15 December 2011

ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (ตอนที่ 4 : Green Label หรือ eco-Label)


จากการที่เราได้พูดถึงผลิตภัณฑ์สีเขียวมากันก็ตั้ง 3 ตอนก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นส่วนของผู้ผลิตหรือผู้ทำธุรกิจที่จะต้องดำเนินการ แล้วในส่วนผู้บริโภคอย่างเราๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ที่วางๆ ขายกันอยู่ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มีอะไรบ่งบอก วันนี้เราจะตามไปดูกันเลยครับ



ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ตอนที่ 1 :  ความหมายของผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product)
ตอนที่ 2 : การตลาดสีเขียว (Green Marketing)
ตอนที่ 3 : การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Eco Design)
ตอนที่ 4 : ฉลากสีเขียว (Green Label or Eco Label)



ฉลากสีเขียว (green label หรือ eco-label)



ฉลากเขียว คือ ฉลากที่ให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ข้อดีของการมีฉลากเขียวติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ก็คือใช้เป็นเครื่องหมายให้กับผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคจะได้เลือกซื้อถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ในส่วนผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายจะได้รับผลประโยชน์ในแง่กำไร เนื่องจากมีการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากขึ้นผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่นๆต้องแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพของสินค้าหรือบริการของตน ในด้านเทคโนโลยีโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการยอมรับของประชาชนและส่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ผู้ผลิตเองในระยะยาวฉลากเขียวจึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยป้องกันรักษาธรรมชาติผ่านทางการผลิตและการบริโภคของประชาชน



หลักการในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์สีเขียว


1. เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวัน
2. คำนึงถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และคุณประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมที่ได้รับเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นถูกจำหน่ายออกสู่ตลาด
3. มีวิธีการตรวจสอบที่ไม่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง ในการประเมินคุณภาพ
ของผลิตภัณฑ์ทางสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนด
4. เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตมีทางเลือกอื่นในการผลิตที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า


ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียว


กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้สามารถขอรับการรับรองเครื่องฉลากเขียว จำนวน 35 รายการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทำจากพลาสติกที่ใช้แล้ว หลอดฟลูออเรสเซนต์ ตู้เย็น สี เครื่องสุขภัณฑ์ ถ่านไฟฉาย เครื่องปรับอากาศ กระดาษ สเปรย์ สารซักฟอก ก๊อกน้ำและอุปกรณ์ประหยัดน้ำ คอมพิวเตอร์ เครื่องซักผ้า ฉนวนกันความร้อน ฉนวนยางกันความร้อน มอเตอร์ ผลิตภัณฑ์ทำจากผ้า บริการซักน้ำและซักแห้ง แชมพู ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถ้วยชาม น้ำมันหล่อลื่น เครื่องเรือนเหล็ก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ยางพารา บัลลาสต์อิเล็กตรอน สบู่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว ผลิตภัณฑ์ลบคำผิด เครื่องถ่ายเอกสาร สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องเขียน ตลับหมึก ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ สีเคลือบกระเบื้องมุงหลังคา โทรศัพท์มือถือ เครื่องโทรสาร




อาหารฉลากเขียว


อาหารที่ได้รับการประกันคุณภาพอาหาร ที่เรียกว่า eco-food หรือ eco-labeled food ได้แก่ Green food (อาหารฉลากเขียว) และ Hazard-free food (อาหารปราศจากอันตราย) Organic food (อาหารอินทรีย์) อาหารฉลากเขียวเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและมีขายอยู่ทั่วไปในตลาดในประเทศจีน การที่จะได้รับใบรับรองอาหารสีเขียวในประเทศจีนจะต้องกระทำดังนี้


1. ท้องที่ที่ใช้ในการเพาะปลูกต้องมีสภาพอากาศได้มาตรฐานสูงสุดของประเทศจีน
2. จะต้องควบคุมโลหะหนักตกค้างในดินและน้ำชลประทาน (โดยการตรวจสอบสารปรอท แคดเมียมสารหนู ตะกั่ว โครเมียม และอื่น ๆ)
3. น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐานน้ำดื่มของประเทศ
4. การใช้สารเคมีต้องอยู่ในการควบคุมดูแล สารกำจัดโรคแมลงที่เป็นพิษมาก ๆ


โครงการฉลากเขียวของประเทศไทย


ฉลากเขียวเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 และได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคชาวเยอรมันเป็นอย่างดี ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ มากกว่า 20 ประเทศ ได้มีการจัดทำโครงการฉลากเขียว สำหรับประเทศไทยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Business Council for Sustainable Development, TBCSD) ได้ริเริ่มโครงการฉลากเขียว เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 และได้รับความเห็นชอบและความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม และองค์กรเอกชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติออกมาเป็นรูปธรรม จึงนับว่าเป็นโครงการที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างภาครัฐบาล เอกชน และองค์กรกลางต่าง ๆ โดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยทำหน้าที่เป็นเลขานุการ



การสมัครขอใช้ฉลากเขียว


การขอใช้ฉลากเขียวเป็นความสมัครใจของผู้ผลิตผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการที่ต้องการ แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกฎหมายบังคับ ผู้ประสงค์จะสมัครขอใช้ฉลากเขียวสามารถซื้อใบสมัครได้ที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเสียค่าสมัคร 1,000 บาท ในแต่ละรุ่นหรือแบบ หรือเครื่องหมายการค้า สถาบันฯ และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจะตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน และจัดทำสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฉลากเขียวในการโฆษณาและติดที่ผลิตภัณฑ์ เมื่อผลิตภัณฑ์ผ่านการตรวจสอบตามข้อกำหนดแล้ว ผู้สมัครจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้ฉลากเขียว เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ในแต่ละรุ่น หรือแบบโดยสัญญามีอายุไม่เกิน 3 ปี

สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตระหนักถึงความสำคัญการมีส่วนรวมการอนุรักษ์ธรรมชาติ จึงได้รวบรวมสารสนเทศเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์สีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน จากแหล่งสารสนเทศทันสมัยภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ได้เผยแพร่ข้อมูลความรู้และ บริการแก่ผู้มาใช้ที่สำนักหอสมุดฯ และทางเว็บไซต์ http://siweb. dss.go.th หรือติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ info@dss.go.th

หมายเหตุ : บทความผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นของคุณสันทนา อมรไชย

-----------------------------------------------------------------------------------

ต้องอย่าลืมนะครับว่า พลังของผู้บริโภคอย่างเราๆ เนี่ยะแหล่ะครับจะเป็นตัวกำหนดให้ธุรกิจต่างๆ หันมาให้ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในเรื่อง ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product) กันมากขึ้น เพราะต่อไปเมื่อผู้บริโภคต่างมีส่วนร่วมและให้ความใส่ใจต่อการซื้อของโดยดูในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นธุรกิจที่ไม่ได้ให้ความสนใจหรือให้ความใส่ใจน้อยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ก็ยากที่ยืนอยู่และเติบโตต่อไปได้ในอนาคต 


ใครอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทำไมการตลาดทศวรรษหน้าต้องให้ความสำคัญการสินค้าสีเขียว ไปอ่าน รีวิวหนังสือ การตลาด 3.0 (Marketing 3.0) ได้ครับ คุณจะรู้ว่าสินค้าสีเขียวของคุณนั้น จะขายให้ใคร

ผมยังมีบทความที่น่าจะช่วยให้เราเข้าใจและเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เพิ่มขึ้นอีก เราจะได้ไปมีส่วนร่วมช่วยกัน โดยอาจไม่ต้องไปลำบากปลูกต้นไม้เหมือนแต่ก่อน เพราะแม้แต่ตอนที่เรา Shopping ก็สามารถมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยเหมือนกัน Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

Read More

09 December 2011

ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (ตอนที่ 3 : Eco Design)



เรารู้จักกันแล้วนะครับว่า ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product) คืออะไรและมีวิธีการทำการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Marketing) อย่างไร วันนี้เราจะรู้ลึกเข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ กันให้มากขึ้นนะครับ ว่าเราจะมีวิธีในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราให้ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือที่เรียกว่า Eco Design ไปดูกันดีกว่า 


ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ตอนที่ 1 :  ความหมายของผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product)
ตอนที่ 2 : การตลาดสีเขียว (Green Marketing)
ตอนที่ 3 : การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Eco Design)
ตอนที่ 4 : ฉลากสีเขียว (Green Label or Eco Label)



การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน (Eco Design)



นักวิชาการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างมีความเห็นพ้องกันว่า การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะแม้ว่าต้นทุนของการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางตรงจะมีเพียง 5-13% ของต้นทุนผลิตภัณฑ์รวม แต่ผลสืบเนื่องจากการออกแบบผลิตภัณฑ์จะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างต้นทุนถึง 60-80% การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco Design) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการผลิตสินค้า โดยเป็นกระบวนการที่ผนวกแนวคิดด้านเศรษฐกิจและด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในขั้นตอนการออกแบบ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์สมรรถนะทางด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ การจัดการซากที่หมดอายุ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกช่วงของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น ต้นทุน กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการตลาด เป็นต้น

หลักการพื้นฐานของการทำ Eco Design คือ การนำหลัก 4R ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair) มาประยุกต์ใช้ในทุกช่วงของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ คือตั้งแต่การวางแผนผลิตภัณฑ์ การออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และการทำลายหลังการใช้เสร็จ


ความสำคัญของ Eco Design มิใช่เป็นเพียงแค่แนวทางในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังมีความสำคัญต่อการค้าและการส่งออกอีกด้วย เนื่องจากในปัจจุบันประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ต่างให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่ามีการออกข้อกำหนดและกฎระเบียบทางการค้าที่สัมพันธ์กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษเหลือทิ้งจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste Electrical and Electronic Equipment; WEEE) ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (The Restriction of the use of certain Hazardous Substance in electrical and electronic equipment; RoHS) ของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือระเบียบเกี่ยวกับการจัดการซากของยานยนต์ (End of Life Vehicles; ELV) ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเศษซากวัสดุจากผลิตภัณฑ์ของตน ผู้ประกอบการจึงต้องปรับปรุงและพัฒนาสินค้าของตนเพื่อที่จะสามารถส่งออกสินค้าได้

Eco Design เป็นแนวทางหนึ่งในการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากแนวทางอื่นๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีสะอาด (Cleaner Technology; CT) หรือวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment; LCA) ซึ่งในประเทศไทยพบว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ และสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่มีโครงการศึกษาและการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้าน EcoDesign มากขึ้น ตลอดจนการเผยแพร่ความรู้และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำ EcoDesign มาผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม




ครั้งหน้า เราจะมาดูกันต่อว่า ความหมายของผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากสีเขียว มันบ่งบอกถึงอะไรในตัวบ้าง


หมายเหตุ : บทความผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นของคุณสันทนา อมรไชย

Read More

03 December 2011

ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (ตอนที่ 2 : Green Marketing)


คราวที่แล้วเรารู้กันแล้วว่า ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product) มันมีคุณลักษณะอย่างไร วันนี้เราจะว่ากันด้วยเรื่องการตลาดกันบ้าง ผลิตภัณฑ์สีเขียว มันใช้การทำการตลาดเหมือนกับที่เราเคยทำมาได้หรือไม่ ไปหาคำตอบกัน



ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ตอนที่ 1 :  ความหมายของผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product)
ตอนที่ 2 : การตลาดสีเขียว (Green Marketing)
ตอนที่ 3 : การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Eco Design)
ตอนที่ 4 : ฉลากสีเขียว (Green Label or Eco Label)



การตลาดสีเขียว (Green Marketing)


“ผลิตภัณฑ์สีเขียว” (Green Product) จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการทางตลาดแบบที่เรียกว่า การตลาดสีเขียว (Green Marketing) ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิต ดูแลสภาพแวดล้อมของโรงงานให้สะอาด มีมาตรการกำจัดของเสียออกจากโรงงานไม่ให้ออกมาทำลาย สิ่งแวดล้อม รวมทั้งในแง่วิจัยและพัฒนาก็ต้องไม่ให้เป็นพิษภัยกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา เช่น เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์โฟมซึ่งย่อยสลายได้ยากให้เป็นวัสดุอื่น เลิกใช้ถุงหรือขวดพลาสติก หันมาใช้วัสดุอื่นเพื่อการรีไซเคิลได้



ในต่างประเทศการตลาดสีเขียวที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงมากจะเป็นเรื่องของ “บรรจุภัณฑ์” (Packaging) โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่ม เพราะภาชนะเหล่านี้เมื่อใช้ไปแล้วทิ้งไป ธรรมชาติจะย่อยสลายได้ในเวลาต่างๆ กัน เช่น แก้วจะย่อยสลายในเวลากว่าพันปี ถุงพลาสติกใช้เวลาหลายพันปี ส่วนโลหะใช้เวลาเพียงร้อยปี และกระดาษเพียงสิบปีเท่านั้น ดังนั้น ผู้ผลิตที่ใช้วัสดุผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายเร็วกว่า ย่อมได้เปรียบคู่ต่อสู้ในแง่การตลาดสีเขียวมากกว่า ความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการตลาดสีเขียว (Green Marketing) ในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับ green ใช้เกณฑ์การวัดทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว โดยดูที่ยอดขายสินค้า ไม่เน้นการวัดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพ เป็นธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์บริการ และกระบวนการผลิตสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน รถยนต์ใช้พลังงานทดแทนน้ำมัน สวนผักปลอดสารพิษ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้ถุงกระดาษแทนถุงพลาสติก เป็นต้น



