19 January 2010

เลี้ยงลูกให้รู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ อย่างไร

ตอนเด็กๆ คุณโชคจะเล่นกับพ่อ แต่เรียนกับแม่ เราสนิทกับพ่อ เพราะมองเป็นนักปฏิบัติ เด็กทุกคนจะมีพ่อแม่ เป็น Idol อยู่แล้ว ผมเรียนรู้ด้าน Creative มาจากคุณพ่อ แต่การเรียน การใช้ชีวิตจะมาจากคุณแม่ คุณแม่จะเลี้ยงเราแบบอยู่ดี กินดี ปลอดภัย แต่ไม่ใช่ฟุ่มเฟือย ท่านจะให้เงินมาทีเดียวเลยปีหนึ่ง ตอนที่กำลังเรียนอยู่เมืองนอก และท่านก็จะอธิบายให้เราฟังด้วยว่าจะใช้อย่างไรให้อยู่ได้ใน 12 เดือน มันจะมีเหตุผลของการใช้ ไม่ใช่ใช้อย่างไรก็ได้

ซึ่งหลักการแรกที่เราต้องเรียนรู้ คือ ต้องรู้จักบริหารจัดการเงินในกระเป๋าตัวเอง แม่คุณโชคมักจะสอนอยู่เสมอว่า ของเราก็คือของเรา ของพ่อก็คือของพ่อ ไม่ใช่พ่อมีแล้วเราจะต้องได้ ซึ่งเป็นการปลูกฝังนิสัยให้เราตั้งแต่สมัยเรียนเลยว่า เราต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ เราถึงต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเรามีคุณค่าพอที่จะมาสานต่อ หรือรับกิจการมาจากพ่อแม่เราต่อ

เพราะฉะนั้น ปรัชญาการใช้ชีวิตของคุณโชค จะเป็นการผสมผสานระหว่างพ่อและแม่ คือ รู้จักลุย รู้จัก Create แต่ไม่ให้เกินตัว และกลับมารับผิดชอบกับสิ่งที่เราได้ทำลงไป ซึ่งมันยากที่จะหานักธุรกิจที่ทำอะไรแล้วรับผิดชอบ ส่วนใหญ่ก็พวกลุย ก็ลุยไปเหอะ ทิ้งหนี้เอาไว้ ไอ้พวกตามเก็บ ก็เก็บไปแล้วก็ไม่มีวันสิ้นสุด ผมจะเป็นส่วนผสมระหว่างลุยด้วยเก็บด้วย ก็เลยกลายเป็นหลักการการสร้างธุรกิจของฟาร์มโชคชัย ในพศ. นี้

ทำให้หลักการของผมเวลาทำงาน คือ Budget ต้องคลอดก่อน เมื่อ Budget คลอดแล้วค่อยมา Creative ทีหลัง ใช้เงินอย่างไรให้น้อย และใช้ความคิดสร้างสรรค์ทดแทนกันไป และนิ่คือการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ที่เราได้เล่นกับพ่อและเรียนกับแม่ การเลี้ยงลูกวันนี้ คุณโชคเชื่อว่า อย่ากลัวว่าเขาไม่มี เพราะการที่เรารักลูก และเรามี เรามีอันจะกิน เราก็จะให้เขามากเกินกว่าเขาจะรู้จักว่าต้องหาเอง

บทความที่เกี่ยวกับโชค บูลกุล :
เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นผู้นำกับโชค บูลกุล (How to treat your's child to be a leader)
ผู้นำ สร้างได้หรือไม่ โดยโชค บูลกุล (Leader can make ?)
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ
Read More

บริษัทควรมีวิธีรักษาคนเก่งอย่างไร (How To Keep Smart Cookie)

การที่บริษัทและองค์กร ต่างที่จะแข่งขัน และสรรหาาบุคคลากรที่เก่งกาจเข้ามาในองค์กร เพื่อจะได้เป็นกลายเป็นทรัพยากรที่ลำค่า งองค์กร ในการที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ แต่หลายองค์กรกลับลืมคำนึงถึงว่า เมื่อได้บุคคลากรที่มีความสามารถมาแล้ว จะมีวิธีรักษาให้บุคคลากรเหล่านั้น อยู่กับเรานานๆ ได้อย่างไร วันนี้ อ.สมภพ เลยคำแนะนำสำหรับการที่จะรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรของเราได้นานๆ

เราจะรักษาคนเก่งให้เติบโตขึ้นมาอยู่ในบริษัทได้อย่างไร ซึ่งมีหลักอยู่ 5 ประการ คือ

1. ต้องมีการวางแผนผลตอบแทนที่แตกต่าง แตกต่างกับบริษัทอื่นด้วย
2. กำหนดกลยุทธ์การหาพนักงานระยะยาว หลายบริษัทจะวางแผนระยะสั้น และส่วนใหญ่จะใช้เงินซื้ออยู่ตลอดเวลา เนื่องจาก สร้างไม่ทัน
3. ถ่ายทอดประสบการณ์ ให้คำปรึกษา เพื่อบ่มเพาะพนักงานที่มีประสิทธิภาพให้มีโอกาสเติบโต และก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่ผู้นำไม่ค่อยได้ถ่ายทอดให้ลูกน้อง จะเรียนรู้เอง เหตุที่ต้องถ่ายทอดเพราะลูกน้องจะได้มีต้นแบบในการทำงาน การถ่ายทอดควรจะสื่อให้เห็นถึงประสบการณ์ที่ผู้นำของบริษัทสามารถก้าวถึงจุดนี้ได้ ซึ่งในองค์กรส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หลักการเป็นผู้นำอย่างเดียว ไม่ได้อิงจากประสบการณ์
4. เพิ่มจำนวนกลุ่มคนเก่ง เป็นการฝึกให้คนเก่งเป็นทีม
5. ต้องพัฒนาให้หนัก การลงทุนในเรื่องคน มันต้องใช้ระยะเวลานานมาก

