสติปัญญา เข้าใจในตัวเอง คือ ผู้รู้แจ้ง (ขงจื้อ)
- ปัจจุบัน Brand ของ Coke มีมูลค่าสูงสุด ซึ่งเอกลักษณ์ที่สำคัญของ Coke คือ ขวด (บรรจุภัณฑ์) ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากินแล้วอร่อย เหมือน เช่น ยาคูลท์ ที่มีขวดเป็นเอกลักษณ์เช่นกัน หรือไม่ก็ขวดไวตามิลค์เช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าถึงแม้จะออกบรรจุภัณฑ์เพิ่มมาอีก แต่ก็ยังคงบรรจุภัณฑ์เดิมเอาไว้ เนื่องจาก ถือว่าเป็น Identity ของ Brand เลย
- ถ้าคุณจะประสบความสำเร็จ คุณจะต้องเข้าใจให้ได้ก่อนว่า Stackholder คิด รู้สึก มีพฤติกรรมอย่างไร ซึ่งมันจะไปกำหนดทิศทางขององค์กรคุณซึ่ง Stackholder ก็จะประกอบไปด้วย ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน Supplier สื่อ สังคม แต่ส่งที่สำคัญที่สุด คือ ลูกค้า ซึ่งคนจะต้องรู้ว่าเขาคิดอย่างไร
รู้สึกอย่างไร มีพฤติกรรมอย่างไร ซึ่งมันจะเป็นตัวชี้ทิศให้องค์กรของคุณ
- Offering ที่ทำให้เกิดความแตกต่าง จะเป็นการดึงลูกค้าใหม่เข้ามา เช่น ประกัน มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว
- เวลาเราจะแบ่ง segment ออกเป็นส่วนๆ หาวิธีแบ่งโดยใช้ lifestyle ถึงจะดี

การสร้างความแตกต่าง (Differentiate)
ถ้าพูดถึง product จะมีอยู่ 2 แบบ คือ
1. จับต้องได้ : เป็นสิ่งที่ให้ลูกค้า
2. จับต้องไม่ได้ : เป็นสิ่งที่ลูกค้าให้กับสินค้าที่ซื้ออยู่ในใจ
- เราต้องรู้ก่อนว่า Offering (สิ่งที่เรานำเสนอต่อลูกค้า) ของเรา คืออะไร
- Generic Product (สินค้าสามัญทั่วไป) : ขายกาแฟ สินค้าก็คือ กาแฟที่ดื่ม, ขายบ้าน ก็คือ บ้านและที่ดิน, เป็นสินค้าที่มีตัวตนจับต้องได้เลย
เป็นสินค้าที่จับต้องได้โดยตรงจากชื่อเลย ซึ่งการตีโจทย์ สินค้าที่เราจะขายเฉพาะแบบนี้มันไม่พอ คนอื่นก็ขายได้ ไม่มีความแตกต่าง เราจึง
ต้องสร้างความแตกต่าง
- Expected Product (สินค้าที่ผู้บริโภคคาดหวังว่าจะได้) : ซึ่งถ้าเราตีโจทย์สินค้าของเราตามประเภทนี้เราจะสามารถสร้างความแตกต่างได้ซึ่งความคาดหวังจะแตกต่างไปตามผู้บริโภคหรือลูกค้า

เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy)
เกาหลีใต้
1. เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ส่วนใหญ่จะเกิดจากธุรกิจบันเทิง (Entertainment Economy) ซึงจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยพื้นฐานแล้ววงการบันเทิง อยู่บนพื้นฐานแห่งความคิดสร้างสรรค์อยู่แล้ว
2. ซึ่งธุรกิจศักยกรรมในเกาหลีใต้ จึงกลายเป็น creative economy ไปด้วย ตามธุรกิจ Entertainment
3. ในเกาหลีจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านนี้โดยตรงคือ หน่วยงาน KOCCA ตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 โดยสินค้าที่นำมาใช้ในการต่อยอดเพื่อสร้าง Creative Economic ก็คือ สินค้าบันเทิง (รวมทั้งเกมส์ด้วย) และสินค้าวัฒนธรรม ซึ่งกลายเป็นเป็นการสร้างมูลค่าใหม่

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
บทความ Business Knowledge ล่าสุด
เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy and Creative Economy)
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดย ดร. ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์

