25 September 2010

Stay Hungry Stay Foolish by Steve Jobs (Lesson 1 : Connecting The Dots)

สวัสดีครับ วันนี้ ผมเอาบทความที่ Steve Jobs ได้กล่าวเอาไว้ในงานวันรับปริญญา มหาวิทยาลัย Stanford เมื่อปี ค.ศ 2005 ที่เป็นที่กล่าวขวัญ และสร้างข้อคิดและพลังใจให้กับคนหลายคนที่ได้สัมผัส (ผมก็คนหนึงแหล่ะ) จึงอยากนำเอามาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ลองได้อ่านดูครับ (หลายคนอาจจะเคยอ่านมาแล้ว ก็ลองอ่านอีกรอบก็ได้ครับ)

12 มิถุนายน ค.ศ. 2005
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาในงานนี้ ซึ่งเป็นงานของหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ตัวผมเองไม่เคยจบมหาวิทยาลัย อันที่จริงแล้วงานนี้คือสิ่งที่ใกล้เคียงการจบมหาวิทยาลัยที่สุดที่ผมได้ประสบมา ผมต้องการเล่าเรื่อง 3 เรื่องของชีวิตผม แค่นั้นหละครับ ไม่มีอะไรมาก แค่ 3 เรื่อง


เรื่องแรกเกี่ยวกับการเชื่อมโยงเหตุการณ์ : Connecting the Dots
(การขีดเส้นโยงจุด จนเกิดเป็นรูปภาพ)
 

ผมหยุดเรียนในมหาวิทยาลัยหรีด (Reed College) หลังจากเข้าเรียนได้เพียง 6 เดือน แต่ผมก็ยังวงเวียนอยู่ในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือนก่อนที่ผมจะออกจากมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ คำถามคือ ทำไมผมถึงเลิกเรียน มันเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเกิด คุณแม่ผู้ให้กำเนิดผมเป็นบัณฑิตสาว แต่เธอไม่ได้ผ่านการสมรส เธอจึงตัดสินใจยกผมให้กับคนอื่น เธอมีความประสงค์ว่าผู้ที่จะมาเป็นพ่อแม่บุญธรรมของผมต้องเป็นผู้ที่เรียนจบมหาวิทยาลัย มีการเตรียมการให้ทนายความท่านหนึ่งและภรรยารับผมเป็นบุตรบุญธรรม เพียงแต่ว่าเมื่อผมโผล่ออกมาพวกเขาเกิดเปลี่ยนใจเมื่อนาทีสุดท้ายว่าพวกเข้าต้องการเด็กผู้หญิง ผู้ที่ได้เป็นพ่อแม่บุญธรรมของผมซึ่งอยู่ในคิวรอเด็กเป็นรายต่อไป ก็ได้รับโทรศัพท์กลางดีกคืนหนึ่งว่า “เราได้เด็กผู้ชายอย่างไม่คาดฝัน คุณต้องการเขามั๊ย” “แน่นอน” พวกเขาตอบ ภายหลังเมื่อคุณแม่ที่ให้กำเนิดผมได้ทราบว่าผู้ที่เป็นแม่บุญธรรมของผมไม่เคยจบมหาวิทยาลัย และผู้ที่จะเป็นพ่อบุญธรรมของผมก็ไม่เคยจบแม้กระทั่งม.ปลาย เธอจริงปฏิเสธที่เซนต์เอกสารยินยอม เมื่อผ่านไป 2-3 เดือน หลังจากพวกเขาสัญญาว่าจะส่งผมเรียนมหาวิทยาลัย เธอจึงยอมตกลง

17 ปีต่อมาผมก็ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ด้วยความซื่อผมกลับเลือกมหาวิทยาลัยที่มีค่าเล่าเรียนที่แพงมาก เกือบแพงเท่าสแตนฟอร์ด เงินออมทั้งหมดของพ่อแม่บุญธรรมของผมผู้ซึ่งเป็นเพียงชนชั้นกลางถูกใช้ไปในการเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยของผม ผมเริ่มเห็นว่ามันไม่ได้คุ้มค่าอะไร ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรในชีวิตผม และผมก็มองไม่ออกว่ามหาวิทยาลัยจะช่วยให้ผมมอองออกว่าผมจะทำอะไรกับชีวิตได้อย่างไร และนี่ผมก็กำลังใช้เงินทั้งหมดของพ่อแม่บุญธรรมของผมอยู่ ผมจึงหยุดเรียนด้วยเชื่อว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี ถึงแม้ตอนนั้นมันรู้สึกน่ากลัว แต่การมองย้อนกลับไปในตอนนี้ทำให้ผมเห็นว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตผม ทันทีที่ผมหยุดเรียน ผมสามารถเลิกเรียนวิชาภาคบังคับที่ผมเห็นว่าไม่น่าสนใจ และผมสามารถเข้าเรียนในวิชาที่ผมสนใจตามอำเภอใจ

