29 March 2010

บริหารเงิน บริหารตน โดยโชค บูลกุล (Financial Management)

โดยส่วนตัวแล้วคุณโชค จะไม่ค่อยถนัดทางด้านนี้เท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่จะออกแนวศิลปะ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ จึงถนัดในเรื่องการตลาดมากกว่า แต่หลังจากที่ต้องเข้ามาบริหาร บริษัทกลุ่มฟาร์มโชคชัย จึงเริ่มที่จะมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยในช่วงที่บริษัทประสบภาวะวิกฤตนั้นมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งตั้งแต่นั้นมาคุณโชคใช้หลักการบริหารเงิน โดยเน้นไปที่เงินสดเป็นสำคัญ ทำให้ 17 ปี ในการทำงานของคุณโชคนั้น ไม่เคยต้องกู้เงินเลย จนถึงทุกวันนี้ ธุรกิจก็เติบโต กระแสเงินสดก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยคุณโชคให้ความเห็นว่าธุรกิจที่มีขนาดใหญ่นั้น มักที่จะต้องกู้มาก เนื่องจากต้องขยายธุรกิจ แต่ในเรื่องกระแสเงินสด เราอาจจะใช้เงินผิดประเภท ผิดวงจร หรือการวางงบประมาณของเราไม่ครอบคลุม ทำให้เงินสดขาดมือได้ แต่สำหรับธุรกิจฟาร์มโชคชัยนั้น เงินสดที่เราได้มา เราจะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ทั้งสำรองไว้สำหรับการลงทุน, การป้องกันเงินเฟ้อ, เงินออม, เงินลงทุนระยะสั้น และสุดท้ายคือ เงินที่แบ่งปันแก่พนักงาน

คุณโชคเชื่อว่า ถ้าธุรกิจสามารถบริหารกระแสเงินสดได้ดี ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตที่รุนแรงแค่ไหน ก็สามารถฝ่าฟันไปได้ ผ่อนหนักเป็นเบา ธุรกิจของฟาร์มโชคชัยจึงเน้นแต่เงินสด ยกเว้นธุรกิจอาหารโคนม ที่จะเป็นเงินเชื่อ เนื่องจากคู่ค้าเป็นเกษตรกร เพราะฉะนั้นการดำเนินธุรกิจของคุณโชค ที่เน้นเงินสดนั้น จะทำให้ธุรกิจมีเงินสดเก็บไว้เพื่อใช้ในยามที่มีโอกาสดี เช่น ในช่วง ปีสองปีนี้ ที่เศรษฐกิจแย่ แต่ถือว่าเป็นโอกาสดีของผู้ที่มีเงินสดที่จะลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่า การก่อสร้างโรงงาน Ummilk ของคุณโชคที่ลงทุนในช่วงนี้ มีต้นทุนลดลงเกือบ 30%

คุณโชคจะเน้น Budget เป็นสำคัญ จะมีการวัดผลทุกเดือน เพื่อให้สิ้นปีนั้นเป็นไปตามเป้า โดยผู้บริหารระดับสูงอย่าดูตัวเลขแค่ตอนสรุป แต่ทุกการประชุมต้องมีการสรุปทุก 10 หรือ 15 วัน เป็นการเกาะติดในเรื่องรายรับรรายจ่าย เพื่อที่จะดูว่ามันสามารถเป็นไปตามเป้าหมายในแต่ละเดือนมากน้อยแค่ไหน แทนที่เราจะมารอวันที่ 25 ของเดือน แล้วจึงประชุมดูงบ พอมันไม่เข้าเป้าก็ไม่พอใจ ด่าลูกน้อง ซึ่งถ้าเรามีการเกาะติดนั้น จะสามารถทำให้เข้าใจได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากอะไร เราควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน หรือความสามารถของบุคลากรเราอาจจะไม่พอ ซึ่งทำให้เราสามารถมาปรับแผนได้อย่างทันถ่วงที
ซึ่งการทำธุรกิจแบบนี้คนที่ทำเงินสด จะเข้าใจได้ แต่คนที่ทำเงินเชื่อ ส่วนใหญ่จะคิดว่าควรจะเน้นในเรื่องการบริหารการเงินไว้ก่อน เนื่องจาก เราเอาเงินคนอื่นมาใช้ และในท้ายที่สุดปัญหาที่เกิดขึ้นเล็กๆน้อยๆ ทุกวันที่เราตามเหตุการณ์มันไม่ทัน มันทำให้ต้นทุนทางการเงินเราสูงกว่า คนที่เกาะติด

แท้ที่จริงแล้วปัญหาทางการเงิน คือเป็นเรืองของเจตนารมณ์ หลายๆ คนอาจจะคิดแค่ว่าทำอย่างไรก็ตามให้ได้ส่วนต่าง โดยไม่ได้คิดถึงว่า ธุรกิจเรามันต้องเหนื่อย มันต้องสุจริต มันต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ แต่จะเน้นแค่เก็งกำไร ซึ่งทางพุทธศาสนาถือว่าบาป ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากมนุษย์ที่ทำอะไรแล้วไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่จริงๆ มันควรจะเป็น การประกอบอาชีพ มันเป็นเรื่องของการลงแรง ลงสมอง วางกลยุทธ์ ทำทุกอย่างให้เป็นไปตามศักยภาพที่เราทำได้ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นรางวัล แต่มนุษย์วันนี้ ทำอะไรที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ โดยอาจเอาดอกเบี้ยตรงนี้ที่ถูกกว่า มาปล่อยกู้ในอัตราที่แพงกว่า ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าเงินนั้น เกิดจากการทำงานของ Real Sector แต่วันนี้ทุกคนกระโดดไปอยู่ในตลาดทุน แต่ไม่มีใครทำงานใน real sector เลย เช่น ตลาดทองคำ Gold Future