คนเก่งต้องการอะไรจากบริษัท
1. ตัวผู้นำในองค์กร มีความเป็นธรรม ความคล่องตัวสูงหรือไม่
2. อยู่ในองค์กรนี้ ดีกว่าเดิมหรือไม่ ไม่ว่าจะฉลาดกว่าเดิม รวยกว่าเดิม
3. มีเพื่อนมากกว่าเดิม
4. ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีวิสัยทัศน์ไม่แพ้ CEO เนื่องจากถือว่าเป็นตัวแทน CEO ในการสรรหาบุคคลากร
5. ภาพลักษณ์ขององค์กร แม้ได้เงินเดือนต่ำกว่าที่อื่นก็ยอม
6. งานท้าทายหรือไม่
7. สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน

ทำไมบางองค์กรที่เก็บคนเก่งไม่ได้
1. ไม่เห็นความสำคัญของคน มองคนเป็นเครื่องจักร
2. ไปมุ่งเน้นแต่รายได้
3. มีระบบเส้นสาย การเมืองภายในองค์กร

ส่วนความเชื่อที่ว่า SME ไม่สามารถเก็บคนเก่งไว้ได้เมื่อเทียบกับองค์กรใหญ่ๆ จริงหรือไม่
จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะความใกล้ชิดของคนที่เป็นเจ้าของกับทีมจะมีมากกว่า เนื่องจาก พนักงานที่น้อย SME เราสามารถดูคนที่พอเพียงกับขนาดรายได้ที่ท่านได้ สามารถให้รางวัลได้เต็มที่ แตกต่างกับองค์กรขนาดใหญ่ที่จะเพิ่มเงินเดือนให้คนละ 2% มันจะมีผลกระทบมาก เพราะฉะนั้น SME จึงได้เปรียบในเรื่องของขนาดที่เล็กกว่า นั่นเอง แต่ถึงกระนั้น SME ที่เพิ่งทำธุรกิจใหม่ๆ อาจได้รับผลกระทบได้ เนื่องจาก เพิ่งลงทุน ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวกำไรได้ การที่เราจะไปเอาคนดี คนเก่งจะยาก เราจะรักษาไว้ก็ยาก เพราะฉะนั้น SME ที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วพักหนึ่ง จะมีความได้เปรียบมากกว่า

บทความที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
7 ย. สำหรับความเป็นผู้นำ
การบริหารจัดการคนเก่ง
Read More

15 January 2010

One Stop Service in Logistics

เนื่องจาก Logistic จะมีกิจกรรมมากมาย และการจะเป็น LSP (Logistic Service Provider) ต้องทำกิจกรรมเยอะมาก เช่น เราต้องการนำสินค้าจากเมืองไทยไปต่างประเทศ ไม่ใช่ดูแต่เรื่องการขนส่ง แต่ต้องดูตั้งแต่เรื่อง Packaging การดูในเรื่อง Shipping หรือแม้แต่เรื่องเกี่ยวกับด่านศุลกากรต่างๆ อันนี้ก็คือ กิจกรรมที่มีมากมาย ซึ่งการให้บริการแบบครบวงจรจึงมีความสำคัญ หรือที่เรียกว่า Integrated Service Provider

ในการจะทำเรื่องของ One Stop Service นั้น จะมีอยู่ 2 มุม คือ มุมแรก 4 เพิ่ม กับมุมที่สอง คือ 3 ลด

4 เพิ่ม คือ
1. เพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนอง
2. เพิ่มความสะดวกในการติดต่อ
3. เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารให้มาก เพื่อให้เขาสามารถเข้าไปติดต่อใช้บริการได้สะดวก
4. เพิ่มความชัดเจนในการให้บริการ

3 ลด คือ
1. ลดขั้นตอนในการติดต่อ
2. ลดเวลาในการติดต่อ
3. ลดการเลือกปฏิบัติ

ส่วนวิธีการในการทำ One Stop Service นั้น เราจะใช้ QUALIFY MODEL
Q : Quality Assurance มีการรับประกันคุณภาพ
U : Unity ทำให้เป็นทีม มีน้ำหนึ่งใจเดียว
A : Accessibility สามารถเข้าถึงได้ง่าย
L : Learning Organization ปรับองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
I : IT มีระบบสารสนเทศที่เหมาะสม
F : Full Function
Y : Yield จะต้องให้ประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างลูกค้า เรา และผู้ที่เกี่ยวข้องได้

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
การบริหารการเงินใน Logistics (Financial Management in Logistics)
LEAN กับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (LEAN for Supply Chain Management)
Read More

ผู้นำ สร้างได้หรือไม่ โดยโชค บูลกุล (Leader can make ?)

คุณโชคคิดว่า ผู้นำต้องมีคุณสมบัติของ Born to be ก่อนแล้วจึงค่อยมาสร้างทีหลังได้ แต่ถ้าไม่มีคุณสมบัติ Born to be จะให้มาสร้างขึ้นมันก็เป็นเรื่องยาก ดั่งหลักการของจีนที่ว่า ฮ่องเต้นั้น จะนำคนเก่งและขยันไปเป็นแม่ทัพ ส่วนคนเก่งแต่ขี้เกียจจะให้ไปเป็นเสนบดี ส่วนคนที่โง่และขี้เกียจเอามาเป็นพลทหาร ส่วนโง่และขยัน เอาไปตัดหัว

ดังนั้น ในมุมของคุณโชค ผู้นำจึงต้องมีคุณสมบัติของการ born to be ก่อน และผู้นำนั้นเมื่ออยู่ในสภาวะวิกฤตก็จะ มีคุณสมบัติที่โดดเด่นออกมา เช่น กล้าจะแสดงความคิดเห็นในช่วงวิกฤต ในขณะที่ทุกคนจะเอาตัวรอดหมด คนที่มีบทบาทที่ชัดเจนในช่วงวิกฤตนั้น ผู้คนจะจำได้ดี ถึงแม้นโยบายและการแก้ไขปัญหาจะแปลก หรือไม่เป็นที่ยอมรับในขณะนั้นก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วคนก็จะเห็นเอง

