08 December 2009

Business Knowledge#3

Creative Economy
ผู้ชนะทาง Creative Economy คือ ประเทศที่มีทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และสามารถนำวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด นอกจากนี้ ประเทศเหล่านี้ยังสามารถใช้วัฒนธรรมในการเชื่อมต่อ Global และ Local อย่างมีประสิทธิผลด้วย โดยการ Culture Package for sales อย่างเช่น แดจังกึม ที่มีการ package ทั้งละคร+ประวัติศาสตร์+อาหาร+การท่องเที่ยว+การแพทย์ เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy and Creative Economy)

หลักในการเลือกเรียน MBA
อันดับ 1 : ชื่อเสียงของสถาบัน (37%)
อันดับ 2 : โปรแกรม หรือหลักสูตร (15%)
อันดับ 3 : สถานที่ตั้ง (12%)
อันดับ 4 : ผลงานวิจัย ผลงานบทความต่างๆ ของศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น
อันดับ 5 : คุณภาพของอาจารย์ (10%) มีปากมีเสียงในสังคม สามารถแสดงความคิดเห็นที่เป็นเรื่องราวในสาขาที่ตนสนใจ แล้วได้รับการยอมรับ
อันดับ 6 : วิธีการสอน (5%)
อันดับ 7 : ค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายประจำวัน (4%)
อันดับ 8 : เพื่อนแนะนำ
อันดับ 9 : ประวัติการให้บริการทางวิชาชีพ เช่น การจัดสัมมนาต่างๆ
อันดับ 10 : เงินเดือนเริ่มต้น

Strategics
- สื่อใหม่ จะเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขัน เปลี่ยนการเชื่อมต่อกับผู้บริโภค
- กลุ่มเด็ก 9 -13 ปี จะเรียกว่ากลุ่ม Tween ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กก่อนวัยรุ่น ซึ่งมีกำลังซื้อสูง
- คำว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า" ใช้ไม่ได้กับลูกค้าทุกคน ซึ่งลูกค้าที่มี Customer Lifetime Value ต่ำไม่ใช่พระเจ้า ส่วนลูกค้าที่มี Customer Life Time Value สูง นั่นแหล่ะ คือพระเจ้า (Customer Lifetime Value ก็คือ ตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า คาดว่าเขาจะทำรายได้ให้กับคุณเท่าไหร่)
- ในเชิง PR เรามาใช้กับ P ตัวที่ 1 PRODUCT โดยใช้เป็น moniter media ของคู่แข่งขันว่าคู่แข่งมีวิธีการโฆษณาอย่างไร ทำไมถึงได้ไปออกรายการนั้น รายการนี้

ขายของอย่างไร เมื่อไม่มีคนซื้อ
1. อย่าเพิ่งล้มเลิก ยอมแพ้ จงอ้าแขนรับการปฏิเสธ ให้เป็นหนึ่งในกระบวนการการขาย และจงพยายามไปหาลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อย่าเพิ่งท้อถอย
2. จงโฟกัสในการตลาด และการประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาขายอยู่อย่างเดียว ไม่มีเครื่องมือช่วย ซึ่งถ้าคุณสามารถขับเคลื่อนความสนใจในสินค้าของคุณแล้ว ทำให้ลูกค้าใส่ใจ คุณจะสามารถทำให้เกิด demand ขึ้นมาได้ เราถึงต้อง focus ไปที่ marketing เพราะเป็นการสร้างความต้องการและยิ่งเราใช้ Social Media Marketing จะสามารถสร้างความได้เปรียบได้
3. จงยื่นข้อเสนอให้กับลูกค้า ที่ถ้าเป็นตัวเองแล้วยังรู้สึกดีมาก จนยากที่จะปฏิเสธ

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Business Knowledge#2
Read More

หลักในการมองโลกในแง่ดี (Positive Thinking)

การมองโลกในแง่ดี (Positive Thinking)ถือว่าเป็นเรื่องของจิตใจความคิดภายในตัวเรามากกว่า แม้เราอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ หากเรารู้จักที่จะมองในสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นบวก มันก็สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนให้ผ่านมาได้ ในทางกลับกันถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในสถาณการณ์ปกติ แต่เรามัวแต่คิดวิตกกังวลในความคิดมีแต่เรื่องร้าย ก็จะส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของเราได้เช่นเดียวกัน

งั้นต่อไปเรามาดูกันว่า หลักการมองโลกในแง่ดีนั้น มีอะไรบ้าง

1. จงควบคุมพลังทางความคิดและทัศนคติ
2. จงประเมินระดับการมองโลกในแง่ดีของเรา
3. พัฒนา style ของการอธิบายของคนที่มองโลกในแง่ดี
4. จงขจัดลักษณะการอธิบายให้กับตัวเองที่พวกที่มองโลกในแง่ร้ายใช้กัน
5. จงตระหนักหรือโต้เถียง ความคิดในแง่ลบที่เกิดขึ้นในหัวเรา
6. ใช้การประเมินในเชิงบวก เพื่อจัดการกับปัญหาและความผิดหวัง
7. ตั้งความหวังให้เป็นนิสัยเลย

แต่ความคิดในเชิงลบก็มีประโยชน์ เช่นเดียวกัน เพราะการมองโลกในแง่ร้ายจะทำให้เกิดความสำเร็จในอาชีพได้ จากผลการศึกษาของนักศึกษาปี 1 ในปี 2007 มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ปรากฏว่า คนที่เรียนเกี่ยวกับกฏหมาย ที่มองโลกในแง่ร้ายจะทำได้ดีกว่าคนมองโลกในแง่ดี นักกฏหมายจะป็นโรคจิตตกสูงกว่าคนธรรมดาถึง 3.6 เท่า เพราะต้องอยู๋กับความขัดแย้ง

แล้วเราจะใช้ความคิดในเชิงลบของเรา เมื่อไหร่และอย่างไร
การมองโลกในแง่ร้าย สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นได้ เพราะในบางสถานการณ์การมองโลกในแง่ร้าย จะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนมากขึ้น คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะมีการการรับรู้ในเรื่องของความอันตราย (Perception of Danger) มากกว่าของคนอื่นและจะมีความไวต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้น และสามารถจะหาเหตุที่จะไปถ่วงน้ำหนักว่าถ้ามันเกิดเหตุร้าย ขึ้นจริง ว่าเราจะทำอย่างไร ก็คือ คนมองโลกในแง่ร้ายมีโอกาสรอดมากกว่าในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ถ้ามากเกินไปอาจจะ Over React ได้

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Repositioning Strategy
สมการคนเก่ง ใน Logistics
Read More

05 December 2009

กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)

ก่อนที่เราจะทำการสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication) เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า มีกลุ่มคน 2 กลุ่มหลักๆ ที่เราต้องทำการสื่อสารให้เข้าใจชัดเจน ซึ่งกลุ่มแรกและเป็นกลุ่มที่สำคัญ คือ

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
1. ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้หรือไม่ว่า มีสินค้าของท่านอยู่
2. ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต้องรู้ว่าจุดยืนของคุณคืออะไร จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสื่อให้ลูกค้ารู้ว่า เรามาที่นิ่ ยืนอยู่ตรงจุดนี้ เพื่ออะไร อะไรที่ลูกค้าสามารถได้จากเราและอะไรที่เราสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้
3. ท่านต้องเข้าใจว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ต้องการอะไรจากคุณ ซื้อสินค้าของคุณเพราะอะไร แล้วตั้งคำถามว่าบริษัทของท่านได้เข้าไปเกี่ยวข้องทุกๆ หน่วยของกระบวนการการตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนั้นอย่างไร

กลุ่มพนักงาน (Staff)
1. สื่อสารไปแล้ว สร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นกับพนักงานหรือไม่
2. พนักงานเข้าใจหรือไม่ว่า องค์กรของเรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางไหน
3. พนักงานเข้าใจในวัตถุประสงค์เดียวกันหรือไม่ ความสัมพันธ์ของเป้าหมายย่อย หรือเป้าหมายแต่ละแผนก แต่ละส่วนงาน สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่อย่างไร และคนที่องค์กรสื่อสารร่วมกันอย่างไร มีทัศนคติ ต่อเป้าหมายเป็นไปในทิศทางอย่างไร
4. พนักงานได้สื่อ หรือส่งสารที่ถูกต้อง ไปยังกลุ่มลูกค้าคาดหวังหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวที่วัดว่าเขามีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรหรือไม่ เพราะบางองค์กรที่พนักงานมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อองค์กร จะทำให้สารและความรู้สึกดังกล่าวถูกสื่ออกไปในขณะที่พบกับลูกค้า
5. พนักงานฟังสิ่งที่ลูกค้าพูดหรือไม่
6. สิ่งที่ท่านสื่อไปไหน ส่งผลอะไรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรหรือไม่ (Stackholder) และทัศนคติของคนเรานี้ที่มีต่อองค์กรของเราอย่างไร ถ้าคนเหล่านี้มีทัศนคติเชิงบวกนั้น จะทำอย่าไงรให้ลูกค้ามาซื้อของๆ ท่าน

สุดท้ายการสื่อสารการตลาด จะแบ่งออกเป็น 2 หลัก ใหญ่ๆ คือ
1. การสื่อสารองค์กร (Corporate Communication)
2. การสื่อสารสำหรับสินค้าและบริการ (Product Service Communication) การโฆษณาจะเป็นหลักใหญ่ๆ

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
Repositioning Strategy
First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)
How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล
Read More

ทิศทางและสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ในมุมมองโชค บูลกุล (Thailand Tourism Outlook)

ถ้าพูดถึงคำว่าเศรษฐกิจหรือสถานการณ์อะไรก็ตาม คุณโชคคิดว่าการที่จะสามารถฟันธงลงไปได้ว่าจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก บางเรื่องก็ต้องแล้วแต่ว่าใครเป็นคนมอง ส่วนสถานการณ์ ท่องเที่ยวในปีหน้าของประเทศไทยเรานั้น มันอยู่ที่ว่าใครคือลูกค้าเรา

ซึ่งถ้าถามว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวของตลาดคนไทยเราในปีหน้า เป็นอย่างไรนั้น คิดว่าน่าจะดีโดย คุณโชคพิจาณาจากลูกค้าของฟาร์มโชคชัย ที่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน)มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ แต่สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศอาจจะลดลงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น หากธุรกิจของเราได้ประเมินความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นว่าถ้าเราไม่ได้ลูกค้าต่างประเทศ แล้วคนไทยจะยังมาอุดหนุนสินค้าเราหรือไม่ ถ้าตอบโจทย์ตรงนี้ เราก็สามารถยังมีตลาดท่องเที่ยวในประเทศรองรับอยู่ เพื่อรักษาธุรกิจของเราให้อยู่ต่อไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะทำได้ดังกล่าว ถึงแม้จะมี campaign ให้รณรงค์ไทยเที่ยวไทย แต่ปัญหาคือ สินค้าของเราตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยของเราจริงหรือไม่ เพราะบางสินค้าอาจจะทำให้เฉพาะชาวต่างชาติอย่างเดียว ซึ่งคนไทยอาจจะไม่สนใจ

ส่วนสถานการณ์การท่องเที่ยวปีนี้ เท่าที่คุณโชคประเมินได้ ในช่วงสิ้นปี น่าจะดีกว่าช่วงสิ้นปีของปี 2551 ในส่วนของฟาร์มโชคชัยในช่วงนี้ ก็มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากขึ้นผิดปกติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนเริ่มที่จะรู้สึกอยากจับจ่ายใช้สอย มั่นใจมากขึ้น แต่ในส่วนของฟาร์มโชคชัย จะมีข้อได้เปรียบตรงที่ว่า ใกล้กับกรุงเทพซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ เพราะคนที่จะต้องท่องเที่ยวจะคำนึงถึงระยะเวลาการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญ

ฉะนั้น ถ้ามองย้อนกลับไปที่ยุทธศาสตร์ที่จะให้ทุกจังหวัด ทุกหมู่บ้านเป็นสถานที่ท่องเที่ยว อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ โดยคุณโชคได้ยกตัวอย่างสินค้าญี่ปุ่นที่แต่ละตำบลมีการออกผลิตภัณฑ์ออกมานั้น จะเห็นได้ว่าดูมีคุณค่าในสายตาของลูกค้า เพราะทุกคนรู้สึกว่ามันเป็น Niche Product ของแต่ละตำบลจริงๆ ซึ่งสินค้า OTOP ของญี่ปุ่นมีคุณค่าถึงกับต้องแย่งกันซื้อกันเลยทีเดียว แต่ถ้าเทียบกับ OTOP ของไทยเรานั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในจำพวกสินค้าช่วยกันซื้อ ช่วยกันอุดหนุนหน่อย ซึ่งมันผิดยุทธศาสตร์ มันไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ คุณโชคยังให้ความเห็นไปถึง อุตสาหกรรมการบริการของประเทศไทยเรานั้น ยังมีหลายมาตรฐาน ซึ่งจิตวิญญาณการให้บริการของเราจะขึ้นอยู่กับกำลังจ่ายของลูกค้า ซึ่งคุณโชคกำลังจะเขียนบทความในเรื่องเกี่ยวกับคน 3 คน คือ Operator, รปภ., และคนขับรถ ซึ่งทั้ง 3 คนนี้คุณโชคมองว่าจะเป็นผู้ชี้สันดานขององค์กรเลยก็ว่าได้ หมายความว่า คนสามกลุ่มนี้ ถ้าคุณเห็นว่าเขาเป็นอย่างไรนั่นแหล่ะคือวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งสามตำแหน่งจะเป็น Contact point แรกๆ ที่สำคัญ

กลับมาในเรื่องการท่องเที่ยว ประเด็นหนึ่งที่ไทยจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน คือ การต้องมีเจ้าภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แม้จะมี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แต่เราก็ยังไม่มั่นใจในเรื่องของบทบาท ทำอะไรในการช่วยเหลือผู้ประกอบการบ้าง ดังนั้น พอยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจน กระบวนการ การคิดในการพัฒนาสินค้าที่จะตามมา มันก็ไม่สามารถสร้างความแตกต่าง (Differentiate) ได้

เนื้อหาที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
การเติบโตของแหล่งท่องเที่ยวของหัวหินและเขาใหญ่ (Huahin and Khaoyai)
การหาตำแหน่งทางการตลาด (Positioning)
How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล
Read More

04 December 2009

Repositioning Strategy

ก่อนอื่นเรามาพูดกันถึงว่าการ Positioning โดยหลักการแล้วเป็นการแย่งชิงพื้นที่ที่อยู่ในใจของลูกค้า ไม่ใช่เป็นแค่พื้นที่ทางการตลาดเฉยๆ ซึ่งการที่เราจะมีพื้นที่อยู่ในใจของลูกค้าได้นั้น ให้เขาจำเราได้ ก็โดยการวางตำแหน่งนั่นเอง การวางตำแหน่ง จึงเป็นการวางตำแหน่งในใจคน ซึ่งต้องใช้กระบวนการในการสื่อสาร

ส่วนการ Repositioning คือ การวางตำแหน่งใหม่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Perception ที่อยู่ในใจของลูกค้า เนื่องจาก ก่อนหน้าที่เราได้ทำการวางตำแหน่งไปแต่แรกนั้นเป็นแบบนี้ แล้วตอนนี้เราจำทำการ repositioning ใหม่ก็คือการปรับ Perception ปรับการมองในแบบใหม่ เช่น บัตร KTC สมัยก่อนที่เป็น บัตร KTB Card ที่มีลายแล้วคนรู้สึกว่ามันเก่ามาก แล้วพอมีการ Repositioning แยกมาเป็น KTC กลายเป็นบัตรที่ทันสมัย เหมาะกับ lifestyle มากขึ้น เป็นการปรับ perception ที่อยู่ในใจอของลูกค้าที่มีมาแต่ก่อน ซึ่งการปรับ perception จะครอบคลุมไปถึง ตัวคุณ บริษัทของคุณ องค์กรของคุณหรือแม้แต่สภาพการแข่งขัน