มันก็ไม่ได้โรแมนติกไปเสียหมดหรอก ผมไม่มีหอพักเป็นของตัวเอง ดังนั้นผมจึงต้องอาศัยนอนบนพื้นห้องของเพื่อนๆ และอาศัยการเก็บขวดโค้กเพื่อแลกกับเงิน 5 เซนต์เพื่อใช้ซื้ออาหาร และผมก็เดิน 7 ไมล์ไปอีกฟากของเมืองทุกวันอาทิตย์ เพื่อที่จะกินอาหารดีๆสักมื้อที่วัดฮเรกฤษณะ ผมชอบอาหารที่นั่นมาก และสิ่งที่ผมประสบพบเจอเพราะความสงสัยและสัญชาตญาณของผมเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่ผมอย่างหาค่ามิได้ในเวลาต่อมา

ผมขอยกตัวอย่างหนึ่ง:
ณ เวลานั้น มหาวิทยาลัยหรีด มีวิชาคัดลายมือที่สอนได้ดีที่สุดในประเทศก็ว่าได้ ทุกโปสเตอร์ในมหาวิยาลัย ทุกป้ายชื่อบนทุกลิ้นชักจะถูกคัดอย่างสวยงาม และเมื่อผมหยุดเรียนวิชาปกติแล้ว ผมจึงตัดสินใจที่จะเรียนวิชาคัดลายมือเพื่อที่จะเรียนรู้เคล็ดลับของมัน ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวอักษร “serif ” และ “san serif “ เกี่ยวกับความถี่ห่างที่ต่างกันระหว่างตัวอักษรต่างๆ และอะไรก็ตามที่ทำให้การคัดลายมือที่สุดยอดนั้นสุดยอด มันเป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นสิ่งที่มีประวัติศาสตร์ เป็นศิลปะ เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถยึดครองตีกรอบได้ และนั่นทำให้ผมชอบมัน

ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าผมจะได้ใช้สิ่งที่ผมได้เรียนรู้นี้ในชีวิตจริงของผมได้อย่างไร แต่สิบปีต่อมา เมื่อเรากำลังออกแบบคอมพิวเตอร์แม็คอินตอชรุ่นแรก ความรู้นี้ก็ฟื้นคืนกลับมา และผมก็นำมันไปใส่ไว้ในเครื่องแม็คฯ มันเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่มีตัวอักษรสวยงาม ถ้าป่านนี้ผมไม่ได้เข้าเรียนวิชานี้ในมหาวิทยาลัย เจ้าแม็คฯ คงไม่ได้มีตัวอักษรหลากหลายหรือตัวอักษรที่มีช่องว่างระหว่างกันอย่างเป็นสัดส่วน และเมื่อวินโดวส์ได้เลียนแบบแม็คฯในเวลาต่อมา มันก็เป็นไปได้ว่าป่านนี้คงไม่มีเครื่องใดที่จะมีตัวอักษรอย่างนี้ ป่านนี้ผมไม่ได้หยุดเรียน ผมก็คงไม่ได้เข้าเรียนวิชานี้ และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็คงไม่ได้มีตัวอักษรแสนวิเศษต่างๆอย่างที่มันมีอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้หลังจากสิบปี ความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ชัดเจนมากๆเลย ย้ำอีกครั้งว่าเราไม่สามารถเชื่อมโยงจุดต่างๆโดยการมองไปข้างหน้า เราสามารถเชื่อมโยงมันโดยการมองย้อนหลังไปเท่านั้น เพราะฉนั้น คุณต้องมีความเชื่อมันว่าจุดต่างๆมันจะเชื่อมโยงกันเองในอนาคตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณต้องเชื่อมั่นในบางอย่าง – ความกล้าของคุณ โชคชะตา ชีวิต กรรม(การกระทำ) อะไรก็ได้ การมองในแง่นี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง และมันสร้างความแตกต่างในทางที่ดีให้แก่ชีวิตของผม
Read More

