19 December 2012

โครงสร้างภาษีใหม่ คนรวยได้ประโยชน์จริงหรือ ?




เห็นเมื่อวานนี้ มีการประกาศปรับโครงสร้างภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ หลายคนอาจจะเห็นแล้วว่า โครงสร้างภาษีที่ปรับใหม่เป็นอย่างไร เพราะทั้งข่าวใน TV และใน Internet ที่มาเผยแพร่ และน่าจะนำมากล่าวถึงมากขึ้นในช่วงวันถึงสองวันนี้ แต่ใครยังไม่รู้ หรือยังไม่เห็น ผมก็มีเอามาฝากกันให้ดูคร่าวๆ ตามนี้ครับ


  ที่มา : tax.bugnoms.com

ซึ่งอัตราภาษีใหม่นี้จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2556 ที่จะต้องยื่นในปี 2557

พอหลังจากประกาศโครงสร้างอัตราภาษีใหม่ออกมา หลายๆ คนอาจะพุ่งเล็งไปที่ เอ่ะ ตัวฉันจะได้ลดลงกว่าเดิมเท่าไหร่นะ ต่อมาก็จะมาดูว่าและพวกรายได้มากหรือน้่อยกว่าฉันลดลงกันเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะเกิดมีประเด็น (ดราม่า) ขึ้นมาได้ว่า เอ่ะทำไมของฉันลดน้อยจัง เอ่ะยังงี้พวกรายได้สูงๆ (คนรวยๆ) ก็ได้ประโยชน์ไปเ้ต็มๆ ละซี้ และก่อนจะดราม่า มากกว่านี้ ผมมีเรื่องราวของ "ชาย 10 คน กับการจ่ายค่าเบียร์" มาฝากกัน


ชาย 10 คน กับการจ่ายค่าเบียร์

ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในอเมริกา ทุกๆวันจะมีชาย 10 คน ไปกินเบียร์ที่บาร์แห่งหนึ่ง และค่าเบียร์จะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์เท่ากันทุกวัน

ชายสี่คนแรก เป็นคนที่จนที่สุดในกลุ่มจึงไม่ต้องเสียค่าเบียร์
ชายคนที่ 5 จ่ายเพียง $1
คนที่ 6 จ่าย $3
คนที่ 7 จ่าย $7
คนที่ 8 จ่าย $12
คนที่ 9 จ่าย $18
คนที่ 10 ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในกลุ่ม จ่าย $59 

เวลาผ่านไป หนึ่งเดือน …สองเดือน พวกเขาก็ยังมาเป็นประจำทุกวัน 

วันหนึ่ง เจ้าของร้านก็บอกข่าวดีกับพวกเขาว่า เนื่องจากพวกเขาเป็นลูกค้าที่ดีมาตลอด เขาจึงอยากจะลดค่าเบียร์ให้ $20 เป็น $80

ชายทั้ง 10 ดีใจมาก ที่ต้องจ่ายค่าเบียร์ลดลงเหลือเพียง $80 อย่างไรก็ตาม การลดราคาครั้งนี้ ก็ไม่ได้กระทบกับชายสี่คนแรกอยู่ดี เพราะในราคาปกติ พวกเขาก็ไม่ต้องจ่ายอยู่แล้ว… 

แล้วชายอีกหกคนที่เหลือหละ??? พวกเขาจะหารส่วนลด 20 ดอลลาร์ยังไง ชายคนนึงเสนอว่า ให้หารเท่าๆกันเพื่อ “ความยุติธรรม”

20 ดอลลาร์ หาร 6 คือ 3.33 … แต่ว่า ถ้าหากลดให้ทุกๆคน คนละ 3 ดอลลาร์ ชายคนที่ 5 และ 6 ก็จะไม่ต้องเสียอะไรเลย นั่นหมายถึงว่า ชายสิบคนที่มากินเบียร์ มีเพียง 4 คนเท่านั้นต้องจ่าย 

เจ้าของร้านจึงเสนอไอเดียว่า ให้ทุกๆคนลดจำนวนเงินที่ตัวเองต้องจ่ายลง ในสัดส่วนที่เท่ากัน จากนั้นเขาก็คำนวณให้เรียบร้อย ผลออกมาก็คือ… 