ซึ่งเราจะสามารถ Repositioning อย่างได้ผลนั้น ต้องเข้าใจว่า ใจของคนเรามีกระบวนการทำงานอย่างไร และคนเราคิดอย่างไร คนเราจำอย่างไร ซึ่งโปรแกรมการปรับตำแหน่งทางการตลาด ต้องเริ่มต้นที่การแข่งขันในใจ แปลว่า มันไม่ใช่สิ่งที่คนอยากจะเข้าไปทำ แต่มันเป็นสิ่งที่สภาวะตลาด การแข่งขันในอุตสาหกรรม ทำให้คุณต้องไปทำอย่างนั้น เช่น แป้งตรางู แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าไม่มีคู่แข่งอย่าง Protex ลงมาสู่ตลาด ซึ่งการปรับตำแหน่งดังกล่าว เรียกว่า Repositioning Competition

ซึ่งถ้าเราจะพูดถึงการ Positioning นั้นจะมีอยู่ 2 ด้าน หนึ่งคือ ด้านที่บริษัทต้องการให้สินค้าเป็นอะไร อีกด้านหนึ่งคือ ผู้บริโภคมองสินค้าว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นด้านที่สำคัญ เราจึงต้องเข้าใจจิตใจของผู้บริโภค

ดังนั้น การ Repositioning เป็นการปรับ Perception ไม่ใช่การเปลี่ยน เป็นการปรับความรับรู้ที่มีต่อ Brand ใด Brand หนึ่ง ไม่ว่า perception นั้นจะเกี่ยวกับตัวคุณหรือเกี่ยวกับการแข่งขันก็ตาม แต่แท้จริงแล้วการที่เราจะ Repositioning มันเป็นการยาก เพราะเป็นการเปลี่ยนการรับรู้ที่อยู่ในหัวคน ซึ่งจากผลการวิจัยนั้น ในการรับรู้ ในการเห็นสินค้าใหม่ของผู้บริโภคนั้น Product ใหม่ๆ หรือการพยายามทำตัวใหม่ๆ ขอยี่ห้อเดิมๆ จะสร้างความตื่นเต้นหรือความน่าสนใจได้ยากกว่า Product ใหม่ จาก Brand ใหม่ๆ เนื่องจากคนจะจำไปแล้ว ซึ่งยากจะเปลี่ยนแปลงและจากผลการทดลองของนักจิตวิทยานั้น ก็ยืนยันว่ามันเป็นเรื่องยากเหลือเกินในการเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภค

ฉะนั้นการที่เราจะ Repositioning ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยเครื่องมือทางการตลาดที่เรียกว่า PR ซึ่งหัวใจของการประชาสัมพันธ์ คือการใช้สื่ออย่างมืออาชีพ แล้วจึงใช้ Advertising เป็นเครื่องมือตัวที่สองตามมา เช่น ใช้ PR ให้เกิดการตลาดแบบปากต่อปาก พร้อมกับทำการโฆษณาตอกย้ำไปด้วย

กฏของการ Repositioning (ของ Jack Trout)
1. จงค้นหาว่า Position หรือตำแหน่งทางการตลาดไหนที่คุณมีอยู่ในสายตาของสาธารณะชน
2. จากนั้นลงไปทำวิจัย โดยการลงไปพูดคุยกับกลุ่มลูกค้ามุ่งหวัง (Prospect)และอย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การไปพบปะพูดคุยกับ บรรณาธิการของสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของท่าน
3. ให้รับเอากลยุทธ์การปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดที่อยู่ในหัวของผู้บริโภคและกลุ่มมุ่งหวังที่คุณต้องการจะเป็นเจ้าของ เช่น ต้องการขายของกับวัยรุ่น ต้องไปดูว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร

ท้ายที่สุด เวลาที่เราจะ Repositioning อย่าใช้ Idea ที่ธรรมดาเกินไป Position ที่เราเลือกมาใหม่ ต้องเป็นการ Improve Your Image ให้ดีขึ้น เช่น Apple

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
ตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ (Strategic Positioning)
กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)
ผู้มีอิทธิพล (Influencer)
Read More

GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ของประเทศไทย โดย ดร.ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์

GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ของประเทศไทย น่าจะโตสัก 3 -4 % เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นของปี 2551 ทำให้ฐานต่ำจึงคิดว่าในไตรมาส 4 ปี 2552 นี้น่าจะโตขึ้น และถ้าเราดูไตรมาส 1 (เทียบกันปีต่อปี)-7% กว่า ส่วนไตรมาสสองอยู่ที่ -4 ถึง -5% ส่วนไตรมาสสามอยู่ที่ -2.8% เพราะฉะนั้นในไตรมาส 4 ถ้าเราทำได้สัก 3% เศษ มันน่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ -2.5 ถึง -2.8% ไม่น่าจะถึง -3%

ซึ่งในส่วนปัจจัยเสี่ยงที่น่ายังมีผลกระทบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกขณะนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับ ราคาน้ำมัน และสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วว่ายังมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ส่วนรูปแบบการฟื้นตัวมันจะเป็นระยะสั้น ฟื้นตัวในเชิงเทคนิคหรือตัวเลข แต่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังซบเซาอยู่ ทำให้เป็นการฟื้นตัวอย่างไม่ต่อเนื่อง เป็นลักษณะการแกว่งตัวมากกว่า

ซึ่งปีหน้า ดร.ตีรณ คาดคะเนว่าเศรษญกิจไทยน่าจะโตประมาณ 3% ขึ้นไป เพราะฐานตัวเลขในปีนี้ต่ำมากแล้ว เพราะฉะนั้น ปีหน้า 3-4% ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าไตรมาส 1 ไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ปี 2552 ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตมาก ก็อย่าไปคิดว่ามันกลับมาเป็นตัววี (V Sharp)เพราะมันเป็นการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำของปีนี้เท่านั้นเอง

ในส่วนตัวเลขการส่งออกของเราในไตรมาส 4 ปีนี้น่าจะดีขึ้นและจะเข้าสู่สภาวะปกติในปีหน้า ซึ่งการที่การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ยังอยู่ในลักษณะแกว่งอยู่นั้น เนื่องจาก ตัวเลขความมั่นคั่งระดับโลกที่หายไปประมาณ 30% จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะต้องสร้างและสะสมความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่จึงจะกลับไปสู่สภาวะเศรษฐกิจที่ดีอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งยังเป็นเรื่องยากอยู่ ทำให้อีก 2-3 ปี ข้างหน้าเศรษฐกิจโลก ยังถูกกำกับโดยกำลังซื้อของประชาชนซึ่งยังไม่ถูกเท่าที่ควร ซึ่งความชัดเจนจะเห็นในปี 2011 ว่าเศรษฐกิจโลกและของไทยจะโตได้สักเท่าไหน ซึ่งจะเป็นการเติบโตที่นิ่งขึ้น แต่ในระยะยาวแล้วเศรษฐกิจโลกและของไทยในระยะยาวน่าจะต่ำอยู่ ยกเว้นกลุ่มประเทศ BRIC

ส่วนหลักที่เราจะใช้ในการประเมิน GDP ต้องขึ้นอยู่กับระยะสั้นหรือระยะยาว

ถ้าระยะสั้น (1-2 ปี) เราก็ต้องดูองค์ประกอบการบริโภค การลงทุน ว่ามันมีลู่ทางหรือไม่ ส่วนการส่งออกและการนำเข้าจะมีมูลค่าการเติบโตที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ตัวที่ใหญ่จึงมาเน้นที่การบริโภคและการลงทุน และดูภาครัฐบาลเข้ามาในส่วนของไทยนั้น กำลังของภาครัฐบาลมีไม่มากนัก เพราะมีกฏหมายเรื่องงบประมาณและการขึ้นภาษีมากำกับอยู่จึงไม่ค่อยเปลี่ยแปลงหวือหวามากนัก ดังนั้น ตัวที่จะมีผลมากก็คือ การบริโภค จะมีสัดส่วนประมาณ 60% ของ GDP

แต่ถ้ามองในระยะยาว ต้องมองความสามารถในการแข่งขัน สู้คู่แข่งในตลาดโลกได้หรือไม่ ต้นทุนเราเป็นอย่างไรถ้าเราแพงกว่า ก็ยากที่จะขยายการส่งออก ทำให้ต้องอาศัยการบริโภคตลาดภายในล้วนๆ แต่ส่วนใหญ่เราจะมองเศรษฐกิจโลกและไทย ควบคุ่กันไปในการพยากรณ์

ส่วนอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลักๆ ก็ยังคงเป็น ราคาน้ำมันดิบของโลก ที่ตอนนี้ยังมีความผันผวนอยู่ ซึ่งตอนนี้เริ่มขึ้นมาในระดับต้นทุน 60-70 บาร์รเล แต่ถ้าเริ่มสูงกว่านี้ จะกระทบกับไทยได้ ส่วนตัวช่วยของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คงยังต้องขึ้นอยู่กับการส่งออกเป็นหลักนั่นเอง

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดย ดร. ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์
เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy and Creative Economy)
Read More

03 December 2009

เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องเดือดร้อน ตอนที่ 2

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ จากคำแนะนำดีๆ ใน เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องเดือดร้อน ตอนที่ 1 ได้ไปลองปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ดูหรือยัง ถ้ายังเห็นว่าเคล็ดลับก่อนหน้ายังดูยากอยู่ เรามาดูเคล็ดลับที่เหลือกันครับ เผื่อจะได้ idea ใหม่ไปใช้ได้มากขึ้นครับ มาลองดูกันเลย

19. อย่าเป็น coupon person ที่เป็นเหยื่อของ promotion

20. การซื่อสัตย์ต่อยี่ห้อเกินไป อย่าเป็นเหยื่อของความซื่อสัตย์

21. ซื้อของอะไรที่ super market ต้องจดให้ชัดแล้วไปซื้อตามนั้น

22. ซื้อเพราะคุณภาพ อย่าซื้อเพราะราคา

23. ของบางอย่าง อย่าซื้อเพราะอยากซื้อ เพราะเราอาจจะอยากแล้วซื้อมามากตามความอยาก แต่มีความถี่ในการใช้น้อย

24. ซื้อจำนวนมากเข้าไว้ เหมาะกับสินค้าอุปโภคบริโภค

25. ซื้อแล้ว สามารถวางแผนที่จะขายได้ด้วย

26. ซื้อในจังหวะที่ควรซื้อ เช่น เสื้อหนาวที่ไปซื้อตอนหน้าหนาว ก็จะแพง

27. ซื้อน้ำดื่มเป็นขวดๆ จะแพงกว่ากรองน้ำดื่มเอง

28. ของบางอย่างกินไปก่อน ดื่มไปก่อนถ้าเรามีจากที่บ้าน หรือหาที่ถูกกว่าได้

29. เลือกซื้อของใกล้หมด เพราะจะมีราคาถูก (ใช้วิจารณญาณในการ Shop ด้วย)

30. อย่าตามใจสมาชิกในครอบครัวมาก เพราะมักจะเลือกกินแต่ของแพง

31. แช่แข็งอาหาร เพื่อเก็บไว้กินนานๆ

32. ทำสวนครัวเอง

33. ไปเที่ยว ผับ บาร์ ควรจะไปให้มันดึก เพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่ในนั้นน้อย จะได้ใช้จ่ายน้อย

34. เวลาอยากจะไปดูหนัง ดูการแสดง ก็รอเป็น DVD แทน

35. เวลาพักผ่อนเลือกสถานที่ใกล้บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปไกล หรือฟังรายการ อ่านหนังสือ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแทน

36. เวลาไปต่างประเทศ แลกให้พอดี เพราะถ้าแลกเกินไปแล้ว เวลาจะมาขายคืน จะโดนกดราคา

37. ตรวจสอบ statement จากธนาคารบ่อยๆ

38. ประหยัดน้ำ ไฟ เมื่อใช้อยู่ในบ้าน

39. ติดแอร์แต่ละห้องไป ไม่ต้องใช้แอร์ส่วนกลาง

40. Shop ระหว่างทางกลับบ้าน

41. Recycle หาของที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่

42. อย่าท้อถอย ไม่ใช่ประหยัดแล้วไม่ทำงาน ประหยัดแล้วก็ต้องขยันให้มากขึ้นด้วย

ทั้งหมดก็ 42 ข้อนะครับ น่าจะโดนๆ กันทั้งนั้นนะครับ ลองไปตรวจสอบตัวเองดูนะครับว่า อันไหนพอแก้ไขได้ ก็แก้ไขไปครับ เผื่อวันหนึ่งจะได้รวบกับเขาสักทีครับ

บทความที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
5 สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จากจีน
9 เคล็ดลับในการเป็นมหาเศรษฐี
Read More

เคล็ดลับบริหารคนในธุรกิจครอบครัว (HR Management in Family Business) โดย โชค บูลกุล

การบริหารคนในธุรกิจครอบครัวนั้น มันจะไม่มีรูปแบบที่ตายตัวในการบริหาร แต่จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ขนาดของธุรกิจ ความเป็นมาของธุรกิจและหลักการที่ผู้ก่อตั้งทำมาจนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นความไม่ตายตัวตรงนี้ คุณโชคจึงไม่อยากฟันธงว่าจะต้องเป็นแบบไหน แต่ถ้าถามความคิดเห็นของคุณโชค ในเรื่องดังกล่าวนั้น คุณโชคให้ข้อคิดว่าเราจะแบ่งเป็นยุคบุกเบิก และยุคของการรักษา ซึ่ง Generation ที่สองส่วนใหญ่เราจะเป็นยุคของการรักษา ฉะนั้น การใช้วิจารณญานในการ
ทำธุรกิจใน style ผู้บุกเบิกบางทีอาจไม่เหมาะสม ไม่สมควรกับเวลาแล้ว แต่ถ้าผมอยู่ในยุคบุกเบิกในการบริหารธุรกิจครอบครัว การที่จะต้องทำให้รุ่นที่สองทำงานอย่างมีเหตุและมีผล และเราสามารถวัดผลงานเขาได้

อย่างแรกเลยคือ เราต้องแยกแยะความเป็นคนในครอบครัวและความเป็นมืออาชีพออกจากกันให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ยากที่จะกระทำ เพราะเมื่อเวลาเราสอนหรือให้งานแก่รุ่นที่สอง จะออกไปในแนวของพ่อสอนลูก ทำให้โจทย์ที่เรามอบหมายให้เขาทำบางทีจะเกิดความคลุมเคลือ การตัดสินใจการวิเคราห์tผลงานก็จะเกิดความคลุมเคลือ ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดมาตรฐานในการพิจาณาการทำงานที่ชัดเจนและยากในการที่จะไปวัดผลคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเรา ซึ่งรากฐานของครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน จะเป็นตัวแปรสำคัญในการที่จะวางการบริหารงาน เพราะบางทีความรู้สึกจะขัดแย้งกับตัวเอง สงสารลูกบ้าง ทำให้แยกแยะลำบาก และในท้ายที่สุดคนในครอบครัว เกิดความรู้สึกว่าทำอะไร ก็ถูก ทำอะไรก็ได้ไม่มีปัญหา เราจึงอาจต้องลดความผูกพันธ์ทางอามณ์ลงมาบ้าง แล้วเพิ่มหลักการ และเอาการจัดการเข้ามาเสริม

คุณโชคยังเน้นว่าข้อยาก ก็คือ การพิจารณาคนในครอบครัว และคนที่ไม่ได้อยู่ในครอบครัว มันยากในการพิจารณาให้คุณให้โทษ เพราะถ้ามีความผูกพันกับเราคงจะยากที่จะพิจารณาโทษ ส่วนในกรณีของคุณโชคกับคุณพ่อนั้น มันไม่มีปัญหาเนื่องจาก คุณโชคขอมาทำงานในสิ่งที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย มันจึงไม่มี Commitment มาสร้างแรงกดดัน เพราะไม่มีผลประโยชน์ เพียงแต่เราอย่าไปเพิ่มความกดดันให้เขา โดยการบริหารงานไม่ให้แย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ มันจึงดูเหมือนง่ายกว่าบางบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ที่ต้องรักษาผลการดำเนินงานให้ดีอย่างต่อเนื่อง

โดยคุณโชค เพิ่มเติมว่า ถ้าเราสามารถบริหารจัดการคนในธุรกิจครอบครัวได้นั้น สิ่งที่ได้มาแน่ๆ ก็คือ ความรวดเร็ว เพราะธุรกิจครอบครัวได้เปรียบในเรื่องของความเร็วในการตัดสินใจ เพราะไม่ต้องคิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ คนในครอบครัวสามารถพูดเรื่องงาน เรื่องนโยบายได้ทันทีไม่ว่าอยู่ที่ทำงาน ที่บ้าน หรือสถานที่ต่างๆ เมื่อทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ ไม่เหมือนกับองค์กรใหญ่ๆ ที่จะต้องมีการนัดล่วงหน้า แจ้งเรื่องประชุม มีพิธีการมากมาย

เมื่อธุรกิจครอบครัวเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไม่ควรจะลด แต่ความชัดเจนในการแยกแยะระหว่างคนที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัว กับคนที่ต้องสัมพันธ์กันในฐานะความเป็นมืออาชีพ ตรงนี้เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ต้องมีความชัดเจนและลึกซึ้งมากขึ้น

ในส่วนของบางองค์กรที่ไม่ใช่มาจากธุรกิจครอบครัว แต่มีความพยายามที่จะให้พนักงานรู้สึกว่าเป็นคนในครอบครัวนั้น ต้องขึ้นอยู่กับศิลปะการแสดงออกของเจ้าของ ที่ต้องแสดงออกต่อพนักงานในองค์กร อาจะไม่เกี่ยวกับการให้ incentive ต่างๆ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งคุณโชคบังบอกด้วยว่าเจตนาของคุณโชคในการบริหารองค์กรฟาร์มโชคชัยนั้นต้องการให้เป็นแบบครอบครัว พี่น้อง เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากรู้ว่าพนักงานทุกคนรู้สึกมาอย่างที่คุณโชคต้องการหรือไม่ ลองไปเที่ยวฟาร์มโชคชัย แล้วสอบถามกับพนักงานโดยตรงได้เลย เพราะคุณโชคก็ยังอยากรู้เช่นเดียวกัน

บทความที่เกี่ยวกับคุณโชค บูลกุล :
ทิศทางและสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ในมุมมองโชค บูลกุล (Thailand Tourism Outlook)
บทเรียนของผู้ที่จะสืบทอดกิจการ โดย โชค บูลกุล
วิธีบริหารลูกน้องของโชค บูลกุล
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ
Read More

02 December 2009

First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)

โดย อ.สรรชัย เตียวประเสริฐกุล
First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)บริษัทใดๆ ก็ตามต่างก็ต้องการ ที่อยากเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก เนื่องจาก

1. การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก เราสามารถที่จะกำหนดราคาได้ เพราะเรามีการผูกขาดตลาดในระยะสั้น
2. เราจะรู้จักตลาด ทำความเข้าใจตลาดได้มากกว่าคนอื่น
3. มีโอกาสสามารถสร้างฐานของตลาดได้มากกว่า
4. เรามีเวลาในการเตรียมการในการ หนีคู่แข่งที่เข้ามาทีหลัง เพื่อจะไปทำของที่ดีกว่าในอนาคต

จริงแล้วตาม concept ผู้ที่เข้าตลาดก่อนน่าจะเป็นผู้นำ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ จะมีบริษัทที่เข้าตลาดก่อนคนอื่น แต่ในระยะยาวแล้วไม่สามารถเป็นเจ้าตลาดได้

หลักในการเข้าสู่ตลาดก่อนคนอื่น เพื่อประสบความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว คือ
1. สินค้าควรจะทำ Branding อย่างดี เพื่อช่วยสร้างความจดจำให้เกิดขึ้นกับลูกค้าให้ได้ (ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพที่ดีด้วย)
2. ต้องมีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือพัฒนาในเรื่องของขบวนการในการทำธุรกิจให้ดีขึ้นมากกว่าคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา
3. เนื่องจากการเข้ามาเป็นเจ้าแรก ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดค่อนข้างสูง เพราะต้องให้ความรู้ (Educate) แก่ตลาด ว่าสินค้าของเราดีอย่างไร จึงต้องมีทรัพยากร หรือเงินทุนต้องมาก นอกจากนี้ ยังต้องมีความสามารถในเรื่องของการผลิตด้วย เพราะถ้าเราคิดได้แต่ผลิตไม่ได้ ก็ไม่สามารถเข้าตลาดก่อนคนอื่นได้
4. เราต้องมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้สามารถรับกับการแข่งขันไปด้วย ไม่งั้นแล้วการที่เราออกสินค้าก่อนคนอื่น เราก็อาจจะล็อคตัวเองให้อยู่กับสิ่งที่เราทำอย่างนี้ พอคนอื่นที่มาทีหลัง เขาดูจุดอ่อนของเราและสามารถทำของที่ดีกว่ามาตีตลาดเราได้ เราจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของอุตสาหกรรมด้วย

อ.สรรชัย ยังพูดถึงความรวดเร็วของการเติบโตของอุตสาหกรรม ที่แบ่งออกเป็น 4 อย่าง อธิบายเป็น Matrix โดยประกอบด้วย 2 แกน หนึ่งคือ ความต้องการของตลาด เติบโตเร็วหรือช้า กับอีกแกนคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเติบโตเร็วหรือช้า

ความต้องการเร็ว + เทคโนโลยีเร็ว =
ความต้องการเร็ว + เทคโนโลยีช้า = โทรทัศน์จอ LCD, หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
ความต้องการช้า + เทคโนโลยีเร็ว = โทรศัพท์ 3G
ความต้องการช้า + เทคโนโลยีช้า = สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ซอสพริก น้ำปลา เครื่องดื่มแอลกฮอล เป็นต้น


บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
ตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ (Strategic Positioning)
การสร้างทฤษฎีในการทำธุรกิจใหม่ๆ ของโชค บูลกุล
Repositioning Strategy
กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)
Read More

สมการคนเก่ง ใน Logistics

จากแนวคิดของ ดักลาส เอ ปีเตอร์ ได้คิด Model ของคนเก่งขึ้นมา ซึ่งเมื่อลองนำมาเขียนสมการจะประกอบด้วย 4 ตัว คือ

1. Knowledge : ความรู้
2. Skil : ทักษะความสามารถ
3. Roadblock : สิ่งกีดขวาง อุปสรรค
4. Attitude : ทัศนคติ

ซึ่งเมื่อเขียนเป็นสมการความสัมพันธ์จะได้

Performance
= ((Knowledge + Skill)/Roadblock)*Attitude


1. Knowledge : ความรู้ จะเป็นตัวสำคัญมาก แล้เราต้องรู้อะไร คือ ต้องรู้ในเชิงเทคนิค แล้วก็มาในเรื่องของคน และมาในเรื่องของงาน
2. Skill : ทักษะ มันจะเป็นตัวบอกความชำนาญในการทำงาน เพราะความรู้ที่ดี ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำงานดี มันจะต้องมีความชำนาญด้วย ไม่ใช่อาศัยแต่พรสวรรค์อย่างเดียว ไม่มีการฝึกฝนเพื่อสร้างความชำนาญให้เกิดขึ้น
ซึงเมื่อเรานำ

(Knowledge)ความรู้ + (Skill) ทักษะ = (Ability) ความสามารถ

ในขณะเดียวกันขีดความสามารถของเราอาจจะต้องถูกบั่นทอนด้วยกำแพงที่สูง นั่นก็คือ Roadblock เช่น เรามีความสามารถ แต่หัวหน้าไม่ให้โอกาส ไม่สามารถไปไหนได้ เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นตัวบดบัง

ในส่วน Attitude ที่เป็นตัวคูนลงไปนั้น ถือว่าเป็นตัวสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะถึงแม้จะมีความรู้ ความสามารถดี แต่มีทัศนคติติดลบ ประสิทธิภาพการทำงานการลดลง หรือถึงแม้จะมีทัศนคติเป็นศูนย์ ก็จะกลายเป็นเข้าเกียร์ว่าง ไม่อยากทำอะไร เพราะฉะนั้น ทัศนคติที่เป็นบวก ถือเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการ และเป็นตัวใช้วัดคนในเบื้องต้นว่ามีทัศนคติเป็นอย่างไร แล้วจึงมาดูในเรื่อง ความรู้ความสามารถ และกำแพงขวางกั้น ท้ายที่สุดแล้วทัศนคติสามารถเปลี่ยนได้ โดยขึ้นอยู่กับบริบทและสิ่งแวดล้อม

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
การบริหารจัดการคนเก่ง
การจัดการจุดแข็งของตนเอง (Strenght Management)
KPI for Logistic
หลักในการมองโลกในแง่ดี (Positive Thinking)
Read More

01 December 2009

5 สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จากจีน

จากปัญหารการถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอเมริกา ตั้งแต่กลางปี 2008 จนถึงปัจจุบัน ที่ยังไม่มีทิศทางการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทำให้สหรัฐ ประเทศยักษ์ใหญ่ ต้องหันกลับมามองตัวเองแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับความเป็นมหาอำนาจของตัวเอง และในขณะเดียวกัน การก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่อย่างประเทศจีน ท้าทายความเป้นเบอร์หนึ่งของโลกของสหรัฐนั้น กลับมีเรื่องที่ให้ต้งคิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่อเมริกาต้องเปิดใจ เรียนรู้ความเป็นจีนมากขึ้น โดย 5 สิ่งที่อเมริกาควรที่จะเรียนรู้จากจีนนั้น คือ

1. จีนมีความทะเยอ ทะยานสูง จะเห็นได้ว่าโครงการใหญ่ๆ หลายๆ อย่างกำลังเกิดขึ้นที่จีน อย่างเช่น รถไฟเร็วกว่า 16,000 กิโลเมตร หรือถนน hi way 6 เลน นอกเซี่ยงไฮ้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศจีนจะทำอะไรเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า Can do spirit (ฉันทำได้) ซึ่งประเทศจีน จะทำอะไรสร้างอะไร จะรวดเร็วมากทำให้โครงการเกี่ยวกับสาธารณูปโภคเกิดขึ้นเร็วมาก ละล่าสุดทางปักกิ่งเพิ่งอนุมัติงบกว่า 580,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 2 ปีในการสร้างระบบสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐาน และเมืองใหญ่ของจีน 13 เมือง ภายใน 5 ปีต้องมีไฟฟ้าครบ

2. จีนให้การศึกษาสำคัญมาก อัตราการได้รับการศึกษาของจีนอยู่ที่ 90 % ในขณะที่ อเมริกาอยู่ที่ 86% ซึ่งจะเน้นทางคำนวน วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ซึ่งเวลาที่เด็กส่วนใหญ่ใช้ในการทำการบ้านจะเป็น 2 เท่าของเด็กอเมริกา ครูที่สอนระดับประถมทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์จะต้องได้รับปริญญาทางด้านนั้น ในขณะที่ในอเมริกาครูที่สอนไม่ถึงครึ่งที่ได้ปริญญา

3. การดูแลคนสูงอายุ : ที่จีนจะมีวัฒนธรรมที่มักจะดูแลผู้สูงอายุ ให้อยู่ด้วยกันในครอบครัว

4. ประหยัดมากขึ้น : ที่จีนมีอัตราการประหยัดต่อของครัวเรือนอยู่ที่ 20% เนื่องจากไม่ใช่ดูแลเฉพาะลูกเท่านั้น แต่ต้องดูแลพ่อแม่ด้วย จะทำให้เกิดการลงทัน เกิดผลผลิต และเกิดนวัตกรรม

5. คนจีนมองไกลและตั้งตัว : มีวิสัยทัศน์ในการทำงานมากขึ้น จะขยันทำงานมากขึ้น แต่ต้องเป็นงานที่ไม่ลำบากเหมือนรุ่นพ่อที่เป็นเกษตรกร

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ของประเทศไทย โดย ดร.ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์
เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy and Creative Economy)
เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องเดือดร้อน ตอนที่ 2
Read More

บทเรียนของผู้ที่จะสืบทอดกิจการ โดย โชค บูลกุล

สำหรับคุณโชค คิดว่า การที่เราพึ่งจบเมื่อกำลังมีไฟแรง ต้องการหาวิธีแสดงฝีมือ หาสนามทดสอบ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเป็นเถ้าแก่ในทันที เพราะการเป็นเถ้าแก่เป็นอะไรที่ยาก คนรุ่นใหม่มักจะคิดแค่ว่าเป็นการลงทุน การใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป แต่แท้จริงแล้วการเป็นเถ้าแก่ การริเริ่ม ถือว่าเป็น 1 ส่วน 4 ขององค์ประกอบของการเป็นเถ้าแก่ ซึ่งประกอบด้วย 4 ร (ริเริ่ม รุก รับ รักษา) ซึ่งมิติพวกนี้ คนที่ไม่มีประสบการณ์อาจจะมองไม่ออก ดังนั้น มันจึงไม่มีความจำเป็นที่หากต้องการแสดงความสามารถ แล้วต้องเริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของธุรกิจเสมอไป เพราะบางทีการเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างเขา ก็จะเป็นวิธีที่จะทำให้เรารู้ถึงศักยภาพในตัวเราได้ เนื่องจากเราต้องทำงานภายใต้กรอบ หรือสิ่งที่มีคนขีดไว้ให้เรา แต่จะต้องให้ดีกว่าที่คนอื่นเคยทำมา หรือสามารถแก้ปัญหาที่คนอื่นแก้ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นทดสอบศักยภาพของเราเช่นเดียวกัน

ฉะนั้น คนที่ครอบครัวมีธุรกิจเป็นของตัวเองนั้น มันไม่ได้เสียหายที่เราจะไปเรียนรู้ประสบการณ์ก่อน เพียงแต่ข้อคิดของการทำธุรกิจครอบครัวนั้น ในการเริ่มต้นงานวันแรกของเรา อย่าทำตัวเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจ เพราะว่ารุ่นพ่อที่เป็นรุ่นบุกเบิก การวางตัวและสถานภาพของเขา หรือวิธีการทำงานของเขา ถือว่าเป็นรากฐานของการสร้างองค์กรนี้ขึ้นมา เราไม่สามารถไปหลอกเลียนแบบหลักการเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงบอกว่าอย่าทำตัวเป็นผู้บุกเบิก ถึงแม้เราจะคิดเป็น จากการศึกษาที่จบมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำเป็น การทำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยเวลา ที่เราจะได้มีแบบฝึกหัดที่จะปฏิบัติแล้วรู้จริงว่า สิ่งที่เราทำผลมันเป็นอย่างไร นิ่คือ จุดเริ่มต้นของการทำเป็น เราจึงต้องมองว่าเราไม่รู้ทุกอย่าง เราจะได้มีเวลาในการเรียนรู้

ส่วนเหตุผลที่คุณโชค ตัดสินใจทำธุรกิจกับครอบครัว เนื่องจากมองเห็นว่า เมื่ออะไรต่างๆ มันดีอยู่แล้ว ทำไมเราถึงไม่อยากจะรักษามัน แล้วอะไรคือบทพิสูจน์ของความสามารถของเรา ก็คือลองมองไปในองค์กร ว่ามันมีปัญหาตรงไหน อย่าไปเริ่มต้นที่โอกาส เพราะใครทำก็ได้ แล้วอย่ามาอ้างงานบางงานว่า มันเล็กเกินไป ไม่คู่ควรกับลูกเจ้าของ เราต้องไปดูเลยว่าอะไร คือปัญหาที่ไม่มีใครอยากเข้าไปสะสาง นั่นคืองานชิ้นแรกของคุณ จงกระโดดเข้าไปทำ แล้วตรงนั้นจะเป็นจุดสร้าง Good View ให้กับคน ผู้ใหญ่ในองค์กรก็จะมองว่า ไม่ใช่เป็นแค่เด็กรุ่นใหม่ที่ร้อนวิชา อยากจะแสดงความสามารถ ประมาณว่า Show Off

ซึ่งคนสมัยก่อนรุ่นบุกเบิกมันจะวัดกันด้วยใจ แต่คนรุ่นใหม่มันต้องวัดกันด้วยปัญญาจริงๆ หมายความว่า คนสมัยก่อนไม่ใช่ไม่มีปัญญา แต่เนื่องจากสมัยก่อนมันเป็นยุคบุกเบิก ซึ่งต้องวัดกันที่ใจจริงๆ เช่น ยุคของคุณพ่อ ถ้าท่านไม่กล้าไป ป่าดงพญาไฟ มันก็ไม่ได้มีการริเริ่ม มันถึงต้องมีความบ้า แต่ในสมัยใหม่นี้ ซึ่งเป็นยุคความเร็ว ข้อมูล ข่าวสาร ถ้าคุนใช้แต่ความบ้ำระห่ำ ใจนักเลง เพื่อรุกธุรกิจ
ไม่ใช่คุณออกมาจะเป็นผู้ชนะ เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว คุณจะต้องรู้หลักการบริหาร รู้จักใช้ทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ไม่ใช่ใช้ที่เรียนมาทั้งดุ้น ทำให้ยุคนี้ของธุรกิจฟาร์มโชคชัย เราจะรักษาธุรกิจได้ ไม่ได้ใช้ความบ้าระห่ำ แต่ใช้ปัญญาล้วนๆ ทำยังไงให้ธุรกิจเลี้ยงวัว อยู่ในความสนใจของคนในสังคม อย่างเช่น ผมมาออกรายการ ไม่ใช่เพราะผมเลี้ยงวัวเป็น แต่เพราะมันเป็นวิธีที่จะแสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงวัวมันอยู่ในธุรกิจสมัยนี้อย่างไร