ระดับ greener มีจุดประสงค์มากกว่าการทำยอดขาย แต่หวังผลด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมให้คนร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์และทรัพยากร มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มากขึ้น เช่น นอกจากขายรถยนต์ประหยัดพลังงานแล้ว บริษัทยังมีแคมเปญรณรงค์ให้คนใช้รถอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมวันเช็คสภาพรถ และให้ความรู้ หมั่นตรวจสภาพรถบ่อยๆ เป็นการประหยัดน้ำมัน และลดปริมาณไอเสียที่ปล่อยออกมาสู่อากาศด้วย


ดังนั้นตัววัดระดับนี้จึงมีทั้งยอดขายและจำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรม ระดับ greenest เป็นระดับที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม เช่น การบริการที่เปิดโอกาสให้คนที่เป็นเจ้าของรถยนต์ประหยัดน้ำมันแต่ไม่ค่อยได้ใช้รถ กรณีต้องไปทำงานต่างประเทศช่วงหนึ่งโดยนำรถมาให้คนอื่นเช่าขับช่วงนั้น หรืออาจเป็นบริการที่จัดคิวให้คนที่อยู่ทางเดียวกัน ได้ใช้รถร่วมกันก็ได้


คราวต่อไป เราจะมาดูกันต่อว่า แล้วเราจะออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้อย่างไร



หมายเหตุ : บทความผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นของคุณสันทนา อมรไชย


Read More

01 December 2011

ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (ตอนที่ 1 : Green Product)


และแล้วมหาอุทกภัยในปีนี้ก็กำลังจะผ่านพ้นกันไป บางที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปจนน้ำลดเตรียมเก็บกวาดล้างบ้านกันยกใหญ่ แต่บางที่น้ำผ่านมาแล้วแต่ฉไหนใยยังไม่พ้นไปสักที ก็ขอเป็นกำลังใจ อดทนกันอีกนิดนะครับ สำหรับผมถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้ประสบภัยโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และก็เชื่อได้ว่าหลังจากนี้การใช้ชีวิตของเราคงต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนตัวทุกวันนี้ผมก็จะคอยสำรวจ ตรวจสอบเลยหล่ะสภาพคลองแถวบ้านเป็นอย่างไร โดยจากเหตุกาณ์ในครั้งนี้ทำให้รู้ว่าว่าแถวบ้านมีคลองอยู่ตรงไหน กี่สาย บ้านห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยากี่กิโล ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อยู่บ้านนี้มาเกือบ 20 ปีไม่เคยรู้แล้วว่าแถวบ้านก็มีคลอง หรือไม่ชาวกรุงเทพต่อจากนี้อาจจะมีการทิ้งขยะกันในคูคลองกันน้อยลง เพราะรู้แ้้ล้วว่า คลองใหญ่ คลองเล็ก คลองสาขาต่างๆ มีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด เพราะมันคือทางระบายน้ำอย่างดีที่มีส่วนช่วยทำให้น้ำที่ท่วมอยู่ในครั้งนี้ลดความวิกฤตลงได้อย่างไร (ประมาณว่าช่วยให้หลายพื้นที่ไม่ท่วมเลยก็ว่าได้) นิ่ก็เป็นมุมหนึ่งของชาวบ้านอย่างเราๆ

แต่สำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากจากมหาอุทกภัยในครั้งนี้ โดยจากสำรวจของธนาคารโลก ประเมินว่าความเสียหายของเศรษฐกิจไทยจากเหตุอุทกภัยครั้งนี้สูงถึง 1.36 ล้านล้านบาท โดยเป็นความเสียหายภาคเอกชนถึง 1.28 ล้านล้านบาท หรือ 97% มากมายกันเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากนี้ภาคธุรกิจนอกจากจะหามาตรการป้องกันภัยธรรมชาติในอนาคตแล้ว คงจะต้องหันกลับมามองในเรื่องของสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง ที่ไม่ใช่เป็นกิจกรรมทางการตลาดทำตามกระแสเหมือนเคย แต่คงต้องกำหนดทิศทางหรือวางแผนธุรกิจ โดยมีเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ เราจะทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์ของเราสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือที่เขาเรียกว่า "ผลิตภัณต์สีเขียว" (Green Product) เอ...แล้วเจ้าผลิตภัณต์สีเขียว มันหน้าตาเป็นอย่างไร อะไรที่จะบอกว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียว เราไปดูกันครับ


ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ตอนที่ 1 :  ความหมายของผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product)
ตอนที่ 2 : การตลาดสีเขียว (Green Marketing)
ตอนที่ 3 : การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Eco Design)
ตอนที่ 4 : ฉลากสีเขียว (Green Label or Eco Label)


ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (ตอนที่ 1 : Green Product)


ภัยพิบัติร้ายแรงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก และการพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ถึงวิกฤตการณ์ร้ายแรงทางธรรมชาติจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ล้วนเป็นกระแสที่ทำให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและภาพแวดล้อมทั่วโลก ผู้คนจำนวนมากจากหลายแวดวงอาชีพเข้ามาร่วมกันจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นในการพิทักษ์ความบริสุทธิ์ของสภาพแวดล้อม หรือบรรเทามลภาวะที่เป็นปัญหาวิกฤตอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของการรณรงค์เพื่อสร้างสรรค์สังคมในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมด้วยการผลิตสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือ ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product)



ความหมายของผลิตภัณฑ์สีเขียว


“สีเขียว” เป็นสีที่นำมาใช้ในความหมายของ การอนุรักษ์น้ำ การอนุรักษ์พลังงาน การลดขยะ การลดสารพิษ การมีมาตรฐานการรับรองสินค้าที่ผลิตออกมาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำให้กระบวนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นจริงได้ ในทางปฏิบัติทั้งในบ้านและสำนักงาน กระแสกระบวนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมที่เด่นชัดและรุนแรงที่เกิดทำให้ทศวรรษนี้ เป็น “ยุคแห่งสีเขียว” เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมีจำนวนมากขึ้น และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลออกข้อบังคับกฎระเบียบหรือพระราชบัญญัติในการควบคุมภาคธุรกิจไม่ให้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างขาดสำนึกถึงส่วนรวม แนวความคิดของคำว่า “สีเขียว” เมื่อถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ ก็เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” (Green Product) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษกว่าผลิตภัณฑ์อื่นในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนี้

1) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตให้พอดีกับความต้องการของผู้บริโภค โดยปราศจากความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย

2) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์

3) เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้อีกไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์จากวัสดุเดิมหรือกรรมวิธีย่อยสลายแล้วดัดแปลงมาใช้ใหม่

4) เป็นผลิตภัณฑ์ที่อนุรักษ์พลังงานธรรมชาติ ผลิตแล้วต้องไม่เปลืองพลังงาน เริ่มตั้งแต่การผลิต การใช้ ไปถึงการสิ้นสภาพ กระบวนการผลิตจะไม่ทำให้เสียสินค้าโดยไม่จำเป็นหรือเมื่อผลิตออกมาเป็นสินค้าแล้วควรจะมีอายุ การใช้งานนาน เพิ่มหรือเติมพลังงานเข้าไปใหม่ได้

5) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภาชนะหีบห่อน้อยที่สุด การออกแบบกล่องหรือหีบห่อบรรจุต้องไม่ฟุ่มเฟือย


6) กระบวนการผลิตสินค้าในโรงงานต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการนำทรัพยากรมาใช้ หรือทิ้งของเสียลงสู่ธรรมชาติ

7) ห้ามทารุณกรรมสัตว์ เช่น สุนัข แมวหรือลิงโดยการนำไปสัตว์ทดลองเพื่อวิจัยผลการผลิตสินค้า

8) ห้ามนำสัตว์สงวนพันธ์ุมาผลิตเป็นสินค้าเด็ดขาด หรือมีการทำลายชีวิตสัตว์เหล่านั้นทางอ้อม

โดยสรุป “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” จะต้องประกอบหลักการ 4R คือ การลดของเสีย (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำมาปรับใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair)

คราวต่อไป เราจะมาดูกันต่อว่า เราจะทำการตลาดให้ผลิตภัณฑ์สีเขียวของเรา อย่างไร ตามไปอ่านกันต่อใน 6 ข้อคิดกับการตลาดสีเขียว (Six "Green" Marketing Ideas)



หมายเหตุ : บทความผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นของคุณสันทนา อมรไชย

Read More

10 November 2011

ธรรมะจาก "พระไพศาล" บทเรียนจาก "น้ำท่วม" ข้อดี-ความกลัว และนิทาน "คนหูหนวก"


รู้สึกว่าตอนนี้ น้องน้ำจะกลายเป็น ซุปตาร์ไปซะแล้วนะครับ ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และ Social media ทั้งหลายต่างจับตาและให้ความสนใจน้องน้ำเป็นพิเศษ แม้กระทั่งเหล่าปาปารัซซี่ก็มีภาพซุปตาร์อย่างน้องน้ำมา update ให้ดูกันอยู่ตลอดๆ ไม่ว่าน้องน้ำจะไปที่ไหน หรือจะทำอะไร (ทั้ง รั่ว, ซึม, พุด, เจิ่ง, จ่อ, เอ่อ, ล้น, ท่วม และทะลัก) แฟนคลับน้องน้ำอย่างเราๆ ได้ฟังทีไร ก็จะตื่นเต้น ตกใจ กันทุกที นอกจากนี้ ซุปตาร์อย่างน้องน้ำ ยังมีอิทธิผลต่อวงการแฟชั่นช่วงนี้อีกด้วย สังเกตุได้ว่าตอนนี้เครื่องต่างกายที่อินเทรนด์สุดๆ ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าบู๊ท, กางเกงพลาสติก, กางแกงแก้ว, ชุดเอี้ยมกันน้ำ, กระเป๋ากันน้ำ อื่นๆ อีกบลา บลา บลา ล้วนมาจากอิทธิผลของซุปตาร์รายนี้ทั้งสิ้น (ที่สำคัญราคาสินค้าอินเทรนด์พวกนี้ก็ราคาแพงใช่เล่น) แต่ความรู้สึกหรือเหตุที่เรากลายเป็นแฟนคลับของน้องน้ำอาจจะไม่เหมือนกับซุปตาร์รายอื่นที่เกิดจากการชื่นชอบ แต่มันเกิดจากความตื่นกลัวซะมากกว่า โดยความกลัวที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นความเครียด นำไปสู่ความความโกรธแค้นได้ ซึ่งจะนำภัยทางกายและทางใจมาสู่เรา แต่วันนี้ได้รับบทความดีๆ ทาง forward mail ในเรื่อง ธรรมะจาก "พระไพศาล" บทเรียนจาก "น้ำท่วม" ข้อดี-ความกลัว และนิทาน "คนหูหนวก" ลองเช็คดูแล้วน่าจะมาจาก นสพ.มติชน ในคอลัมน์ของนักเขียนใกล้ตัว เพราะผมมีหนังสือของเขาแทบจะทุกเล่มเลยก็ว่าได้ ก็คือ คุณหนุ่มเมืองจัทน์ จึงอยากจะนำมาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ได้อ่านและคิดตามครับจะได้เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีิวิตทั้งตอนนี้และในอนาคต

ธรรมะจาก "พระไพศาล" บทเรียนจาก "น้ำท่วม" ข้อดี-ความกลัว และนิทาน "คนหูหนวก"

ช่วงน้ำท่วม สังคมไทยอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก

ทั้งหวาดกลัว ทั้งโกรธแค้น

และสุดท้ายก็ระบายออกด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

ปัญหาทางกายภาพที่เกิดขึ้น ไม่เท่ากับปัญหาทางใจของคนที่เผชิญกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้

ในเฟซบุ้คของ "พระไพศาล วิสาโล" ช่วงน้ำท่วม มีคำสอนหลายเรื่องที่น่าจะนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน

เรื่องแรก "การจัดการความกลัวด้วยธรรมะ"

มีผู้หญิงคนหนึ่งตั้งปุจฉา เรื่อง "ความกลัว"

เธออยู่กับบ้านพร้อมกับพ่อ พี่ชาย และหลานสาว เพราะคุณพ่อไม่ยอมอพยพ และเธอมีสุนัข 7 ตัวที่ต้องดูแล บ้านของเธออยู่บนพื้นที่สูง ทำให้น้ำท่วมภายนอกรอบบ้านเท่านั้น แต่คนในซอยอพยพออกไปหมด ตอนนี้เธอพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับบ้าน ซื้อเรือมาพายไปไหนมาไหน และออกไปช่วยคนอื่นท่ลำบาก

คำถามของเธอก็คือ "แต่บางครั้งหนูก็รู้สึกกลัวว่าน้ำจะขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ หลวงพ่อพอจะแนะนำได้อย่างไรบ้างเจ้าคะที่เราจะขจัดความกลัวที่เกิดขึ้นเจ้าค่ะ"

"พระไพศาล" เริ่มต้นด้วยการขออนุโมทนาที่แม้ลำบากก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น

"ความกลัวนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น แต่ขอให้สังเกตว่าเรากลัวเมื่อใจไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่ปรุงแต่งถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาพดังกล่าวจะทำให้เกิดความกลัวและกังวล มันยังไม่เกิด แต่ก็กลัวเสียแล้ว เมื่อรู้เช่นนี้ก็ให้ใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน"
ท่านสอนว่า "ความกลัว" กับเรื่องในอนาคตก็มีประโยชน์หากมาใช้ในการวางแผนเพื่อรับมือกับที่จะเกิดขึ้น

"มองในแง่นี้ความกลัวก็มีประโยชน์ หากกลัวแล้วพยายามป้องกันหรือเตรียมวิธีการแก้ไข แต่ถ้ากลัวแล้วจ่อมจมอยู่ในความทุกข์ก็ไม่มีประโยชน์"

เรื่องที่สอง "ข้อดีของเหตุการณ์ที่แย่ๆ"