ชายคนที่ 5 ไม่ต้องเสียอะไรเลย เหมือนชายสี่คนแรก (ลดลง 100%)
คนที่ 6 จ่าย $2 จาก $3 (ลดลง 33%)
คนที่ 7 จ่าย $5 จาก $7 (ลดลง 28%)
คนที่ 8 จ่าย $9 จาก $12 (ลดลง 25%)
คนที่ 9 จ่าย $14 จาก $18 (ลดลง 22%)
คนที่ 10 จ่าย $49 จาก $59 (ลดลง 16%) 

ทุกคนก็เหมือนจะเห็นด้วยตามไอเดียนี้ จนกระทั่งบาร์ปิด

ชายคนที่ 6 ก็นึกขึ้นมาได้ จึงพูดออกมาว่า “ทำไมฉันได้ส่วนลดเพียง 1 ดอลลาร์ จาก 20 ในขณะที่เขาได้ตั้ง 10 !!!” พร้อมกับชี้ไปหา ชายคนที่สิบ “นั้นนะสิ” ชายที่คน 5 พูดเสริมออกมา “ฉันลดไปเพียง 1 ดอลลาร์” ทุกคนบ่นออกมาต่างๆนานา ว่าไอเดียนี้ไม่ยุติธรรมเลย 

จากนั้น ชายสี่คนแรกที่ไม่ต้องจ่ายอะไรเลยตั้งแต่แรก ก็พูดออกมาว่า “พวกเราไม่ได้อะไรเลย จริงๆเราควรได้อะไรบ้างสิ นี้มันเอาเปรียบคนจนชัดๆ”

ชายคนที่ 8 และ 9 ก็รวมหัวช่วยกันรุมชายคนที่ 10

คืนต่อมา…ชายคนที่ 10 ก็ไม่ได้มากินเบียร์กับพวกเขา เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายเงิน พวกเขาก็ได้เรียนรู้บางอย่างที่สำคัญ ก็คือ จำนวนเงินที่พวกเขาเคยจ่ายนั้น รวมกันยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าเบียร์

 -David R. Kamerschen, Ph.D.-

ที่มา : ==maytawee==, http://www.stock2morrow.com
-----------------------------------------------------------------------

หลายคนอาจจะเคยอ่านเรื่องนี้มาบ้างแล้ว ที่เอามาฝากกันเพราะเห็นว่าน่าจะทำให้เราเข้าใจระบบภาษีกันมากขึ้น จะได้ไม่ต้องไปมัวให้ความสำคัญกับคนอื่นๆ ว่าได้มากกว่าตัวเองเท่าไหร่ และที่สำคัญมันอยู่ที่เราเลือกว่า เราจะเลือกมองด้านในของสิ่งที่เกิดขึ้น (จะมองจำนวนเงิน หรือมองเป็นสัดส่วน)

มองให้ตัวเองมีความสุขกันนะครับ

ถ้าใครอยากเห็นภาพตัวเลขเปรียบเทียบพร้อมคำอธิบายที่ชัดเจน ไปที่นิ่เลยครับ ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ใครได้-ใครเสีย
Read More

10 December 2012

AEC กับการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Condo/Apartment)



หลังจากที่สองสามปีมานี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเรามีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ ในแนวดิ่ง (ส่วนใหญ่จะเป็น คอนโด, ห้องชุด) ทั้งในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล จะเห็นได้ว่า มีโครงการใหม่ๆ เปิดตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง  ปัจจัยหนึ่งก็คงมาจากส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า อีกทั้งคอนโดในใจกลางเมืองกรุง ที่ราคาถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก มาก (เมื่อเทียบกับรายได้ของตัวผมเอง) แต่ก็ยังคงขยันเปิดตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของคำถามว่า




คอนโดบ้านเรามันอิ่มตัวแล้วหรือยังละ ?