First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)
Read More

02 October 2009

News Update : 02/10/2009


ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดร่วง 203 จุดหลังสหรัฐเผยข้อมูลเศรษฐกิจย่ำแย่
Friday, October 02, 2009 06:28:00
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รวมถึงดัชนีกิจกรรมด้านการผลิตที่ร่วงลงเกินคาด และตัวเลขว่างงานที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับแรงกดดันหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าอัตราว่างงานที่พุ่งสูงจะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดร่วงลง 203.00 จุด หรือ 2.09% แตะที่ 9,509.28 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 27.23 จุด หรือ 2.58% แตะที่ 1,029.85 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดร่วง 64.94 จุด หรือ 3.06% แตะที่ 2,057.48 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.60 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 5 ต่อ 1 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.69 พันล้านหุ้น

ดาเรลล์ คราสนอฟฟ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Bel Air Investment Advisors ในเมืองชิคาโก กล่าวกับเอพีว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กถูกแรงขายกระหน่ำอย่างหนักเนื่องจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากไอเอ็มเอฟคาดว่าอัตราว่างงานที่พุ่งสูงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 7.87 แสนล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่เริ่มจะให้ผลลดลง จะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีหน้า

โดยไอเอ็มเอฟระบุในรายงานประจำครึ่งปีว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 1.5% ในปีหน้า หลังจากที่หดตัว 2.7% ในปีนี้ เทียบกับเมื่อเดือนก.ค.ที่คาดว่าจะเศรษฐกิจสหรัฐปีหน้าจะขยายตัวเพียง 0.8%

ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กซบเซามากขึ้นเมื่อสถาบันจัดการอุปทาน (ISM) ของสหรัฐรายงานว่าดัชนีกิจกรรมภาคโรงงานทั่วสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 52.6 จุดในเดือนก.ย. จากเดือนส.ค.ที่ระดับ 52.9 จุด ซึ่งอยู่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ขณะที่กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ตัวเลขชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการระหว่างว่างงานในรอบสัปดาห์ที่แล้ว พุ่งขึ้นแตะ 551,000 ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 535,000 ราย

ข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาดังกล่าวบดบังรายงานที่สดใสของสมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ระบุว่า ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนส.ค.ของสหรัฐพุ่งขึ้น 6.4%

นักลงทุนจับตาดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) เดือนก.ย.ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันศุกร์ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าตัวเลขการจ้างงานเดือนก.ย.จะลดลง 180,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 216,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 9.8% ในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 9.7% ในเดือนส.ค.

ทั้งนี้ ดัชนี KBW หุ้นกลุ่มธนาคารดิ่งลง 5% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลง 4.8% และหุ้นกลุ่มสายการบินร่วงลง 8.3% ส่วนหุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป ปิดลบ 4.2% หลังจากมีรายงานว่า นายเคน ลูว์อิส ซีอีโอแบงก์ ออฟ อเมริกา ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐสอบสวนกรณีที่แบงก์ ออฟ อเมริกาเข้าซื้อกิจการเมอร์ริล ลินช์
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดบวก 21 เซนต์ ขณะตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
Friday, October 02, 2009 06:58:00
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) เพราะได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยรุนแรง นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงขานรับรายงานสต็อกน้ำมันเบนซินที่ร่วงลงเกินคาด อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบปิดบวกไม่มากนักเนื่องจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลภาคการผลิตที่อ่อนแอ และนักลงทุนส่วนใหญ่มีท่าทีระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานในวันศุกร์

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 21 เซนต์ หรือ 0.3% ปิดที่ 70.82 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในกรอบ 70.83-70.30 ดอลลาร์

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 12 เซนต์ ปิดที่ 69.19 ดอลลาร์/บาร์เรล

มิเชล ลินช์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Strategic Energy & Economic Research ในรัฐเมสซาชูเซทส์ กล่าวว่า นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบเพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยรุนแรง หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 1.2% หลังจากขยับขึ้นเพียง 0.3% ในเดือนส.ค. ขณะที่รายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.2%

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงขานรับรายงานที่ว่า สต็อกน้ำมันเบนซินในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 25 ก.ย.ร่วงลง 1.6 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 211.5 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะพุ่งขึ้น 1.0 ล้านบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบปิดบวกเพียงเล็กน้อยเนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มีท่าทีระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรในวันศุกร์ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าตัวเลขการจ้างงานเดือนก.ย.จะลดลง 180,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 216,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 9.8% ในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 9.7% ในเดือนส.ค.