"พระไพศาล" บอกว่าเหตุการณ์แย่ๆ ทั้งหลายยังมีข้อดีอย่างน้อย 2 ประการ คือ สอนใจเรา และฝึกใจเรา สอนใจเรา ให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิตซึ่งมีความผันผวนปรวนแปรเป็นนิจ เช่น ของหายก็สอนใจเราว่าความพลัดพรากจากของรักเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราหรือเป็นของเราได้อย่างยั่งยืน

การถูกตำหนิก็สอนใจเราว่า สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กันไม่มีใครที่จะได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว ไม่ว่าดีแค่ไหนก็ยังถูกนินทา

ฝึกใจเรา เช่น ฝึกใจให้ไม่ประมาท ระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้นอีก หรือฝึกใจ

ให้ปล่อยวางเพื่อรับมือกับเหตุร้ายที่แรงกว่าในอนาคต

พระไพศาล ยกตัวอย่างว่าหากใครทำโทรศัพท์หายยังปล่อยวางไม่ได้ ก็น่าตั้งคำถามกับตัวเองว่าถ้าเรื่องแค่นี้ยังปล่อยวางไม่ได้ แล้วจะทำใจได้อย่างไรเมื่อต้องสูญเสียคนรัก เช่น พ่อแม่ลูกเมีย ซึ่งต้องเกิดขึ้นแน่

เหตุการณ์แย่ๆ นั้นจะช่วยฝึกใจเราให้มั่นคงเข้มแข็ง เพราะต้องเจออะไรต่ออะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า อีกทั้งยังฝึกให้เราฉลาดและมีประสบการณ์มากขึ้น

"อย่าลืมว่าคนเราเรียนรู้จากความล้มเหลวได้มากกว่าความสำเร็จ" คือ บทสรุปของ "พระไพศาล"

และเรื่องที่สาม "ปัญหาอยู่ที่ผู้มอง"

"พระไพศาล" เริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าในหนังสือ "จะเล่าให้คุณฟัง" ของ "ฆอร์เฆ่ บูกาย"

เป็นเรื่องของชายผู้หนึ่งโทรศัพท์ถึงหมอประจำครอบครัว

"ที่ผมโทรมาหาหมอเพราะผมเป็นห่วงภรรยา"

เมื่อหมอถามว่าเธอเป็นอะไร ก็ได้คำตอบว่า "เธอกำลังจะหูหนวก อยากให้หมอมาดูอาการเธอหน่อย"

หมอไม่สะดวกไป จึงนัดให้เขาพาเธอมาหาวันจันทร์ แต่เขาอยากให้หมอรีบมาทันที หมอจึงทำการวินิจฉัยทางโทรศัพท์

"คุณรู้ได้อย่างไรว่า เธอไม่ได้ยิน"

"ก็...เวลาผมเรียกเธอ เธอไม่ยอมตอบนี่"

หมออยากรู้ว่าเธอหูหนวกแค่ไหน จึงแนะให้เขาเรียกเธอจากจุดที่กำลังโทรศัพท์ ตอนนั้นเขาอยู่ห้องนอน ส่วนเธออยู่ห้องครัว

เขาตะโกนเรียกชื่อเธอ "มาเรียยยยยย......เธอไม่ได้ยินผมเลย หมอ"

หมอแนะให้เขาเดินไปที่ประตูห้องนอน แล้วตะโกนเรียกเธอจากทางเดิน

"มาเรียยยยยยย.....เธอไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย หมอ"

หมอแนะให้เขาเดินไปหาเธอแล้วตะโกนเรียกเธอไปด้วย จะได้รู้ว่าเธอได้ยินเสียงเขาเมื่ออยู่ใกล้แค่ไหน

"มาเรียยย.....มาเรียยยย......มาเรียยยยย ทำอย่างไรเธอก็ไม่ได้ยิน" แล้วเขาก็พูดต่อว่า ตอนนี้เขาอยู่ตรงประตูครัว เห็นเธอหันหลังให้เขา กำลังล้างจาน แต่ไม่ได้ยินเสียงเขาสักนิด

หมอแนะให้เขาเดินเข้าไปใกล้อีกนิด แล้วเรียกชื่อเธอด้วย

เขาเดินเข้าไปในครัว แตะไหล่เธอ และตะโกนที่หูของเธอว่า "มาเรียยยยยยย...."

คราวนี้ภรรยาหันขวับมาด้วยความฉุนเฉียวแล้วพูดว่า

"คุณต้องการอะไรกันแน่ฮึ ต้องการอะไร ต้องการอะไร ต้องการอะไรรรรรรร.....คุณตะโกนเรียกฉันเป็นสิบครั้งแล้ว ฉันก็ตอบคุณไปทุกครั้งว่า ′ว่าอย่างไรคะ′ คุณนับวันจะหูตึงขึ้นเรื่อย ทำไมไม่ไปหาหมอสักที"

คำตอบของภรรยา ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่หูตึงและควรไปพบหมอ

"พระไพศาล" สรุปว่านิทานเรื่องนี้เตือนใจได้ดีว่า ก่อนที่จะสรุปว่าคนอื่นมีปัญหา ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเอง

เพราะบ่อยครั้งเราเองต่างหากที่มีปัญหา หาใช่คนอื่นไม่

คนที่ชอบตัดพ้อว่า ทำไมเพื่อนไม่เข้าใจเราเลย ควรกลับมาถามตัวเองบ้างว่า แล้วเราล่ะ เข้าใจเพื่อนบ้างหรือเปล่า บางทีอาจจะพบว่า เป็นเพราะเราเอาแต่ใจตัวหรือชอบเรียกร้องความเข้าใจจากคนอื่นต่างหาก

พอเพื่อนไม่ยอมทำตามความต้องการของเรา ก็เลยตีขลุมว่าเขาไม่เข้าใจเรา

"พระไพศาล" ตบท้ายว่า "คนที่ชอบกล่าวหาคนอื่นว่าไม่มีน้ำใจนั้น มักจะมองไม่เห็นตนเองว่าที่แท้ตนเองนั่นแหละเห็นแก่ตัว"

บางที "ธรรมะ" จากพระไพศาล ทั้ง 3 เรื่องอาจทำให้เรามองปัญหาน้ำท่วมอย่างเข้าใจมากขึ้น

เข้าใจปัญหา

และเข้าใจตัวเรา

นอกจากนั้นก่อนจะวิจารณ์คนอื่นอย่างรุนแรง

ก็ให้นึกถึงเรื่อง "คนหูหนวก" ก่อนเปิดวาจา

"หนุมเมืองจัทน์"

-------------------------------------------------------------------


ผมขอทิ้งท้ายไว้นิดหนึงนะครับ การใช้ชีวิตที่มีแต่ความกลัว ก็คงไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราดูหนังผีหรือหนังสยองขวัญที่มักจะเอามือทั้งสองของเรามาปิดตาไว้ แต่กลับไม่ได้ทำให้ความกลัวเราลดลง ลองนึกดูสิครับว่าตอนที่เราปิดตาแต่หัวเราคิดอะไรอยู่ นั่นแหล่ะครับเพราะความกลัวมันอยู่ที่ความคิด ยิ่งคิด ยิ่งกลัว ยิ่งกลัว ยิ่งปิดตา แล้วถ้าเราใช้ชีวิตแบบคนที่ปิดตา ไม่ได้เปิดตารับความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราก็อาจจะเดินจมความกลัวไปเลย แต่ถ้าเราลองตั้งสติ เปิดตาขึ้นมา หนังผีที่เราดู ก็อาจจะเป็นผีน้อย Casper ก็เป็นได้...
Read More

03 November 2011

หลายปัจจัยพื้นที่ 'รอดน้ำท่วม' พื้นที่ต่ำใช่ว่าจะท่วม



ตอนนี้ คน กทม. หลายคนที่น้ำยังมาไม่ถึง คงมีคำถามค้างคาใจ (เหมือนกับผม) ว่าน้องน้ำจะมาหาไหม แล้วจะมาเมื่อไหร แล้วจะมามากไหมเนี่ยะ หลายคนแอบคิดว่า พื้นที่หรือเขตที่ชั้นอยู่น่าจะรอดนะ ตามระดับความสูงของแต่ละพื้นที่ แต่ก็ไม่วายลุ้นระทึก เมื่อได้ดู ได้ฟังข่าวแต่ละวันที่น้ำเริ่มทะลักลึกเข้ามาใน กทม. เรื่อยๆ ใจก็ตุ๋มๆ ต่ำๆ เพราะน้องน้ำได้เขยิบเขามาใกล้อีกแล้วหรอเนี่ย สามคำถามเดิมก็เริ่มกลับมา สร้างความเครียด ความกังวลใจกันอีกครั้ง (เหนื่อยจริง) วันก่อนได้ฟังรองผู้ว่า กทม. ที่ได้บอกไว้ว่า พื้นที่ กทม.22 เขต ที่มีโอกาสรอดสูง (แต่ไหงไม่มีพื้นที่เราหว่าาาา.... T-T) จึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า น้ำที่ทะลักเข้ามาจากทางตอนเหนือของ กทม. เขาจะมีการบริหารจัดการน้ำอย่างไร ถึงจะบอกได้ว่าพื้นที่ไหนมีโอกาสรอดไม่รอด วันนี้ได้ไปอ่านบทความใน นสพ.เดลินิวส์ ในเรื่อง "หลายปัจจัยพื้นที่ 'รอดน้ำท่วม' พื้นที่ต่ำใช่ว่าจะท่วม" ที่มีนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. มาเปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำที่เข้าท่วม กทม. อยู่ตอนนี้ จึงนำมาฝากเพื่อนๆ ที่กำลังลุ้นและรออยู่ จะได้ลุ้นอย่างมีสติพร้อมกับการตั้งรับไปในตัวด้วย

หลายปัจจัยพื้นที่ 'รอดน้ำท่วม' พื้นที่ต่ำใช่ว่าจะท่วม..

ปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ขยายพื้นที่เป็นวงกว้างมากขึ้น เหลือพื้นที่แห้งน้อยลงทุกที อะไรบ้างที่เป็นปัจจัยให้พื้นที่ใดรอด หรือพื้นที่ใดผู้คนต้องรับชะตากรรมกับปัญหาน้ำท่วมขัง

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม.ในฐานะคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง เปิดเผยว่า หากจะบอกว่าพื้นที่ใดจะรอดพ้นจากการถูกน้ำท่วมบ้าง ไม่มีปัจจัยชี้ชัดที่ตายตัว เพราะนอกจากลักษณะทางกายภาพแล้ว ส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการน้ำ

มาพูดถึงเรื่องการบริหารจัดการ ได้มีการคิดโมเดลจัดการน้ำ เพื่อป้องกันให้พื้นที่กรุงเทพฯมีโอกาสรอดจากปัญหาน้ำท่วมมากที่สุด ซึ่งตามแนวคิดคือ การลดปริมาณน้ำเหนือที่เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ จากที่มีประมาณ 400-500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ให้ทรงตัวหรือลดลง

สำหรับแผนการระบายน้ำ เริ่มที่ด้านเหนือที่เข้ามาทางถนนพหลโยธิน ดอนเมือง เป็นน้ำที่ไหลผ่านมาทางคลองหกวาสายล่างที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขณะนี้กรมชลประทานมีการเพิ่มปั๊มที่ประตูระบายน้ำคลองหกวาสายล่าง จาก 12 ตัวเป็น 14 ตัว และ กทม.ตัดสินใจรื้อประตูระบายน้ำคลอง 9-13 เพื่อให้น้ำลงมามากที่สุด แต่ยังมีความปลอดภัยเนื่องจากยังมีประตูระบายน้ำของกรมชลฯ อยู่ด้านบนของคลอง เพื่อให้นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้กรมชลฯยังมีการเปิดปั๊มน้ำจำนวนมาก คือ ประตูระบายน้ำคลองแสนแสบ ตอนหนองจอก เปิด 14 ตัว ประตูระบายน้ำคลองประเวศ ตอนพระองค์เจ้าไชยานุชิต เปิดจำนวน 13 ตัว ซึ่งจากระบบทั้งหมดจะทำให้สามารถสูบได้ประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ผลที่ตามมาคือจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นวันละ 14 ซม. ลดลงเหลือ 8 ซม. และลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งความต้องการคือ ให้น้ำลดลงในปริมาณติดลบ 15 ซม. ขึ้นไป ถ้าเป็นอย่างนี้ภายใน 5 วัน น้ำยังลงเรื่อย ๆ จะทำให้น้ำลดลงเหลือ 2 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง


ที่มา : สำนักการระบายน้ำ

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ จะทำให้เราสามารถดึงน้ำจากพหลโยธิน และวิภาวดีรังสิต ที่อยู่ในพื้นที่ดอนเมืองและสายไหม รวมถึงปริมาณที่น้ำจะเข้าเมืองคืนกลับออกมาทางคลองหกวาสายล่าง เนื่องจากกรมชลฯ จะเสริมปั๊มที่ประตูระบายน้ำคลองหกวาสายล่างอีก 3 ตัวเป็น 17 ตัว ซึ่งน้ำจะไหลอย่างอิสระเข้าระบบฝั่งตะวันออก นอกจากนี้จะขึ้นอยู่กับการเปิดประตูระบายน้ำคลองสามวา เขตคลองสามวา หากมีการเปิดบานประตูกว้างมากเพื่อปล่อยน้ำลงมามาก น้ำจะเข้าสู่ คลองแสนแสบมากขึ้น และหากปริมาณน้ำล้นคลอง จะเข้าท่วมพื้นที่ดังกล่าวรวมถึงนิคมฯบางชัน ที่มีปัญหาเนื่องจากระบบป้องกัน ที่น้อยกว่านิคมฯลาดกระบัง เนื่องจากไม่มีแนวคันป้องกันและจุดที่จะสูบน้ำเพื่อระบายออก รวมถึงมีคลองล้อมรอบเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้หากมีการทำตามโมเดลดังกล่าวและสามารถบล็อกน้ำที่ลงมาจากตอนเหนือได้สำเร็จตามแผน ก็จะทำให้พื้นที่ใน 22 เขต มีโอกาสรอดสูง ซึ่งได้แก่ บางขุนเทียน บางบอน ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ จอมทอง ภาษีเจริญ วัฒนา ดินแดง สาทร ราชเทวี พญาไท ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย สวนหลวง ประเวศ ห้วยขวาง วังทองหลาง บางซื่อ และบางกอกน้อยบางส่วน สะพานสูง บางกะปิ บึงกุ่ม

