27 March 2013

เคล็ดลับ 4 ข้อ สู่การเป็นผู้บริโภคสีเขียว (Green Consumer)




หลายครั้งที่บทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สีเขียวที่นำมาเล่าสู่กันฟัง จะเกี่ยวข้องกับฝั่งผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการเป็นส่วนใหญ่ วันนี้ฤกษ์งามยามดี ไปพบเคล็ดลับที่เกี่ยวกับผู้บริโภคอย่างเรา ที่อยากจะเป็น ผู้บริโภคสีเขียวกันบ้างว่าต้องทำอย่างไรนะ แค่ซื้อสินค้าสีเขียวเราก็กลายเป็นผู้บริโภคสีเขียวแล้วหรือเปล่า แต่เอะ... มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นนะ


มามะ มาเป็น "ผู้บริโภคสีเขียว" กันดีกว่า


ผู้บริโภคสีเขียว หรือ "Green Consumers" นอกจากจะเป็นผู้บริโภคที่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมจากการใช้หรือบริโภคสินค้า โดยพยายามให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด เช่น ซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ สีที่ย่อยสลายได้ โดยวิธีชีวาภาพ สเปร์ยผมที่ไม่ผสมสาร CFC หรือการมีกระเป๋าหรือถุงจ่ายตลาดของตนเอง

นอกจากนั้น ยังเป็นผู้บริโภคที่พิจารณาเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจของชุมชนเสมอ เวลาจะซื้ออะไรต้องรู้แหล่งที่มาของสินค้า อาหารที่จะซื้อ และแม้ราคาของผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product) จะแพงกว่าผลิตภัณฑ์ธรรมดา แต่ผู้บริโภคยินดีที่จะควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อซื้อสินค้าเหล่านั้น


เคล็ดลับ 4 ข้อ สู่การเป็นผู้บริโภคสีเขียว



1. ศึกษาแหล่งที่มาของสินค้า



ข้อมูลเหล่านี้อาจะไม่เคยเปิดเผยจากผู้ผลิตเท่าใดนัก ดังนั้นเราควรมองหาจากแหล่งอื่น เช่น Soucemap.com ซึ่งเป็น software ที่เปิดให้โหลดฟรี เพื่อช่วยมองหาที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาผลิตเป็นสินค้าให้คุณได้ซื้อ ส่งผลถึงความปลอดภัยของตัวเราเองซึ่งเป็นผู้บริโภค และได้รู้ถึงระยะทางการขนส่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Emission) ออกมาด้วย


(ข้อนี้ผมขอแถมอีกสักเว็ป GoodGuide ซึ่งใช้สำหรับตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ที่เน้นก็พวกที่เราใช้กับร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นครีมต่างๆ ยาสระผม โรลออน แต่เป็นยี่ห้อต่างประเทศนะ  ว่ามันมีสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็งมากน้อยแค่ไหน)


2. รู้จักฉลากรองรับทางสิ่งแวดล้อม


ฉลากรองรับทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น Cradle to Cradle, Energy Star, Forest Stewardship Council หรือฉลากในไทยอย่าง ฉลากเขียว, ฉลากคาร์บอน โดยเราอาจจะต้องทำการหาข้อมูลก่อนว่า ฉลากแต่ละประเภทนั้นทำการรับรองในเรื่องใด และมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเท่าใด









3. ซื้อน้อยลง ยืมมากขึ้น


สิ่งเหล่านี้มีอยู่มากในโลกออนไลน์ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในการ เช่า-ยืม หรือขายสินค้าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะในต่างประเทศที่มีบริการที่เรียกว่า การแชร์สินค้าในกลุ่มผู้ใช้งานออนไลน์ อย่างเว็บไซต์ Neighborrow, NeighborGoods และ Freecycle หรือบริการประเภทสิ่งบันเทิงอย่าง Netflix และ BookMooch ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก  และน่าจะเกิดขึ้นในไทยได้ไม่ยากอีกด้วย



4. บริโภคของท้องถิ่น


อาหารเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเสียเงินซื้อมากที่สุด ซึ่งหากลองพิจารณาแล้วอาหารในแต่ละมื้อก็ทำการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกมาจำนวนไม่น้อย เราลองเดินเข้าไปจับจ่ายซื้อของจากตลาดใกล้บ้านแทนการเดินทางไปห้างสรรพสินค้าหรูๆ ก็เป็นอีกทางที่ช่วยโลกได้ง่ายๆ อีกทางหนึ่ง










ที่มา : วารสาร สร้างสุข จัดทำโดย สนง.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ว่าแต่ใครอยากรู้อะไรเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพิ่มเติม ตามไปอ่านกันได้ที่  6 ข้อคิดกับการตลาดสีเขียว (Six "Green" Marketing Ideas) ส่วนเพื่อนๆ ท่านใด มีเทคนิคหรือเคล็ดลับอะไรเพิ่มเติมมาร่วมแชร์กันได้นะครับ