ส่วนอีกปัจจัยที่สกัดแรงบวกในตลาดน้ำมันนิวยอร์กคือรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ระบุว่าอัตราว่างงานที่พุ่งสูงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 7.87 แสนล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่เริ่มจะให้ผลลดลง จะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวเพียง 1.5% ในปีหน้า

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานของสถาบันจัดการอุปทาน (ISM) ของสหรัฐที่ระบุว่า ดัชนีกิจกรรมภาคโรงงานทั่วสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 52.6 จุดในเดือนก.ย. จากเดือนส.ค.ที่ระดับ 52.9 จุด ซึ่งอยู่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์

ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ ผู้ผลิต และบริษัทน้ำมันที่จัดทำโดยบลูมเบิร์กระบุว่า ผลผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปคในเดือนก.ย.โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 28.395 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งลดลง 50,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค. โดยประเทศอิรัก ซาอุดิอาระเบีย และแองโกลา เป็นประเทศที่ลดกำลังการผลิตน้ำมันลงมากที่สุด

ผลสำรวจระบุว่า ผลผลิตน้ำมันในอิรักลดลง 40,000 บาร์เรลมาอยู่ที่ 2.35 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับที่ลดลงหนักสุดในกลุ่มประเทศโอเปค ส่วนซาอุดิอาระเบีย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของโอเปคมีกำลังการผลิตน้ำมัน 8.015 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคูเวตมีกำลังการผลิตที่ 2.185 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนกาตาร์ผลิตน้ำมันได้ 720,000 บาร์เรลต่อวัน

ขณะเดียวกัน ไนจีเรีย เวเนซูเอล่า มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นสูงสุด 25,000 บาร์เรลในเดือนที่ผ่านมาแตะระดับ 1.805 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 2.23 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ ตามด้วยอิหร่านที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 20,000 บาร์เรลต่อวันแตะที่ 3.78 ล้านบาร์เรล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น 20,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 2.27 ล้านบาร์เรลต่อวัน
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ดอลล์แข็ง ฉุดทองคำปิดลบ $8.60
Friday, October 02, 2009 07:17:00
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) ซึ่งเป็นการร่วงลงวันแรกในรอบ 1 สัปดาห์ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทำให้นักลงทุนเทขายสัญญาโลหะมีค่า รวมถึงทองคำและโลหะเงิน

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 1,000.70 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 8.60 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 998.80-1,011.10 ดอลลาร์ซึ่งเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 16.440 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 21.80 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค.ปิดที่ 1,289.30 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง13.60 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 292.95 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 6.25 ดอลลาร์

เลียวนาร์ด แคปแลน นักวิเคราะห์จากบริษัท Prospector Asset Management ในรัฐอิลลินอยส์ กล่าวว่า ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับ 6 สกุลเงินหลักๆ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำ นอกจากนี้ ตลาดทองคำยังได้รับปัจจัยลบจากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่าอัตราว่างงานที่พุ่งสูงขึ้นจะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวเพียง 1.5% ในปีหน้า

กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ถือครองทองคำที่ระดับ 1,095.33 ตัน ณ วันที่ 30 ก.ย. เพิ่มขึ้น 1.22 ตัน
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์พุ่งเทียบยูโร หลังประธานอีซีบีหนุนดอลล์แข็งค่า
Friday, October 02, 2009 07:45:00
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเมื่อทียบกับสกุลเงินยูโรในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) หลังจากนายฌอง-คล้อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า ความแข็งแกร่งของสกุลเงินดอลลาร์ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวว่าค่าเงินยูโรที่เคลื่อนไหวอย่างไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในยุโรป

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.67% เมื่อเทียบกับยูโรที่ 1.4537 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.4635 ยูโร/ดอลลาร์ และพุ่งขึ้น 0.34% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.5950 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6004 ปอนด์/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังพุ่งขึ้น 0.47% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0407 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.0358 ฟรังค์/ดอลลาร์ แต่อ่อนตัวลง 0.07% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 89.690 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 89.750 เยน/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 1.61% แตะที่ 0.8692 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8834 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์นิวซีแลนด์ร่วงลง 1.24% แตะที่ 0.7142 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7232 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

ริชาร์ด แฟรงโควิช นักวิเคราะห์ด้านปริวรรตเงินตราจาก Westpac Banking Corp ในนิวยอร์กกล่าวว่า ค่าเงินยูโรร่วงลงอย่างหนัก หลังจากประธานอีซีบีกล่าวสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐว่า ความแข็งแกร่งของสกุลเงินดอลลาร์ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวว่าค่าเงินยูโรที่เคลื่อนไหวอย่างไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในยุโรป ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนกระหน่ำขายสกุลเงินยูโรอย่างหนัก