ในส่วนวันแรกที่คุณโชค ที่ได้เข้ามาทำงานในฟาร์มโชคชัย ตั้งใจเลยว่า เราจะไม่ทำตัวป็นเจ้าของ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราก็คือ เราจะต้องเป็นพนักงงานที่มีค่าที่สุดในองค์กรให้ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่คุณโชคตั้งไว้เลย แล้วค่าของเราอยู่ที่ไหน คุณก็ไปมองดูว่าในองค์กรของคุณมีปัญหาอยู่ที่ตรงไหนแล้วไม่มีใครลงไปจัดการ ถ้าคุณกระโดดเข้าไปแล้วแก้ไขปัญหาให้กับองค์กรได้ และกลับกลายเป็นว่า สิ่งที่คุณแก้นั้นเป็นการต่อยอดธุรกิจออกไปได้อีก คุณก็สามารถบอกได้ว่า คุณเป็นคนที่มีค่าต่อองคกร ซึ่งคุณโชคจะมีทัศนคติแบบนี้มากกว่า การที่จะต้องกระโดดออกไปแล้วจะต้องไปทำอะไรเป็นของตัวเอง ตั้งแต่เราจบมา

แต่ปัจจุบันนี้ ทายาทส่วนใหญ่ที่มีการจบการศึกษาทางธุรกิจมาสูงๆ อาจจะมองว่าธุรกิจของครอบครัวตัวเองนั้น มันไม่เทห์ เล็ก ไม่ตื่นเต้น ไม่โดดเด่นในสังคม เพราะฉะนั้นเราจึงต้องย้อนกลับมาดูเจตนารมน์ของการบุกเบิกธุรกิจนี้ และอะไรคือเจตนารมณ์ของการทำธุรกิจของเรา ซึ่งเป็นการตรวจสอบความต้องการของคุณพ่อและของเรา ซึ่งถ้าคำตอบของเราคือการ อยากแสดงฝีมือ นั่นก็คือ การไปหาปัญหาที่ยังไม่ได้รีบการแก้ไขนั่นเอง ซึ่งไม่ต้องไปเริ่มธุรกิจตัวเองก็ได้

เพราะนั้นวิธีการที่จะมองประเด็นพวกนี้ให้ออกนั้น ต้องเริ่มต้นมาจากการมองที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งในปัจจุบันนี้ยาก เพราะคนรุ่นใหม่มักจะคิดก่อนเลยว่า จบแล้วทำอะไรถึงรวย จบแล้วทำอะไรถึงจะ intrend จบแล้วทำงานบริษัทนี้เราจะได้อะไร ซึ่งคำถามเหล่านี้ มันไม่ใช่คำถามของคนที่จะประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า คนที่จะประสบความสำเร็จเขาจะคิดก่อนเลยว่า อะไรคืองานที่ต้องทำ อย่าเพิ่งคุยเรื่องผลตอบแทน ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จจริงจากธุรกิจ กับคนที่มองธุรกิจเป็นเพียงแค่ทางผ่านให้เรามีเงินมากขึ้น ซึ่งตรงนั้นอาจไม่ได้หมายถึงความมั่งคงและความยั่งยืนก็ได้

บทความที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
เคล็ดลับบริหารคนในธุรกิจครอบครัว (HR Management in Family Business) โดย โชค บูลกุล
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ
คำแนะนำสำหรับ ทายาทที่จะสืบทอดกิจการ

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
ธุรกิจครอบครัว กับบทบาททางเศรษฐกิจโลก
Read More

05 November 2009

Business Knowledge

การสร้างความแตกต่าง (Differentiate)
อ่านบทความก่อนหน้า คลิ๊กเลย

Generic Product (สินค้าสามัญทั่วไป) : เช่น เรากินอาหาร เพื่ออิ่ม สิ่งที่ขายตัวนี้แล้วอยู่ได้ อาจจะเป็นสิ่งที่ผูกขาด

Expected Product (สินค้าที่ผู้บริโภคคาดหวังว่าจะได้) : เราคาดหวังการกินของเรา เพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย คือ การกินอิ่มแล้วต้องอร่อยและสะอาดด้วย ซึ่งจุดนี้จะทำให้เกิดการขาย ซึ่งเรื่องของความคาดหวัง เราสามารถนำประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่ออยู่ในสังคมได้ Expected Product (สินค้าที่ผู้บริโภคคาดหวังว่าจะได้) : ระดับความคาดหวังของผู้บริโภคก็จะไม่เท่ากัน จะแตกต่างตาม target segment ต่างๆ ซึ่งการคาดหวังจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ความแตกต่าง (Differentiate) ซึ่งความแตกต่างจะตามความคาดหวัง

Augmented Product (ตัวนี้จะเป็นตัวสร้างความแตกต่าง) การสร้างความแตกต่าง มันไม่เพียงแต่ให้สิ่งที่ลูกค้า คาดหวังเท่านั้น สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจะเพิ่มขึ้นไป โดยการนำเสนอมากกว่าสิ่งที่ลูกค้าคนนั้นคิด หรือต้องการ Augmented Product เป็นสิ่งที่เกินความคาดหวังของลูกค้า คนที่ทำให้เกิดคือ เจ้าของสินค้า (Seller Originated Augmentation) ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เมื่อผู้ประกอบการสร้างมันขึ้นมาแล้ว จนผู้ประกอบการรายอื่นๆ ก้เริ่มทำตาม สุดท้ายสิ่งที่สร้างขึ้นมาจะกลายเป็นคาดหวังของลูกค้า (Customer Expectation)ปกติ ที่ลูกค้ามองว่าเป็นสิ่งที่คาดว่าจะได้เมื่อมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการทุกเจ้าที่มีอยู่ในตลาด

Business Strategy

Product

- ถ้ามี Product ตัวที่แพงออกมา จะทำให้ตัวที่ถูกขายดีมากขึ้น เช่น รถยนต์ที่รุ่นที่มักจะมีหลาย version โดยผู้บริโภคจะไม่เลือกที่แพงที่สุดหรือที่ถูกที่สุด ก็คือ ระดับกลางๆ (ประนีประนอม) แต่ต้องผ่านเงื่อนไขที่ผู้บริโภคมีอยู่ในใจ (เช่น มีระบบ ABS) จึงทำให้เห็นได้ว่า ตัวกลางจะขายได้ทันที แล้วเราจะใช้ตรงจุดนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างไรใน SME โดยที่ท่านมีสินค้าหลายตัว หลาย version ท่านจะประยุกต์อย่างไร โดยสินค้าที่แพงที่สุด (Hi-en) ในหมวดหมู่ใด หมวดหมู่หนึ่งของสินค้าของบริษัท มันจะให้คุณประโยชน์ที่เป็นไปได้ (Potential Benefit) 2 ประการ คือ
1. จะมีตลาด Hi-En Niche ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ต้องการ แต่ไม่ใช่ตลาดหลัก
2. รุ่นที่ถัดจากรุ่นที่ขายแพงที่สุด มันจะเกิดความน่าสนใจขึ้นมาทันที เนื่องจากมีตัวเปรียบเทียบที่ชัดเจน เพราะผู้บริโภคจะไปเปรียบเทียบกับรุ่น Top แล้วจะเกิดความรู้สึกว่ารุ่นนี้คุ้มค่า คุ้มราคา ขึ้นมาทันที เราจึงต้างทำสินค้าที่เป็นกลางๆ (Wednesday Product) และต้องมี Product ที่แพงสุดออกมา เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบ แต่เน้นขายตัวกลาง ซึ่งตัวถูกสุดจะเป็นตัวดึงคนเข้า และตัวบนจะเป็นตัวสื่อถึงว่าตระกูลนี้ดีสูงสุดอยู่ที่ตรงไหน (Strategy Product) ซึ่งเราไม่ควรนำ Product ในระดับ
Top ออกไป เพราะเห็นว่ามันขายไม่ดี ซึ่งถ้าเราเอาออกจากตลาด จะส่งผลกระทบในเชิงลบเป็น Domino ต่อ Product ที่ท่านขายดีที่สุด ท่านจะต้องรักษา Product รุ่น TOP เอาไว้ เราไม่ควรมองเป็น product ตัวต่อตัว แต่ควรมองเป็นทั้ง Port (หัว กลาง ท้าย)

Marketing
- เจ้าตลาด จะต้องรู้จักและเข้าใจแนวทางของตัวเอง ไม่เช่นนั้นจะหลงทาง ต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ตำแหน่งไหน จะทำอะไรภายใต้ข้อจำกัดได้บ้างรอบคอบมากขึ้น คิดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดี แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นก็คือ ความเป็นผู้นำ ต้องสามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้ โดยปรับให้ เข้ากับลักษณะเศรษฐกิจ ความต้องการของลูกค้า ลักษณะและวงจรชีวิตของสินค้า ทุกอย่างต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน อย่าใช้ทางลัด และด้วยข้อจำกัดเราถึงไม่สามารถทำการตลาดแบบ Mass ได้แล้ว แต่จะเป็นการตลาดแบบหลายไร้รูปแบบ
แล้วนิยามการทำการตลาดไร้รูปแบบคือ การทำการตลาดที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ยอมรับและซื้อสินค้า ตอบโจทย์ลูกค้าได้ มีประสิทธิผล ไร้รูปแบบ แต่ไม่ไร้จรรยาบรรณ ทำการตลาดแบบวางตัวเป็นน้ำ

ผู้บริโภคจะมีอยู่ 3 แบบ (จากอ.สุวิทย์ เมษินทรีย์)
1. Confuse Consumer : คือ ผู้บริโภคที่ไม่รู้ว่าจะบริโภคอะไรดี
2. Confirm Consumer : คือ กลุ่มผู้บริโภคที่ขาดความมั่นใจ ชอบบริโภค Brand มักจะชอบสินค้า HiEn
3. Confident Consumer : คือ กลุ่มผู้บริโภคที่จะเลือกอะไรด้วยตัวเอง สร้าง trend ขึ้นมาเอง ซึ่งจะเป็นคนกำหนด trend ของตลาด

ข้อด้อยของการตลาดแบบ word of mount
ข้อด้อยของการตลาดแบบ word of mount (viral marketing) สินค้าที่เหมาะ คือ หนังสือ, ภาพยนต์, ละคร
1. ขาดความแม่นยำ ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งสินค้าประเภท High Involment product ที่ต้องใช้เวลาคิด เวลาตัดสินใจนาน การทำ word of mount
จะไม่ค่อยมีผล เพราะว่าการแนะนำจากคนใกล้ชิดมักจะไม่มีน้ำหนักพอ จึงต้องรอในกาค้นคว้าข้อมูลเอง
2. ควบคุมไม่ได้ ว่าคนจะพูดถึงสินค้าของเราอย่างไร
3. มีความสามารถจำกัดในการครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ
4. ช้าเกินไป เนื่องจาก ต้องรอให้พูดกันปากต่อปาก
ต่อไปการเกิด word of mount จะเกิดบน internet ถ้าคนที่ใช้การตลาดแบบ word of mount ต้องระวังคู่แข่งที่จะใช้ช่องทางเดียวกันในการให้ร้าย หรือสร้างความเท็จให้เกิดขึ้น เพื่อก่อความเสียหายให้กับผลิตภัณฑ์เรา เพราะฉะนั้น ท่านต้องมีวิธีการสลายกลยุทธ์ในเชิงลบ โดยใช้ประชาสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Public Relation)

กระบวนทัศน์

คนที่ใช้คนแรก ปรากฎอยู่ในหนังสือ ในปี 1962 ชื่อว่า The Structure Eang Scientific Revolution คนเขียนชื่อ Thomas Eskun เป็น นักประวัติศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Historian) เขาได้นำความคิดในเรื่องของ paradie มาสู่ในโลกของวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาได้เขียนกระบวนทัศน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific paradie)
คือ ตัวอย่างที่ได้รับการยอมรับของการปฏิบัติในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นจริง รวมไปถึงกฏ ทฤษฎี๊ การประยุกต์ใช้ และเครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกันซึ่งในยุคสมัยต่อมา ความหมายของกระบวนทัศน์ก็คือ ชุดหรืออนุกรม ของกฏและเกณฑ์ ซึ่งจะถูกเขียนหรือไม่ถูกเขียนก็ได้ ซึ่งกฏเกณฑ์ต่างๆ จะมีอยู่ 2 ประการ
ประการแรก กฏเกณฑ์ต่างนี้ ตั้งขึ้นมาโดยมีขอบเขตชัดเจน
ประการที่สอง มันได้บอกกระบวนทัศน์นี้ว่าท่านจะต้องมีพฤติกรรมอย่างไร ในขอบเขตนั้นๆ เพื่อที่ท่านจะประสบความสำเร็จ

Business News

มูลค่าตลาดรวมของ น้ำดื่มบรรจุขวด (PEP) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านบาท โดย เบอร์หนึ่ง คือ สิงค์ 28%, เบอร์สอง คริสตัล 19%, เบอร์สามเนสเลย์ 14% ซึ่งตลาดน้ำดื่มเป็นตลาดที่ Margin ต่ำ การแข่งขันสูง

คัมภีร์ของซุนวู

1. มรรค (วิถีทาง) : ความเป็นธรรม ความสามัคคี มีใจเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันระหว่างผู้ปกครองและประชาชน
2. ฟ้า : สภาพดินฟ้า อากาศ ฤดูกาล
3. ดิน : ภูมิประเทศ สูงหรือตำ ใกล้หรือไกล กว้างใหญ่หรือคับแคบ ปิดหรือเปิด
4. แม่ทัพ : หมายถึงผู้นำ มีความเป็นผู้นำ มีความสามารถหรือไม่
5. กฏ : ระเบียบวินัย การจัดการกำลังพล การจัดสรรอาวุธของกองทัพ
การทำสงคราม
อันการทำสงครามต้องยึดหลักเผด็จศึกโดยเร็ว ถ้ายืดเยื้อกองทัพจะอ่อนล้า ขวัญและกำลังใจตกต่ำ แถมต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง การทำสงครามจึงต้องรวดเร็ว แม้จะหยาบไปบ้าง ผู้ทำสงครามจึงจะต้องไม่เกณฑ์เสบียงซ้ำสอง ซ้ำสอง แต่จะอาศัยตีเอาจากศัตรูให้ได้ ประเทศยากจน เพราะต้องส่งเสบียงไปยังกองทัพที่อยู่ไกลๆ เพราะฉะนั้นขุนพลที่มีสติปัญญา จะผลักภาระ เรื่องเสบียงให้ฆ่าศึก โดยการตีเอาหรือยึดมาแทน

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)

Repositioning Strategy
Read More

เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องเดือดร้อน ตอนที่ 1

ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดีอยู่นี้ ในคนที่ไม่สามารถหารายได้เพิ่มขึ้นได้ ก็พยายาหันมาลดค่าใช้จ่ายให้กับตัวเอง แต่พอพูดถึงการลดค่าใช้จ่าย หลายๆ คนอาจจะรู้สึกทรมาณ กังวล หรือแม้กระทั่งวิตกจริตไม่กล้าใช้จ่ายกันไปเลยก็มี วันนี้เลยมีเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถช่วยคุณในการลดค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติได้ โดยไม่เดือดร้อนมากนัก มีดูกันเลยครับว่าจะมาเคล็ดลับอะไรบ้าง

1. เราจะต้อง ต้องการใช้จ่ายน้อยลงจริงๆ ปรารถนาเลยก็ว่าได้ บัตรเครดิตต้องระวังในการใช้ ไม่ใช้เลยได้ก็ดี อะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้เราต้องเผาผลาญเงินให้ตัด