Read More

12 March 2013

8 ความเข้าใจผิดของพฤติกรรมผู้บริโภค ปี 2013



วันนี้ขอนำเรื่องเกี่ยวกับผู้บริโภคมาว่ากันต่ออีกเรื่องละกันครับ หลังจากก่อนหน้านี้ได้พูดถึง 15 แนวโน้มสำคัญของผู้บริโภคทศวรรษนี้ คราวนี้จะมาดูว่า ไอ้ที่เราเข้าใจกันก่อนหน้านี้เกี่ยวกับผู้บริโภคอย่างเรา ในหลายๆ เรื่องมันจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่ิอนบ้างหรือเปล่า



8 ความเข้าใจผิดของพฤติกรรมผู้บริโภค ปี 2013


IPG Media Brands (ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส)  มีเดียเอเย่นซี่ชั้นนำ  เปิดตัวหน่วยงานใหม่ Shopper Sciences  บริการปรึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านการตลาดให้กับบริษัทผู้ค้าปลีก  ผู้ผลิตสินค้า และเอเย่นซี่โฆษณาต่างๆ  โดยเน้นการศึกษา และทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในแง่การซื้อ รวมถึงปัจจัยรอบตัวอื่นๆ  ที่มีผลต่อการซื้อสินค้า   เพื่อนำไปเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาแผนงาน Shopper Marketing รวมถึงสร้างกลยุทธ์การโฆษณา และเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม   Shopper Sciences ค้นพบ 8 ความเชื่อผิดๆพฤติกรรมผู้บริโภคยุค 2013  ดังนี้


1. ผู้หญิงไม่ชอบดิจิตอล



ทัศนคติเดิมๆที่คิดว่าผู้หญิงไม่ค่อยสันทัด ไม่สนใจเรื่องเทคโนโลยีหรือดิจิตอลมากนัก  ตอนนี้คงต้องทำความเข้าใจใหม่เสีย  เนื่องจากผลวิจัยชี้ว่า  ผู้หญิงประมาณ 47%  ใช้เวลาตัดสินซื้ออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ หรือที่เรียกว่า High Involvement อย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไป  ส่วนกลุ่มที่ตัดสินใจซื้อรวดเร็ว ตั้งแต่ไม่เพียงนาที ถึง 1 วัน  มีเพียง 12%  หากศึกษาลงลึกไปผู้หญิงมักจะหาข้อมูลจากพนักงานขายมากที่สุด  79%  แต่ที่น่าจับตามองก็คือ  การใช้สื่อออนไลน์ที่มีจำนวนมากพอๆกับผู้ชาย  ทั้ง Online Search , Brand website, Retail website, Online Review เป็นต้น  แต่ในแง่สื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ  สื่อ ณ จุดขาย ทั้งสินค้าตัวอย่างและพนักงานขาย มาเป็นสองอันดับแรก ตามมาด้วยการทดลองของเพื่อนและออนไลน์รีวิว  ตามลำดับ  ดังนั้นสื่อดิจิตอลก็ต้องมีไว้รองรับผู้หญิงเช่นกันไม่ต่างกับผู้บริโภคเพศชาย  เพียงแต่ว่าต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ  เนื่องจากช๊อปปิ้งสำหรับผู้หญิง คือ การผ่อนคลาย




2. ผู้ชายไม่เปลี่ยนใจ



เดิมทีพฤติกรรมของผู้ชายมักมีแบรนด์อยู่ในหัวเดินเข้ามาในสโตร์ หยิบสินค้า จ่ายเงิน และเดินออกทันที (Grab&Go)  แต่จากการสำรวจใหม่พบว่าในกลุ่มสินค้าเพื่อความงาม ผู้ชายมากกว่า 50%  จะถูกกระตุ้น ณ จุดขายพอๆกับผู้หญิง  ขณะที่ในกลุ่มสินค้า High Involvement ผู้ชายก็ตัดสินใจ ณ จุดขายมากกว่าผู้หญิงเช่นเดียวกัน   ดังนั้นผู้ชายทั้งหมดก็ไม่ใช่กลุ่มที่ Grab & Go อีกต่อไป  ดังนั้นการกระตุ้นในนาทีสุดท้ายอาจจะสำเร็จก็เป็นไปได้สำหรับผู้ชาย
(ข้อนี้ขอแทรก เพราะส่วนตัว โดนมาแยะ แฮะๆ)



3. ผู้ชายไม่ต้องการคำแนะนำ



ผู้ชายเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้นทั้งจากความเห็นของแฟนหรือเทรนด์เกาหลี  โดยสื่อที่จะศึกษาข้อมูลมากที่สุด คือ Packaging ซึ่งเป็นสื่อ Instore ประมาณ 87%  รองลงมาจะเป็นสื่อดั้งเดิมทั้งหลาย  เช่น  ทีวี  สิ่งพิมพ์ และ เพื่อน เป็นต้น  แต่การสำรวจครั้งนี้พบว่าสื่อที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ชาย การคุยกับผู้เชี่ยวชาญ หรือ การคุยกับพนักงานขายเพื่อขอคำแนะนำก็ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ   ขณะที่ช่องทางออนไลน์  เช่น  Branded Mobile App , Online Review, Brand Page ก็มีส่วนช่วยตัดสินใจของผู้ชาย  ดังนั้นแบรนด์ต้องกลับมาทบทวนเรื่องการให้คำแนะนำผ่านพนักงานขายและการรีวีวออนไลน์ (อันนี้ก็ขอแทรกหน่อยว่า จำเป็นมากเลย โดยเฉพาะเวลาจะซื้อพวกเวชสำอางค์ไรประมาณนี้)