ซึ่งเป็นคำถามที่หลายคนอาจจะคิดอยู่ในใจ โดยเฉพาะนักลงทุนทั้งฝั่งซื้อและฝั่งเจ้าของโครงการ ซึ่งอาจกำลังกังวลว่าตลาดอสังหาฯ บ้านเรามันจะเข้าสู่ยุคฟองสบู่หรือไม่ อีกทั้งปีหน้าราคาคอนโด ต้องขยับขึ้นไปอีกแน่ จากค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างนี้แล้วราคามันจะยิ่งแพง ยิ่ง bubble bubble ไปอีกไหม ถามผม ก็คงตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นกูรู้ กรูเชี่ยวชาญทางด้านนี้



แล้วทำไง ?

แต่ถ้าเรามามองภาพตลาดอสังหาฯ ในภาพกว้างขึ้นมาบ้างละ ลองดูเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่ม AEC ด้วยกัน และในประเทศแถบเอเชียที่เจริญ เจริญ กันแล้วว่าเป็นอย่างไร หรือพูดง่ายๆ ก็คือ คอนโดในบ้านเราที่ตอนนี้ ที่มีมากมาย ซื้อลงทุนแล้วมันยังให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจอยู่หรือไม่เมื่อเที่ยบกับประเทศในเอเชีย และที่สำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่ม AEC  แล้วเราอยู่ตรงไหนนะ



ไปดูราคาคอนโดในกลุ่มประเทศเอเชียและในกลุ่ม AEC สิ



*หมายเหตุ เป็นราคาเฉลี่ยของห้องขนาด 120 ตร.ม.,ใน พื้นที่เขตเมืองหลวงของแต่ละประเทศ
ที่มา : www.globalpropertyguide.com


จากตารางด้านบน จะเห็นนะครับว่า ฮ่องกง มีราคาคอนโดสูงสุดถึง 20,371 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. ตามมาด้วยสิงค์โปร์ 16,350 และ ญี่ปุ่น 15,122 ดอลลาร์ต่อตร.ม. และเมื่อดูเฉพาะกลุ่มประเทศ AEC (ที่ผมทำแถบสีฟ้าเอาไว้) สิงค์โปร์มีราคาคอนโดสูงสุด ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ ที่ 3,204 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. และไทยเราที่ 2,996 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. ส่วนประเทศที่มีราคาคอนโดต่ำสุดๆ ก็ที่อินโดนีเซีย  2,099 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. เอง เอ่ะ ยังงี้แปลว่าอะไร ไปดูต่อดีกว่า


มาดูอัตราผลตอบแทนกันดีกว่า (Gross Rental Yield) 

แต่ถ้าเราจะซื้อคอนโดคงต้องดูที่อัตราผลตอบแทน (Gross Rental Yield) น่าจะดีกว่า จะเห็นว่า ประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนสูงสุด คือ

1. อินโดนีเซีย ที่มีค่าเช่าต่อเดือนที่ 1,955 ดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทน  9.31% ต่อปี
2. ฟิลลิปปินส์ ที่มีค่าเช่าต่อเดือนที่ 2,761 ดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ 8.62% ต่อปี
3. ไทย ที่มีค่าเช่าต่อเดือนที่ 2,761 ดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ 6.53%

ส่วนประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำสุด คือ ไต้หวัน 1.57% รองลงมาคือ จีน 2.66% และอินเดีย 2.68%


ดูอีกตัว สัดส่วนราคาต่อค่าเช่า (Price/Rent Ratio)

ดูอัตราผลตอบแทนไปแล้วเรามาดู สัดส่วนราคาต่อค่าเช่า (Price/Rent Ratio) ประกอบกันบ้าง ซึ่งจะบอกถึงระยะเวลาการคืนทุน ผมเข้าใจว่าน่าจะเหมือนค่า Price/Earning (P/E) ในตลาดหุ้นนะ


เห็นชัดเลยนะครับว่า ประเทศอินโดนีเซียคืนทุนเร็วสุดที่ 11 ปี ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ 12 ปี และไทยที่ 15 ปี ซึ่งจะสอดคล้องกับตัวอัตราผลตอบแทน (Gross Rental Yield) นั่นเอง

แต่ในข้อมูลชุดนี้ไม่ได้มีข้อมูลในประเทศลาว พม่า เวียดนามและบรูไน แต่เท่าที่ผมได้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมมาในส่วนของประเทศพม่า ราคาที่ดินในย่านธุรกิจของนครย่างกุ้ง มีราคาสูงถึง 3,166 ดอลลาร์ต่อ ตร.ม. (ราคาที่ดินนะครับ ไม่ใช่ราคาของคอนโด) ส่วนประเทศลาว ราคาที่ดินในกรุงเวียงจันทน์ มีราคาตารางเมตรละ 2,000 ดอลลาร์ ในส่วนเวียดนามและบรูไน ใครมีข้อมูลก็มาช่วยแชร์กันได้นะครับ


กลุ่ม AEC ใครน่าสนใจลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์มากสุด ?