โมเดลนี้จะแก้ได้สำเร็จหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาทางด้านตะวันออกจากที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนทิศเหนือก็จะพยายามบล็อกน้ำไม่ให้เข้าเมืองเอกมาเติมน้ำที่มีอยู่ เนื่องจากความเร็วและความแรงของน้ำลดลง เพราะความสูงและความเร็วช่วงวิกฤติได้ผ่านไปแล้ว ส่วนฝั่งธนฯหรือด้านตะวันตก ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องประตูระบายน้ำ 14 บาน ที่ทำให้น้ำเทเข้าพื้นที่ตะวันตก ทำให้คลองมหาสวัสดิ์รับปริมาณน้ำไม่ไหว หากดำเนินการได้ก็จะทำให้หลายพื้นที่มีโอกาสรอด

สำหรับพื้นที่ที่ท่วมแน่นอนจำนวน 28 เขต เป็นไปตามสาเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ แบ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแน่นอนเนื่องจากเป็นเขตที่อยู่ในทางรับน้ำ ทางด้านตะวันออก ได้แก่ เขต คลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง หนอกจอก และฝั่งตะวันตกที่เขตบางแค

ส่วนพื้นที่ที่รับน้ำที่ไหลมาจากด้านทิศเหนือโดยตรง ได้แก่ ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม บางเขน พื้นที่ฝั่งธนฯ ที่ต้องรับน้ำด้านตะวันตก ซึ่งรับน้ำที่ลงมาจากจังหวัดนนทบุรี ได้แก่ เขต บางพลัด ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน และเขตหนองแขม รับน้ำที่ตลบกลับมาจากพื้นที่ จ.นครปฐม

เขตที่รับผลกระทบเนื่องจากมีแนวคลองที่ต้องใช้ในการระบายน้ำพาดผ่าน ทั้งฝั่งพระนคร และฝั่งธนฯ ได้แก่ เขตลาดพร้าว จตุจักร คันนายาว และธนบุรี

และเขตที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นจากน้ำขึ้นน้ำลง ได้แก่ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางรัก บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย พระโขนง คลองสาน บางนา บางกอกใหญ่

สรุปว่าพื้นที่ต่ำไม่ได้หมายความว่าน้ำจะต้องท่วมเสมอไป ยังมีปัจจัยอีกหลายตัวแปรที่ชัดเจนคือ หากพื้นที่นั้นอยู่ในพื้นที่ปิดล้อมด้วยระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีก็มีสิทธิรอด.

ทีมข่าวกทม. / นสพ.เดลินิวส์

ส่วนอันนี้เป็นบทความข่าวเพิ่มเติม ของนายวีระ วงศ์แสงนาค ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน เปิดแผนกู้วิกฤติ กทม.

นายวีระ วงศ์แสงนาค ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะทำงานจัดการระบายน้ำในพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรง ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภายในสัปดาห์นี้ไปจนถึงวันที่ 6 พ.ย. ต้องช่วยกันลุ้นไม่ให้คันกั้นน้ำหรืออาคารชลประทานใดๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเสียหายเพิ่มอีก เพราะหลังจากนั้น น้ำทะเลจะเริ่มเป็นขาลง และสถานการณ์น้ำจะคลายความวิกฤติลง

ทั้งนี้ เพราะน้ำ 3 ทัพจะเหลือเพียงแค่ 2 ทัพ คือ น้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำทุ่งเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นถือได้ว่ากรุงเทพฯ จะเข้าสู่ระยะปลอดภัย และมั่นใจว่าจะไม่มีการสูญเสียอีก ทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เพราะขณะนี้ ฝั่งตะวันออกของ กทม.สามารถพูดได้ว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์น้ำได้แล้ว

"ตอนนี้จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่กรมชลฯ ได้ใช้โครงการชลประทานรังสิตเหนือ หรือแนวถนนพหลโยธิน ไปจนถึงคลองรังสิต 13 โดยมีแนวคลองรังสิตประยูรศักดิ์เป็นแนวรับ บริหารพื้นที่แบบแก้มลิง สามารถโปรยน้ำเข้ากรุงเทพฯ ในปริมาณที่ กทม.สามารถระบายน้ำออกได้ทันแล้ว ถือว่าปริมาณน้ำเข้าออก กทม.ด้านตะวันออกสมดุลแล้ว ส่วนแผนการเจาะถนนเลียบคลองระหว่างคลองรังสิต 9 และคลองรังสิต 10 เป็นการเปิดปากคลอง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยเร่งระบายน้ำออกจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ให้ไหลลงสู่คลองหกวาเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงด้านประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์" นายวีระระบุ

ส่วนแผนรับมือน้ำทุ่งที่ไหลบ่าท่วมฝั่งธนบุรีของ กทม. และ อ.บางบัวทอง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี รวมทั้ง อ.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม นั้น นายวีระ กล่าวว่า แนวตั้งรับที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการระบายน้ำออกจากฝั่งธนบุรีอยู่ที่คลองภาษีเจริญ โดยจะใช้แนวคลองนี้เป็นตัวรับน้ำทุ่งทั้งหมดของฝั่งธนบุรี และสูบน้ำออกไปทางแม่น้ำท่าจีน และแก้มลิงสมุทรสาคร

"การจัดการกับน้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยาด้านฝั่งธนบุรี เพื่อป้องกันน้ำทะลักตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ซึ่งมีคันกั้นน้ำไม่ครบตลอดแนว หรือคันกั้นน้ำฟันหลอนั้น จะมีการประชุมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทานและ กทม.เพื่อสรุปรายละเอียดและแผนปฏิบัติการสร้างคันกั้นน้ำอุดแนวฟันหลอริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกทั้งหมด โดยจะเริ่มดำเนินการทันทีเมื่อเข้าสู่ช่วงน้ำทะเลขาลง ประมาณวันที่ 6 พ.ย.นี้" นายวีระกล่าว

อ่านๆ แล้วก็พอจะสรุปได้ว่า

1. มวลน้ำยังเหลือบนหัว กทม. อีก 2 ทัพ คือ ทัพแม่น้ำเจ้าพระยา และทัพน้ำท่วมทุ่ง โดยจะมีการทำแนวป้องกัน โดยใช้ BigBag จำนวน 440 ลูกบริเวณใกล้ประตูน้ำจุฬา ใกล้เมืองเอก ประมาณ 6 กม. โดยจะเร่งวางบิ๊กแบ็ก 440 ลูกให้เสร็จ ภายในศุกร์นี้ โดยเร่งวางแนวเชื่อมคันเดิม ทางด้านทิศเหนือกทม. ตอนนี้คืบหน้าไปแล้ว 2.5 กม.หลังจากวาง Bigbag แล้วจะต้องใช้ กระสอบทราย 6 แสนถุงวางอุดช่องว่างระหว่างบิ๊กแบ็ก หากแล้วเสร็จจะทำให้ไม่มีน้ำจากทางเหนือมาเติมทาง ถ.พหลโยธินและ ถ.วิภาวดีฯ

2. พื้นที่โอกาสรอดสูง 19 เขต คือ บางขุนเทียน บางบอน ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ จอมทอง ภาษีเจริญ วัฒนา ดินแดง สาทร ราชเทวี พญาไท ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย สวนหลวง ประเวศ ห้วยขวาง วังทองหลาง บางซื่อ และบางกอกน้อยบางส่วน (ผมตัด 3 เขตออก สะพานสูง บางกะปิ บึงกุ่ม ไปอยู่ข้อ 3)

3. พื้นที่เสี่ยงที่อยู่ริมคลองที่ต้องใช้ในการระบายน้ำพาดผ่าน 7 เขต คือ สะพานสูง บางกะปิ บึงกุ่ม ลาดพร้าว จตุจักร คันนายาว และธนบุรี

4. พื้นที่ทางรับน้ำ 5 เขต คือ คลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง หนอกจอก บางแค

5. พื้นที่รับน้ำเหนือทั้งตะวันออกและตะวันตกของ กทม. 8 เขต คือ ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม บางเขน บางพลัด ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน และเขตหนองแขม

6. พื้นที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นจากน้ำขึ้นน้ำลง 11 เขต คือ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางรัก บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย พระโขนง คลองสาน บางนา บางกอกใหญ่

7. ปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ พลังมวลชนที่ได้รับผลกระทบ ที่อาจทลายพังแนวคันกั้นน้ำ หรือประตูระบายน้ำ

โดยข้อมูลล่าสุดของ กทม. วันที่ 3 พ.ย. 2554 พื้นที่โอกาสรอดสูง กลายเป็นพื้นที่เฝ้าระวังและเฝ้าระวังพิเศษไปก็หลายเขต ตามรูปครับ
ที่มา : เว็ปไซต์กรุงเทพมหานคร

หรือใครต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ไปที่นิ่เลยครับ >> ตรวจสอบสถานการณ์น้ำล่าสุดของ กทม.

ส่วนอันนี้เห็นในบทความข่าว มีการกล่าวถึงพื้นที่ปิดล้อม อยากรู้ว่ามันคืออะไร แล้วเขตไหนมีบ้าง ไปดูกัน >> ระบบพื้นที่ปิดล้อมของ กทม. (มองไปที่เมนูด้านขวา หัวข้อ วิศวกรรมการระบายน้ำ > ระบบปิดล้อมย่อย)

ยังไงเราก็ยังคงต้องนั่งลุ้น และเป็นกำลังใจให้ กทม. ทำได้อย่างที่พูด เอร็ย.. อย่างที่วางแผนไว้ ก่อนที่น้องน้ำจะมาหาเรา โชคดีครับ...
Read More

20 October 2011

โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง'


ที่มา : ภาพจาก นสพ.คมชัดลึก

"เป็นไงบ้าง บ้านน้ำท่วมหรือเปล่า" ตอนนี้คงเป็นคำถามและคำทักทายยอดฮิต โดยเฉพาะคน กทม. ที่ในช่วงนี้กำำลังลุ้นระทึกและใจจดจ่ออยู่กับข่าวน้ำท่วม โดยเฉพาะตอนนี้ที่น้ำเข้ามาจ่อคอหอยเตรียมถล่มกรุงกันแล้ว บางคนถึงกับกลัว กังวล ตระหนก จิตตก วันๆ ไม่มีใจนั่งทำงานกันเลยทีเดียว ยิ่งได้ดูภาพแผนที่ที่มีปริมาณน้ำมากมายล้อมรอบ กทม. และทางตอนบนกทม. ที่มียังคงมีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เชื่อได้ว่า กทม. คงรอดยาก ผมก็นั่งเบลอ นั่งคิด นั่งกังวลอยู่นานสองนาน แต่แล้วความเบลอก็จางหาย หลังได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งใน นสพ.คมชัดลึก จำไม่ได้ว่าของวันไหน ในเรื่อง "โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง' " ทำให้ตั้งสติ และมีกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง เลยอยากจะนำบทความชิ้นดังกล่าวมาฝากเพื่่อนๆ กันครับ เพื่อจะได้สติ มีกำลังใจสู้ต่อไป เช่นกัน

โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง' : ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

ได้เห็นอาการ "สะอื้นไห้" ของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี "พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า" หลังตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับกระแสข่าวอาจถูกย้าย เนื่องจากแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่เข้าตารัฐบาล จนเจ้าตัวถึงกับออกอาการเหมือนมี "ก้อนสะอื้น" จุกอยู่ที่ลำคอ "เพียงขอให้จังหวัดผมรอดพ้นน้ำท่วม แม้จะถูกย้ายผมก็ไม่เสียใจ"

บทบาท "พ่อเมือง" แต่ละจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมส่วนใหญ่ได้รับเสียงชื่นชมความเป็น "ผู้นำ" ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามต่อสู้เพื่อรักษาเมืองและพลเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

"ปทุมธานี" เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงเทพมหานคร ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้รับแรงกดดันมากกว่าจังหวัดอื่น เพราะเปรียบเป็นเมืองหน้าด่านก่อนน้ำจะไหลเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร

และต้องพยายาม "รับมือ" กับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ให้ผ่านพ้นวันที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดคือวันที่ 14-17 ตุลาคม และวันที่ 28-31 ตุลาคมนี้ ไปให้ได้

ความไม่มั่นใจในการรักษาเมืองหลวงของประเทศไทย "กรุงเทพมหานคร" ไม่เฉพาะ "ผู้ว่าฯ พีระศักดิ์" เท่านั้นที่แบ่งรับแบ่งสู้ เพราะอยู่และสู้กับภัยพิบัติ

แม้กระทั่ง "นายกรัฐมนตรี" และรัฐมนตรีคนอื่นๆ เองก็ถึงกับ "ถอดใจ" ว่าจะสามารถป้องกันน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครไว้ได้

"นายกฯ ยิ่งลักษณ์" แม้จะกลับไปพักผ่อนอยู่ที่บ้านแล้ว เวลามีเสียงโทรศัพท์เข้ามาที่บ้านยังเกิดอาการผวา เพราะโทรศัพท์ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะแจ้งว่าน้ำเข้าที่นี่ที่นั่น ทำให้เกิดอาการเครียด

ขณะที่ "ประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" (ศปภ.) "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ก็ยังแถลงยอมรับว่า สถานการณ์น้ำท่วมปทุมธานีรุนแรงมากขึ้น จึงไม่กล้ายืนยันว่ากรุงเทพฯ ชั้นในจะปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้