นอกจากนี้ นายทริเชต์กล่าวว่ากลุ่มประเทศยุโรป 16 ประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือ ยูโรโซน ควรยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเริ่มจ่ายหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นมากภายในปี 2554 เป็นอย่างช้าที่สุด โดยระบุว่าการถอดถอนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็นต่อการฟื้นตัว และต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจและประชาชนว่ารัฐบาลจะไม่สร้างหนี้เพิ่ม

ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กล่าวต่อคณะกรรมาธิการด้านการเงินแห่งสภาคองเกรสว่า เขามั่นใจว่าดอลลาร์ยังอยู่ในสถานะที่ปลอดความเสี่ยงและยังคงเป็นสกุลเงินหลักในระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของโลก

การแสดงความคิดเห็นของเบอร์นันเก้มีขึ้นหลังจากคณะทำงานของบารัค โอบามามองว่าสถานะของสกุลเงินดอลลาร์ในตลาดโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐระบุว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินที่สำคัญในระบบทุนสำรองของโลก และสหรัฐจะทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อให้ดอลลาร์ยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดการเงินโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าอัตราว่างงานที่พุ่งสูงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 7.87 แสนล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่เริ่มจะให้ผลลดลง จะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวเพียง 1.5% ในปีหน้า
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: วิตกศก.สหรัฐ ฉุดฟุตซี่ปิดร่วง 86.09 จุด
Friday, October 02, 2009 08:00:00
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงอย่างหนักเนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวเพียงเล็กน้อยในปีหน้า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นลอนดอนยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐ

บลูมเบิร์กรางานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วง 86.09 จุด แตะที่ 5,047.81 จุด หลังจากเคลื่อน ตัวในช่วง 5,043.98-5,164.37 จุด

โจนาธาน แพลนท์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Liberum Capital Ltd กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนซบเซาลงหลังจากไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นจะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวเพียง 1.5% ในปีหน้า

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า ดัชนีกิจกรรมภาคโรงงานทั่วสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 52.6 จุดในเดือนก.ย. จากเดือนส.ค.ที่ระดับ 52.9 จุด ซึ่งอยู่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ขณะที่ตัวเลขชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการระหว่างว่างงานในรอบสัปดาห์ที่แล้ว พุ่งขึ้นแตะ 551,000 ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 535,000 ราย

หุ้นบีเออี ซิสเต็มส์ดิ่งลง 4.4 % หลังจากมีรายงานว่าทางการอังกฤษเตรียมดำเนินคดีกับบีเออี ซิสเต็มส์ ในกรณีที่บริษัทติดสินบนและคอร์รัปชั่นในการทำข้อตกลงด้านอาวุธในแอฟริกาใต้ แทนซาเนีย โรมาเนีย และสาธารณรัฐเชค

ส่วนห้นกลุ่มเหมืองแร่ดิ่งลงหลังจากนักวิเคราะห์ของดอยช์ แบงค์ ปรับลดน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นกลุ่มเหมือง โดยหุ้นลอนมินปิดร่วง 8% หุ้นอันโตฟากัสตาปิดลบ 3% หุ้นแองโกล อเมริกันปิดร่วง 3.2% หุ้นเฟรสนิลโล ปิดลบ 4.2% และหุ้นยูเรเชียน เนเชอรัล รีซอร์สเซส ปิดร่วง 5.4%
--อินโฟเควสท์--

ญี่ปุ่นเผยอัตราว่างงานเดือนส.ค.ลดลงแตะ 5.5%
Friday, October 02, 2009 08:15:01

กระทรวงฝ่ายกิจการภายในของญี่ปุ่นรายงานในวันนี้ว่า อัตราว่างงานประจำเดือนส.ค.ของญี่ปุ่นปรับตัวลงสู่ระดับ 5.5% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนก.ค.ที่ระดับ 5.7% ซึ่งเป็นสถิติที่ปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวขึ้น

รายงานระบุว่า จำนวนคนว่างงานในญี่ปุ่นจนถึงขณะนี้มีอยู่ทั้งสิ้น 1.24 ล้านคน เพิ่มขึ้น 610,000 จากปีที่แล้ว โดยสัดส่วนตำแหน่งงานที่ว่างอยู่สำหรับผู้ที่มองหางาน 100 คนนั้น มีอยู่เพียง 42 ตำแหน่ง ซึ่งทรงตัวจากเดือนก่อนหน้านี้