จะเห็นได้ว่าถ้าเรามองการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มประเทศ AEC กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด ตามมาด้วยกรุงมานิลา ประเทศฟิลิปินส์ และกรุงเทพ ของไทยเรานั่นเอง เห็นอย่างนี้ก็พอจะสรุปได้ว่า การลงทุนในภาคอสังหาฯ ของเรายังถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศอันดับต้นๆ ที่ยังน่าลงทุนอยู่ เพราะถ้าเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่กว่าเราทั้ง จีน อินเดีย ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สิงค์โปร์ ก็ต่างมี Price/Rent Ratio ในระดับสูงแล้วทั้งสิ้น (แถมผลตอบแทนยังต่ำอีกต่างหาก)


ลงทุนในตลาดคอนโด หรือ ในตลาดหุ้นดีละ ?


กลับมาดูประเทศไทยกันอีกสักนิด โดยถ้าเราเทียบ Price/Rent Ratio ที่ 15 เท่า หมายถึง ลงทุนซื้อคอนโดแล้วจะคืนทุนภายใน 15 ปี และมี Gross Rental Yield 6.53% เมื่อนำมาเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราตอนนี้ ที่มี P/E ที่ 17-18 เท่า โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ 3%-3.5% เพราะฉะนั้น ก็ยังถือว่าการลงทุนคอนโด ในบ้านเราก็ยังให้ผลตอบแทนและระยะเวลาคืนทุนที่ดีกว่า ตลาดหุ้นอีกนะเนี่ยะ (ไม่ได้แปลว่า ให้แห่ไปซื้อคอนโดกันนะครับ ยังไงอสังหา ก็ยังมีข้อเสียเปรียบในเรื่องสภาพคล่องเมื่อเทียบกับหุ้น)

*ผมเคยโพสเกี่ยบกับ ผลตอบแทนของตลาดหุ้นในแถบเอเชีย ใครอยากรู้ว่าแต่ละประเทศมี P/E กันเท่าไหร่ก็ไปดูกันได้


เอาเป็นว่า ที่เล่ามาทั้งหมด แค่ต้องการให้เห็นภาพอสังหาริมทรัพย์ในตลาดบ้านเราที่กว้างขึ้นหน่อยโดยการเปรียบเทียบให้เห็นทั้งภูมิภาค เพื่อสำหรับใครที่เงินเหลือแยะสนใจอยากแบ่งพอร์ทไปลงทุนในตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดในบ้านเรา หรือใครใคร่เห็นโอกาสจะ Go inter ไปเปิดตลาด AEC กันก็ตามสะดวก

ก่อนจบ ก็ขอฝากประโยคคลาสสิคสำหรับโลกการลงทุน (ที่อ่านกันเข้าใจ แต่ทำได้ไม่เหมือนกันทุกคน)

"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ"




*ข้อมูลล่าสุด : อัตราผลตอบแทน (Gross Rental Yield) ของกรุงเทพ ปี 2555


บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส เผยแพร่ผลสำรวจผลตอบแทนของการปล่อยเช่าคอนโดในปี 2555 ในย่านที่ชาวต่างชาติชอบมาพักอาศัยกันมาก ก็เช่น สุขุมวิท สาธร และลุมพินี โดยสำรวจจากการเช่าทั้งสิ้น 230 รายการจากโครงการคอนโดทั้งสิ้น 70 แห่ง 

โดยอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าโดยเฉลี่ยทั้งปี 2555 (Gross Rental Yield) อยู่ที่ 5.16% (ซึ่งราคาค่าห้องที่ใช้คำนวนรวมค่าตกแต่งและค่าเฟอร์นิเจอร์ไว้ด้วย) โดย