ซึ่งผู้นำในช่วงวิกฤติจะมีความแตกต่างกับผู้นำที่อยู่ในช่วงรุ่งเรือง เพราะผู้นำในช่วงรุ่งเรืองจะมีทัศนคติที่ว่า ฉันจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ ผลตอบแทนเป็นอย่างไร คุ่มกับค่าเหนื่อยหรือไม่ เพราะฉะนั้นในโลกสมัยใหม่ที่ทำกำไรมากๆ ก็จะเจอผู้นำประเภทนี้ ซึ่งเก่งจริงแต่ขาดในเรื่องของวัตถุประสงค์จริงๆ ของการเป็นผู้นำ ว่าการเป็นผู้นำนั้นไม่ใช่เป็นคนที่หนึ่งนะ แต่ต้องเป็นคนสุดท้าย ที่เดินปิดหลัง และมองดูด้วยว่า ภาพที่เรากำหนดมาเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มันมีความมั่นคงจริงหรือไม่ หรือเพียงแต่ว่าธุรกิจทำกำไรแล้วฉันก็เอาส่วนต่างมากกว่าคนอื่นในฐานนะที่เป็นเบอร์หนึ่ง

นอกจากนี้ ผู้นำไม่ใช่เป็นคนที่เก่งแต่ทฤษฏีแต่ต้องเป็นคนที่เก่งในการแสดงอะไรออกมาแล้ว คนทุกคนในองค์กรมองเห็นแล้ว มีความรู้สึกว่า อยากเอาเขามาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าคุณคิดว่า คุณนำไม่ได้ แต่ต้องตามให้เป็น ไม่งั้นคนจะกลายเป็นตัวป่วนขององค์กรในที่สุด

บทความที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นผู้นำกับโชค บูลกุล (How to treat your's child to be a leader)
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ
Read More

12 January 2010

102 บทเรียนการคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจ ของ Edison (Edison on Innovation)

102 บทเรียนการคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจ ของ Edison ในบทความนี้เป็นตัวอย่างบางข้อที่ได้หยิบยกมาอธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวควรามคิดของ Edison ว่ามีหลักการคิด เพื่อก่อให้เกิดสิ่งที่สร้างสรรค์บนโลกใบนี้ ได้อย่างไร เพื่อให้เราผู้ประกอบการหรือ SME ได้นำไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจได้

1. Stop Thinking & Act Like a Genius :
จงหยุดคิดและทำ เหมือนตัวเองเป็นดั่งอัจฉริยะ เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนเกิดมาเป็นอัจฉริยะ และบอกว่าตนเองไม่ได้เกิดมาเป็น genius และอย่างน้อยถึงฉันไม่ได้เป็นอัจฉริยะ ฉันมีความสุขได้ แต่ในขณะเดียวกันอีกความคิดหนึ่งของคุณ ก็คือว่าอัจฉริยะ เป็นคน creative และมักจะมีความคิดดีๆ ขึ้นมาอย่างฉับพลัน ซึ่งคุณไม่สามารถทำอย่างนั้นได้

2. Experiment is everything :
ทดลองทุกอย่าง อยากจะทำไรต้องทดลอง ซึ่งต่อเนื่องจากข้อหนึ่งที่หยุดคิดแล้วทำ

3. จงเป็นคนที่เหมือนอยู่อีกทศวรรษหนึ่ง

4. Knowing :
วามรู้ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง ถึงแม้คนจะรู้แล้วนั้นแต่มันยังไม่จบ มันจะต้องมี Creative Knowledge คือ เป็นการรู้ถึงศักยภาพของสิ่งต่างๆ หลายสิ่งที่มีอยู่ หรือเป็นการคิดต่อยอดในสิ่งที่ตัวเองรู้ รู้พลังธรรมชาติ รู้องค์ประกอบ เพื่อนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มาผสมผสาน สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา

5. See it :
เห็นถึงโอกาส เห็นถึงศักยภาพของสิ่งต่างๆ และสามารถพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ เนื่องจากการมีนิสัยที่ชอบอ่าน การเห็นของ Edisonนั้นจะประกอบไปด้วยสองส่วนทั้งซ้ายและขวา เห็นครั้งแรกแล้วเกิดเป็น Idea สมองซีกซ้าย ต่อจากนั้นใช้สมองซีกขวาซึ่งเป็นความรู้และทฤษฎีต่างๆ ที่ได้ศึกมา นำมาจับ จึงสามารถเห็นสิ่งต่อๆไปได้ ซึ่งคำแนะนำ ในตรงนี้ คือ ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดนั่นเอง

6. Working Bottom Up :
เป็นวิธีการทำงานจากล่างขึ้นไปบน โดยวิธีการดังกล่าวเป็นต้นแบบของการทำ R&D
7. Identify Market :
ระบุตลาด ซึ่งเป็นวิธีคิดของผู้ประกอบการ โดยตั้งคำถามก่อนว่าลูกค้ามีความต้องการอะไร หรือเขามีปัญหาอะไรในการดำเนินชีวิต
ที่เราสามารถเขาไปแก้ไขปัญหาได้ โดยแรกเริ่มจะวิจัยหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพก่อน (Potential New Market) จากนั้นก็จะทำการเก็บข้อมูลดิบ โดยดูจากยอดขายประจำปีของสินค้าหลากหลาย ถ้าเขานำไปพัฒนาต่อ จะมีศักยภาพมากไหม และจะมุ่งไปที่ตลาดที่ไม่มีใครเข้าไป (Blue Ocean)เราต้องหาตลาดที่ไม่เคยมีใครเข้าไปมาก่อน และเป็นตลาดที่มีศักยภาพ


เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
ผ่าแนวคิด Drucker (Inside Drucker's Brain) โดย อ.สมภพ เจริญกุล
หลักในการมองโลกในแง่ดี (Positive Thinking)
เรียนรู้เพื่อให้ได้ความคิดใหม่กับ โชค บูลกุล

Read More

7 ย. สำหรับความเป็นผู้นำ

เป็นหลัก 7ย ที่อ.สมภพ เจริญกุล ได้ให้ข้อคิดไว้ สำหรับผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำนั้น ต้องมีอะไรที่ตรึกตรองเป็นสำคัญ หรือผู้ที่ตอนนี้เป็นผู้นำอยู่แล้ว แต่อยากจะพัฒนาความเป็นผู้นำ ที่ไม่ใช่แค่ตำแหน่งอย่างเดียว ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ ซึ่งหลัก 7ย.ประกอบด้วย

ย. หนึ่ง >> ยิ้มแย้ม : ยิ้มแย้มทั้งหน้าและใจ

ย. สอง >> ยกย่อง : คำพูดของคนเป็นได้ทั้งเสนห์และเสนียด ให้คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด ซึ่งการพูดที่ดีมีอีก 5 ประการ
1. รู้กาลเทสะ
2. พูดเรื่องจริง
3. พูดไพเราะ อ่อนหวาน
4. พูดด้วยความปรารถนาดี
5. พูดแล้วเกิดประโยชน์

ย. สาม >> ยืดหยุ่น : เหมือนดั่งไผ่ อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ แข็งแรงแต่ไม่แข็งกร้าว

ย. สี่ >> ยืนหยัน : ไม่ท้อแท้ ท้อถอย มีความเพียร

ย. ห้า >> หยิบยื่น : เอื้ออาทร ช่วยเหลือ เกื้อกูล เสียสละ ยึดหลักยิ่งให้ยิ่งได้

ย. หก >> ยินยอม : รู้แพ้ รู้ชนะ ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง

แต่ผู้นำไม่ค่อยได้ปฏิบัติตาม 7 ย. เพราะ
1. หลงละเลิงกับการเป็นผู้นำ
2. บุคคลรอบข้าง ที่ประจบประเจง
3. ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา
4. ไม่มีธรรมะ ประจำใจ
5. ไม่รับฟังสิ่งที่ดีๆ จากคนอื่น

บทความที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล
การบริหารจัดการคนเก่ง
ลูกค้าคือพระเจ้า (Customer is God)

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
วิธีบริหารลูกน้องของโชค บูลกุล
เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นผู้นำกับโชค บูลกุล (How to treat your's child to be a leader)
Read More

10 January 2010

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นผู้นำกับโชค บูลกุล (How to treat your's child to be a leader)

การที่เราจะเรียนรู้ให้เป็นผู้นำได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องดูก่อนว่า เขามีโอกาสในการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าความรอบรู้ทางอารมณ์ หรือเรียกว่า EQ มากกว่าความรู้ทางวิชาชีพหรือไม่ เพราะคุณโชคให้ความเห็นว่า เด็กสมัยใหม่บางครั้งการเรียนอะไรมากๆ แยะๆ นั้น มันเกิดจากพ่อแม่สมัยใหม่กลัวลูกไม่เก่งเลยไปฝากความหวังให้กับสถาบันทั้งหลาย เร่งให้ลูกเรียนอะไรหลายอย่างๆ เพราะกลัวไม่ทัน และผลักดันให้เด็กเข้าเรียนเร็วกันจนเกินความจำเป็น

ซึ่งคุณโชคมองว่า ถ้าเป็นลูกผมนั้น เมื่อเด็กอายุยังน้อย คุณโชคอยากซนมากกว่าที่จะเข้าไปสู่ระบบการเรียน คุณโชคเชื่อว่าการเรียนจะเป็นการพัฒนาในเรื่องของวิชาการ แต่การซนจะเป็นการพัฒนาในเรื่องของจินตนาการ การเอาตัวรอด เพราะฉะนั้น เมื่อเราตีกรอบให้ลูกเรียนตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ว่าจะเรียนภาษา เรียนกีฬา เต้นรำ ดนตรี คุณโชคเชื่อว่ามันจะเป็นการตีกรอบตั้งแต่เด็ก ซึ่งตรงข้ามที่สังคมเรียกร้องความคิดสร้างสรรค์ (Creative)ซึ่งถ้ามนุษย์เราถูกตีกรอบตั้งแต่ยังเด็ก คำว่าความคิดสร้างสรรค์มันก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะเราถูกฝึกมาให้มีความรู้จริง แต่เป็นควมรู้เฉพาะด้าน เฉพาะเรื่องแต่ไม่มีความรอบรู้

ในการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต มันไม่ใช่เป็นหลักการเรียนแบบโรงเรียน ซึ่งเป็นการเรียนแบบทีละหน้า ทีละบท ทีละวิชา แต่เมื่อคุณมาอยู่ในโลกของการทำงาน มันเป็นการเอาทุกเรื่องๆ มาใช้ อยู่ที่ความเหมาะสมว่าจะเอาเรื่องไหนมาใช้ ใช้มาก ใช้น้อย ซึ่งวิจารณญานตรงนี้ คุณโชคถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมันควรจะต้องถูกฝึกตั้งแต่ยังเด็ก