2. จัดทำงบประมาณส่วนตัว รายรับมาจากไหน รายจ่ายออกไปอย่างไร

3. อย่าไปคิดว่า ฉันไม่สามารถซื้อสิ่งนั้นได้ แต่ต้องคิดว่าฉันสามารถซื้อสิ่งนั้นได้ ถ้ารู้จักใช้เงิน เหมือนกับว่าเราอยากได้อะไร แต่สิ่งนั้นมีราคาแพงมากเรามักจะคิดว่าเราไม่มีวันซื้อได้ แต่ให้เราคิดใหม่โดยคิดว่าเราจะซื้อสิ่งนั้นได้อย่างไร แล้วมันจะเกิดวิธีการเพื่อให้ได้มา

4. การประหยัดเวลา กับการประหยัดเงิน มักจะสวนทางกัน เรามักจะจ่ายอะไรที่แพงกว่า เพื่อที่จะบอกว่าประหยัดเวลา ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างในการใช้จ่ายไปแล้ว ซึ่งคนชอบใช้ข้ออ้างนี้ในการใช้จ่าย จึงไม่มีการใช้จ่ายน้อยลง

5. คนที่จัดการดีจะใช้จ่ายเงินน้อยกว่า คนที่ไม่จัดการ (การวางแผนค่าใช้จ่าย)

6. เปลี่ยนเส้นเดินทางบ้าง เพราะเราอาจจะพบเส้นทางที่ประหยัดกว่าเส้นทางที่เราไปประจำ

7. เก็บเงิน ณ ที่ที่เราเห็นมัน คือ เราประหยัดจากอะไร แล้วเราได้ผลอะไรกับมา

8. มีทางเลือกมากมายที่เราจะทำในชีวิต แต่เราจะทำหรือไม่ ก็คือ เรามีทางเลือกในการใช้จ่ายได้ในความหมายเดียวกัน เช่น เราต้องการสังสรรค์กับเพื่อน แทนที่เราจะผับ ไป บาร์เสีย ค่าใช้จ่ายมากมาย แต่เราลองเปลี่ยนมาเป็นไปตั้งแคมป์ หรือจัดปาร์ตี้ภายในบ้าน เราเลือกได้

9. ดึงเวลาไว้บ้าง อย่าเพิ่งรีบซื้อตามอารมณ์ เก็บไว้ก่อน พอมันนานขึ้น เราอาจจะรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น

10. ลองวาดภาพขึ้นมา ก่อนที่เราจะซื้ออะไร ว่าถ้าเราไม่มีมันเราจะตายไหม

11. พูดคำว่าไม่บ่อยๆ เช่น ไม่ยืมเงิน ก็ไม่เป็นหนี้

12. หาสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว อาจจะขายออกหรือไม่ก็ไปให้คนอื่น อย่าเก็บไว้นาน เพราะว่ามูลค่ามันอาจจะลดลงได้

13. ต้องเป็นนักต่อรองตัวยง

14. การซื้อของ online จะทำให้มีการใช้เงินน้อยลง

15. อย่า window shopping คือ การเดินเตรไปเรื่อยๆ ในห้าง ถึงแม้ตอนแรกเราไม่ได้อยากจะซื้อ แต่พอเห็นอาจจะอยากแล้ว
ไปซื้อได้ (มันจะเกิดกิเลสนั่นเอง (tentation))

16. พกเงินสด ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้จ่าย

17. อย่าสั่งอาหารเวลาหิว

18. เวลา shop ต้องให้จำกัดเวลาในการ shop จะทำให้เราต้อง shop เร็ว จนไม่ซื้อเลย

เป็นไงบ้างครับกับเคล็ดลับของ อ.สมภพ ที่ให้ไว้ เอาเป็นว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้คราวหน้ามาต่อเคล็ดลับที่เหลือ ยังไงถ้ามีเวลาลองตรวจสอบดูว่าในเคล็ดลับ 18 ข้อนี้ โดนกันบ้างไหม ส่วนผมก็โดนไปหลายข้อเหมือนกัน

บทความที่เกี่ยวกับอ.สมภพ เจริญกุล :
เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องเดือดร้อน ตอนที่ 2
9 เคล็ดลับในการเป็นมหาเศรษฐี
ลูกค้าคือพระเจ้า (Customer is God)
Read More

04 November 2009

การลงทุนในธุรกิจปาล์มน้ำมันในไทย

ความสำคัญของน้ำมันปาล์ม
เป็นน้ำมันพืชที่ใช้มากในโลก โดยมีน้ำมันถั่วเหลืองเป็นอันดับหนึ่ง ต่อมาก็คือ น้ำมันปาล์ม ซึ่งมีการใช้มากในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย และสามประเทศนี้เองที่ส่งออกมาก ส่วนถั่วเหลือง โดยส่วนมากใช้ในอเมริกา อาร์เจนตินา เป็นต้น ถัดมาจะเป็นน้ำมันอีกประเภทหนึ่งที่เราเรียกว่า เรปซีด ซึ่งมีในจีนและอินเดีย อันต่อมาก็คือ น้ำมันดอกทานตะวัน จะใช้แถว EU

น้ำมันปาล์มมีการผลิตมากที่สุดใน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ประมาณ 46% ส่วนของไทยแค่ 3% เท่านั้น ส่วนในประเทศไทยจังหวัดที่ผลิตมากที่สุด คือ กระบี่ สุราษ ชุมพร ถึง 70% ของการผลิตในประเทศ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการกระจายพื้นที่การปลูกไปยังภาคอื่นๆ มากขึ้น

ความสำคัญของน้ำมันปาล์มในไทย
พื้นที่เพาะปลูกมีประมาณเกือบ 4 ล้านไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 3 ล้านกว่าไร่ ซึ่งผลผลิตของปาล์ม เราจะนำมาบีบน้ำมัน เพื่อนำมาบริโภค และไปทำไบโอดีเซล ซึ่งปีหนึ่งเราจะมีการนำไปผลิตไบโอดีเซล ประมาณ 20% ของผลผลิตทั้งหมด นำมาบริโภคอีก 60% และส่งออกอีก 10% กว่าๆ (ส่งออกในรูปน้ำมันปาล์มดิบ ไปยังมาเลเซีย เนื่องจากมาเลเซียมีความเชี่ยวชาญทางด้านการแปรรูปมากกว่าเรา)
ส่วนการบริโภคน้ำมันปาล์มของไทยเรา อยู่ในรูปของน้ำมันพืช 60% นอกนั้น ก็เป็นพวก นม บะหมี่ ขนมขบเขี้ยว เนยเทียม สบู่ เป็นต้น

แต่ถึงกระนั้น บ้านเรายังมีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันปาล์มน้อย เมื่อเทียบกับมาเลเซีย ที่มีการวิจัยว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ 300 กว่ารายการ จึงมีราคาปาล์มที่สูงกว่าเรา เพราะสามารนำไปใช้ประโยชน์ไได้มากกว่า ในปัจจุบัน ราคาปาล์มของเราอยู่ประมาณ 3.50 บาท/กก.

ซึ่งการปลูกในภาคเหนือนั้น มันสามารถปลูกขึ้นได้ แต่ที่เราห่วงก็คือ ผลผลิตของปาล์มนั้น จะไปขายให้ใคร เพราะต้องส่งของโรงงานให้เร็วที่สุด ภายใน 24 ชม. ก็จะดีมาก ดังนั้น เราจึงมีการกำหนดไว้ว่า การจะขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังภาคต่างๆ นั้น อย่างน้อย จุดๆ หนึ่งจะต้องมีพื้นที่เพาะปลูกไม่ต่ำกว่า 3000 ไร่ เพราะสามารถที่ตั้งเครื่องสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กได้ (กำลังการผลิตประมาณ 2.5 ตัน/ ชม.) เพื่อสกัดน้ำมันปาล์มก่อนที่ผลปาล์มสดจะเสีย และสามารถที่จะรวบผลผลิตการสกัดจากหลายๆ จุด เพื่อ
นำไปผลิตไบโอดีเซลได้ (โดยที่ พื้นที่ 3000 ไร่ ดังกล่าว สามารถให้ผลผลิตปาล์ม ที่จะนำไปทำไบโอดีเซลได้ถึง 6000 ลิตร)
เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะลงทุนในธุรกิจน้ำมันปาล์ม จะต้องไปพร้อมกับโรงงานอุตสาหกรรมสกัดควบคู่ไปด้วย เพราะถ้าเรามีแต่พื้นที่ปลูก แต่ไม่มีโรงงาน การจะต้องส่งไปขายไกลๆ ก็จะไม่คุ้ม

และเมื่อคำนวณผลตอบแทนในการปลูกปาล์มเมื่อเที่ยบกับพืชอื่นๆ จะเห็นได้ว่า ได้มากกว่าในระดับเดียวกัน ซึ่งปัจจุบัน มีพื้นที่การปลูกแบบกระจัดกระจายเกินไป และแต่ละจุดจะไม่ถึง 3000 ไร่ด้วย แต่ตอนนี้ทางเชียงรายมีการตั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแล้วหนึ่งจุด (แต่ยังไม่เริ่มผลิตเพราะวัตถุดิบไม่เพียงพอ) ส่วนโรงงานที่ทำ bio diesel ที่มีอยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคกลาง ระยองที่ผลิตมาก ทางเหนือความชื้นน้อย อาจจะต้องลงทุนเพิ่มเพื่อให้น้ำเพียงพอ

สรุป คือ ในธุรกิจปาล์มน้ำมัน คนลงทุน จะต้องระมัดระวังในเรื่องของตลาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจาก ปาล์มสดภายในสองวันต้องเข้าโรงงานแล้ว เราจึงต้องมาหาว่าในพื้นที่จะมีผู้ซื้อผลผลิตของเรามากน้อยแค่ไหน ซึ่งต่างจากยางพารา ที่สามารถเก็บได้นาน

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Logistic Cost
ประสิทธิภาพด้านการขนส่ง (Logistic Efficiency)
Read More

โชค บูลกุลกับประสบการณ์การเรียนรู้จากคุณพ่อ

มันอยู่ที่ตัวเราว่า เข้าใจบทบาทของเราอย่างไร ประสบการณ์คุณพ่อกับเราจะแตกต่างกัน หนึ่งคือ คุณพ่อเป็นเจ้าของจริงๆ เพราะฉะนั้นจะทำจะตัดสินใจทำอะไร จะอิสระมากกว่า ทำตามความรู้สึกและอารมณ์ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เราได้เรียนรู้คือ เราจะทำตัวเป็นเหมือนเจ้าของไม่ได้ มันต่างสถานการณ์ เราจึงต้องวาง Position ของเราให้เหมาะสม โดยสิ่งที่เราจะมองตัวเอง คือ การเป็นผู้สานต่อ การเป็นพนักงานมีเหตุและมีผล

โดยหลักการของคุณพ่อในอดีต คือ เป็น Enterprenueur ซึ่งในสังคมสมัยนั้น เชื่อว่าการทำอะไรแล้ว ต้องแตกต่าง ต้องใหญ่ ต้องโดดเด่น เพื่อตอบสนองความต้องการและเป็นการสร้างความได้เปรียบของชั้นเชิงทางการตลาดด้วย แต่ในยุคสมัยนี้ เราจะมองแค่นี้คงไม่ได้ แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การมี initiative (ความคิดริเริ่ม) ที่เหมือนกันระหว่างคุณพอกับคุณโชค แต่จะขึ้นอยู่กับกรอบในแต่ละช่วง

แง่มุมทางการตลาด มีการมองแตกต่าง คุณพ่อจะเป็นนักริเริ่มจริงๆ แต่จะไม่ค่อยเน้นในเรื่องหลักจากนั้น ทั้งในเรื่องการตลาด การ follow ตามความคิดริเริ่มเหล่านั้น ทำให้การบริหารงานไม่ต่อเนื่อง

มุมมองในเรื่องการบริหารคน ก็ต่างกัน เพราะคุณพ่อชอบการก่อสร้าง จะมักจะไปคลุกคลีกับคนกลุ่มนี้ในองค์กรมากกว่า ทำให้คนกลุ่มนี้รักเขามากกว่าแต่ในวาระคุณโชค ที่เป็น CEO ที่จะมีบทบาททั้งภายในภายนอก บทบาทในสังคม บทบาทผู้นำองค์กร ที่จะต้องจัดความสำคัญให้ถูก เพราะถ้าเราให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคนเท่าเทียมกันหมด พนักงานอาจจะรู้สึกดี แต่ประสิทธิผลของเราอาจจะลดลง ซึ่งต้องทำให้เขารู้ว่าเราเอาใจใส่

คุณโชค ตั้งใจแต่แรกเลยตั้งแต่เข้ามาทำงานว่า อยากเป็นพนักงานที่มีค่าที่สุดในองค์กร เพราะเวลาเรา bench ตัวเอง เราจะได้มีความรู้สึกภูมิใจ ว่าเรามีคุณค่า ไม่ใช่บริษัทต้องเปิดมาเพื่อให้ลูกมีงานทำ เพราะบางบริษัท เปิดออกมาเพื่อให้ลูกมีที่ ที่ทำให้ตัวเองดูมีความสามารถ แท้จริงแล้วเราต้องสร้างพื้นที่ทางสังคม เพื่อให้สังคมยอมรับในคุณค่าของเราด้วย ไม่ใช่ยึดติดกับสิ่งที่คิดว่ามีคุณค่าในองค์กรที่พ่อแม่สร้างมาให้

เนื้อหาที่เกี่ยวกับคุณโชค บูลกุล :
คำแนะนำสำหรับ ทายาทที่จะสืบทอดกิจการ
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ
เคล็ดลับบริหารคนในธุรกิจครอบครัว (HR Management in Family Business) โดย โชค บูลกุล
Read More

กลยุทธ์รับมือกับวิฤตที่เกิดขึ้น ของโชค บูลกุล (How to Prepare Stop Crisis)

วิกฤตที่เกิดขึ้น จากปีสองปี ที่ผ่านมา ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างล้มละลายนั้น คุณโชคไม่เชื่อว่าเขาจะรู้ตัว คุณโชคมองว่าหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น เกิดจากความประมาท มองโลกในมุมที่ว่าสิ่งที่กระทำในวันนี้ มันจะไม่ส่งผลกระทบทันที เพราะฉะนั้น อะไรที่เสี่ยงได้ ก็จะเสี่ยง เนื่องจากกระแสโลกเราทุกวันนี้ ที่มีความโลภ ความอยาก เกินกว่ากำลัง มันจะบดบังเรา ในการวิเคราะห์ความเป็นจริงของสถานการณ์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดของคนทำธุรกิจในสมัยนี้ อาจะยกตัวอย่าง ปรากฏการณ์โลกร้อน ที่เราอาจจะรู้สึกว่ามันเกิด แต่คิดว่าอาจจะไม่ได้เกิดในเร็ววันนี้ ก็เลยอาจจะยังไม่เกิดจิตสำนึกในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมอย่างแท้จริง

เพราะฉะนั้น ถ้าเราตั้งต้นด้วยความไม่ประมาท เราจะมีโอกาสรอดมากกว่า เราจะต้องมีการบริหารความเสี่ยง ซึ่งการบริหารความเสี่ยง ก็คือ การที่เราสามารถจินตนาการเหตุการณ์ของความเสี่ยงให้ได้ ก่อนที่เราจะถลำลึกลงไปในการทำธุรกิจให้ใหญ่โต เกินกว่าที่เราจะประเมินความเสี่ยงของเราได้จริงๆ เพราะฉะนั้น ตอนที่ธุรกิจเล็กอยู่ ยังไม่มีความซับซ้อน จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องคิดว่า ถ้าเกิดภายหน้าธุรกิจใหญ่ขึ้น อะไรคือความเสี่ยง

โดยเราต้องเริ่มสร้างสถานการณ์สมมติ (Simulation)ขึ้นมา เพื่อก่อให้เกิดการฝึกซ้อม อย่างเช่นแผนธุรกิจ Umm Milk ที่ตอนนี้เปิดไปแล้ว 13 สาขา ซึ่งเดือนพฤศจิกายน จะเปิดอีก 1 สาขา ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ซึ่งร้านนี้จะเป็นร้านที่ 14 ซึ่งในแผนของเราจะถึงครึ่งทางพอดี คุณโชคจึงได้ประชุมกับทีมงานทางการตลาดว่า โจทย์ของร้านที่ 15 จะไม่เหมือนกับร้านที่ 14 นะ เพราะว่า เมื่อมาถึงครึ่งทางแล้ว โจทย์จากวันนี้เป็นต้นไปมันหมายความว่า เราจะต้องพิจารณาคู่ค้าของเรามากขึ้น สมมติว่าเราไปเปิดสาขาทั้ง 14 สาขากับห้างใดห้างหนึ่ง ห้างเปิดที่ไหน เราก็ตามไปเปิดด้วย ถ้าเขาเกิดยกเลิกสัญญาเราเนี่ยะ มันอาจจะปิดเลยทีเดียว 14 ร้าน เพราะบางทีเราอาจะคิดว่าการพ่วงสัญญา สบายเรา เขาเปิดไหนเราก็ตามไปเปิดด้วย แต่อย่าลืมว่าการพ่วงสัญญา มันได้ตอนที่โอกาศมันดี หากเขามีให้เรา แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งเขาอยากเปลี่ยนลุค เปลี่ยนรูปแบบ อยากจะหาร้านที่ตรง concept มากกว่า ตรง Position ใหม่มากกว่า ก็อาจจะขอยกเลิกสัญญากับเรา ซึ่งเราอาจะตั้งรับไม่ทัน