4. ผู้สูงอายุใจเย็น



ในหมวดสินค้าเทคโนโลยีกลุ่มผู้สูงอายุ (35ปีขึ้นไป)ส่วนใหญ่ยังใช้เวลาตัดใจสินซื้อสินค้านาน อันเนื่องมาจากความไม่คุ้นกับสินค้าเรื่องเทคโนโลยีอาจจะต้องให้ลูกหลานมาช่วยเลือก  แต่มีบางส่วนที่เป็นจำนวนไม่น้อยราว  15% ในการตัดสินใจซื้อทันที ซึ่งมากกว่ากลุ่มวัยรุ่นและวันทำงานด้วยซ้ำ  ผู้บริโภคกลุ่มนี้ชอบเห็นสินค้าและสัมผัสสินค้าประกอบการตัดสินใจ   สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ  ส่วนใหญ่จะเป็น ณ จุดขาย  สินค้าตัวอย่าง และ พนักงานขาย  ตามมาด้วย คูปองส่วนลด และ  เซเลปคนดัง ตามลำดับ
(เอ่ะ อันนี้ก็เป็นเหมือนกันนะ เฮ้ย เราสูงอายุแล้วหรอเนี่ย)







5. Online ไม่มีผลต่อการซื้อ



แม้ว่าผู้บริโภคจะใช้สื่อทีวี  สื่อสิ่งพิมพ์  สื่อนอกบ้านในการหาข้อมูล  แต่สื่อที่มีอิทธิพลต่อการซื้อของพวกเขา เริ่มเด่นชัดคือ  Search Online , Online Review , Brand web   จึงทำให้การ Online อยู่ในทุกๆจุดของ Consumer Journey  เพื่อใช้ในการรวมรวบข้อมูลเพื่อตัดสินใจ ซึ่งเห็นได้จากห้างค้าปลีก ขยายออกมาเป็น Online store หรือ Mobile เป็นต้น  หรือที่เรียกว่า  omni-channel retailing  อีกทั้งยอดการซื้อสินค้าออนไลน์ของประเทศไทยก็เติบโตขึ้นเช่นกัน  ดังนั้นแบรนด์จะต้องมีแพลตฟอร์ม Online รองรับไว้ทุกกจุด




6. มาถึงร้านก็จบล่ะ



ต่อเนื่องมาจากลักษณะของ Omni-channel retailing  จึงทำให้ผู้บริโภคมีช่องทางในการซื้อมากขึ้น  และสามารถเลือกซื้อได้ตามใจ  แม้ว่าจะไปถึงหน้าชั้นวางสินค้าแล้วก็ตาม อาจจะไม่ได้มาซื้อสินค้าก็เป็นได้ ซึ่งเรียกว่าพฤติกรรมนี้ว่า Showrooming  หมายถึง  การเข้ามาดูสินค้า ณ สโตร์  แต่กลับไปซื้อในเว็บไซต์หรือช่องทางออนไลน์อื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า  ตัวอย่างของ  Trendyday.com เปิด Physical Store ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสและเห็นสินค้า




7. Single Message แค่นั้นพอ



เดิมทีการวางแผนสื่อจะใช้เมสเสสเดียว ในการสื่อสารกับผู้บริโภคในทุกๆสื่อที่ใช้  แต่จากการศึกษาพบว่าแต่ละช่วงเวลา และ แต่ละสื่อ  ผู้บริโภคต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน  เช่น  TV – แบรนด์ และ ส่วนประกอบ , สิ่งพิมพ์ – แบรนด์ ราคา และ ประโยชน์ ,  สินค้าตัวอย่าง – ประโยชน์  การใช้งาน และ ราคา  เป็นต้น  ดังนั้นการใช้เมสเสสเดียวคงจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นการใช้หลายเมสเสสแต่ยังคอนเซ็ปต์หรือตีมเดียวกัน





8. ลูกค้าจ่ายเงินแล้วจบ



จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า  พลังของการบอกต่อหลังจากซื้อมีผลต่อการซื้อของบุคคลใกล้เคียงในอนาคต  ดังนั้นจึงต้องกระตุ้นให้ลูกค้าได้พูดถึง  รีวีว เกี่ยวกับสินค้าและบริการให้มากที่สุด ทั้งการบอกต่อปากต่อปาก  ใน Social Media ต่างๆ  เพื่อให้เกิดโมเมนตัมของการซื้อครั้งต่อไป  โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเป็นผู้บอกต่อมากกว่าผู้ชาย






ที่มา : http://www.brandbuffet.in.th
Read More
Designed ByBlogger Templates