เพราะฉะนั้น ช่วงระยะเริ่มต้นของเด็ก สำคัญมากที่จะต้องให้เขาได้ซน เพราะเราจะได้เห็นจินตนาการเขา ในการตั้งคำถาม และหาคำตอบได้ตัวเองคุณโชคเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาอย่างเรา มันมีวิธีการในการพัฒนาการรอบรู้ และการรู้โดยความเข้าใจ ผ่านการสังเกตุและการปฏิบัติ ซึ่งคุณโชคถือเป็นจุดเริ่มต้นเลย ซึ่งถ้าเราเริ่มต้นให้ลูก เขาได้ฝึกทักษะตรงนี้ จะเป็นพื้นฐานของชีวิตเลย ว่าจากนี้ไปพื้นฐานการใช้ชีวิตของพวกเขา คือ การได้ปฏิบัติหรือการได้ตั้งสมมติฐานในการเริ่มต้นหาวิธีการปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการที่เรามีทฤษฎี ที่อาจจะมีความรู้แยะ แต่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเพราะไม่ได้ลงมือปฏิบัติ เพราะพื้นฐานนิสัยไม่เคยต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างสังคมตะวันตกและเอเชีย เราจะมีความเชื่อว่า ถ้าเรียนแยะเกรดเยี่ยม อนาคตสดใส แต่เราน่าจะส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ของเรา รู้จักสังเกตุ ตั้งคำถาม จะได้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เพิ่มขึ้น

ซึ่งคุณโชค ยังเพิ่มเติมว่า จากประเด็นที่อยากให้เด้กรู้จักเรียรู้ด้วยตนเอง ตอนนี้ฟาร์มโชคชัย จึงพยายามที่จะเปลี่ยนจาก Agro Tourism เป็น Knowledge Tourism เพื่อเปลี่ยนเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งตอนนี้มีเด็กนักเรียนจากสิงค์โปร์เข้ามาเยอะมาก เพราะสิงค์โปร์เข้าใจว่า ก่อนที่คนจะเก่งได้นั้น ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ วิชาชีพของตัวเอง อยู่ร่วมกับธรรมชาติ เขาจึงเปลี่ยนสถานที่เรียนรู้ในห้องเรียน เป็นสถานประกอบการ ซึ่งสามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติในการเรียนรู้ได้มากกว่า ซึ่งในอนาคตจะทำให้คนเข้าใจในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมากกว่า ในเมื่อแต่ก่อนการเรียนรู้จะสอนให้เราเอาชนะคนอื่น โดยไม่คำนึงถึงการเบียดเบียน ทำให้สังคมเกิดการแข่งขันเพื่อที่จะให้ได้ที่หนึ่งให้ได้ จึงก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น มาตาพุต ที่เกิดจากการใหญ่ แต่ไม่ได้คำนึงถึงการเบียดเบียน เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ธรรมชาติของการเป็นสิ่งมีชีวิตมันควรอยู่อย่างไร แล้วค่อยตามด้วยความเก่ง ไม่ใช่เริ่มมาก็เก่ง เก่งบนหลักการโดยไม่ได้คำนึงถึงสภาวะสิ่งแวดล้อม

คุณโชค สรุปประเด็นไว้ว่า ถ้าเราพัฒนาความรอบรู้ และการเอาตัวรอด บนพื้นฐานของการเข้าใจธรรมชาติ มันจะได้ลดละการเบียดเบียน และเติบโตมาเป็นผู้นำที่สามารถเอาตัวรอด (การนำพาองค์กร ประเทศชาติไปรอด) โดยไม่ไปเบียดเบียนใคร ซึ่งตรงนี้ถือเป็น Idle ในการเป็นผู้นำในอนาคต เราจึงต้องเลี้ยงลูกด้วยความกล้า อย่าเลี้ยงลูกด้วยความกลัว เช่น ถ้าพ่อแม่อาจจะเคยตกบันได เราจะเอาความกลัวที่ฝังใจ มาทำให้ลูกไม่กล้าเดินลงบันได เพราะกลัวตก ทั้งๆ ที่เด็กยังไม่มีประสบการณ์แต่กลัวไปก่อนแล้วเพราะพ่อแม่เอาไปใส่เขา ตรงนี้ จึงมองว่าพ่อแม่สมัยใหม่ กลัวลูกเราไม่ทันโลกหรือเปล่า จึงไม่กล้าเลี้ยงด้วยตนเอง ก็เลยต้องให้สถาบันโน่น นี้ เข้าโรงเรียน Inter ซึ่งในบางครั้งถ้าเรา inter ตั้งแต่ 3-4 ขวบ จะเป็นไปได้ที่เขาจะไม่รู้ประวัติประเทศไทย ไม่ถูกปลูกฝังของการเป็นไทย แล้วโตขึ้นเขาจะมีความเป็นไทยได้มากน้อยแค่ไหน

บทความที่เกี่ยวโชค บูลกุล :
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ
การเติบโตของแหล่งท่องเที่ยวของหัวหินและเขาใหญ่ (Huahin and Khaoyai)
ผู้นำ สร้างได้หรือไม่ โดยโชค บูลกุล (Leader can make ?)
Read More

07 January 2010

ผู้มีอิทธิพล (Influencer)

ผู้มีอิทธิพล คือ ใครก็ตามแต่ที่มีอิทธิพล ต่อทางเลือกในการตัดสินใจของลูกค้า ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ผู้มีอิทธิพลในเชิงบริสุทธิใจ (Pure Influencer) คือ ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยกับสินค้าหรือบริการ และไม่ได้สนใจที่จะไปเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคได้แก่ พวกสื่อ นักวิเคราะห์หุ้นที่มีใจเป็นธรรม ไม่ได้เป็นลูกค้า และไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่แค่เป็นคนสื่อสารต่อเท่านั้น

2. ผู้มีอิทธิพลที่ตัวเองเป็นลูกค้า (Customer Influencer /Hybrid Influencer) คือ ความเห็นหรือมุมมองของคนเหล่านี้ จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจต่อลุกค้า เนื่องจาก ตัวเองก็เคยเป็นลูกค้ามาก่อนนั่นเอง ซึ่งจะไปมีอิทธิพลต่อผู้ใช้ปลายทางโดยตรง และอาจจะกลายเป็น Stockholder Influencer ด้วย คือ ผู้มีอิทธิพลในเชิงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น กลุ่มการค้า สภาการค้า เป็นต้น