17 September 2010

อิทธิพลของดนตรี สะท้อนชีวิต โชค บูลกุล

เมื่อสมัยเด็กๆ นั้น ตอนที่คุณโชคยังมีเวลา คุณโชคจะอยู่กับดนตรีตลอด เพราะดนตรีสามารถทำให้เราสร้างจินตนาการขึ้นมา โดยไม่ต้องมีอะไรเกิดขึ้นจริงถ้าคุณมีความสุขหรือความทุกข์ มันสามารถถ่ายทอดออกมาได้ ซึ่งดนตรีก็เหมืนอเครื่องมืออันหนึ่ง ที่ดีมากในการช่วยให้เราระบายออก และนิ่ก็เป็นมุมคิดของคุณโชคที่มีต่อดนตรี ทำให้คุณโชคชอบที่จะเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก

ถ้าจะมาพูดถึงเรื่องการแต่งเพลง ซึ่งการจะแต่งเพลงสักเพลงของคุณโชคนั้น อย่างแรกจะเริ่มที่วัตถุประสงค์ของเพลงก่อนเลย ว่าเพลงนี้จะสื่อถึง ความผิดหวัง ความรัก ความโกรธ หรืออะไรต่างๆ และเมื่อเราได้วัตถุประสงค์แล้ว เราก็จะเกิดรูปแบบ (Style) ของเพลงขึ้นมา โดยที่ยังไม่มีเนื้อร้อง แต่มันจะมีทำนองของมันซึ่งเกิดขึ้นในจินตนาการของเรา และถ่ายทอดลงไปที่หลอดเสียงของเรา ทำให้เราฮัมออกมาเป็นตัวโน๊ต แต่ยังไม่มีคำ แต่เราจะได้ทำนอง (Melody) มาละ ซึ่งเป็นจุดแรกของการแต่งเพลง เพราะถ้าเราไม่ได้ทำนองมาก่อน เราก็จะไม่ได้เนื้อเพลง ซึ่งคนเที่ล่นเปียโนจะได้เปรียบตรงที่ว่า มือซ้ายเล่น Melody มือ ขวาจะเล่น Chord แต่สำหรับกีตาร์ มันต้องใช้การจำทำนอง แล้วก็ฮัมออกมา และจากองค์ประกอบจากจุดนี้ เราก็จะพยายามหาคำเรื่อยๆ โดยเป็นคำที่ประทับใจเรา แล้วใส่ลงไปในประโยค อาจจะใส่ไปในท่อน hook และการที่ดนตรีมีคำ ก็จะเกิดความหมายละ คราวนี้เราก็จะเริ่มประกอบชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น ท่อนหัว ท่อนหาง ท่อนก่อน solo และท้ายที่สุดเพลงก็จะมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือถ้าคุณต้องการเครื่องดนตรีชิ้นใด ก็ลองไปจินตนาการต่อว่า ถ้าเพลงแบบนี้คุณอยากให้กลองตีอย่างไร เบสส์เล่นอย่างไร เครื่องเป่าเล่นแบบไหน คุณก็เขียนออกมา และในท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบ

โดยสิ่งที่คุณโชคเล่ามาทั้งหมด ในแง่ของวิธีคิด การเรียบเรียงการทำเพลงของคุณโชคขึ้นมาสักเพลงนี้ คุณโชคก็ได้ใช้วิธีคิดเหล่านี้ในการพัฒนาธุรกิจ และดำเนินชีวิตด้วย เพราะคุณโชคเชื่อว่า ทุกอย่างเราจะต้องรู้สึกให้ได้ก่อนว่า สิ่งที่เราจะทำมันน่าจะไปอย่างไร สิ่งที่เราจะทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งถ้าเราไม่ได้ใช้ความรู้สึก สร้างภาพมันออกมาต่อสิ่งที่เราจะทำ บางทีเราอาจจะต้องไปอ่านหนังสือ อ่านทฤษฎีไม่รู้กี่บทต่อกี่บท กว่าที่เราจะทำมันได้ เพราะการที่เราจะทำอะไรแล้วใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ มันจะทำให้การหาองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการแต่งเพลงก็คือ การเริ่มหาคำมาใส่ หาท่อนหัวมาใส่ ท่อนหางมาใส่ แต่ถ้าคุณรู้สึกหรือสัมผัสอะไรไม่ได้เลย คุณก็จะไม่รู้ว่าจะสร้างมันขึ้นมาอย่างไร เพราะฉะนั้น ความรู้สึกในการทำจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะทำให้คุณเกิดแรงปรารถนา (Passion) และจะสามารถจินตนาการต่อไปได้ เช่นเดียวกับธุรกิจ ถ้าคุณไม่รู้สึกว่ามันควรเป็นธุรกิจขนาดไหน เล็ก กลาง ใหญ่ ถ้าเล็ก เล็กอย่างไร ให้โดดเด่น ถ้ากลางทำอย่างไรให้อยู่ได้ ถ้าใหญ่ ทำอย่างไรถึงจะไม่อุ้ยอ้าย ซึ่งสิ่งพวกนี้มันจะต้องเกิดจากความรู้สึกของเราก่อน เพราะถ้าเราทำได้ องค์ประกอบเวลาสร้างธุรกิจหรือทำอะไรไปเรื่อยๆ มันจะมาเองโดยธรรมชาติ เพราะคุณจะรู้ว่า tone ของธุรกิจของคุณมันน่าจะประมาณไหน