คุณโชคจึงมองว่า สาขาที่ 15 ของ Umm Milk เนี่ยะ จะสามารถสร้างอำนาจการต่อรองอย่างไรเพราะตอนที่เริ่มต้น มี 1 หรือ 2 สาขาในห้างใด้ห้าง ถือว่าเป็นต่อ เพราะว่าห้างไหนๆ ก็อยากได้ แต่พอมีมากขึ้น เราจะกลายเป็นรองละ เพราะว่า ความเสี่ยงมันจะตกอยู่กับเรา คุณโชคจึงต้องเริ่มวางแผนสาขาที่ 15 เป้าหมายคือไร ซึ่งคุณโชคยังบอกด้วยว่าในไตรมาสแรกของปีหน้าจะไม่มีการเปิดสาขาใหม่ เพราะจะให้ส่วน audit ทำการ audit ทั้งหมด เพื่อตรวจสอบ Operation ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบขนส่ง การเก็บเงิน สัญญาเช่า เป็นต้น ถ้าคนทำงานเหล่านั้นสามารถตอบคำถาม ผ่านการตรวจสอบได้ แสดงว่ารู้จริง ความเสี่ยงก็จะน้อยลง

ซึ่งคุณโชคเชื่อว่า มีน้อยบริษัทที่จะทำเหมือนเรา เนื่องจากว่ายังมีโอกาสในการเปิดสาขาอยู่มาก ถ้าเป็นบริษัทอื่นอาจะเห็นว่าเป็นช่วงโอกาสดี รีบขยายสาขามากขึ้นๆ แต่เรากลับเลือกที่จะหยุดมากกว่า เพื่อที่จะเตรียมตัวและช่วยในการบริหารความเสี่ยงให้น้อยลง

ในส่วนการเตรียมล่วงหน้านั้น ว่าเรื่องไหนควรคิดไม่คิด จะต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และสามัญสำนึก ซึ่งประสบการณ์จะเพิ่มพูนไปตามเวลา ส่วนสามัญสำนึกอาจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับนิสัยและประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอมาด้วย คนที่เติบโตมาจากวิกฤตจึงจะมีความแข็งแกร่งมากกว่าคนที่เก่งแต่ไม่เคยเผชิญประสบการณ์วิกฤตมาแต่อย่างใด

เราจึงต้องรู้จักสร้างสถานการณ์ (Simulation) เพื่อบริหารความเสี่ยง เพราะถ้าไม่มีการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาบ้าง บริษัทก็จะอยู่ในสภาวะเคยชินกับสภาพการทำงานเดิมๆ ซึ่งพอเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้นมาจริงๆ องค์กรก็ปรับตัวไม่ทัน ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ จนอาจล้มละลาย ส่วนวิธีการ Simulate คุณโชค ให้ความเห็นว่า ต่างองค์กร ต่างธุรกิจ จะมีวิธีการจำลองแบบ แตกต่างกันไป จะต้องพูดเป็นกรณีๆ ไป

คุณโชคให้ความเห็นสรุปว่า ถ้าคุณไม่มีการสร้างสถานการณ์สมมติ ไม่มีการซ้อม แล้ววันที่เกิดวิกฤตขึ้นจริงๆ คุณจะตั้งรับอย่างไร ซึ่งบริษัทที่พังกันไปนั้น ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ไม่เคยซ้อม รู้ในเชิงทฤษฎี แต่คิดว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้น ธุรกิจที่มีความมั่งคงหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้ ก็จะเป็นแนว SME ที่มี Creative แยะ ประสิทธิภาพสูง พนักงานน้อยแต่ครอบคลุมโลก เช่น Google ในส่วนบริษัทที่ใหญ่ก็จะมีจุดอ่อนมากกว่าบริษัทเล็ก(Small but Beautiful) ซึ่งจะน่าเป็นทฤษีของการทำธุรกิจในอนาคต (รบด้วยโลห์ : จากตัวอย่างหนังเรื่อง 300)

เนื้อหาที่เกี่ยวกับคุณโชค บูลกุล :
การบริหารการเปลี่ยนแปลงสไตล์ โชค บูลกุล (Changing Management)
การสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในองค์กร โดย โชค บูลกุล
เคล็ดลับบริหารคนในธุรกิจครอบครัว (HR Management in Family Business) โดย โชค บูลกุล
Read More

03 November 2009

ตลาดเฉพาะ (Niche Market)

การที่เราเป็น SME เราต้องเลือกตลาด Niche หาตลาด Niche ให้ได้ ซี่งมันจะมีคนมั่งคั่งอยู่ เนื่องจาก ถ้าเราพิจารณาจาก อัตราความล้มเหลวของ SME นั้น สูงกว่ากิจการที่มีขนาดใหญ่อย่าชัดเจน เพราะ SME จำนวนมากไม่ค่อยทำ Segmentation Marketing จากที่มักจะคิดอะไรง่ายๆ เช่น เราไปขายประเทศจีนดีกว่า เพราะจากขนาดตลาดที่ใหญ่ เราขอแค่ 0.001% ก็มากมายแล้ว เป็นต้น ซึ่งถ้า SME ยังติดอยู่กับว่าคนทุกคนเป็นลูกค้าของคุณ สุดท้ายแล้วคุณจะไม่มีลูกค้าเลยสักคน เพราะฉะนั้นธุรกิจ SME สำคัญคือการ Target Segment

แต่ปัญหาของ SME อีกข้อหนึ่งคือ มีคนดำเนินการไม่พอ และการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการยังทำได้อย่างไม่ชัดเจน ทำให้ไม่มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้ จนต้องเลิกกิจการไป

การเลือก Niche Market มีวิธีอยู่ 4 วิธี
1. ใช้ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ (ทำเลที่ตั้ง)
2. ใช้อาชีพของลูกค้าเป็นตัวกำหนดตลาด
3. ปัจจัยทางจิตวิทยา : เช่น Lifestyle, Generation
4. ปัจจัยในเรื่องกลุ่มสังคม กล่มคน

แล้วจะรู้อย่างไรว่า Niche Market ที่เราเลือกนั้นถูกต้อง

1. ค่าใช้จ่ายที่เราเข้าถึง Niche Market นั้นมากหน้อยเพียงใด

2. Niche Market ที่เราจะลงไปมีการแข่งขันสูงอยู่หรือไม่ เราเลือก Niche Market เพราะ Mass Market บริษัทใหญ่ๆ ทำไปหมดแล้ว ต้องเลือกตลาดที่บริษัทใหญ่ไม่ลงมาทำ หรือตลาดใหญ่ลงมาทำก็ไม่คุ้ม การแข่งขันจึงไม่สูง เราต้องรู้จักวางตำแหน่งตามสัดส่วนขนาดของธุรกิจตัวเอง (ตัวอย่าง Umm Milk ความลงตัวของขนาดและตำแหน่ง)

3. Niche Market มีกำลังซื้อพอหรือไม่ เป็นตลากเล็กแต่มีกำลังซื้อสูง

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
ลูกค้าคือพระเจ้า (Customer is God)
Business Knowledge
Read More

LEAN กับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (LEAN for Supply Chain Management)

ที่มาของ LEAN นั้น มาจากระบบของ TOYATA ซึ่งในแง่ของการผลิตเรามีการนำ LEAN มาใช้กันมาก แต่ในแง่ของการบริการยังไม่มีเท่าที่ควร แต่ถ้าจะให้ยกตัวอย่างในการนำ LEAN มาใช้ในแง่ของการบริการ ก็คือ การให้บริการของสำนักงานเขต จะเห็นได้ว่าแต่ก่อนต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน เพราะต้องเดินขึ้นชั้นหนึ่ง ชั้นสอง หรือชั้นสาม แต่พอมาในปัจจุบันที่มีการให้บริการที่รวดเร็วขึ้นมาก เช่น การมาทำบัตรประชาชน ที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที รวมทั้งการทำ passport ก็เช่นเดียวกัน ที่มีการให้บริการที่รวดเร็วขึ้น

จากการที่นำระบบ LEAN มาใช้ ซึ่งหัวใจของการนำระบบมาใช้ คือ การลดเวลาการรอคอยของลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งเป็นการเอาลูกค้าเป็นที่ตั้ง และเป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดกับลูกค้าให้มากที่สุด (Maximize Customer Value) โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยหรือคุ้มค่าให้มากที่สุด ซึ่งตรงนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้ทั้งระบบมันสมดุลกัน

หลักการของ LEAN ไม่ใช่เป็นการไปบีบอะไรสักอย่างให้มันลดลง แล้วตกลงมันแปลว่าอะไร ซึ่งถ้าเราจะแปลว่า ผอม มันจะมีอยู่ 2 คำ คือ
LEAN : เป็นการผอม แต่เป็นการผอมอย่างแข็งแรง สมส่วน หุ่นดี
THIN : เป็นการผอมแบบบักโกรก เหมือนกุ้งแห้ง ผอมแห้งแรงน้อย สุขภาพไม่ดี

ตรงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญว่า แล้วเราจะทำให้องค์กรของเราแข็งแรงได้อย่างไร เลยมีการนำเรื่อง LEAN เข้ามาใช้ โดยที่การทำ LEAN จะเน้นอยู่ 3 ส่วน

1. ปฏิวัติองค์กรในเรื่องของคน : ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะคนคือ ทุกอย่าง ซึ่งเราอาจจะต้องปฏิวัติเรื่องคน ให้มีความรู้สึกอยากทำงาน เราจะต้องสร้างคน สร้างวัฒนธรรมและเน้นในเรื่องของการฝึกอบรม โดยปรับจากความคิด ทัศนคติ

2. ปฏิวัติในเรื่องของกระบวนการ/วิธีการทำงาน : โดยเอาลูกค้าเป็นที่ตั้ง และทำการออกแบบกระบวนการทำงานของเราให้สอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เช่น ทำอย่างไรให้ลูกค้ามาคอยน้อยที่สุด และได้รับการบริการที่ดี

3. ปฏิวัติทางด้านเทคโนโลยี : โดยไม่ใช่บ้าซื้ออย่างเดียว ซึ่งโดยปกติ เรื่อง LEAN การซื้อจะเป็นกระบวนการหลังสุด จะเน้นไปในการปรับมากกว่า ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ปรับง่ายที่สุดในสามตัว เพราะอะไรที่คิดว่าขาดก็สามารถหาซื้อมาได้

แต่ถ้าเราจะปรับกระบวนการนั้น ความยากจะมากกว่าถึง 10 เท่าของการปรับทางเทคนิค เนื่องจาก คนจะเริ่มต่อต้าน จากความเคยชินในการทำงานสุดท้ายการที่เราจะปรับคนนั้น ความยากของมันเกือบเป็นร้อยเท่าถ้าเทียบกับการปรับกระบวนการ เพราะถึงแม้เราจะปรับเทคโนโลยี จนมาปรับกระบวนการ แต่สุดท้ายคนไม่ทำ ก็ไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี ซึ่งปัญหาส่วนใหญ๋ดังกล่าว 100% จะอยู่ที่ตัวผู้นำ ซึ่งผู้นำควรจะต้องศึกษาระบบ LEAN เพิ่มเติมให้มากขึ้น เพื่อให้เข้าใจในการนำระบบ LEAN มาใช้อย่างถ่องแท้เพื่อมาถ่ายทอดให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้

ซึ่งในระบบ LEAN นั้นทุกคนจะต้องมีส่วนร่วม ก็เหมือนโซ่ที่ต่อกัน แต่ถ้าเกิดมีใครคนใดคนหนึ่งไม่ทำ ก็เหมือนโซ่หนึงมันอ่อน โซ่เส้นอื่นๆ ก็จะรับน้ำหนักไม่ไหว เช่นเดียวกัน วัฒนธรรมจึงปรับยากมาก ซึ่งผู้นำจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนความคิดและทัศนคติขององค์กร
เพราะฉะนั้นสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างองค์กร ในการนำระบบ LEAN มาใช้นั้น คือ ค่านิยมและวัฒนธรรมขององค์กร

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
การบริหารโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม (Supply Chain Management in Industrial Sector)
Bullwhip Effect in Supply Chain
การบริหารการเงินใน Logistics (Financial Management in Logistics)
Read More

ลูกค้าคือพระเจ้า (Customer is God)

อย่างแรกเลย เราต้องศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าให้ดี ซึ่งเขาจะคำนึงถึงอรรถประโยชน์ว่า ซื้อแล้วได้อะไร อย่างน้อยที่สุดก็ได้ความสะใจ นักขายถึงต้องศึกษาให้มาก เนื่องจากจะมีหลายปัจจัยที่เข้ามายุ่ง รวมทั้งภาษาร่างกาย ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะบอกว่าเราจะปิดการขายหรือจะปฏิบัติกับเขาอย่างไร เพื่อให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เราจะมาดูกันว่าลูกค้าจะมีอยู่กี่ประเภท

ลูกค้ามีกี่ประเภท
1. คุยโว โอ้อวด : ประเภทคล้ายๆ ว่ามีเงินมาก ชอบบ้ายอ ไม่ชอบให้ใครขัด คนเป็นนักขาย ก็ต้องรู้จักคุยไป
2. พวกเงียบ ดู และซื้อ : ประเภทพูดน้อยแต่ต่อยหนัก จะดูจังหวะจะโคลน
3. 108 คำถาม : ประเภทชอบถาม อยากรู้อยากเห็นไปหมด แต่จะซื้อหรือเปล่าอีกเรื่อง
4. เชืยร์ขึ้น บ้ายอ : ชมให้ถูกใจซื้อเลย
5. ละเอียด ถี่ถ้วน : ประเภทตรวจตราสินค้าละเอียด ทุกซอกทุกมุม พนักงานขายอย่าไปแสดงความเบื่อหน่อย เพราะเขาดูละเอียดโอกาสพลาดจะน้อย ทำให้ของไม่ดีไม่หลุดไปยังลูกค้า
6. ชอบเถียง ชอบทดสอบ : ทำตัวเป็นผู้รู้
7. ขี้โมโห เจ้าอารมณ์ :
8. พวกเดินแบบไร้วัตถุประสงค์ :
ประมาณว่าเดินฆ่าเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ซื้อ แต่เขาออาจจะยังไม่ซื้อตอนนี้ แต่อาจกลับมาซื้อคราวหน้าได้
9. มาดดี บุคลิกดี :
10. ต่อรองราคา : เราต้องมีกลยุทธ์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาได้เปรียบ เช่น ให้ของแถมเล็กน้อยแทนที่การลดราคา
11. ไร้เหตุผล : เดินมาเห็นว่าลดราคา ราคาถูก ก็ซื้อ สินค้ากลุ่มนี้จึงจัดวางไว้ในที่ที่เห็นได้ชัด
12. ชอบลองของใหม่

หลักการดูแลลูกค้าแต่ละประเภท
1. ต้องรอบคอบ อย่าเหม่อลอย สนใจพฤติกรรมลูกค้า และฟังมากกว่าพูด เพราะการฟังจะทำให้เรารู้ว่าลูกค้าต้องการอะไรกันแน่
2. จังหวะในการปิดการขาย
3. การอ้างอิง

คำกล่าวที่ว่า ลูกค้าเป็นพระเจ้า ยังมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี และจากการที่ลูกค้าสามารถมีสื่อ Internet ในการหาสินค้าและประโยชน์ใช้สอยจริงได้สะดวก และเร็วขึ้น

คุณสมบัติของนักขายทีดี
1. ต้องมีความกระตือ รือล้น
2. มืออาชีพ คือ การทำงานหนัก

บทความที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
การตลาดที่มากกว่า 4P (More 4P Marketing)
การบริหารจัดการคนเก่ง
9 เคล็ดลับในการเป็นมหาเศรษฐี