แล้วทำไมมุมมองของพวกนี้ จึงมีความสำคัญกับเรา ซึ่งถือว่าเป็น Stockholderภายนอก ให้เราดูว่า
1. เราต้องการประเมินผลกระทบของผู้มีอิทธิพลภายนอกว่ามีผลกระทบต่อพฤติกรรมของลูกค้าและทัศนคติของลูกค้าอย่างไร ซึ่งเป้าหมายของเราคือลูกค้าเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้ามุ่งหวัง ซึ่งผู้มีอิทธิพลที่มีศักยภาพ สามารถที่จะชี้นำการบริโภคของลูกค้าคาดหวังของเราได้ ซึ่งผู้มีอิทธิพลหลักในกลุ่มนี้ คือ สื่อ,Peer Group(คือ เพื่อนที่อยู่ในระนาบเดียวกัน), End user
2. ผู้มีอิทธิพลบางคนที่เป็นลูกค้าอยู่ หรืออย่างน้อยก็แสดงบทบาทโดยตรงต่อการซื้อ หรือแสดงบทบาทโดนตรงต่อ Spec สินค้าและบริการ เช่น คอลัมนิสรถยนต์, เครื่องเสียง เพราะต้องมีสินค้านั้นๆ ก่อนคือเป็นลูกค้าแล้ว ถึงสามารถนำมาเขียนได้ เราจึงจำเป็นต้องนำกิจกรรมทางด้านการตลาดและการขาย ตรงเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านี้ คือ customer Influencer หรือถ้าเป็นโลก internet เราจะต้องถามแล้วว่าใครจะเป็น blog ที่เราต้องเข้าไปหา

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)
Presenter กับความสำเร็จของตราสินค้า
Repositioning Strategy
Read More

การบริหารการเงินใน Logistics (Financial Management in Logistics)

เวลาเราจะมองทางด้านการเงินนั้น เริ่มแรกเลยจะมองไปที่ ROI (Return on Investment) ผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งจะมีอยู่ 2 ฝั่ง ฝั่ง return และฝั่ง Investment ซึ่งไอ้ตัว Return เราก็มองได้ง่ายๆว่า ลงทุนอะไรก็มองไปที่กำไรเป็นตัวตั้ง ส่วนเงินลงทุน คือ Capital เพราะฉะนั้น จับกำไรหารด้วย Capital ก็คือ ROI นั่นเอง

แล้วในการทำ Logistic จะทำอย่างไร ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนดีขึ้น ซึ่งเราจะแยกพิจารณออกตาม ส่วนประกอบของ ROI จากที่กล่าวไว้ในข้างต้น คือ

พิจารณาจากฝั่งกำไร
เมื่อเราจะพิจารณากำไร จะชัดเจนมากว่ามาจากการขายลบด้วยต้นทุน เพราะฉะนั้น โจทย์ของเราในส่วนนี้ คือ ทำอย่างไรให้ยอดขายเพิ่มและต้นทุนการขายลดต่ำลง นิ่คือโจทย์ที่ Logistic จะไปช่วย แล้วตัวยอดขายจะทำอย่างไรให้เพิ่มขึ้นละ

เราจะใช้ Logistic เข้าไปช่วยยอดขายได้โดย 4 ส่วน คือ
1. On time in full ตรงเวลาและเต็มจำนวน คือ ทำอย่างไรที่เราจะส่งสินค้าได้ on time และส่งของส่งครบตามจำนวนที่ลูกค้าสั่ง
2. ระดับการบริการ (Service Level) คือ เราต้องเพิ่มระดับการบริการอยู่ตลอดเวลาให้ลูกค้ากลับมาใช้เรา และเราสามารถที่จะเพิ่มระดับการบริการเพื่อที่จะทำให้ราคาขายของเรานั้นสูงขึ้นได้ ด้วยระดับการบริการ ไม่ได้ไปเน้นที่การลดต้นทุนอย่างเดียว
3. การสร้างความสัมพันธ์ของลูกค้า (CRM) ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขาย
4. การบริการหลังการขาย ซึ่ง Logistic จะต้องมีส่วนเข้าไปช่วยมากๆ เนื่องจาก Logistic ถือว่าเป็นงานบริการ ทำอย่างไรให้ลูกค้ามั่นใจ เมื่อใช้สินค้าจากเรา
ซึ่งทั้ง 4 ตัวที่พูดมามันต้องทำให้เพิ่มสูงขึ้น ยอดขายถึงจะสูงขึ้นตาม

ส่วนในส่วนของต้นทุนการขาย เราจะต้องให้มันลดลง โดย Logistic จะเข้าไปช่วยลดต้นทุน ได้ คือ
1. ระดับปริมาณสินค้าคงคลัง (Inventory) ทำให้มันต่ำที่สุด โดยที่ยังสามารถตอบสนองได้ทั้งภายในและภายนอก ภายในก็คือ ตอบสนอง ขบวนการผลิตไม่ทำให้การผลิตหยุดชะงัก และการตอบสนองภายนอกคือลูกค้า ทำอย่างไรว่าเมื่อลูกค้าต้องการแล้วเราสามารถตอบสนองเขาได้ตลอดเวลา
2. ขบวนการการจัดเก็บ จะถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง
3. วิธีการขนส่ง จะขนส่งแบบเต็มเที่ยวหรือไม่เต็มเที่ยว
4. ค่าเสื่อมสภาพ (Depreciation) และค่าเช่าสถานที่ที่เราจะใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าก็ถือว่าเป็นต้นทุน