ก็ขนาดแม่ทัพนายกองยัง "ถอดใจ" จึงไม่ต้องถามถึงขวัญและกำลังใจของชาวบ้าน ต่างพากันแตกตื่น ซื้อข้าวของกักตุนกันเป็นจำนวนมากสังเกตได้จากร้านโชห่วย หรือห้างสรรพสินค้า อาหารแห้งในแต่ละวันแทบไม่เหลือตามชั้นวางสินค้า

จะมีก็เพียง "ณรงค์ จิรสรรพคุณากร" ผู้อำนวยการกองสารสนเทศระบายน้ำ สำนักระบายน้ำ กทม. ที่กล้ายืนยันว่า กทม.น้ำไม่ท่วมร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงขนาดเอาหัวเป็นประกัน เพราะ กทม.ได้สร้างแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริล้อมเมืองไว้ มีความยาว 77 กิโลเมตร โดยสร้างเป็นเขื่อนถาวรคอนกรีตเสริมเหล็ก และลงเสาเข็มความลึกกว่า 25 เมตร ไม่ใช่แค่แนวคันดินชั่วคราวเหมือนที่อื่น

การสู้กับภัยธรรมชาตินอกจากยากลำบากแล้ว การทำความเข้าใจกับคนที่ได้รับข้อมูลเพียงครึ่งเดียว และสู้อยู่กับปัญหาตรงหน้า ทำให้ "ขาดสติ" เจรจาให้เข้าใจได้ยากยิ่งกว่า

จึงไม่แปลกที่จะเห็นภาพชาวบ้านที่บริเวณหน้าหมู่บ้านกฤษณา 8 ช่วงถนนปทุมธานี-สามโคก ต.กระแชง อ.สามโคก รวมตัวกันรื้อคันกั้นน้ำ เพราะรับไม่ได้กับสภาพน้ำท่วมขังในพื้นที่ที่ยืดเยื้อมานาน ขณะที่ชาวบ้านอีกฝั่งถนนยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ
เมื่อการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่ได้สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนพื้นที่น้ำท่วมหลายจุด จึงเกิดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านขึ้น

และดูเหมือนทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤติจนกระทั่งมีข่าว "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์น้ำท่วมต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อค่ำวันที่ 12 ตุลาคม มีพระราชกระแสรับสั่งให้ความสำคัญในการเร่งระบายน้ำด้านตะวันออกสู่ทะเลและเร่งขุดคลองเพื่อระบายน้ำให้เต็มที่ ส่วนด้านตะวันตกก็ให้หาพื้นที่หรือคลองในการระบายน้ำ

เพียงข้ามวัน "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยัน "กรุงเทพมหานครปลอดภัย" โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน หลังจากบินสำรวจเส้นทางระบายน้ำฝั่งตะวันตกลงสู่แม่น้ำท่าจีน

โดยสั่งการให้ กองทัพบก กระทรวงคมนาคม และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขุดลอก ขยายคูคลอง ทั้งหมด 4 คลอง ได้แก่ คลองงิ้วราย คลองทรงคนอง คลองท่าข้าม และคลองสุนัขหอน เพื่อเร่งระบายน้ำกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกลงสู่ทะเลให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายใน 5 วัน และให้เสร็จก่อนน้ำเหนือไหลลงสู่กรุงเทพฯ พร้อมมอบหมาย "กองทัพบก" หาเส้นทางลัดระบายน้ำ เช่นเดียวกับคลองลัดโพธิ์ โดยจะขุดคลองปลายทางให้น้ำไหลลงสู่โครงการแก้มลิงมหาชัย และสนามชัย เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนทุกพื้นที่

แทบไม่น่าเชื่อว่าหลังรัฐบาลแทบถอดใจในการหาวิธีป้องกันน้ำเข้ากรุงเทพฯ เพียง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและน้อมรับพระราชกระแสรับสั่งมาปฏิบัติ ก็ทำให้รัฐบาลมีความหวังและกำลังใจในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอีกครั้ง

โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี "ในหลวง"

ที่มา : นสพ.คมชัดลึก

หลังจากไ้ด้อ่านบทความผมเลยไปลองหาข้อมูลเกี่ยวกับแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริ ดังกล่าว



ที่มา : สำนักการระบายน้ำ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคันกั้นน้ำ โดยคันกั้นน้ำ จะเป็นเขื่อนถาวรคอนกรีตเสริมเหล็ก และลงเสาเข็มความลึกกว่า 25 เมตร ถ้าดูตามแนวคั้นกั้นน้ำทางด้านฝั่งตะวันออกก็คือ ถ.ร่มเกล้า และ ถ.นิมิตรใหม่ ทางด้านฝั่งตะวันตกก็จะมี ถ.ศาลาธรรมสพณ์ เป็นคันกั้นน้ำ

คำถามคือ คันกั้นน้ำถาวรของ กทม. รับแรงปะทะได้ขนาดไหนถ้ามีมวลน้ำขนาดใหญ่มา?!!!
เขื่อนของเราไม่ได้ขวางทางน้ำ เราสร้างตามลำน้ำ แรงปะทะของเราจะไม่มี เราไม่ได้กั้นแม่น้ำ เรากั้นตามยาว เราไม่ได้สร้างขวาง แต่สร้างตามแรงไหลของน้ำ
คุณณรงค์ จิรสรรพคุณากร ผู้อำนวยการกองสารสนเทศระบายน้ำ สำนักระบายน้ำ กทม. ได้เคยชี้แจงไว้

ส่วนอันนี้เป็นภาพแสดงแนวคันกั้นน้ำและระดับพื้นที่ใน กทม. และปริมณฑล (เอาให้ชัดๆ กันไปเลยว่าบ้านเรามันสูง ต่ำ อยู่ในระดับไหน)

ที่มา :กรมแผนที่ทหาร

ดูแล้ว แถวบ้านผมนิ่ อันดับสองนะเนี่ยะ ไม่ใช่สูงสุดเป็นอันดับสองนะ แต่ต่ำสุดเป็นอันดับสอง 555 เอาวะ...เตรียมเก็บของ

ส่วนใครเห็นไม่ชัดเจนมีภาพขนาดใหญ่ ไปโหลดกันได้ คลิ๊กเลย

ส่วนนี้เอามาฝาก link สำหรับตรวจสอบข้อมูลน้ำท่วมกัน (หลายๆ ที่เพื่อนๆ คนจะรู้อยู่แล้ว) เพราะคน กทม. ตอนนี้อาจจะยังไม่จมน้ำ แต่ตอนนี้กำลังจมข่าว สำลักข่าวกันก็มาก ฟังข่าวหรือได้ยินไรมา ลองมาตรวจสอบกันดูอีกที

1. รายงานสถานการณ์แนวป้องกันน้ำท่วมของคลองประปา

2. สำนักงานการระบายน้ำ หน้าแรกเขาจะมีทำรายงานสรุปสถานการณ์น้ำไว้ให้

3. ระบบตรวจวัดระดับน้ำในคลองหลัีก กทม.

4. ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนน กทม.

5. ศูนย์อุทกวิทยาและบริหารน้ำภาคกลาง (ไว้เช็คว่าน้ำจากเขื่อนเป็นอย่างไร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน และความสูงอยู่เท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้อาจจะช้าไปแหล่ะ เพราะน้ำมันลงมา กทม. แล้ว) ให้ไปที่ ข้อ 4.สภาพน้ำท่า >> ตารางข้อมูลน้ำท่ารายวัน ซึ่งจะดูตรงสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันนี้ (20/10/2011) ความสูงอยู่ที่ 26.70 ม. และมีปริมาณน้ำไหลผ่าน 4,380 ลบ.ม./วินาทิ แล้วก็มาดูตรง บางไทร อยุธยา และแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เราก็จะเห็นภาพปริมาณน้ำคร่าวๆ ว่าจะมีมาอีกหรือไม่

6. มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผื่อใครอยากจะช่วยเหลือเพิ่มเติม ก็ไปบริจาคกันได้ที่
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อย สำนักพระราชวัง ชื่อบัญชี “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” ออมทรัพย์ เลขที่ 401-6-36319-9
ธนาคารทหารไทย สาขาย่อย สำนักพระราชวัง ชื่อบัญชี “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” ออมทรัพย์ เลขที่ 0462447772

Read More

10 October 2011

The IKEA Effect ตอนจบ

หลังจากที่บทความก่อนหน้า เราได้รู้แล้วครับว่ารูปแบบของ IKEA ที่จะเปิดในไทยเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า แบรนด์เจ้าถิ่นรายใหญ่อย่าง SB Furniture และ Index Living Mall จะมีกลยุทธ์ในการรับมืออย่างไร

เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ - อินเด็กซ์ ใช้บริการเข้าสู้

แน่นอน การมาของ IKEA ย่อมกระทบกับ 2 ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และ เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ แบรนด์ไทยที่ครองตลาดเฟอร์นิเจอร์มานาน

เพราะคู่แข่งตัวกลั่นในสังเวียนระดับโลกอย่าง Ashley, Galiform และ Wal-Mart ก็ถูก IKEA ดับรัศมีมาแล้ว

เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์นั้น ดูจะเคลื่อนไหวมากกว่าเพื่อน ด้วยการรุกเพิ่มสาขา S.B. Design Square ซึ่งเป็น Flagship Store รวมสาขาในรูปแบบนี้ทั้งหมด 6 สาขากระจายอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะสาขาล่าสุดที่โครงการคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ย่านเอกมัย-รามอินทราที่มีพื้นที่ 10,000 ตร.ม. กับการลงทุน350 ล้านบาท พร้อมผนึกกำลัง 2 พรีเซ็นเตอร์ดัง แอฟ-ทักษอร และ เคน -ธีรเดช เข้าด้วยกันเพื่อโปรโมตสาขาใหม่นี้ (อันนี้ ผมขอ update ข้อมูลล่าสุดเพิ่มเติมนะครับ โดยสาขาล่าสุด คือ S.B. Design Square บางนา กม.4 มีพื้นที่กว่า 15,000 ตร.ม. กับการลงทุนไปกว่า 800 ล้านบาท โดยใช้ 2 พรีเซ็นเตอร์ชื่ิอดัง แอฟ-ทักษอร กับ ชมพู่-อารยา โปรโมตสาขาบางนานี้ )



สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ทั้ง 2 ผู้เล่นรายใหญ่ของไทยได้เตรียมการรับมือ IKEA มาล่วงหน้าพอสมควร ทั้งการพัฒนาสินค้า ตามเทรนด์โลก และพัฒนา Loyalty Program ตลอดจนการเปิดสาขาใหม่ๆ ที่มีขนาดใหญ่และมีสินค้าให้เลือกมากยิ่งขึ้น จัดส่งสินค้าฟรี มีบริการติดตั้ง และที่ปรึกษามัณฑนากรของ S.B. Furniture และการออกแบบตกแต่งห้องแบบ 3 มิติ


เชื่อว่าบริการเหล่านี้จะเป็นจุดขายที่ลูกค้าคนไทยคุ้นเคยกับการมีบริการครบถ้วน ได้มากกว่า IKEA ที่เน้นพฤติกรรมลูกค้าแบบ DIY โดยที่ลูกค้าต้องขนสินค้า และนำไปประกอบที่บ้านเอง เพื่อลดต้นทุน ซึ่งหากลูกค้าต้องการให้ขนส่ง จะคิดค่าบริการเพิ่ม

นอกจากนี้ทั้ง เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ และอินเด็กซ์ มีแบรนด์ลูกที่จับตลาดล่าง คือ Winner และ Koncept ที่น่าจะได้รับผลกระทบจาก IKEA โดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องราคา แต่เชื่อได้ว่า IKEA สามารถทำราคาได้ต่ำไม่แพ้ 2 แบรนด์ที่จับตลาดกลางถึงล่างได้ เนื่องจากมีพันธมิตรผู้ผลิตอย่าง เอส.เอส.พี โกลเบิ้ล เทรด เป็นกำลังสำคัญ ขณะที่ยังมีผู้ผลิตรายอื่นๆ อีกในไทย ที่จ่อคิวผลิตให้ IKEA ด้วย

ทอม ฮูเซล บอกถึงเป้าหมายของการทำธุรกิจในไทยว่า “ไม่ว่า IKEA จะเดินทางไปที่ใด เราตั้งเป้าเป็นที่ 1 ในตลาด Home Furnishing แม้ในตลาดที่เรายังไม่เป็นที่ 1 เราก็ยังต้องการไปให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้”

การแข่งขันในตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยจะรุนแรงและมีสีสันมากขึ้นอย่างแน่นอน หากการมาของ ZARA เมื่อ 3 ปีก่อน ถือเป็นการเขย่าวงการแฟชั่นครั้งสำคัญในเมืองไทย การมาของ IKEA ก็ถือเป็นการเขย่าวงการเฟอร์นิเจอร์ครั้งสำคัญยิ่งในเมืองไทยเช่นกัน

อีกไม่นานเกินรอสำหรับแฟนๆ IKEA แต่อาจจะไม่เพียงพอให้ Local Player ปรับตัวเพื่อรับมือกับคู่แข่งตัวฉกาจได้ทันท่วงที

รู้จักกับผู้ผลิต ป้อน IKEA 20 ปี

เอส.เอส.พี โกลเบิ้ล เทรด เป็นธุรกิจของตระกูล “เสริมประภาศิลป์” ภายใต้การนำของ กีรติ เสริมประภาศิลป์ ประธานบริหาร มีประสบการณ์ในการผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์ส่งออกมายาวนาน และเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของ IKEA ในเอเชีย มานานเกือบ 20 ปี โดยเริ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้กับแบรนด์ดังนี้ตั้งแต่ปี 2534