คอนโดขนาด 1 ห้องนอนมีอัตราผลตอบแทนจากการเช่าเฉลี่ยที่ 6.22% 
ขนาด 2 ห้องนอนอยู่ที่ระดับ 5.05% 
ขนาด 3 ห้องนอนอยู่ที่ระดับ 4.43% 

โดยชาวต่างชาติเขาชอบเช่าคอนโดที่มีขนาด 2 ห้องนอนมากสุด เพราะมีจำนวนสูงถึง 113 รายการ หรือ 50% ของกลุ่มตัวอย่างทั้้งหมด  ตามมาด้วยขนาด 1 ห้องนอนจำนวน 56 รายการ และขนาด 3 ห้องนอนจำนวน 52 รายการ โดยส่วนใหญ่โครงการที่การก่อสร้างเพิ่งแล้วเสร็จจะมีจำนวนผู้เช่ามากกว่า อาทิ โครงการมิลเลนเนียม เรสซิเดนซ์ ในซอยสุขุมวิท 20 บริเวณซอย 1 - 63 (เอกมัย) พบว่า ยังคงเป็นบริเวณที่ได้รับความนิยมมากที่สุด.


Read More

04 December 2012

รายได้เท่าไหร่ ที่คุณสามารถซื้อความสุขได้?



 "ต้องมีรายได้เท่าไหร่ ที่พอจะซื้อความสุขได้?"

ใครตอบได้บ้างครับ ให้ผมตอบตอนนี้ยังนึกไม่ออกเลย สงสัยต้องตอบว่ามีมากๆ เข้าไว้ก่อนละมั้ง แต่ในต่างประเทศเขาได้มีการทำวิจัยกันมาแล้วนะครับ ว่าจะต้องมีรายได้ต่อปีเท่าไหร่ ถึงจะสร้างความสุขให้กับตัวเองได้ ไม่รู้เขาใช้อะไรมาวัดเหมือนกัน เพื่อหาความสอดคล้องระหว่างรายได้ที่ต้องการกับความสุขที่ตัวเองได้รับ แต่เราไปดูกันดีกว่าครับ

จากผลการวิจัยของ Skandia International ที่ได้ทำการสำรวจ รายได้ต่อปีโดยเฉลี่ยที่จะสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในชีวิต ของคนใน 13 ประเทศ พบว่า โดยเฉลี่ยของทั้ง 13 ประเทศ รายได้ที่จะทำให้มีความสุขได้ อยู่ที่ $116,000 หรือประมาณ 3.48 ล้านบาทต่อปีเลยนะนั่น โดยประเทศที่ต้องมีรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงสุด ชีวิตถึงจะสุขได้ คือ





กลุ่มประเทศที่มีราคาของความสุขสูงสุด


1. Dubai $276,150 (8.29 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $48,222 หรือ 1.45 ล้านบาทต่อปี คือคนดูไบจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 5.7 เท่า 

2. Singapore $227,553 (6.83 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $61,103 หรือ 1.83 ล้านบาทต่อปี คือคนสิงค์โปรจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 3.7 เท่า 

3. Hong Kong $197,702 (5.93 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $49,990 หรือ 1.5 ล้านบาทต่อปี คือ คนฮ่องกงจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 3.9 เท่า 

กลุ่มประเทศที่มีราคาของความสุขต่ำสุด (จากการสำรวจ)


1. Germany $85,781 (2.57 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $39,211 หรือ 1.18 ล้านบาทต่อปี คือคนเยอรมันจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 2.2 เท่า

2. France $114,344 (3.43 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $34,993 หรือ 1.05 ล้านบาทต่อปี คือคนฝรั่งเศษจะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 3.3 เท่า

3. UK $133,010 (3.99 ล้านบาท) โดย GDP per capita อยู่ที่ $35,494 หรือ 1.06 ล้านบาทต่อปี คือ คน UK จะมีความสุขได้เมื่อมีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 3.7 เท่า 