พิจารณาจากฝั่งเงินลงทุน
ส่วนฝั่งของเงินลงทุน จะต้องน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำให้ ROI ดี
ซึ่ง Logistic จะเกี่ยวพันกับเงินลงทุนอยู่ 3 มุมใหญ่ๆ คือ
1. มุมของสินค้าคงคลัง ดูตั้งแต่วัตถุดิบที่เข้ามา
2. มุมของเงินสดและบิลรอเรียกเก็บ
3. มุมของสินทรัพย์ถาวร คลังสินค้า
เราจะมาพิจารณาทีละมุมกันเลย

มุมของสินค้าคงคลัง
เรามามองที่สินค้าคงคลังก่อน ซึ่งสินค้าคงคลังเราจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
1.เก็บไว้เพื่อผลิต พวกผลิตก็เป็นพวก Raw Material หรือสินค้าระหว่างการผลิต เราต้องดูว่าขั้นต่ำสุดของเราอยู่ตรงไหน
ที่ยังสามารถสนองตอบความต้องการของฝ่ายผลิตได้ อย่าให้ของขาดหรือมากเกินไป
2.เก็บไว้เพื่อขาย ในส่วนสินค้าคงคลังเพื่อการจำหน่าย มองได้หลายปัจจัย คือ ตลาดต้องการอะไร จึงต้องเก็บสินค้าที่พร้อมสำหรับตลาด และอีกปัจจัยหนึ่งคือ ต้องมีปริมาณเพียงพอ ไม่ใช่ต่ำเกินไป จนไม่สามารถสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้ ถ็ถือเป็นการเสียโอกาส อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ เรื่องสถานที่จัดเก็บ เก็บอย่างไร เราจะได้ไม่ต้องย้ายหลายรอบ และสินค้าคงคลังก็พร้อมจำหน่าย อยู่ในสภาพที่ดี อีกปัจจัยหนึ่งการคือเรื่อง การหมุนเวียนของสินค้า จะเป็นแบบ FIFO หรือ LIFO แล้วแต่ประเภทสินค้า และที่สำคัญมากสำหรับการบริหารสินค้าคงคลังก็คือ การสั่งซื้อยอดที่ประหยัดที่สุด (Economy Order Quantity : EOQ) เราต้องสามารถคำนวณได้ว่าเราสั่งซื้อตรงนี้ มีต้นทุนการจัดเก็บ (Holding Cost) การสั่งซื้อต่ำสุด เท่าไหร่ อย่างไรและจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ซึ่งฝ่ายจัดซื้อจะเป็นส่วนสำคัญมากในการหาตัวนี้ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับ Demand Rate ว่าเป็นอย่างไร เราก็ต้องสั่งซื้อให้ได้ตามนั้น

มุมเงินสดและบิลรอเรียกเก็บ
ในส่วนของเงินสด เราจะต้องมีวงจรของกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) เราจะต้องหาให้เจอว่า สภาพคล่องเราเป็นอย่างไร เพราะเราสามารถใช้เงินไปในการบริหารงานได้แต่ระยะเวลาช่วงหนึ่งเท่านั้น ถ้าเงินเราไปจมอยู่ที่ลูกค้าที่ยังไม่จ่ายหนี้ หรือสินค้าคงเหลือ ก็อาจจะเป็นปัญหาได้ เพราะฉะนั้นคำว่า Cash Flow Statement กับ Income Statement ต้องแยกกันให้ชัด เพราะ Cash Flow คือ สภาพคล่อง

อีกอันหนึ่งคือระบบเอกสารการวางบิล เพราะเมื่อเราส่งเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ไป อาจจะทำให้กลายป็น Overdue ได้ ต้องระบุเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนซึ่งฝ่ายขายและการเงินต้องประสานงานกัน

มุมสินทรัพย์ถาวร คลังสินค้า
สินทรัพย์ถาวร ดูง่ายๆ เลยว่าเราจะซื้อหรือจะ outsource ถ้าเราลงทุนมาก investment cost ของเราก็เยอะ แต่ถ้าหากเราไปใช้คลังสินค้าภายนอกมันก็จะทำให้ ROI เราดีขึ้น ซึ่งจะต้องดูที่นโยบาย

เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า กำไรที่สูงขึ้น แล้ว ROI จะสูงขึ้นตามถ้าเงินลงทุนเราต่ำ ซึ่งเงินลงทุนเราจะดูสามตัวหลัก คือ สินค้าคงคลัง เงินสด สินทรัพย์ถาวร

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Logistic Cost
Bullwhip Effect in Supply Chain
LEAN กับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (LEAN for Supply Chain Management)
Read More

04 January 2010

การเติบโตของแหล่งท่องเที่ยวของหัวหินและเขาใหญ่ (Huahin and Khaoyai)

จากการที่ ตลาดท่องเที่ยวเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ก็จะเป็นการตอบโจทย์ของกลุ่มนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน เช่น คนเที่ยวพัทยา ก็จะรักความสนุกสนาน อยากเห็นทะเล ตอนเย็นตอนค่ำก็อยากสนุก มีบรรยากาศแสง สี แสง ในส่วนกลุ่มคนที่ไปเที่ยวหัวหิน ก็จะเป็นกลุ่มคนที่ต้องการความสะดวกสบาย ไม่เน้นแสงสีมากนัก ถ้ามีปาร์ตี้ก็เป็นแบบครอบครัว เพื่อนฝูง เป็นกลุ่มเล็กๆ ในสถานที่ส่วนตัว ในส่วนกลุ่มคนที่ไปเที่ยวเขาใหญ่ จะเป็นกลุ่มคนที่ต้องการธรรมชาติมากขึ้น ความสงบมากขึ้น และยังมีโอกาสเติบโตมากขึ้น