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)
Repositioning Strategy
Read More

02 November 2009

การบริหารการเปลี่ยนแปลงสไตล์ โชค บูลกุล (Changing Management)

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง (Change) ที่คุณโชคได้นำมาประสบการณ์มาเล่าให้ฟังนั้น เริ่มจากช่วงที่เริ่มเข้ามาในธุรกิจ
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องทำ มันเป็นความรู้สึกที่เราคิดว่ามันต้องเปลี่ยน แต่คุณโชคทำการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีประสบการณ์มาก่อน โดยที่คุณโชคจะทำอะไรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือตามที่ได้ตั้งใจไว้ ทำให้เราทำอะไรบางอย่าง ที่ไม่เหมือนของเดิม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า Change แต่ความไม่มีประสบการณ์ก็ถือเป็นความได้เปรียบ เพราะอะไรๆ หลายๆ อย่างก็จะดูเป็นของใหม่ ซึ่งถ้าเราสามารถโน้มน้าวให้คนในองค์กรเชื่อในสิ่งที่เราคิด และที่ทำได้ ก็จะเกิดเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้ นิ่ก็เป็นประสบการณ์เมื่อ 17ปีที่แล้ว

แต่ถ้าปัจจุบันนี้ ที่ธุรกิจมีความมั่นคงพอควร แล้วถ้าเราจะ Change จะ Change อะไร ซึ่งอะไรก็ตามที่มีความมั่นคง แล้วถ้าเราบอกให้เปลี่ยน มันอาจจะเป็นดาบสองคม เพราะผลที่ได้มันอาจจะดีหรือไม่ดี หรือจะเปลี่ยนอย่างไร เมื่อคนในองค์กรมีความรู้สึกว่า ก็ของเดิมมันดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่สถานการณ์มันบังคับให้เราต้องเปลี่ยน ซึ่งแท้จริงแล้วการจะเปลี่ยนแปลงได้นั้น มันอยู่ที่ว่า เขาเชื่อเราหรือเปล่าในการเปลี่ยน เพราะถ้าเขาไม่เชื่อและศรัทธาในตัวเรา เราก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคุณโชคคิดว่า คำว่า Change ตรงนี้ ในมุมมองของ โอบาม่า ที่ใช้สโลแกนดังกล่าว เพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ประธานาธิบดีได้นั้น เนื่องจากมันเป็นช่วงเวลาพอดี ที่คนอเมริกัน รู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก อยู่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี เกิดวิกฤตจึงอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และอีกอย่างเนื่องจากโอบาม่าเป็นคนผิวสี จึงทำให้เกิดภาพของการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะสหรัฐฯ ไม่เคยมีประธานาธิบดี ผิวสีมาก่อน

ซึ่งจากกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่า จะมีอยู่ 2 สถานการณ์ในการเปลี่ยนแปลง
1. เกิดวิกฤต จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะคนจะรับฟังด้วยเหตุผลมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่เปลี่ยนอาจตายได้
2. ยังไม่เกิดวิกฤตในภาพรวมยังมีเสถียรภาพอยู่ แต่ผู้บริหารเริ่มเห็นแล้วว่า หากไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงวันนี้ อีก 5 ปี เราอาจจะแข่งขันไม่ได้ ซึ่งตรงจุดนี้จะมีปัญหาที่ว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ จะรู้สึกว่าจะเปลี่ยนทำไม มันก็ดีอยู่แล้ว เปลี่ยนแล้วอาจจะไม่ดีก็ได้

ในประเด็นต่อมาคุณโชค ได้กล่าวถึงว่า สถานการณ์ไหนที่ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาย (Change or Die) ซึ่งจะเป็นสถานการณ์ เมื่อ 17 ปีที่แล้วที่คุณโชคเริ่มเข้ามาในธุรกิจ แต่สถานการณ์ที่เราจะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ เพราะบางทีวิกฤตอาจจะไม่ได้ร้ายแรงมากพอ

คุณโชคยังให้ข้อคิดเพิ่มเติม ว่าตอนที่สถานการณ์ดีจะมีวิธีโน้มน้าวอย่างไร ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลง

1. บุคลิกภาพของผู้นำ ซึ่งไม่ใช่เห็นคนอื่นพูดก็นำมาพูดบ้าง แต่แท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้นั้น ผู้นำต้องมีมากกว่าความอยาก นั่นคือ แรงปราถนา (passion) ที่เปล่งประกายออกมาจากบุคลิกภาพ สามารถส่งสัญญาณออกมา ซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถรู้ เข้าถึง และสัมผัสได้เหมือนดั่งเช่น โอบาม่า พูดในวันที่ได้รับตำแหน่ง ที่มีพลังทั้งผู้พูด และผู้ฟัง

2. เราต้องมีเวทีในการแสดงเจตจำนงค์ เพื่อส่งสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจากผู้บริหารก่อน เราต้องสามารถให้เขาสามารถรับรู้ เข้าใจ เห็นภาพ ในสิ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งถ้าผู้บริหารทุกคนเห็นชอบต่อการเปลี่ยนแปลง เขาจะตอบสนอง โต้ตอบ แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ซึ่งทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาจริงๆ แล้วเราจะเอาตรงนี้ ไปสื่อความกับผู้ใต้บังคับบัญชาอีกทีหนึง ซึ่งสิ่งสำคัญตรงนี้ ก็คือ Change Agent ซึ่ง Change Agent ตรงนี้ก็คือ การที่ผู้บริหารเข้าใจ วัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงจากที่เราบอกออกไป

เพราะฉะนั้น ผู้นำจะมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะผู้นำที่ต้องการจะเปลี่ยนจริงๆ จะสามารถแสดงอัจฉริยะภาพของเขา ที่เขาเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน มันจึงมีความจำเป็นที่เขาจะต้องสร้างให้เกิดความศรัทธาในตัวเขาขึ้นมาให้ได้ ซึ่งจะถือเป็นอัจฉริยะภาพของผู้นำ ซึ่งผู้นำทุกคนอาจจะไม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

ในองค์กรของคุณโชคจะมีการใช้คำว่า Revolution กับ Evolution ซึ่ง Revolution มันไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงถึงกับกลายพันธ์ แต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเล็กๆ หรือที่เรียกว่า Minor Change อย่างเช่น รถที่มักจะออกรุ่น Minor change แต่ Evolutiion จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เช่น อาจจะเป็นรถ รุ่นใหม่ เช่น รถรุ่น Hybrid ซึ่ง Good Leader Cross Revolution แต่ GREAT Leader Cross Evolutio นั่นก็คือ Greate Leader จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และจะส่งผลต่อความมั่นคงของธุรกิจได้ในอนาคต.

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับข้อคิดบริหารการเปลี่ยนแปลงจากคุณโชค บูลกุล หวังว่าทุกท่านน่าจะได้ประโยชน์บ้างนะครับ (ผมอาจจะเรียบเรียงไม่ค่อยดีมากนัก) ผู้อ่านทุกท่านสามารถติดตามบทความที่เกี่ยวเนื่องน่าสนใจของคุณโชคได้ตามรายการด้านล่างเลยครับ :กลยุทธ์รับมือกับวิฤตที่เกิดขึ้น ของโชค บูลกุล (How to Prepare Stop Crisis)
วิธีกระตุ้นและปลุกเร้าคนแวดล้อม
โชค บูลกุลกับประสบการณ์การเรียนรู้จากคุณพ่อ
Read More

การบริหารโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม (Supply Chain Management in Industrial Sector)

ก่อนอื่น เราจะมากล่าวถึงเรื่องการบริหารโซ่อุปทาน (supply chain management)ก่อน ซึ่งก็คือการบริหารการจัดการตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบ ผลิต จนสินค้าไปถึงมือลูกค้า ซึ่งแตกต่างจาก Logistic ตรงที่ Supply Chain มันเป็นกิจกรรม ในขณะที่ Logisitc เป็นตัวเชื่อมกิจกรรม เพราะฉะนั้นถ้าเรามีกิจกรรม (Supply Chain)ที่ไม่ดี มันเชื่อมอย่างไรก็ไม่ดี เราจะมองที่การเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรธุรกิจ ตลอดโซ่อุปทาน แล้วที่นี้ คุณค่าของโซ๋อุปทาน (Value Supply Chain) มันคืออะไร

คุณค่าของโซ๋อุปทาน (Value Supply Chain) มันก็เป็นความแตกต่างของสิ่งที่เราใส่เข้าไปตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain)ไม่ว่าเราจะมีกิจกรรมอะไร มีค่าใช้จ่ายอะไร มีแรงงานอะไร เป็นต้น มันจะเป็นความแตกต่างที่เราใส่เข้าไปตลอดการบริหารโซ่อุปทาน(Supply Chain) หรือตลอดโครงสร้างโซ่อุปทาน (Supply Chain)ที่เรามีอยู่ ซึ่งผลแตกต่างจะเห็นที่ผลลัพธ์ปลายทาง ซึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่เรามีอยู่

ซึ่งถ้าเรามองแบบนี้ก็จะย้อนกลับเข้าไปในเรื่องการบริหารทั่วไป ที่เราใช้คำว่า Productivity ที่ output / input แต่ output/input ของโซ่อุปทานจะต้องมองตลอดโซ่อุปทาน(Supply Chain) ไม่ใช่มองช่วงใดช่วงหนึ่ง นิ่คือความแตกต่าง

ถ้าเป็นคุณค่าของโซ่อุปทาน (Value Supply Chain)ในเชิงของธุรกิจ เราจะวัดที่ความสามารถในการสร้างกำไร ในการบริหารจัดการตลอดโซ่อุปทาน ซึ่งก็คือ เรากำลังมองเรื่องของ Office Ability คือ เรากำลังจะดูว่า เราสามารถสร้างมูลค่าสุดท้ายหรือราคาขายสุดท้ายออกไป กับต้นทุนการดำเนินงานทางโซ่อุปทานต่างๆ โดยที่ผลต่างของมันก็คือกำไร

โดยสรุปก็คือ เราจะทำทั้งสองอย่าง คือ ถ้าเราดูในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมทั่วๆ ไป คุณค่าของมันก็คือ Productivity แต่ในเชิงธุรกิจเราจะมองแค่นั้นไม่ได้ เราจะต้องมองในแง่ของ Office Ability ด้วย

แล้วเราจะทำอย่างไรในการบริหารโซ่อุปทาน ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะมีอยู่ 5 ปัจจัย

1. ปัจจัยการผลิต : เราจะต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าเราจะผลิตอะไร ผลิตทำไม ผลิตเมื่อไหร่ ผลิตให้ใคร ผลิตอย่างไร (5W 1H)

2. ปัจจัยเรื่องสินค้าคงคลัง : เราจะเก็บอย่างไร เก็บเท่าไหร่ ซึ่งสิ่งที่เก็บอยู่มันต้องสามารถตอบสนองทั้งฝ่ายการตลาดที่อาจมีการจัดกิจกรรมการตลาดหรือสอดคล้องกับฝ่ายผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องมองเพิ่มในส่วนสินค้าคงคลัง เพราะถ้าเราไม่ทำแบบนี้ ทุกคนอาจจะทำให้สินค้าน้อยๆ เพราะจะได้มีต้นทุนต่ำ แต่ความเป็นจริงอาจจะไม่สอดคล้องกับฝ่ายตลาด ที่ลูกค้ากำลังต้องการมากแต่ไม่มีของให้ หรือฝ่ายผลิตต้องการผลิตแต่ไม่มีวัตถุดิบเพียงพอ

3. ปัจจัยการขนส่ง : เราจะขนเองหรือจะจ้าง Out Source รูปแบบของการขนส่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราจะต้องดู

4. ปัจจัยสถานที่ตั้ง : ต้องดูว่าเราจะตั้งใกล้แหล่งผู้ซื้อ หรือใกล้แหล่งวัตถุดิบ

5. ปัจจัยเรื่องข้อมูลสารสนเทศ : เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะการบริหารโซ๋อุปทาน มันเป็นการเชื่อมโยง มันเป็นความร่วมมือกันของกิจกรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นปัจจัยตัวนี้จะทำให้เราตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแล้วทันถ่วงที ซึ่งข้อมูลที่หมายถึงไม่ใช่ Data แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วให้เป็นสารสนเทศ หรือ Information มันจึงต้องสร้างระบบฐานข้อมูล เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ และอีกส่วนหนึ่งคือเราต้องสื่อสารกัน เพราะถ้าเรามีข้อมูลแต่เราไม่สามารถสื่อสารทั่วถึงตลอดโซ่อุปทานได้ ก็จะก่อให้เกิดความล้มเหลวได้ ซึ่งข้อมูลที่ดี ทุกคนในองค์กรต้องเข้าใจในบริบทเดียวกัน Content เดียวกัน ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งเข้าใจ อีกคนเข้าใจอย่าง

โดยสรุปก็คือ จากทั้ง 5 ปัจจัยที่ได้กล่าวมานั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดและถือเป็นศูนย์กลางของทั้งหมด คือ ข้อมูลสารสนเทศ (Information) นั่นเอง

ในส่วนการตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้มาจากปัจจัยทั้ง 5 เราจะมีอยู่ 3 ด้าน
1. กลยุทธ์ : โดยที่เราจะต้องออกแบบก่อนว่ามีรูปแบบอย่างไรของโครงสร้างโซ่อุปทานของเรา มีกลยุทธ์อย่างไรในการจัดการโซ่อุปทานของเรา
2. วางแผน : โดยการนำรูปแบบ หรือกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ มาในเชิงการปฏิบัติให้ได้ นำนโยบายออกสู่ภาคปฏิบัติ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการตลาดมากขึ้น ขจัดการแปรปรวนของลูกค้าเราได้ (ปรากฏการณ์แส้ม้า(Bullwhip Effect in Supply Chain)
3. การปฏิบัติการ : อาจจะทำรายสัปดาห์ หรือรายวัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดการคำสั่งซื้อของลูกค้า การจัดตารางรถบรรทุกที่จะรับสินค้า การเติมเต็มสินค้าตามความต้องการของลูกค้า เป็นต้น

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Cycle Counting กับการแก้ปัญหา Logistic
Logistic Management Strategy : กลยุทธ์การบริหาร Logistic
Read More

05 October 2009

การบริหารจัดการคนเก่ง

นิยามคนเก่ง
1. ความเก่งมันจะเป็นมาก มากกว่าความสามารถ
2. ความเก่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม
3. ความเก่งจะเปลี่ยนไปตามยุค ตามสมัยและต้องได้รับการยอมรับด้วย

คุณลักษณะของคนเก่ง
1. ต้องมีความคิดสร้างสรรค์
2. ต้องมีแรงบันดาลใจในการทำงาน
3. ต้องแรงผลักดันต่อความสำเร็จ
4. ต้องมีความสามารถในการปรับตัว และเรียนรู้เร็ว
5. ต้องมีแรงจูงใจภายในตัวสูง (Drive)
6. มีความเชื่อในทางบวก
7. ต้องมีภาวะผู้นำ
8. มีจิตวิญญาณในการปฏิบัติ
9. มีความกระตือลือล้น
10. ยึดมั่นต่อพันธะสัญญา
11. มีความสุขกับการพบปะคนแปลกหน้า
12. ต้องมีความสามารถในการถ่ายทอด

คนเก่งกับบทบาทความสำเร็จขององค์กร
1. ทุกองค์กรจะอยู่รอดได้ต้องมีคนเก่ง
2. องค์กรที่เจริญเติบโตได้ วัดได้จากคนเก่งในองค์กร
3. องค์กรที่มีคนเก่งให้เลือกมาก จะไม่มีปัญหาผู้นำ

คนเก่งต้องการอะไร
1. ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากกว่าที่อื่น
2. ต้องการผู้นำที่สามารถแนะแนวทางให้เขาได้ อาจไม่ต้องเก่งเท่าตัว
3. ชอบความเป็นทำ
4. ชอบแสดงฝีมือ
5. บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมต้องดี
6. ความรวดเร็วและอิสระในการทำงาน


ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะมีบทบาทอย่างไร
1. ต้องเปลี่ยนกระบวนกรความคิดในการสรรหาคน เช่น Steve Job หาคนที่เก่งทางศิลป์ ทางร้องเพลง เข้ามาทำงานมากกว่าเก่งเชิงวิชาการ
2. ต้องช่วยให้บุคคลากรแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่
3. อย่าสร้างคนที่เหมือนเราหมด
4. ต้องมีแผนและกลยุทธ์ในการเก็บคนหรือรักษาคน