ที่น่าจับตาคือการบรรลุข้อตกลงทางการค้ามูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชียกับ IKEA เพื่อผลิตและจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียและอเมริกา

จุดเด่นของ IKEA

1. ราคาถูก ดีไซน์สวย เนื่องจากผลิตในปริมาณเยอะ มีการขนส่งที่ดี ทำให้ราคาสินค้าถูกกว่าคู่แข่ง ดังนั้นจุดแข็งนี้จึงนำเสนออย่างเด่นชัดผ่านป้ายราคาที่โดดเด่นและดึงดูดสายตา ขณะที่ดีไซน์ก็ทันสมัยด้วยสีสันที่หลากหลาย

2. กระหน่ำแจกแค็ตตาล็อก โดยเฉพาะการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น แผ่นพับ โบรชัวร์ นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตที่ให้ทั้งข้อมูลข่าวสาร อัพเดตโปรโมชั่นและสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้อีกด้วย ทั้งนี้ IKEA Catalogue เป็นสื่อหลักที่ใช้งบประมาณกว่า 70% ของงบการตลาดทั้งหมดของ IKEA โดยในแต่ละปีผลิตถึง 38 ครั้ง ล่าสุดในปี 2551 ผลิต 199 ล้านฉบับ (มากกว่าคัมภีร์ไบเบิลถึง 3 เท่า) ตีพิมพ์ 17 ภาษาสำหรับ 28 ประเทศ และแน่นอนภาษาที่ 18 คือ ภาษาไทย และเป็นประเทศลำดับที่ 29 ของ IKEA


3. ช้อปสะดวก ด้วยคอนเซ็ปต์ “Everything under one roof” กับการจัดเส้นทางการช้อปปิ้งแบบวันเวย์ ด้วยการให้เดินตามลูกศรที่แปะอยู่บนพื้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ทางเข้าจนถึงทางออก

และยังเอาใจคุณหนูของครอบครัวด้วยการจัดพื้นที่ที่ชื่อว่า Smaland หรือ Play area สำหรับเด็กๆ ให้เล่นรอคุณพ่อคุณแม่


นอกจากนี้ยังจัดบริการอุปกรณ์ 3 อย่าง ที่เปรียบเสมือน Icons ของ IKEA ให้กับลูกค้า คือ ดินสอ รายการช้อปปิ้ง และกระดาษวัดระยะ นอกจากนี้ยังมีถุงสีเหลืองที่จำเป็นจะต้องหยิบไว้ใส่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต้องการช้อปอีกด้วย

4. ต้นทุนขนส่งถูก ด้วย Flat Pack หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ถอดประกอบได้ จัดเก็บในกล่องแบนๆ ลดต้นทุนในการขนส่งได้


5. โปรโมชั่นถี่ โดยเฉลี่ยแล้ว IKEA จะจัดโปรโมชั่นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

6. D.I.Y. Guru ด้วย Flat Pack ทำให้ลูกค้าต้องประกอบเฟอร์นิเจอร์เอง ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เช่น การเจาะรูใส่ที่จับบานพับ การเลือกดีไซน์ของที่จับด้วยตัวเอง เป็นต้น

Did you know?

IKEA ในสวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และอังกฤษ มีบริการ “BOKLOK” หรือ House Pack สำหรับคนที่ซื้อบ้านหลังแรก ด้วยคอนเซ็ปต์เหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ที่นำไปประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ของบ้านเอง


เจาะโครงสร้าง IKEA

เจ้าของคือมูลนิธิ Stiching INGKA และมี Inter IKEA System B.V. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบดูแลด้านแฟรนไชส์ของ IKEA ขณะที่ IKANO Group ก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนี้ แต่ดำเนินธุรกิจ IKEA Store ในมาเลเซีย สิงคโปร์ และล่าสุดคือ ไทย นอกจากนี้ IKANO Group ยังดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภทในยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชีย เช่น ธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ บริหารสินทรัพย์ ประกันภัย และธุรกิจค้าปลีก

ปล. บทความ IKEA Effect ของ คุณอรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์


*ก่อนจบ ผมมีผลประกอบการ IKEA ในปี 2010 มาฝากเพิ่มเติม



สรุปก็คือ

ในปี 2010 IKEA มียอดขายทั้งหมด (ยกเว้นรายได้จากการให้เช่า) ทั่วโลกที่ 23.1 พันล้านยูโร เติบโต 7.7% จากปี 2009 ที่ 21.4 พันล้านยูโร (โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยจากปี 2005-2010 ประมาณ 9.3% ต่อปี ไม่น้อยทีเดียว) และมีรายได้จากการขายอาหารใน IKEA Food ถึง 1.1 พันล้านยูโร

โดยในปี 2010 ที่ผ่านมา IKEA มีการเปิดสาขาเพิ่ม 12 สาขาใน 7 ประเทศ และสถิติในวันที่ 31 AUG 2010 ที่ผ่านมา IKEA มีสาขารวมทั้งสิ้น 280 สาขาใน 26 ประเทศทั่วโลก

เป็นที่น่าติดตามนะครับว่าแบรนด์ IKEA นั้น จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยมากน้อยแค่ไหน อีกไม่นานคงได้รู้กัน ... แล้วเจอกันที่ IKEA นะครับ

Read More

09 October 2011

The IKEA Effect (1)

วันก่อนได้มีโอกาสไปเดิน SB Design Square บางนา กม.4 ที่เพิงเปิดตัวอย่าอลังการงานสร้างเมื่อ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา แห่ม ใหญ่จริงครับ ใหญ่กว่า Index Living Mall ที่เลยไปหน่อย (น่าจะ กม. 5) เฟอร์นิเจอร์ก็แยะมาก แต่ออกจะสไตล์หรูๆ แปลกๆ ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ ก็ถือเป็นการเปิดตัวตัดหน้า ก่อนที่ IKEA จะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 3 พ.ย. นี้ วันนี้เลยนำบทความในมุมมองของการปรับตัวของธุรกิจในไทยบ้าง เพื่อการต้อนรับน้องใหม่อย่าง IKEA โดยเฉพาะ SB Furniture และ Index Living Mall ที่น่าจะมีผลกระทบอย่างจังกันเลยทีเดียว

The IKEA Effect

IKEA เป็นอีกแบรนด์ดังระดับโลกที่ตัดสินใจเปิดสาขาในในไทย “หลังจากใช้เวลาถึง 8 ปีเต็มเพื่อทำดีลลงทุนกับกลุ่มสยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ IKEA จะเป็น “ปรากฏการณ์” เหมือนกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วทั่วโลกหรือไม่ อีก 3 ปีรู้ผล (ผมขอ update หน่อยว่าอีกไม่ถึงเดือน เราก็จะได้เห็นกันแล้ว) แต่การมาของ IKEA ก็ทำให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทย สะท้านทีเดียว

IKEA จัดเป็นแบรนด์ที่สร้างความนิยมไปทั่วโลก ถึงกับถูกยกย่องว่าเป็นปรากฏการณ์ มาแทนที่วงดนตรี ABBA และรถยนต์วอลโว่ ในฐานะสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของสวีเดน โดยมีสาขาอยู่ทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย

กลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับ IKEA คือ การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า นอกจากสาขาจะอยู่ห่างไกลแถบชานเมืองแล้ว เฟอร์นิเจอร์ของ IKEAหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ แล้ว เฟอร์นิเจอร์ออกแบบให้เป็นระบบน็อกดาวน์ นอกจากประหยัดในการขนส่งแล้ว การที่ลูกค้าต้องประกอบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง ทำให้ใกล้ชิด และมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์

ด้วยโมเดลธุรกิจแบบแหวกแนว สร้างการเรียนรู้ให้กับลูกค้า โดยไม่สนความต้องการของลูกค้านี้เอง ทำให้ IKEA กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุด ที่สามารถขยายเข้าไปยังตลาดสำคัญๆ

ส่วนการเปิดสาขาในไทย เป็นการลงทุนระหว่าง IKEA และบริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ เอสเอฟ เชี่ยวชาญและเด่นชัดในเรื่องศูนย์การค้าแนวไลฟ์สไตล์ เข้าถึงลูกค้าประเภทเทรนดี้ และตลาดรีเทล ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกับ IKEA

สาขาในไทยนั้น จะใช้เนื้อที่ขนาดใหญ่ ในรูปแบบที่เรียกว่า Power Center ซึ่งเป็นส่วนผสมของ IKEA สโตร์ และช้อปปิ้งพลาซ่า ใช้เนื้อที่ 4 แสนตารางเมตร ตั้งอยู่พื้นที่ขนาด 290 ไร่ บนถนนบางนาตราด กิโลเมตรที่ 9 ด้วยมูลค่าลงทุน 1 หมื่นล้านบาท



ในรายละเอียดของการลงทุนนั้น สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จะถือหุ้น 49% ร่วมกับ IKANO Group ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของ IKEA ที่บริหารงานโดยคนในตระกูล Kampard ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก Ingvar Kampard ผู้ก่อตั้ง 49% และงานนี้ IKEA ยังเปิดให้ เอสพีเอส โกลบอล เทรด ซัพพลายเออร์ไทย เจ้าประจำของ IKEA ถือหุ้นอีก 2%

ทอม ฮูเซล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิคาโน่ จำกัด บอกว่า การเลือกเปิดสาขาในกรุงเทพฯ นั้นเนื่องจากเหมาะกับ IKEA เพราะเป็น Global Vibrant City ซึ่งทุกเมืองที่คุณลักษณะเช่นนี้เหมาะที่จะรองรับ IKEA ได้

“เมืองทุกเมืองที่เป็น Global Vibrant City เหมาะสมที่จะมี IKEA และเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ยังมีกำลังซื้อ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หรือคนทุกเพศทุกวัยที่ Young at Heart มีชีวิตที่ทันสมัย สนุกกับการตกแต่งบ้านด้วยตัวเองจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายดีไซน์ของ IKEA ในราคาที่สมเหตุสมผล”


ทั้งนี้ IKEA ในเมืองไทยจะมีพื้นที่เกือบ 40,000 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 10% จากพื้นที่ทั้งหมดของ Mega Bangna 400,000 ตารางเมตร ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าสาขาที่มาเลเซีย (35,000 ตร.ม.) และสิงคโปร์ (31,400 ตร.ม.) จะทำให้ไทยเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีขนาดใกล้เคียงกับสาขาโตเกียว และคาดว่าจะกลายเป็น Home Furnishing Destination ของเมืองไทยภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว


นพพร วิฑูรชาติ จาก SF การร่วมลงทุนเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ IKEA Store + Shopping Arcade ที่มี Big box หลากหลาย ทั้งโรงภาพยนตร์ ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และอื่นๆ จะช่วยทำให้ Mega Bangna ได้รับความสนใจและมีสีสันมากขึ้น โดยนพพรคาดว่าจะมีคนเข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ราว 40 ล้านคน

สำเร็จมาแล้วทั่วโลก

IKEA ติดอยู่ในลำดับที่ 35 จากการจัดอันดับแบรนด์ยุโรปที่มีมูลค่าสูงสุด ของนิตยสาร Financial Times ด้วยมูลค่าแบรนด์ 10,913 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มียอดขายทั่วโลกในปี 2551 อยู่ที่ 31,098.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวเด่นที่ Loyalty Program และล่าสุดจากงาน World Retail Congress 2009 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา IKEA ได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์ค้าปลีกที่ได้รับความน่าเชื่อถือที่สุดในโลก


นอกจากสินค้าจะราคาไม่แพง การสร้างความแตกต่างจากร้าค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายอื่นๆ เช่น การจัดเส้นทางการช้อปปิ้งแบบวันเวย์ คือเข้า-ออก ทางเดียว ทำให้ลูกค้าเดินผ่านทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ IKEA และการดิสเพลย์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการตกแต่งแบบ D.I.Y. เป็นต้น

IKEA Food เป็นอีกจุดขาย ที่ให้บริการอาหารราคาถูก โดยทอม ฮูเซล บอกว่า จะเป็นร้านอาหารขนาด 600 ที่นั่ง ใหญ่กว่าสาขามาเลเซียที่มีขนาด 480 ที่นั่ง

“อาหารจะมีทั้ง Swedish Food และอาหารไทย ซึ่งเป็นส่วนผสมของร้านอาหารของ IKEA อยู่แล้วที่จะต้องมี Local Food ด้วย เพื่อรองรับลูกค้าของเราที่เฉลี่ยแล้วจะใช้บริการใน IKEA ประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อคนต่อครั้ง”



โดยในส่วนของ IKEA Food เฉลี่ยแล้วจะทำยอดขายประมาณ 5% ให้กับ IKEA แต่ที่สิงคโปร์มีรายได้จากอาหารถึง 15%

แม้ IKEA จะยังไม่เอ่ยถึงแผนการลงทุนในตลาดภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม แต่สำหรับในกรุงเทพฯ แล้ว อาจมีถึง 3 สาขา

“สาขาที่ 2 และสาขาที่ 3 อาจจะเปิดที่กรุงเทพฯ อีกก็ได้ เพราะยังมีศักยภาพ มีหลายพื้นที่ที่น่าสนใจ ด้วยจำนวนประชากรที่อยู่อาศัยนับ 10 ล้านคน” ฮูเซล เอ่ยถึงแผนลงทุนในอนาคตแบบคร่าวๆ

ปล. บทความ IKEA Effect เป็นของ คุณอรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ ครับ แต่ยังไม่จบแค่นี้นะครับ ตอนต่อไป เราจะมาดูกันว่า แล้วเจ้าถิ่นอย่าง SB Furniture และ Index Living Mall จะมีวิธีรับมือการมาของ IKEA อย่างไรกัน

Read More

04 October 2011

IKEA แบรนด์นี้ดีอย่างไร ตอนจบ

วันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า IKEA ผิดพลาดอย่างไรในตลาดญี่ปุ่น แล้วทำไม IKEA ถึงสามารถกลับมาประสบวามสำเร็จได้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศ เพราะขึ้นชื่อว่าชาวญี่ปุ่นแล้ว เขามีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ฉะนั้น การที่จะยอมรับแบรนด์สินค้าจากต่างชาติ แสดงว่ามันต้องมีดีอะไรบางอย่างสิน่า จริงมั๋ยครับ....