ญี่ปุ่นเปิดเผยอัตราว่างงานประจำเดือนส.ค.หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่น (ทังกัน) ประจำไตรมาส 3 ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นแตะระดับ -33 จุด จากไตรมาส 2 ที่ระดับ -48 จุด
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิร่วง 216.29 จุด หลังดาวโจนส์ดิ่งหนัก
Friday, October 02, 2009 08:38:28
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวร่วงลงกว่า 200 จุดในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงตัวเลขว่างงานประจำสัปดาห์และข้อมูลด้านการผลิต ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ด้วย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นโตเกียวยังได้รับแรงกดดันจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อทียบกับสกุลเงินดอลลาร์

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังจากตลาดเปิดทำการได้เพียง 15 นาที ดัชนีนิกเกอิร่วงลง 216.29 จุด หรือ 2.17% แตะที่ 9,762.35 จุด

โบรกเกอร์กล่าวว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐและการร่วงลงของดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นป้จจัยสำคัญที่ฉุดตลาดหุ้นโตเกียวดิ่งลงในช่วงเช้านี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยว่าดัชนีกิจกรรมภาคโรงงานทั่วสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 52.6 จุดในเดือนก.ย. จากเดือนส.ค.ที่ระดับ 52.9 จุด ซึ่งอยู่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ขณะที่ตัวเลขชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการระหว่างว่างงานในรอบสัปดาห์ที่แล้ว พุ่งขึ้นแตะ 551,000 ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 535,000 ราย

นอกจากนี้ การที่เงินเยนพุ่งขึ้นแตะระดับ 89 เยน/ดอลลาร์ที่ตลาดโตเกียวเช้านี้ ได้ฉุดหุ้นกลุ่มส่งออกร่วงลง รวมถึงหุ้นบริษัทผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะเงินเยนที่แข็งขึ้นทำให้กำไรของบริษัทส่งออกหดตัวลงในตลาดต่างประเทศ
--อินโฟเควสท์--

เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.53/55 ปรับตัวอ่อนค่าจากเย็นวานนี้
Friday, October 02, 2009 08:41:23
นักบริหารเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.53/55 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าจากเย็นวานนี้ที่ระดับ 33.47/49 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวอ่อนค่าตามสกุลเงินหลักต่างประเทศและค่าเงินในภูมิภาค อาจเป็นช่วงของการปรับฐานก่อนที่จะกลับมาแข็งค่าได้อีกในสัปดาห์หน้า

"เงินบาทน่าจะอ่อนค่าอีกเพราะมีแรงส่งเข้ามามากขนาดนี้" นักบริหารเงิน กล่าว

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินสกุลหลักต่างประเทศ เงินเยนอยู่ที่ 89.50/53 เยน/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าจากเย็นวานนี้ที่ระดับ 90.00 เยน/ดอลลาร์ ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.4522/4527 ดอลลาร์/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากวานนี้ที่ระดับ 1.4573 ดอลลาร์/ยูโร

แนวโน้มเงินบาทวันนี้ คาดว่า จะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-33.57 บาท/ดอลลาร์
--อินโฟเควสท์--

โกลด์แมน แซคส์ คาดตัวเลขจ้างงานเดือนก.ย.สหรัฐร่วงเกินคาด 250,000 ตำแหน่ง
Friday, October 02, 2009 08:49:22
โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payroll) ประจำเดือนก.ย.ของสหรัฐจะร่วงลง 250,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 200,000 ตำแหน่ง หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขว่างงานประจำสัปดาห์ร่วงลงเกินคาด

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานเมื่อคืนนี้ว่า ตัวเลขชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการระหว่างว่างงานในรอบสัปดาห์ที่แล้ว พุ่งขึ้นแตะ 551,000 ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 535,000 ราย โดยแจน เฮเตียส หัวหน้านักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์กล่าวว่า ตัวเลขว่างงานประจำสัปดาห์ของสหรัฐออกมาน่าผิดหวังมาก จึงทำให้เชื่อว่าตัวเลขว่างงานนอกภาคการเกษตรเดือนก.ย.ของสหรัฐจะร่วงลงอีก

ADP Employer Services ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านแรงงานภาคเอกชนของสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนทั่วสหรัฐลดลง 254,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า จะลดลงเพียง 210,000 ตำแหน่ง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ฉุดดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงเมื่อคืนนี้