เพราะฉะนั้นการจะทำอะไร คุณโชคจึงเน้นว่า มันต้องเกิดจากใจของเราก่อนเป็นอันดับแรก แต่คนเราทุกวันนี้ไปหลงติดกับดัก ว่าทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้เงินมากๆ ขอให้รวยๆ พอโจทย์ของคนเราเป็นแบบนี้ จึงลืมที่จะใช้ความรู้สึกและจินตนาการ ซึ่งคนเรามักจะมองแยกประเด็นกันว่า ธุรกิจเล่นกับมันไม่ได้ เป็นเรื่องคอขาด บาดตาย เป็นเรื่องของเงิน จนเกร็งไปหมด แต่ถ้าคุณลองกลับไปเปิดขุมทรัพย์ในตัวคุณ หยิบเอาความรู้สึก ความเป็นธรรมชาติมาใช้บ้าง บางทีธุรกิจนั้นจะเกิดเสนห์ขึ้นมาเลย ซึ่งเสนห์ของธุรกิจก็คือ เนื้อหาและศิลปะ ที่ลงตัวกัน

ถ้าเทียบธุรกิจกับเพลง ถือว่าเวลาเราจะทำเพลงนั้น เริ่มต้นจะมีเพียง melody กับ chord เป็นโครงสร้างของเพลง แต่พอเริ่มประกอบเข้ามา คือมีเนื้อร้องครบถ้วน เราจะถือว่าเพลงนั้นมีเนื้อหาหลักเกือบจะครบถ้วนแล้ว นั่นคือ melody คำร้องและทำนอง แต่สิ่งที่จะเติมเข้ามา คือ เครื่องดนตรีต่างๆ เช่น กลอง เบสส์ พอเสร็จที่เหลือ ก็จะเรียกว่าเครื่องประดับ ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กน้อย ที่จะมาทีหลังจากเราได้ลองฟังทั้งเพลงดูแล้ว โดยคิดว่า น่าจะเติมนั่นนิด นิ่หน่อย ซึ่งตรงนี้ เราถึงเรียกว่า ศิลปะ โดยศิลปะบางอย่างใส่ไปแยะก็ไม่ใช่ว่าจะดี ซึ่งไม่ต่างกับธุรกิจ เพราะถ้าเราทำอะไรแบบทื่อๆ หรือมากเกินไปก็ไม่น่าสนใจ หรือน้อยเกินไปจนขาดสีสัน ไม่มีจุดเด่น ซึ่งศิลปะมันจะเป็นผสมผสานกันระหว่างทักษะของคุณและโอกาสที่คุณมีอยู่ และเงินทุนที่มีอยู่ เพื่อตอบโจทย์บุคคลิกภาพของ brand ของคุณ

คุณโชค สรุปท้ายว่า การเล่นดนตรี มันต้องมีแรงบันดาลใจก่อน เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจเราให้เราทำก็ทำได้กันทุกคน แต่มันจะแตกต่างตรงที่ว่า ใครทำด้วยแรงบันดาลใจหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จได้

บทความที่เกี่ยวกับ คุณโชค บูลกุล :
ศิลปะการตั้งคำถาม สไตล์โชค บูลกุล (The Art of the Question) ตอนที่ 1
กลยุทธ์เหนือเมฆ "การทำสิ่งธรรมดา ให้ไม่ธรรมดา" โดยโชค บูลกุล
Read More

08 September 2010

เตรียมตัวและป้องกันการสูญเสียทางธุรกิจ กับอ.สมภพ เจริญกุล (Business Loss)