ดีไซน์แบบ IKEA (2)

ปี 2001 IKEA ตัดสินใจกลับเข้าตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง เหตุผลสำคัญ คือ IKEA คิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะกว่าคราวแรก ที่อาจจะเร็วไปสำหรับคนญี่ปุ่นที่จะยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบ IKEA ได้

คราวที่แล้วพูดถึงกลยุทธ์ที่ส่งให้ IKEA ทะยานสู่เครือข่ายค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว ถึงแม้จะมีกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจโดดเด่นอย่างว่า แต่ IKEA ก็ใช่จะไม่เคยล้มเหลวในประเทศที่หมายมั่นปั้นมือว่าชื่อเสียงของ IKEA จะเป็นที่ยอมรับ โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก ประเทศที่ว่านี้คือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศปราบเซียนสำหรับหลายๆ แบรนด์มาแล้ว

IKEA เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นเมื่อปี 1974 โดยร่วมลงทุนกับบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ในช่วงทศวรรษนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวอย่างรวดเร็ว เศรษฐีญี่ปุ่นกลายเป็นนักช็อปตัวยงที่สรรหาซื้อของหรูหราราคาแพงทั้งในและนอกประเทศ แบรนด์ดังๆ ทะลักเข้าไปมากมาย IKEA เห็นว่านี่คือโอกาสของเฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีดิชเช่นกัน โดยนำเข้าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากยุโรป เพราะขณะนั้น IKEA ยังไม่มีเครือข่ายการผลิตในเอเชีย แต่ฝันของ IKEA ไม่เป็นอย่างที่วาดไว้ 12 ปีต่อมา IKEA ตัดสินใจเลิกกิจการถอยออกจากตลาดญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิงในปี 1986

ความล้มเหลวของ IKEA ในเวลานั้น มาจากการขาดความเข้าใจผู้บริโภคญี่ปุ่น และมั่นใจในความเข้มแข็งของกลยุทธ์และแบรนด์ของตัวเองที่ประสบความสำเร็จในตลาดยุโรป แต่กลับกลายเป็นว่า คนญี่ปุ่นมองว่า ผลิตภัณฑ์ราคาถูกหมายถึงคุณภาพต่ำ คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกับการเดินเข้าร้านเฟอร์นิเจอร์แล้วมีคนให้บริการใกล้ชิดพินอบพิเทา และที่สำคัญคนญี่ปุ่นไม่คุ้นเคยกับการประกอบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง ความมั่นใจของ IKEA ทำให้บริษัทไม่มีการปรับรูปแบบและการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในลักษณะ Customization ซึ่งเป็นจุดผิดพลาดสำคัญ

ปี 2001 IKEA ตัดสินใจกลับเข้าตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง เหตุผลสำคัญคือ IKEA คิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะกว่าคราวแรก ที่อาจจะเร็วไปที่คนญี่ปุ่นจะยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบ IKEA ได้ ในช่วงเวลานี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซาติดต่อกันมาหลายปี คนญี่ปุ่นเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปหาของดีราคาถูกมากขึ้น ความคิดที่ว่าของดีต้องแพงเท่านั้นเริ่มจะเจือจางไป หันมาให้การยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบประกอบด้วยตัวเอง

ในเวลาเดียวกันเกิดตลาดคนรุ่นใหม่ที่เห็นว่าเฟอร์นิเจอร์เป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนซื้อใหม่กันได้บ่อยขึ้นเมื่อเกิดอาการเบื่อ ไม่เหมือนคนญี่ปุ่นรุ่นก่อนที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์กันเพียง 3 ครั้งในชีวิต คือเมื่อแยกบ้านจากพ่อแม่ เมื่อแต่งงาน และเมื่อลูกโต

เพื่อไม่ให้พลาดอย่างคราวก่อน IKEA ทำการวิจัยเก็บข้อมูลเชิงลึกอย่างหนักก่อนเปิดร้าน พนักงาน IKEA ค้นคว้าแบบบ้านกว่า 25,000 แบบที่คนญี่ปุ่นอยู่กัน เข้าสำรวจบ้านหลายร้อยหลัง บางทีก็เข้าอาศัยอยู่ด้วย เพื่อเรียนรู้ว่าคนญี่ปุ่นอยู่กันอย่างไร อะไรเป็นสิ่งสำคัญในบ้าน ทำครัว เก็บข้าวของ อาบน้ำกันอย่างไร การวิจัยเชิงสำรวจที่เน้นบริบท (Contextual Observation) อย่างนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญขององค์กรมีดีไซน์ (Corporation of Design) นำไปสู่การปรับปรุงอย่างมากมายทั้งตัวผลิตภัณฑ์และการตลาด

โจทย์สำคัญที่ได้จากการวิจัยคือ ทำเฟอร์นิเจอร์ที่เข้าได้กับพื้นที่อันจำกัด เฟอร์นิเจอร์ IKEA ที่ขายในญี่ปุ่น จะคงดีไซน์เดิมไว้ในขนาดที่เล็กลง พยายามใช้พื้นที่ทุกซอกทุกมุมของบ้านให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โซฟาใหญ่ที่ขายดีในยุโรปและอเมริกาถูกเก็บเข้ากรุ ที่ต้องเพิ่มคือโซฟาเล็กสองที่นั่ง ชั้นหนังสือเตี้ยๆ กล่องเก็บของ โซฟาเบด (ซึ่งคนไทยไม่ค่อยใช้กัน) ระบบล็อกต่างๆ ต้องป้องกันข้าวของเสียหายด้วยหากเกิดแผ่นดินไหว ก่อนตั้งราคา IKEA สำรวจราคาของคู่แข่งรายสำคัญๆ และตั้งราคาให้แข่งขันได้ โดยเฉพาะกับคู่แข่งรายสำคัญอย่างมูจิ (MUJI) ในแต่ละสาขา IKEA โชว์การตกแต่งห้องต่างๆ ในบ้านไว้ 50-80 ห้องในขนาด 4.5-6 ทาทามิ ซึ่งเป็นขนาดห้องโดยทั่วไปในบ้านคนญี่ปุ่น (ทาทามิเป็นเสื่อญี่ปุ่นที่ใช้ปูพื้น ในญี่ปุ่นการบอกขนาดห้องจะบอกกันตามจำนวนเสื่อที่ใช้ ขนาดทาทามิผืนหนึ่งเท่ากับ 0.9 x 1.8 เมตร)


ขณะที่การดำเนินงานในทุกประเทศ IKEA พยายามที่จะรักษามาตรฐานให้เป็นหนึ่งเดียวมากที่สุด เพื่อการลดต้นทุน แต่ในตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดเดียวที่มีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับพฤติกรรมของลูกค้ามากที่สุด เช่นมีบริการส่งสินค้าและประกอบให้ที่บ้านโดยเฉพาะสินค้าชิ้นใหญ่ที่บางครั้งค่าบริการประกอบแพงกว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อด้วยซ้ำ แต่ลูกค้าบางรายก็พร้อมจะจ่าย นอกจากนั้นยังมีบริการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์เก่าออกจากบ้านลูกค้าด้วย ด้วยเหตุที่คนญี่ปุ่นชอบได้รับการบริการ สาขา IKEA ในญี่ปุ่นจึงมีจำนวนพนักงานบริการมากกว่าในสาขาอื่นๆ ทั่วโลก แน่นอนว่านี่คือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ดังนั้นสินค้าชิ้นเดียวกันที่ซื้อจาก IKEA ญี่ปุ่นจึงราคาแพงกว่าซื้อจาก IKEA ในประเทศอื่นในเอเชีย

ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา IKEA เปิดร้านในญี่ปุ่นไปแล้ว 3 แห่ง พื้นที่แต่ละแห่งเฉลี่ย 40,000 ตารางเมตร ทุกแห่งได้รับการต้อนรับจากลูกค้าอย่างล้นหลาม IKEA วางแผนจะเปิดอีก 3 แห่ง ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นไปและตั้งเป้าว่าจะมีถึง 12 สาขาภายในปี 2011 และสุดท้ายที่ 46 สาขา ถ้าเป็นไปตามแผน ญี่ปุ่นจะเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ IKEA แซงหน้าเยอรมันที่ครองแชมป์อยู่ในขณะนี้

บทเรียนความล้มเหลวและการกลับมาอย่างเข้มแข็งของ IKEA ในตลาดญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่าการดีไซน์ในทุกจังหวะก้าวเป็นเรื่องจำเป็น ชื่อเสียงและกลยุทธ์มาตรฐานที่เคยใช้ได้ผลอาจจะไม่ช่วยในสภาพตลาดและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง การเดินรอยตามแนวคิดขององค์กรมีดีไซน์ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย IKEA ในทุกประเทศนอกยุโรป รวมทั้งเมืองไทยด้วย

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า IKEA ในเมืองไทยจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และจะดีไซน์ได้โดนใจลูกค้าคนไทยขนาดไหน อีกไม่นานเกินรอ

ปล. บทความ ดีไซน์แบบ IKEA เขียนโดย รองศาสตราจารย์วิทยา ด่านธำรงกูล ครับ

Read More

02 October 2011

IKEA แบรนด์นี้ดีอย่างไร ตอน 1

หลายคนคงจะสะดุดตา เอ่ะอะไร ทำไมมีกล่องกระดาษหลายๆ ใบซ้อนกันสูงเป็นเสาอยู่บริเวณรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วมีป้ายเขียนไว้ว่า "A better everyday life at home" หรือ "มาทำบ้านให้เป็นบ้านกัน" แล้วก็จะเห็นภาษาอังกฤษที่เขียนไว้ว่า IKEA หรือ อิเกีย (จะอ่านออกเสียงว่าไอ อิ อี ตามใจชอบครับ) หลายคนคงจะรู้จักว่า IKEA คืออะไร แต่บางคนก็มีที่ไม่รู้จัก ส่วนตัวผมรู้จักแบบห่างๆ ไม่ได้สนิทสนมกันมาก ฟังมาจากรายการ business connection เนี่ยะแหล่ะ ขาโหดของเรา (อ.ธันยวัชร์) เคยพูดถึงอยู่บ่อยๆ เนื่องจากเป็นเคสการทำธุรกิจที่น่าสนใจ และอีกอย่างผมทำงานแถวบางนาตราด จึงได้พบเห็นกันอยู่ทุกวัน เห็นกันตั้งแต่เป็นวุ้น ตอนนี้ก็น่าจะใกล้คลอดเต็มที (คงจะเป็นวันที่ 3 พ.ย นี้แหล่ะ ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ) ผมจึงไปลองหาข้อมูล (อีกแล้ว) เพื่อทำความรู้จัก IKEA มากขึ้น ไม่ได้มองแต่รูปลักษณ์ภายนอก แต่อยากเข้าใจถึงจิตใจกันเลยทีเดียว (เอ่ะ พูดถึงสาว หรือ IKEA เนี่ยะ) เอาเป็นว่าเราไปรู้จัก IKEA กันว่า แบรนด์นี้มีดีอย่างไร

ดีไซน์แบบ IKEA (1)

“IKEA” เครือข่ายค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติสวีเดน กำลังจะเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ข่าวนี้คงจุดประกายความสนใจของผู้คนที่รู้จักแบรนด์นี้ และที่แน่นอนคือผู้ที่ดำเนินธุรกิจค้าขายเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเราที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกันเห็นจะต้องหาทางตั้งรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ดี



การเติบโตของ IKEA ที่ขยายสาขาออกไปทั่วโลกเกือบ 300 สาขา ณ วันนี้ ทำให้เจ้าของคือนาย Ingvar Kampard ซึ่งก่อตั้งกิจการ IKEA จากร้านขายของกระจุกกระจิกมาตั้งแต่ปี 1943 กลายเป็นมหาเศรษฐีติดหนึ่งในสิบของโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ติดต่อกันมาแล้วหลายปี ด้วยยอดขายปีละมากกว่า 20,000 ล้านยูโร

จากสวีเดนและประเทศรอบข้างในยุโรป IKEA ขยายสู่ทวีปอื่นๆ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา และแน่นอนว่าเอเชียจะกลายเป็นทวีปที่ IKEA มีอัตราการเติบโตสูงสุดนับจากนี้เป็นต้นไป ด้วยการขยายสาขาในญี่ปุ่นและจีน ส่วนที่ใกล้ๆ ก็ในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ซึ่งเป็นการขายแฟรนไชส์ไม่ใช่การร่วมลงทุนเหมือนที่จะเกิดในบ้านเรา

กลยุทธ์หลักของ IKEA คือ การนำเสนอเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ผ่านการออกแบบอย่างดี และขายในราคาถูกขนาดที่คนจำนวนมากที่สุดจะสามารถซื้อหาเป็นเจ้าของได้ ดีไซน์ของ IKEA คือ ความเรียบง่ายทันสมัยที่โดนใจทั้งคนรุ่นใหม่และกลางเก่ากลางใหม่

ราคาบวกกับดีไซน์นี่เอง ที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า IKEA สามารถสร้างคุณค่าที่คุ้มราคา จึงไม่ยากที่ IKEA จะยึดกุมตลาดเฟอร์นิเจอร์โลกเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย เมื่อกลยุทธ์หลักถูกวางไว้แล้ว ทุกกลวิธีและขั้นตอนหลังจากนั้น จะถูกดีไซน์เพื่อให้ตอบรับโจทย์หลักที่ว่า ทั้งเรื่องการออกแบบ การผลิต การตลาด การขนส่งและโลจิสติกส์ รวมไปถึงสุนทรียภาพอย่างน่าสนใจยิ่ง