ผู้บริหารจะผูกใจคนเก่งอย่างไร
1. ต้องทำลายกฏระเบียบและความเชื่อเก่าๆ เช่น เก็บคนเก่าคนแก่ไว้นานไป จนไม่ให้โอกาสคนใหม่ๆ
2. วัตถุประสงค์ต้องชัดเจน
3. การยกย่องสรรเสริญ หรือให้รางวัล ต้องแสดงให้เห็น ไม่ใช่สักแต่ว่าพูด
4. ต้องมีความสามารถในการกระตุ้นกำลังใจ

คนดี VS คนเก่ง
เรามักต้องการทั้งคู่ ในปัจจุบัน คนเก่งสัก 60% คนดี 40% เพื่อให้องค์กรอยู่รอดในภาวะวิกฤต เน้นเก่งแต่ไม่ทิ้งความดี คนที่สำคัญที่สุดในการดูแลและะรักษาคนเก่ง คือ ผู้นำองค์กร

บทความที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
ลูกค้าคือพระเจ้า (Customer is God)
9 เคล็ดลับในการเป็นมหาเศรษฐี
Presenter กับความสำเร็จของตราสินค้า

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
การจัดการจุดแข็งของตนเอง (Strenght Management)
วิธีบริหารลูกน้องของโชค บูลกุล
สมการคนเก่ง ใน Logistics
Read More

Presenter กับความสำเร็จของตราสินค้า

ทำไม Presenter ถึงมีความสำคัญ เหตุผล 5 ประการ คือ
1. คนต้องการการชี้นำ : เนื่องจากสินค้ามีหลายยี่ห้อ หลายแบรนด์ เลือกยากลำบาก การมี Presenter ชี้นำ จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตัดสินใจง่ายขึ้นหรือถ้าประทับใจใน presenter ก็จะซื้อยี่ห้อนั้น
2. คนต้องการความมั่นใจ
3. คนต้องการการเลียนแบบ
4. ต้องการให้มีคนอื่นมาลองใช้ก่อน ต้องการให้คนที่ใช้ก่อนมายืนหยัน
5. ต้องการการอ้างอิง

Presenter มี 6 แบบ
1. ใช้เจ้าของเป็น presenter (หรือ CEO Branding) เช่น Bill Gate (Microsoft), Steave Job (Apple) เป็นต้น บางครั้ง การใช้เจ้าของหรือผู้ก่อตั้งที่ขาดเสนห์ หรือไม่ match กับสินค้า ก็ขอให้อย่าเลย

2. สร้างตัวละคร (Logo) หรือ Mascot เช่น Michelin (มีตัวการ์ตูน), การแข่งกีฬาต่างๆ เป็นต้น เพื่อสร้าง สัญลักษณ์ จดจำได้ง่าย

3. ดารา นักกีฬา นักร้อง นายแบบ นางแบบ แต่จะมีปัญหาที่ว่า เมื่อชีวิตจริงเมื่อ presenter ดังกล่าว ไม่ได้ใช้สินค้าตัวนั้นอยู่ จะมีผลต่อผู้บริโภค
เกิดความไม่มั่นใจ หรือ presenter ประพฤติตัวไม่ได้ ก็จะมีผลต่อ Brand

4. ผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น การโฆษณาแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ที่ใช้แพทย์มาแนะนำ

5. ลูกค้าที่มีความจงรักภักดีกับสินค้ามากๆ เป็นสาวก เลยก็ว่าได้

6. พนักงานในองค์กร

วิธีเลือก Presenter 4 อย่าง
1. ต้องเชื่อมโยงกับสินค้าและบริการ
2. หน้าตา บุคลิก ดี
3. นักแสดง ต้องแสดงสมจริงสมจัง
4. ดังหรือไม่ดังก็ได้ ที่จริงไม่จำเป็นต้องดังก็ได้ เนื่องจาก ถ้าจ้างดัง ค่าจ้างแพงแล้วยังได้ไม่ Fresch ด้วย และยุคนี้จะเริ่มใช้ presenter หน้าตาไม่ดีเพิ่มขึ้นด้วย

ข้อพึงระวังในการใช้ Presenter
1. พฤติกรรมของ Presenter
2. Presenter ที่เปรอะเกินไป (เป็นให้หลายสินค้า)



เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
ผู้มีอิทธิพล (Influencer)
Read More

How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล

ที่มาของ Umm!..Milk Brand
ต้องขอย้อนไปในยุคของคุณพ่อ ที่สร้างแบรนด์นมสดตราฟาร์มโชคชัย ซึ่งเป็นการใช้ CEO Branding โดยคุณพ่อเองเลย เพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นว่า เรามีฟาร์มและสามารถผลิตนมได้ แต่ต่อมาเกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมนมสดสูงไม่ว่าจะเป็น CP เมจิ, ดัชมิลค์, ไทยเดนมารก เป็นต้น ทำให้เราเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง เพราะผู้บริโภครู้ว่ามีนมสดตราโชคชัย แต่ไม่ได้เลือกที่จะซื้อกิน แต่ไปเลือกซื้อ Brand อื่น เพราะจดจำในตราสินค้าที่คู่แข่งโฆษณาทางทีวีได้มากกว่า

ซึ่งในตอนนั้น ฟาร์มโชคชัยไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย เนื่องจากในองค์กรส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย นักริเริ่ม (คุณพ่อ), นักบัญชี (คุณแม่) และทรัพยากรมนุษย์เราส่วนใหญ่จะเป็น นักการเกษตรหมดเลย ถึงแม้จะมีการจ้าง agency เข้ามาทำการตลาด แต่เนื่องจาก campagin ของเราไม่ได้คิดขึ้นมาบนพื้นฐานของความเข้าใจในจุดอ่อน จุดแข็งของนมสดตราฟาร์มโชคชัย นั่นเพราะเราไม่มี เลยเป็นแค่การซื้อสื่อ แต่ไม่มีความโดดเด่นทางกลยุทธ์การตลาด จนเราแพ้ทางการตลาด กลายเป็นว่าคนรู้จัก แต่ยอดขายในเชิง market share เราก็ลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนี้ แล้วเราก็ขายนมสดตราฟาร์มโชคชัยออกไป เพื่อใช้หนี้
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ปี 2537 - ปัจจุบัน นมสดตราฟาร์มโชคชัย กับ ฟาร์มโชคชัย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันเลยและคุณโชคก็เข้ามาในยุคสมัยนั้นพอดี ที่ขายนมสดฟาร์มโชคชัยออกไป
และหลักจากที่คุณโชค เข้ามาบริหารงานต่อก็เกิดความอยากที่จะทำสินค้าตัวหนึ่งขึ้นมา ให้เป็นขวัญและกำลงใจกับพนักงาน ให้มันมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในองค์กรบ้าง เพราะหลังจากขายนมสดตราฟาร์มโชคชัยออกไป คนก็เหลืออยู่ 100-200 คน เท่านั้น จากที่มีอยู่ 2000 คน คนก็เริ่มขาดกำลังใจ
คำตอบก็เลยทำให้เราต้องคิดถึงภาระต่างๆ ที่มีอยู่ในฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มม้าแข่ง ฟาร์มสุนัข ซึ่งในอดีตมันเป็นงานอดิเรกของคุณพ่อ แต่มีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง พอเราอยากเห็นฟาร์มมันก้าวหน้า เราเลยต้องเปลี่ยนภาระทั้งหมดให้กลายเป็นโอกาสให้ได้ เราก็เลยต้องเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยว
พอเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยว ก็มีผู้คนเริ่มพูดถึงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของการจัดการความรู้ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ เรื่องการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ทำให้มีคนเข้ามาเที่ยวฟาร์มโชคชัยมากขึ้นๆ เราจึงคิดต่อไปว่า ในลอจิคของการท่องเที่ยวมันน่าจะมีสินค้าตัวหนึงที่ทำให้คนรู้สึกว่ามาเที่ยวที่ฟาร์มโชคชัยได้ลิ้มลองหรือได้สัมผัสกับของจริง นั่นก็คือตัวผลิตภัณฑ์ Umm...Milk
ซึ่งตอนแรกเราตั้งใจว่า ไม่อยากสร้าง brand ให้กับสินค้าดังกล่าว เพราะตั้งใจทำเป็น demonstrate (สาธิต) ให้เขาเห็นว่ารีดนมวัวเสร็จ เดินเข้าไปในโรงงาน ให้เขาเห็นกระบวนการจนออกมาเป็นนม แล้วได้ชิมผลิตภัณฑ์สดๆ ออกจากโรงงาน แต่พอลูกค้าได้ชิมสิ่งที่เราผลิตถึงแม้จะมีจำนวนน้อย แต่จะเห็นได้ว่ามีการเอาใจใส่ในเรื่องของคุณภาพ ลูกค้าก็เกิดติดใจ อยากซื้อกลับบ้าน ซึ่งตอนแรกเราไม่ได้ทำขาย จนลูกค้าถามกันมาหลายคน เราจึงเริ่มมีการผลิตมากขึ้น ให้ลูกค้าชิมเสร็จแล้วซื้อ แต่ผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะลูกค้าที่มาเทียวก็เริ่มมีจำนวนมาก แถมคนที่เคยกินก็จะฝากคนที่จะมาช่วยซื้อให้ด้วย มันเลยกลายเป็น ผลิตภัณฑ์ของฝากไปเลย
จนปัจจุบัน Umm...milk ซึ่งดำเนินงานมาเป็นปีที่ 9 ต่อเนื่องปีที่ 10 ยอดจำหน่ายยังเติบโตมาก มีการผลิตต่อเดือน อยู่ที่ประมาณ 500 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์นมที่เกิดจาก Direct Marketing ล้วนๆ ไม่มีการใช้สื่อ ไม่มี agent ซึ่งเราจะขายที่ฟาร์มโชคชัย เป็นส่วนใหญ่
ต่อจากนั้นเรารู้ว่ามีลูกค้าบางราย ที่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขับมาฟาร์มโชคชัย เพื่อมาซื้อ Umm...milk แล้วก็ขับกลับเลย แสดงว่าลูกค้าอย่ากกินมาก พอเรารู้อย่างนี้ เลยพยายามหาช่องทางจัดจำหน่ายในกรุงเทพ (เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่) Umm...milk จึงกลายเป็นสินค้าที่มีจำนวนจำกัด (Limited Edition) ห้างต่างๆ ก็เลยสนใจอยากจะให้เป็นตั้งในพื้นที่ห้างตัวเอง ทำให้ Umm...milk มีเวทีจุดจำหน่ายในกรุงเทพ (ซึ่งผู้บริหารห้างส่วนใหญ่จะเคยบริโภค และเป็นลูกค้าของฟาร์มโชคชัยอยู่แล้ว จึงรู้ว่าอร่อย) ซึ่งพอเป็นสินค้าที่ห้างๆ ต่างก็ชอบ ก็เลยกลายเป็น win win ทั้ง Umm...milk และ ห้าง ไปพร้อมๆกัน
สินค้าตัวนี้จึงเกิดจากความต้องการและความเข้าใจจากผู้บริโภค ซึ่งตอนแรกคุณโชค ไม่อยากให้สินค้าตัวนี้มี brand เพราะสินค้าที่มี brand ดูมันเป็นเชิงการค้าเกินไป (Commercial) เราจะรู้สึกมันสดใหม่ ซึ่งเราอยากได้แบบนั้น แต่ตอนเราจะไปขอ อย. จะต้องมีชื่อตราสินค้า เราจึงคิดเด๋วนั้นเลยว่า เราจะใช้ชื่อตราสินค้าอะไร เราเลยตกลงเอาคำอุทานละกันว่า เวลาเราทานอะไรเข้าไปแล้วรู้สึกประทับใจ จนมีความรู้สึกว่า อืม...อร่อย มันก็เลยกลายเป็นที่มาของ Umm...milk นั่นเอง
ซึ่งชื่อมัน differentiate มาก มันบ่งบอกถึง expression ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะกับสินค้าในธีมเรา ที่ว่าของดีมีจำนวนจำกัด เพราะว่าชื่อหลายๆ Brand บ่งบอกถึงการเป็นบริษัทใหญ่ ความรู้สึกของลูกค้าก็เช่นกัน ซื้อก็ซื้อ แต่ว่าถ้าเมื่อไหร่ไม่มีโฆษณา ไม่มีโปรโมชั่น ก็จะไม่ซื้อ ผิดกับ Umm...milk ที่กลายเป็นสินค้าที่มาจากประสบการณ์ ลูกค้ามีความรู้สึกว่าทุกครั้งที่มาร้าน Umm...milk จำวันที่ไปเที่ยวได้ จำวันที่รีดนมวัวได้ จำวันที่เข้าไปโรงงานผลิตได้ ลูกค้าเกิดความรู้สึกประทับ จดจำความรู้สึกที่เขาไปเที่ยวที่ฟาร์มโชคชัยได้ ซึ่งสุดท้ายจึงทำให้เกิด Brand Loyalty มันเป็นสิ่งที่ปลูกฝัง หรืออยู่ในใจของลูกค้าเลย โดยไม่จำเป็นต้องมาโฆษณาซ้ำแล้วซ้ำอีก
บทความที่เกี่ยวกับคุณโชค บูลกุล :ทิศทางและสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ในมุมมองโชค บูลกุล (Thailand Tourism Outlook)
การบริหารการเปลี่ยนแปลงสไตล์ โชค บูลกุล (Changing Management)
Umm!..Milk ความลงตัวของขนาดและตำแหน่ง
กลยุทธ์รับมือกับวิฤตที่เกิดขึ้น ของโชค บูลกุล (How to Prepare Stop Crisis)
Read More

การสร้างทฤษฎีในการทำธุรกิจใหม่ๆ ของโชค บูลกุล

คุณโชคมองว่าการทำธุรกิจ มันเป็นประติมากรรม คุณโชคเหมือนเป็นประติมากร คุณโชคจะไม่ได้มองในเชิงว่าทำอะไรถึงรวย หรือมองในทฤษฎี แต่คุณโชคจะมองว่าอะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วสนุก แสดงความเป็นตัวตนของเรา เช่น เวลาเรา brainstrom เรื่องไอเดีย เราจะคิดอย่างมุมสนุกสนาน ทุกคนสามารถ
จินตนาการเป็นตามโจทย์ที่เราตั้งไว้ได้

เพราะฉะนั้น ทฤษฎีของเราก็คือ เราต้องสร้างอาณาจักรสิ่งที่เพื่อนร่วมงานเรา สามารถ Inspire ไปพร้อมกับเราได้ด้วย ไม่ใช่อิงแต่ทฤษฎีว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ หรือจากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อันนี้โอกาส อันนี้อุปสรรค ซึ่งหากเราโยนโจทย์ไปแล้ว ไม่มีการตอบสนองกลับมา ก็อาจจะทำให้เขาไม่สามารถมีส่วนร่วมได้ อาจจะฟังแล้วเข้าใจในการประชุม แต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ความงามของประติมากรรมทางธุรกิจของคุณโชค จะตั้งอยู่บนที่ว่า โจทย์ท้าทายหรือไม่ เช่น ตอนนี้ ผมอยากจะให้ขี้วัวเป็ของขวัญวันปีใหม่ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ที่จะทำยังไงให้คนรับ รู้สึกว่ามันเป็นของขวัญ ทำไมถึงต้องขี้วัว ก็เพราะตอนนี้เป็นกระแส Recycle และแนวโน้มผู้อาศัยใน Condo มากขึ้น ทำให้ต้องการความสะดวกสบายในการบำรุงรักษาต้นไม้ โดยต้องมี Package ที่น่ารักด้วย คือ เราต้องเปลี่ยน perception ในใจของคนที่เวลานึกถึงขี้วัว

คุณโชค ยังเพิ่มเติมว่าสิ่งที่สำสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจเชิงท่องเที่ยวคือต้องขาย Memorable แล้วเวลาเราคิดอะไรแล้ว นอกจากสร้างสรรค์แล้ว ยังต้องไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น เพราะถ้ามันเป็นความคิดสร้างสรรค์จริง มันก็สามารถต่อยอดได้

บทความที่เกี่ยวกับ คุณโชค บูลกุล :การสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในองค์กร
เรียนรู้เพื่อให้ได้ความคิดใหม่กับ โชค บูลกุล

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :ความรู้ และกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาด
First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)
Read More
Designed ByBlogger Templates