ยังไม่หมด การสำรวจนี้ยังถามต่อไปอีกว่า คุณต้องมีเงินมากขนาดไหนถึงจะรู้สึกได้ว่าตัวเองรวยหรือมั่งคั่ง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจำนวนเงินที่จะทำให้คนเรารู้สึกว่ารวย มั่งคั่ง คือประมาณ $1.8 ล้าน หรือ 54 ล้านบาท (โอ่ะ อย่างนี้เราจะได้รู้สึกรวยกะเค้าบ้างไหมเนี่่ยะ) โดยชาวสิงค์โปรต้องมีเงินถึง $2.91 ล้าน หรือ 87.3 ล้านบาท ส่วนอันดับสองชาวดูไบที่ต้องมีเงินถึง $2.5 ล้าน หรือ 75 ล้านบาท ตามมาด้วยชาวฮ่องกง ที่ต้องมีเงินถึง $2.46 ล้าน หรือ 73.8 ล้านบาท ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นรวยและมั่งคั่ง (แปลกที่ว่า การสำรวจในครั้งนี้ กลับไม่ได้ถามว่า "เราต้องมีเงินมากมายเท่าไหร่ละ เราถึงจะรู้สึกมีความสุขได้")

แต่เป็นที่น่าสนใจครับว่า กลุ่มประเทศยุโรป ที่ถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลับให้ราคาของความสุขต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างกลุ่มประเทศแถบลาตินอเมริกาหรือประเทศในตะวันออกกลางซะอีก

เอ่ะ....ทำไมละนั่น?

ที่จริงอาจจะเป็นเพราะ การมองความร่ำรวย ความมั่งคั่ง ส่วนใหญ่เราจะมองกันในเชิงเปรียบเทียบกันมากกว่า โดยเราจะเชื่อมโยงเปรียบเทียบกับผู้คน และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา เพราะฉะนั้น รายได้ที่เราต้องการเพื่อทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้ก็คือ การได้มากกว่าคนที่อยู่รอบตัวเรา จะเห็นได้ว่า ที่ผมเอารายได้ต่อหัวเฉลี่ยรายปี (GDP per capita) มาเปรียบเทียบเพิ่มเติม  เพื่อต้องการให้เห็นถึงผลของสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

อย่างในกรณีของดูไบ ที่ต้องการรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงเพื่อที่จะให้ตัวเองรู้สึกมีความสุข ก็เพราะในดูไบ มีเศรษฐีเจ้าของบ่อน้ำมันอยู่ก็มาก ทำให้รายได้ที่ต้องการทำให้ตัวเองรู้สึกสุขจึงสูงมาก ซึ่งสูงมากกว่า รายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศ (GPD per capita) ถึง 5.7 เท่าเลยทีเดียว ในทางกลับกันในส่วนของชาวเยอรมันที่ต้องการรายได้ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากเยอรมันเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง เมื่อเปรียยบเทียบกับคนอื่นรอบตัว ซึ่งมีรายได้พอๆ กันจึงทำให้ระดับราคาของความรู้สึกสุขจึงไม่สูงมากนัก จะเห็นได้ว่ามากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศแค่ 2.2 เท่า เท่านั้น

เสียดายเหมือนกันว่าการสำรวจในครั้งนี้ไม่มีประเทศไทย แต่ถ้าจะลองคิดกันดูเล่นๆ จาก GDP per capita ของไทย ที่ $8,703 หรือ 2.6 แสนบาทต่อปี ซึ่งรายได้ต่อปีที่จะทำให้คนไทยรู้สึกมีความสุข ผมคิดว่าน่าจะประมาณสัก 4 เท่าของ GDP per capita (ดูจากตัวเลขของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่สูงถึง 3-4 เท่า) ซึ่งก็น่าจะอยู่ $34,812 หรือ 1.04 ล้านบาทต่อปี หรือทำงานอะไรให้ได้เงินเดือนไม่ต่ำกว่า 87,000 จะได้รู้สึกว่ามีความสุขนั่นเอง

ว่าแต่....แล้ว "ความสุขของคุณละมีราคาสักเท่าไหร่?"



อ้างอิง :

1. The Perfect Income for Happiness?  from CNBC
2. GDP per capita Year 2011 form Wikipedia
Read More
Designed ByBlogger Templates