ข้อมูลภาคเอกชนที่ลดการจ้างงานในเดือนก.ย.ทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์จับตาดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย.ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันศุกร์นี้ โดยนักวิเคราะห์ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็น คาดการณ์ซ่า ตัวเลขการจ้างงานเดือนก.ย.จะลดลง 180,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 216,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 9.8% ในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 9.7% ในเดือนส.ค.
--อินโฟเควสท์--

ญี่ปุ่นเผยยอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.6%
Friday, October 02, 2009 08:50:13
กระทรวงกิจการภายในและสื่อสารญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.6% จากระดับปีที่แล้ว แตะ 290,972 เยน โดยรายได้โดยเฉลี่ยรายเดือนของครัวเรือนที่มีเงินเดือนอยู่ที่ 466,393 เยน นับเป็นตัวเลขที่ลดลงไป 2.0%

ยอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนถือเป็นปัจจัยชี้นำหลักในเรื่องของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของญี่ปุ่น สำนักข่าวเกียวโดรายงาน
--อินโฟเควสท์--

*ตลาดหุ้นในเอเชียอ่อนตัวลงเช้านี้ เหตุวิตกการขยายตัวของเศรษฐกิจ-ดาวโจนส์ร่วง
Friday, October 02, 2009 08:58:41
ตลาดหุ้นในเอเชียอ่อนตัวลงถ้วนหน้าเช้านี้ เหตุวิตกการขยายตัวของเศรษฐกิจ และดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 200 จุดเมื่อคืนหลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รวมถึงดัชนีกิจกรรมด้านการผลิตที่ร่วงลงเกินคาด และตัวเลขว่างงานที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 9,848.07 จุด ลดลง 130.57 จุด ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดวันนี้ที่ 4,671.60 จุด ลดลง 29.50 จุด ดัชนีเวทเต็ดตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 7,415.16 ลบ 131.13 จุด ดัชนีสเตรทส์ไทม์ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,620.45 ลบ 36.99 จุด ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 20,380.23 จุด ลบ 575.02 จุด ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้และตลาดหุ้นจีน ปิดทำการวันนี้ (2 ต.ค.) เนื่องในวันหยุด

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี MSCI Asia Pacific Index อ่อนตัว 1.7% แตะ 114.85 จุด เมื่อเวลา 10.19 น.ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงโตเกียว

หุ้นบีเอชพี บิลลิตัน ร่วง 2.8% ในตลาดหุ้นออสเตรเลีย ส่วนหุ้นนิสสัน มอเตอร์ ซึ่งทำยอดขายในอเมริกาเหนือได้ 36% ตกลง 4.3% ในตลาดหุ้นโตเกียว ขณะที่หุ้นพานาโซนิค บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ภายในบ้านรายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ร่วง 3.6% หลังจากที่มิซูโฮ ซิเคียวริตีส์ได้ยกเลิกคำแนะนำในหุ้นดังกล่าว

จูอิชิ วาโกะ นักวิเคราะห์อาวุโสของโนมูระ โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า มีการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจมากจนเกินไป ตอนนี้ เราจึงไม่มีปัจจัยใดๆที่จะมาหนุนตลาด
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งร่วง 575.02 จุดตามดาวโจนส์
Friday, October 02, 2009 09:15:27
ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดตลาดวันนี้ร่วงลง หลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) เพราะสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รวมถึงดัชนีกิจกรรมด้านการผลิตที่ร่วงลงเกินคาด และตัวเลขว่างงานที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีฮั่งเส็งร่วง 575.02 จุด หรือ 2.74% แตะ 20,380.23 จุด
--อินโฟเควสท์--

ราคาทองคำแท่งวันนี้บาทละ 15,900 บาท
Friday, October 02, 2009 09:21:10
ราคาทองประจำวัน ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 15,800 ขายบาทละ 15,900 ราคาทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 15,569.32 ขายบาทละ 16,300

รายงานราคาทอง (ทองคำ 96.5%) ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ตามประกาศ ของสมาคมค้าทองคำ

ซื้อ (บาท) ขาย (บาท)
ทองคำแท่ง 15,800 15,900
ทองรูปพรรณ 15,569.32 16,300
--อินโฟเควสท์--