การสูญเสียทางธุรกิจ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เรา ไม่ได้กำไรเท่าที่เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้เราไม่สามารถสู้คุ่แข่งได้ ทำให้ธุรกิจล้มโดยไม่รู้ตัว ความสูญเสีย จะเป็นลักษณะของการสะสมๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การที่เป้าหมายสุดท้ายของการทำธุรกิจ คือ กำไร แต่ก่อนจะถึงกำไรก็คือ ความสูญเสียต่างๆ ว่าเราจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น คำว่ารู้เรารู้เขา เราจะต้องรู้เราไว้ก่อน เพราะเราต้องดูตัวเราว่าอะไรเป็นสิ่งที่สูญเสียและเราควรต้องแก้ไข

ความสูญเสียจะมีอยู่ 6 ด้านที่สำคัญ ประกอบด้วย
ด้านที่ 1 พนักงาน : โดยพนักงานจะมีสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียกว่าเป็นทรัพย์สิน อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นหนี้สิน ซึ่งพวกที่เป็นสินทรัพย์ เมื่ออยู่ในองค์กรจะก่อให้เกิดผลิตผลจะมีคุณค่าต่อองค์กร ซึ่งคนจำนวนนี้จะมีประมาณ 20% อีกกลุ่มคือ หนี้สิน เป็นกลุ่มที่มีแต่จะทำลาย จะมีประมาณ 50% และส่วนอีก 30% จะเป็นกลุ่มคนที่ใช้งานไปเรื่อยๆ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า กลุ่ม 20% ที่ถือว่ามีค่าที่สุดในองค์กร เรามักจะไม่ค่อยเอาใจใส่ดูแล เรามักจะไม่ค่อยจะภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ โดยเราจะไปสนใจในกลุ่มแกนๆ 30% และกลุ่มที่ไม่ได้เรื่อง 50% มากกว่า เพราะฉะนั้น การสูญเสียพนักงานในกลุ่ม 20% ไปสักคน จะหา 100 คนมาแทนยังเทียบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราควรเอาใจใส่ ให้รางวัลกับคนกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่นอีก

ด้านที่ 2 ลูกค้า : เป็นเรื่องใหญ่ แต่เรามักจะมองข้าม ไม่ค่อยใส่ใจในมาตรฐานการบริการหรือสินค้า และไม่ใส่ใจการบริการหรือการติดตามลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสในการขายเพิ่มและเพื่อไม่สูญเสียลูกค้า

ด้านที่ 3 คู่ค้า : เราเอารัดเอาเปรียบจนเกินไปคู้ค้า จนเขาหนีไปหรืออยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราควรจะ win win ทั้งคู่

ด้านที่ 4 CEO : เพราะฉะนั้น การทำ CEO Branding จะต้องระวัง เพราะเมื่อวันหนึงต้องสูญเสียไป อาจะส่งผลกระทบต่อบริษัทได้ เราควรจะโฆษณาทั้งองค์กรเลย

ด้านที่ 5 เงิน : เราจะต้องประเมินให้ดีในการที่จะทำโครงการอะไรขึ้นมา ว่ามีผลกระทบทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เห็นเขาทำกระแสมาก็จะทำบ้าง

ด้านที่ 6 ตลาด : ไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นการสูญเสียทั้งตลาด เช่น โรตีบอย

เพราะฉะนั้น ธุรกิจกับการสูญเสีย มันย่อมคู่กันอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้มันไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น CEO จึงมีหน้าที่ ที่จะทำให้มันเกิดขึ้นในองค์กรน้อยที่สุด

ต่อไปเราจะมาดูว่าสาเหตุของการสูญเสีย มีอะไรบ้าง ซึ่งมี 3 สาเหตุสำคัญๆ คือ
1. ผู้บริหารปล่อยปละละเลย ไม่ติดตาม ไม่ลงมาสู่ภาคสนามจริง ทำให้ปัญหาถูกบิดเบือน
2. เหตุการณ์ภายนอกบังคับทำให้สูญเสีย เช่น คู่แข่ง การชุมนุม
3. การปรับตัวไม่ทัน

แล้วเราจะการป้องกันอย่างไรละ
1. ต้องมีการวางแผน และการจัดระบบที่ดี
2. การเผ้าระวัง และตรอบสอบอยู่ตลอดเวลา ตรวจจับสัญญาณ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทัน
3. สร้างจิตสำนึกในหมู๋พนักงาน โดย CEO จะต้องเป็นคนปลุกให้เกิด

บทความที่เกี่ยวข้องกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
สิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ 15 อย่าง โดย อ.สมภพ เจริญกุล
เทคนิคการซื้อใจคน
Read More
Designed ByBlogger Templates