ซึ่งถ้าเราทำแบบสอบถาม คุณโชคยังคิดว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงเป็นอันดับหนึ่งก็คือ ทะเล แต่การเติบโตของคนที่อยากไปเที่ยวในเชิงธรรมชาติ ที่เป็น ป่า เขา ต้นไม้ จะมีการเติบโตสูงกว่าคนที่ไปเที่ยวทะเล และคุณโชคยังวิเคราะห์ถึงกลุ่มคนที่มาเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ได้ว่า กลุ่มคนที่ไปเที่ยวทางธรรมชาติจะเป็นแบบเฉพาะเจาะจง แต่ในกลุ่มคนที่อยากไปเที่ยวพัทยาหรือหัวหินเนี่ยะ จะเป็นในเชิงตั้งใจอยากจะไปพักผ่อน เห็นอะไรถูกใจก็ซื้อตามทาง แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนที่เที่ยวเขาใหญ่หรือฟาร์มโชคชัย จะเป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจจะไปซื้ออะไรแล้วก็จะไปซื้อตามนั้น จะไม่ซื้ออย่างอื่น เพราะฉะนั้นของอะไรก็ตามที่ซื้อที่ไหนก็ได้ ในแถบนี้จะขายยากหน่อย

อีกทั้งกลุ่มคนที่ไปเที่ยวเขาใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนมีฐานะที่อาจจะไปสร้าง resort หรือหาที่พักแบบหรูๆ ซึ่งอยากจะได้บรรยากาศที่สงบและอากาศที่บริสุทธิ มากกว่าพัทยาหรือหัวหิน ที่ยังอึกทึกอยู่ ในส่วนที่ฟาร์มโชคชัยของคุณโชคนั้น คุณโชคจะพยายามเน้นให้มีความชัดเจนว่า จะขายของที่ที่อื่นไม่มีขาย ลูกค้าของฟาร์มโชคชัยจึงรู้สึกว่าจะหาซื้อของของฟาร์มโชคชัยที่อื่นไม่ได้เลยต้องมาที่นิ่ที่เดียว เลยทำให้กลุ่มลูกค้าเราที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอย ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง (specific) แล้วเลือกซื้อของที่คิดว่าหาที่อื่นไม่ได้

คุณโชคยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผลไม้ของแต่ละจังหวัดก็จะเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ เช่น ข้างโพด องุ่น แก้วมังกร น้อยหน่า เป็นต้น แต่คุณโชคยังต้องการให้มีการพัฒนาให้ niche ขึ้นไปอีก เหมือนสวนทุเรียนเมืองนนท์ ที่ต้องมีการสั่งจองล่วงหน้าก่อนจะออกผล ซึ่งคุณโชคเน้นย้ำที่จุดนี้มากกว่า และต่อไปคุณโชคจะมีโครงการนำร่องเกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตร โดยจะมีแก้วมังกรมาขายที่ฟาร์มโชคชัย ที่จะเป็นแบบ คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน (เป็นของฝาก)ซึ่งเป็นรูปแบบปลอดสาร มี packaging ที่สวยงาม และต้องการทำเป็นโครงการนำร่องที่จะทำให้คนปากช่องได้เห็นว่า สินค้าการเกษตรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม Value Added)ได้สูง

การที่เราต้องหาเอกลักษณ์และพัฒนามาเป็นสินค้าที่หาที่ไหนไม่ได้ มันจะเป็นหลักพื้นฐานของสินค้าของแหล่งท่องเที่ยวทุกแหล่ง โดยเฉพาะการทำสินค้า OTOP ไม่งั้นถึงแม้เราผลิตสินค้าได้มาก แต่ไม่รู้จะทำการตลาดอย่างไร ผลิตมาที่ไหนๆ ก็หาได้ เช่น ทุเรียน เมืองนนท์ ทำไมเราถึงต้องไปถึงนนท์ เรากินที่อื่นไม่ได้หรือ และองุ่นหรือข้าวโพดบางพันธ์ที่ปลูกแถบปากช่อง ที่อื่นก็ปลูกไม่ได้ แต่ยังไม่มีการทำ brand สินค้าที่ชัดเจนซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ก็คือ เราต้องทำสินค้าเกษตรให้เป็น Limited Edition เพราะคุณโชคมองว่าโอกาสำหรับสินค้าเกษตรเรามีเยอะ แต่การตลาดเรายังไปไม่ถึง คุณโชคจึงพยายามจะทำออกมา ซึ่งสินค้าตัวแรก ก็คือ แก้วมังกร ที่เราจะทำมาในรูป Limited Edition

คุณโชคยังเพิ่มเติมว่าการที่ธุรกิจท่องเที่ยวโดยส่วนใหญ่อยู่กันได้ไม่ค่อยหยั่งยืน เพราะมี Margin ที่ต่ำ จากการต้นทุนในการดำเนินงาน การบริหารจัดการที่สูง เพราะฉะนั้นธุรกิจท่องเที่ยวจึงจะต้องหารายได้เสริมเข้ามา เช่น ขายของที่ระลึก ของฝาก ต่างๆ เป็นต้น

เนื้อหาที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
ทิศทางและสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ในมุมมองโชค บูลกุล (Thailand Tourism Outlook)
การหาตำแหน่งทางการตลาด (Positioning)
เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นผู้นำกับโชค บูลกุล (How to treat your's child to be a leader)

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)
Repositioning Strategy
Read More

สวัสดีปีใหม่ 2553 : Happy New Year 2010


สวัสดีปีใหม่ 2555 ครับ Happy New Year 2012 ตามไปอ่านกันได้เลยครับ สำหรับปีใหม่ 2555 นี้...




 อาจจะช้าไปสักนิด ในการอวยพรหรือกล่าวสวัสดีปีใหม่กับทุกท่านที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมและหาข้อมูลในบล็อกของผมนะครับ ยังไงก็ขอถือโอกาสนี้ อวยพรขอให้ทุกท่านจงประสบแต่โชคลาภมากมี มีสูขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แคล้วคลาดจากภยันอันตรายใดๆ ทั้งปวง พร้อมกับมีสติ ปัญญาติดตัว เพื่อฝ่าฝันปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะครับ มีความสุขกันมากๆ นะครับ


Read More
Designed ByBlogger Templates