ดอลลาร์แข็งค่าเทียบยูโรที่ตลาดโตเกียว ขณะเทรดเดอร์วิตกศก.โลกฟื้นตัวช้า
Friday, October 02, 2009 09:29:22
เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินยูโรในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตราโตเกียวเช้านี้ ท่ามกลางความวิตกกังวลถึงภาวะซบเซาในตลาดแรงงาน ซึ่งจะฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้บั่นทอนความต้องการซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง

เงินยูโรอ่อนค่าลงเป็นวันที่ 3 เมื่อเทียบกับเงินเยนหลังฌอง-คล้อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรปกล่าวว่า สถานการณ์ในตลาดปริวรรตเงินตราจะค่อนข้างผันผวนซึ่งจะสร้างปัจจัยลบให้กับเศรษฐกิจก่อนที่กลุ่มประเทศจี7 จะเข้าร่วมประชุมที่กรุงอิสตันบูลในวันพรุ่งนี้

นอกจากนี้ เงินเยนแข็งค่าขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2

บลูมเบิร์กรายงานว่า ณ เวลา 09:07 น.ตามเวลาโตเกียว เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะ 1.4515 ต่อยูโร จากระดับ 1.4545 ต่อยูโร ส่วนเงินยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 129.92 เยน/ยูโร จากระดับ 130.35 เยน/ยูโร ขณะที่เงินเยนเคลื่อนไหวที่ระดับ 89.51 ต่อดอลลาร์ จากระดับ 89.60 ต่อดอลลาร์

ดานิก้า แฮมป์ตัน นักวิเคราะห์จากแบงก์ ออฟ นิวซีแลนด์ กล่าวว่า "เราต้องยอมรับว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตจะค่อนข้างเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าเมื่อช่วง 5 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ ความต้องการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงก็ลดน้อยลงแต่ภาวะเช่นนี้จะทำให้เงินดอลลาร์ได้รับปัจจัยหนุนเข้ามาแทน"
--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิปิดภาคเช้าร่วง 245.22 จุด หลังดาวโจนส์ดิ่ง-ศก.สหรัฐอ่อนแอ
Friday, October 02, 2009 09:32:41
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดภาคเช้าดิ่งลงกว่า 2% ในวันนี้ เพราะได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงตัวเลขว่างงานและข้อมูลด้านการผลิต ขณะที่หุ้นกลุ่มส่งออกดิ่งลงอย่างหนักหลังจากสกุลเงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดภาคเช้าร่วงลง 245.22 จุด หรือ 2.46% แตะที่ 9,733.42 จุด

ฮิโรอิชิ นิชิ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์นิกโก คอร์เดียล กล่าวว่า ตลาดหุ้นโตเกียวได้รับปัจจัยลบจากการร่วงลงของตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังจากสหรัฐเปิดเผยว่าดัชนีกิจกรรมภาคโรงงานทั่วสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 52.6 จุดในเดือนก.ย. จากเดือนส.ค.ที่ระดับ 52.9 จุด ซึ่งอยู่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ขณะที่ตัวเลขชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการระหว่างว่างงานในรอบสัปดาห์ที่แล้ว พุ่งขึ้นแตะ 551,000 ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 535,000 ราย

นักลงทุนจับตาดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) เดือนก.ย.ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันศุกร์ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าตัวเลขการจ้างงานเดือนก.ย.จะลดลง 180,000 ตำแหน่ง หลังจากดิ่งลง 216,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 9.8% ในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 9.7% ในเดือนส.ค.

เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นได้ฉุดหุ้นกลุ่มส่งออกดิ่งลงอย่างหนัก รวมถึงหุ้นกลุ่มบริษัทผลิตรถยนต์ ขณะที่หุ้นกลุ่มโลหะ กลุ่มเหล็กและสินแร่เหล็ก และกลุ่มประกันร่วงลงเช่นกัน
--อินโฟเควสท์--

ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐเดือนก.ย.ร่วงหนัก 22.7% หลังรบ.ยุติโครงการรถเก่าแลกรถใหม่
Friday, October 02, 2009 09:43:53
ออโต้ดาต้า คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยอุตสาหกรรมรถยนต์ชื่อดังของสหรัฐเปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ประจำเดือนก.ย.ในสหรัฐร่วงลงอย่างหนัก หลังจากรัฐบาลสหรัฐยุติการใช้โครงการรถยนต์คันเก่าแลกคันใหม่ เพื่อเปลี่ยนมาสนับโครงการใช้รถยนต์ประหยัดพลังงานแทน