ผลิตภัณฑ์ของ IKEA ถูกออกแบบโดยทีมนักออกแบบราว 80 คน ทั้งพนักงานประจำและฟรีแลนซ์ ภาคบังคับอย่างหนึ่งของการออกแบบที่จะต้องคิดตั้งแต่ต้นคือ ต้องทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถบรรจุลงกล่องได้ ต้องเล็กและบางที่สุดเพื่อสะดวกในการขนส่งและการประกอบ นอกจากนั้นอะไหล่ที่ใช้ในการประกอบ ก็ต้องทำให้เป็นมาตรฐานเพื่อให้ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์มากรุ่นที่สุด ข้อกำหนดเช่นนี้ทำให้ IKEA ลดต้นทุนค่าจัดเก็บและขนส่งได้มากทีเดียว

แม้จะราคาถูก แต่ IKEA พยายามคงกลิ่นอายความเป็นเฟอร์นิเจอร์สวีเดนให้มากที่สุด ให้ลูกค้ารู้สึกว่าถึงจ่ายราคาถูกแต่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์ยุโรป เป็นการตอกย้ำคุณค่าให้มากขึ้นไปอีก ตั้งแต่สีโลโก้ ตัวอาคาร และสีภายในจึงเป็นสีน้ำเงิน-เหลืองซึ่งเป็นสีประจำชาติของสวีเดน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ตั้งชื่อรุ่นเป็นภาษาสวีดิชและภาษาสแกนดิเนเวียน ซึ่งเอามาจากชื่อสถานที่ดังๆ หรือชื่อภูเขา แม่น้ำ เกาะแก่งแถบนั้น ในร้านจะมีพนักงานที่ทำหน้าที่เป็น IKEA แอมบาสเดอร์ คอยช่วยเหลือแนะนำไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัยแบบสวีดีชและวัฒนธรรมแบบสวีดีช แถมยังมีภัตตาคารขนาดเล็กอยู่ภายในที่ขายอาหารสวีดิชและไอศกรีมสำหรับเด็กๆ วันดีคืนดียังแจกไอศกรีมฟรีเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้านด้วย สิ่งเหล่านี้ถูกออกแบบเพื่อยกระดับภาพลักษณ์เฟอร์นิเจอร์ IKEAไปพร้อมๆ กับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าด้วย

สาขาใหม่ๆ ของ IKEA ที่เปิดทั้งในยุโรปและเอเชียจะมีพื้นที่เฉลี่ย 40,000 ตารางเมตรในอาคารสูง 4-5 ชั้น ภายในจัดตกแต่งเป็นห้องตัวอย่างหลายสิบห้องเพื่อให้ลูกค้าเห็นไอเดียของการตกแต่งและมีพนักงานคอยช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิดเนื่องจากการจับจ่ายที่ IKEA เป็นประสบการณ์ที่ออกจะแตกต่างจากร้านเฟอร์นิเจอร์แบบเดิมๆ ที่นี่ลูกค้าจะเดินชมของที่ต้องการที่จัดโชว์ไว้และมีรายละเอียดของสินค้าระบุว่ารุ่นไหน อยู่ที่ชั้นหมายเลขเท่าไร ลูกค้าจะต้องจดรายละเอียดเอาไว้ เพื่อจะไปยื่นและรับของที่ส่วนแวร์เฮ้าส์ของร้าน นำกลับบ้านแล้วประกอบด้วยตัวเอง โดยทางร้านจะมีอุปกรณ์จับจ่ายเตรียมไว้ให้ลูกค้า เช่นดินสอ กระดาษจดรายการช็อปปิ้ง รถเข็น ถุงผ้าสีเหลืองที่ใช้ใส่ของเล็กๆ ที่ซื้อ รวมไปถึงสายวัดและแคดตาล็อก

สุนทรียภาพเป็นสิ่งหนึ่งที่ IKEA ไม่เคยละทิ้งในการทำธุรกิจ นอกเหนือจากการออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการในร้านแล้ว สิ่งหนึ่งคือการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม นับตั้งแต่วัสดุที่ใช้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปจนถึงวิธีการและปรัชญาในการทำงาน เมื่อ IKEA ก่อสร้างสาขาฟูนาบาชิ สาขาแรกในญี่ปุ่นที่ชิบะ ทางตะวันออกของโตเกียว ปกติการก่อสร้างจะเริ่มจากการที่ต้องฉีดพ่นน้ำลงดินต่อเนื่องหลายๆ สัปดาห์ให้ดินแน่น จะได้ลดฝุ่นเวลาก่อสร้าง เพื่อลดเวลา IKEA เลือกที่จะปลูกหญ้าลงในที่ดินแทน ผลที่ตามมาคือมีนกฝูงใหญ่อพยพมาลงในที่ดิน ยึดเป็นที่อาศัยนานหลายเดือน IKEA รอเวลาจนกระทั่งนกฟักไข่และอพยพออกไปหมดจึงเดินหน้าก่อสร้าง ทำให้กำหนดเปิดร้านล่าช้าออกไปกว่าครึ่งปี การคำนึงถึงเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ทำให้ IKEA ถูกมองด้วยสายตาชื่นชมและได้ใจจากลูกค้าญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง


IKEA นับเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของกิจการในข่ายองค์กรมีดีไซน์ (Corporation of Design) แต่ก็ใช่ว่า IKEA ไม่เคยล้มเหลว การเปิดตลาดญี่ปุ่นในปี 1974 และต้องเลิกกิจการหลังจาก 12 ปีให้หลังเป็นบาดแผลและบทเรียนที่เจ็บปวด เช่นเดียวกับตลาดในประเทศไทยที่ IKEA คงต้องระมัดระวังไม่น้อยไปกว่ากัน

คราวหน้ามาติดตามกันว่าความล้มเหลวของ IKEA ในตลาดญี่ปุ่นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว และการกลับมาใหม่อย่างแข็งแรงนั้นให้บทเรียนอะไรกับ IKEA บ้าง

ปล. บทความ ดีไซน์แบบ IKEA เขียนโดย รองศาสตราจารย์วิทยา ด่านธำรงกูล ครับ

Read More

23 September 2011

Global Internet Speed Study : Jan-Jun 2011

เคยเป็นกันไหมครับ นั่งทำงานใช้อินเตอร์เน็ทอยู่บางทีต้องทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น เช็คเมลล์, โหลดไฟล์งาน, หาข้อมูลจากที่พี่กู ที่มีเว็ปให้เปิด ให้โหลดจากทั่วโลก, เช็คราคาหุ้น (อันนี้ต้องไวด้วยนะ ขอบอก) ยังไม่ รวมถึง การ chat โหลดหนัง ฟังเพลง ดู youtube และพวก social network ทั้งหลายที่ต้องคอย update status, comment ชาวบ้าน ไปทั่วอีก ซึ่งเป็นความบันเทิงใจที่ต้องมาพร้อมกันกับการทำงาน ไม่งั้นงานไม่เดิน ไอเดียไม่เกิด (ฮ่าฮ่าฮ่า) หรือที่เรียกกันอินเตอร์ๆ หน่อยว่าพวก Multi-Tasking อะไรประมาณนี้

แต่แล้วไอเดียอันบรรเจิด ต้องมาสะดุดเป็นประจำ เพราะไอ้เน็ทเจ้ากรรมมันวิ่งไม่ทัน สมองที่แล่นนะซิ มันเซ็งตรงนี้นิ่แหล่ะ เปิดดูอันนั้นก็ยังโหลดไม่เสร็จ อันนี้ก็โหลดไม่ขึ้น โน่น page error อีก นั่นก็ต้อง reload เฮ้ย ไรฟร่ะๆๆ มันช่างสร้างความรำคาญเล็กๆ ในการทำงานซะจริง เลยสงสัยว่าไอ้เจ้าความเร็วอินเตอร์เน็ทของบ้านเราเนี่ยมันแรงจริงอย่างที่เขาโฆษณากันหรือเปล่า เผอิญได้ยินข่าวเกี่ยวกับการศึกษาในเรื่องความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดข้อมูลจากทั่วโลก จึงไปค้นหาข้อมูลลำมาเล่าต่อให้ฟังกันครับ ไปดูกันสิต่างบ้านต่างเมืองเขาเป็นอย่างเรากันหรือเปล่า

Global Internet Speed Study เป็นการศึกษาของบริษัท Pando Networks (บริษัทนี้ทำอะไร ดูรายละเอียดด้านล่างได้ครับ) โดยการศึกษาดังกล่าว มีการเก็บข้อมูลจากการดาวน์โหลด 27 ล้านครั้ง จาก 20 ล้านเครื่องคอมฯ ในกว่า 224 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ ม.ค-มิ.ย. 2554 ทีผ่านมา ผลการศึกษาพบว่า ประเทศที่มีความเร็วการดาวน์โหลดอินเตอร์เน็ทสูงสุดในโลก คือ เกาหลีใต้ มีความเร็วเฉลี่ยที่ 2,202 กิโลไบต์ต่อวินาที (KBps) ตามมาด้วย โรมาเนีย (1,909 KBps), บัลแกเรีย (1,611 KBps), ลิทัวเนีย (1,462 KBps) และ ลัตเวีย (1,377 KBps) ซึ่งเป็นประเทศ 5 อันดับแรกของโลกทีมีความเร็วในการดาวน์โหลดอินเตอร์เน็ทสูงสุด


ในส่วนอันดับต่อมาอันดับ 6 คือ ญี่ปุ่น (1,364 KBps) ตามมาด้วย สวีเดน (1,234 KBps), ยูเครน (1,190 KBps), เดนมาร์ก (1,020 KBps) และฮ่องกง (992 KBps).

โดยความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดทั่วโลกอยู่ที่ 580 KBps ส่วนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศสหรัฐฯ (ที่ต่อไปดูท่าจะแย่) มีความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดอยู่ที่ 616 KBps ส่วนประเทศกำลังพัฒนา (มาเป็นมหาอำนาจใหม่) อย่างจีน มีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 245 KBps

ที่นี้เรามาดูกลุ่มประเทศที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดต่ำสุดในโลกกัน อันดับหนึ่งก็นิ่เลย ประเทศคองโก (13 KBps) ตามมาด้วย แอฟริกากลาง (14 KBps), คอโมโรส (23 KBps) พวกที่ชอบ update status ว่าอยู่ที่โน่น ทีนิ่ ใน facebook หรือ twitter ไปนิ่อาจได้ลงแดงตายกันเลยทีเดียว


นอกจากนี้ในรายงานดังกล่าวยังระบุว่า กลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ถึงแม้ส่วนใหญ่มีความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดมากกว่าความเร็วเฉลี่ยของโลก ทั้ง สหรัฐฯ (616 KBps), UK (599 KBps), ฝรั่งเศษ (604KBps), แคนนาดา (579 KBps), เยอรมันนี (647 KBps), ออสเตรเลีย (348 KBps) และจีน (245 KBps) ต่างก็ยังต่ำกว่าเกาหลีใต้เฉลี่ยประมาณ 5 เท่ากันเลยทีเดียว ซึ่งต่างจากกลุ่มประเทศในแถบยุโรปตะวันออก (จะเห็นได้ว่า 10 อันแรกเป็นประเทศในกลุ่มนี้ถึง 5 ประเทศ) ที่มีความเร็วเฉลี่ยใกล้เคียงกับเกาหลีใต้ เนื่องจากมีภูมิประเทศที่ช่วยให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีอีกเรื่องที่น่าสนใจ จากการสำรวจนี้ที่เก็บข้อมูลจากการดาวน์โหลดกว่า 27 ล้านครั้ง จาก 20 ล้านเครื่องคอมฯ ในกว่า 224 ประเทศทั่วโลกนั้น มีการส่งผ่านข้อมูลกันสูงถึง 35 เพตะไบต์ (petabyte) ก็ถ้าพูดกันให้ง่ายหน่อยก็ประมาณ 35 ล้านกิกะไบต์*มากมายกันเลยทีเดียว หรือถ้าใครยังไม่เห็นภาพอีก ก็เปรียบได้กับว่าเราสามารถเก็บหนังที่ดาวน์โหลดมาไว้ในแผ่น DVD (ที่ความยาว 90 นาที) มานั่งดูกันเล่นๆ ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่เท่าไหร่เองครับ แค่ 767 ปีเอง (นั่งจนตายไปกี่รอบละเนี่ยะ)


น่าเสียดายนะครับ ที่การศึกษาฉบับนี้ ไม่ได้ให้ข้อมูลไว้ว่าประเทศไทยของเรามีความเร็วเฉลี่ยอยู่อันดับที่เท่าไหร่ แต่ถ้าดูจาก chart ด้านล่าง ความเร็วเฉลี่ยของไทยเราก็อยู่ที่ 268 KBps โอ้โฮแห่ะ มากกว่าจีนอีกนะเนี่ยะ อย่างนี้ค่อยรู้สึกดีหน่อยว่าอย่างน้อยก็มีให้ใช้แบบชิลๆ แล้ว สงสัยคงต้องกลับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองน่าจะดีกว่า จริงมั๋ยครับ...

Global Download Study


via chartsbin.com

*About Pando Networks Inc. Pando Networks (www.pandonetworks.com) improves the delivery performance of online media assets. Pando accelerates content delivery, increases download completion and provides detailed performance data. Pando technology currently accelerates the delivery of more than 200 million media downloads around the world each year. Pando is funded by Intel Capital, BRM Capital and Wheatley Partners.

อ้างอิงจาก :
http://www.pandonetworks.com/Pando-Networks-Releases-Global-Internet-Speed-Study
http://www.soyacincau.com/2011/09/22/global-download-study

Read More
Designed ByBlogger Templates