โดยยอดขายรถยนต์โดยรวมในสหรัฐเดือนก.ย.มีอยู่ทั้งสิ้น 745,997 คัน ลดลง 22.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือ ลดลง 40.9% เมื่อเทียบกับเดือนส.ค. หลังจากที่ยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนส.ค.ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี อันเนื่องมาจากโครงการรถยนต์คันเก่าแลกคันใหม่ (cash for clunkers)

โครงการดังกล่าวมีข้อกำหนดว่า รัฐบาลจะจัดหาเงินสด 3,500-4,500 ดอลลาร์ให้กับประชาชนที่นำรถยนต์คันเก่ามาแลก เพื่อนำเงินไปซื้อรถยนต์คันใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน โดยมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนผู้ผลิตให้หันมาผลิตรถยนต์พลังงานมากขึ้น แต่รัฐบาลสหรัฐประกาศยุติโครงการนำรถยนต์เก่าแลกรถยนต์ใหม่เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศร่วงลงอย่างหนัก

ออโตดาต้าระบุว่า ยอดขายรถยนต์ค่ายเจนเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ร่วงลง 45% และยอดขายของไครสเลอร์ ดิ่งลง 42% ซึ่งยอดขายของทั้ง 2 ค่ายทำสถิติร่วงลงหนักสุดเมื่อเทียบกับยอดขายของค่ายอื่นๆ ขณะที่ยอดขายของฟอร์ด มอเตอร์ ขยับลง 5.1%

ในฟากผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นนั้น โตโยต้า มอเตอร์ เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์โตโยต้าในสหรัฐดิ่งลง 13% ยอดขายของนิสสัน มอเตอร์ ลดลง 7% ยอดขายฮอนด้าดิ่งลง 20% อย่างไรก็ตาม ยอดขายของฮุนได มอเตอร์ ทะยานขึ้น 27% และยอดขายของเกีย มอเตอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือฮุนได พุ่งขึ้น 27% สำนักข่าวเกียวโดรายงาน
--อินโฟเควสท์--

ผู้ว่าการธนาคารกลางฮ่องกงแทรกแซงตลาดป้องกันดอลล์ฮ่องกงแข็งค่า
Friday, October 02, 2009 09:52:26
นอร์แมน ชาน ซึ่งจะเริ่มทำงานในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลางฮ่องกงในวันนี้ เตรียมตรึงอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (fixed exchange rate) ไว้เท่าเดิม หลังจากที่ธนาคารกลางภายใต้การบริหารงานของเขาได้เข้าแทรกแซงตลาดเป็นครั้งแรกเพื่อป้องกันมิให้เงินดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่า

นายชานกล่าวว่างานแรกของเขาคือ "การรักษาเสถียรภาพของตลาดเงินผ่านการหนุนระบบอัตราแลกเปลี่ยน" โดยก่อนหน้านี้ธนาคารกลางได้อัดฉีดเม็ดเงิน 3.1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าสู่ระบบธนาคารเพื่อป้องกันมิให้สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าเกินอัตราดอกเบี้ยคงที่ (fixed rate)

นอกจากนั้นนายชานยังต้องการพัฒนาสถานะของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับนานาชาติ และต้องช่วยหนุนให้เงินหยวนของจีนเป็นสกุลเงินในการซื้อขายและลงทุนในต่างประเทศ โดยในสัปดาห์นี้รัฐบาลจีนเพิ่งเริ่มขายพันธบัตรสกุลเงินหยวนในฮ่องกงเป็นครั้งแรก ส่งผลให้เงินฝากรูปแบบเงินหยวนในธนาคารต่างๆ ในฮ่องกงเพิ่มเป็น 5.67 หมื่นล้านหยวน (8.3 พันล้านดอลลาร์) โดยแบงค์ ออฟ อีสท์ เอเชีย และ เอชเอสบีซี โฮลดิงส์ พีแอลซี เป็นธนาคารต่างชาติแห่งแรกที่ขายพันธบัตรเงินหยวนในฮ่องกงไปแล้ว

"นายชานต้องทำให้ธนาคารในฮ่องกงพร้อมรับมือกับเงินหยวนที่จะมีใช้มากขึ้นในฮ่องกง" ทิม คอนดอน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชียจากไอเอ็นจี กรุ๊ป เอ็นวี ในสิงคโปร์ กล่าว พร้อมกันนั้นยังคาดการณ์ว่าจะค่อยๆมีการใช้เงินหยวนในฮ่องกงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
--อินโฟเควสท์--
Read More
Designed ByBlogger Templates