บทความที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
กำหนดกระแสกับโชค บูลกุล (Trend Setter)
Think BIG ไปกับโชค บูลกุล
Read More

22 March 2010

SME กับ CSR โดยอ.สมภพ เจริญกุล

CSR (Corporate Social Responsibility) หรือที่เรียกว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ซึ่งต่อมาในช่วงหลังๆ ได้มีการทำ CSR มากเกินไป จนกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดอย่างหนึ่ง โดยถ้าเราจะดูถึงความเป็นมาของ CSR จะเกิดจากคำสองคำ หนึ่ง คือ Public Relation อีกคำหนึ่ง ก็คือ Social Event (กิจกรรมพิเศษ) นำมาจัดรวมกัน โดยผลสุดท้ายจะได้ประโยชน์แก่สังคม และที่สำคัญคือตัวองค์กรเอง เพราะฉะนั้น CSR ทำขึ้นเพื่อสร้างเสนห์ให้เกิดขึ้นกับตัวองค์กร ซึ่งการทำ CSR นั้นจะสร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้าได้ อยู่ที่ว่า Brand ไหน ที่ผู้บริโภคมีการรับรู้ว่าอยากจะอุดหนุน อยากใช้สินค้าหรือบริการ

วิธีการสร้าง CSR
1. สร้าง CSR ด้วย Brand ของตัวเอง : เนื่องจากเป็นการง่ายที่จะทำ เนื่องจาก ไม่ต้องไปผู้กับ Brand อื่น ดำเนินการได้เองเลย
2. สร้าง CSR ร่วมกับหน่วยงานอื่น : ที่ชัดเจนก็จะเป็นโครงการตามพระราชดำริ Brand ต่างๆ มักจะไปผูกโยง เช่น การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ มีข้อดี คือ ประชาชนยอมรับอยู่แล้ว
3. สร้าง CSR ร่วมกับ Brand อื่น : เช่น เมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ จึงร่วมมือกัน

ข้อพิจารณาในการทำ CSR
1. อย่าทำอะไรที่ซ้ำกับคู่แข่ง เนื่องจาก คนที่ทำก่อนอยู่ในใจของลูกค้าไปแล้ว
2. เลือกกิจกรรมที่ลูกค้าเป้าหมายหรือสังคม สามารถมีการตอบรับได้อย่างรวดเร็ว
3. กิจกรรมที่ทำ อย่าสลับสับซ้อน
4. สื่อสารให้ชัดเจนว่าสังคมได้ประโยชน์อะไร
5. อย่าเลือกกิจกรรมที่ทำมากเกินไป ทำให้ไม่มีเอกลักษณ์ ทำอย่างเดียวเน้นชัดไปเลย มันจะได้ผูกโยงกับ Brand อย่างชัดเจน
6. อย่าโจงครึม หรือพูดเอาหน้ามากเกินไป หนักที่สังคม เบาที่องค์กร
การเตรียมการทำ CSR
1. วิเคราะห์ SWOT ขององค์กร เพราะกิจกรรมทางการตลาดและ CSR ที่เราจะทำมันต้องสอดคล้องกับองค์กร
2. ดูว่าลูกค้าหรือสังคม ให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นเพิเศษ
3. กิจกรรม CSR สอดคล้องกับกลุ่มตลาดเป้าหมายทางการตลาดของเรา
4. มีความต่อเนื่อง จึงต้องเตรียมทุนให้พร้อม
5. ได้รับความร่วมมือกับบุคลากรของตัวเองเป็นหลัก
6. ติดตาม ควบคุม วัดผล เพราะสิ่งที่เราไม่ได้ทำโดยส่วนใหญ่ คือ การวัดผล เพราะเรามองว่าเราทำเพื่อสังคม จึงไม่ได้ตาม แต่แท้จริงแล้วควรจะสามารถวัดผลย้อนหลังได้ ว่ากิจกรรมที่ทำไปแล้ว มีผลตอบสนองอย่าไร

แท้จริงแล้วการทำ CSR เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ทุกองค์กรไม่สามารถอยู่ได้ ถ้าไม่ได้คิดถึงสังคม มันจะเป็นตัวเสริมของการทำธุกิจ ไม่ใช่เป็นแกนหลักของการทำธุรกิจแต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะละเลย

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
การตลาดที่มากกว่า 4P (More 4P Marketing)
มองอนาคต (Look at the Future)
Read More

16 March 2010

กำหนดกระแสกับโชค บูลกุล (Trend Setter)

ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ทำอะไรตามกระแส แต่เพียงแต่ว่าเราต้องอ่านกระแสสังคมให้ออก คือ ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ฟัง อ่าน search internet เช่น ถึงแม้กระแสของโลกในตอนนี้เรื่องเทคโนโลยี ก็ยังนำอยู่ แต่ในขณะเดียวกันเราก็เชื่อว่า ถึงจุดหนึ่งมนุษย์อาจกำลังโหยหาความเป็นธรรมชาติควบคู่กันไปด้วย ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เป็นสิ่งในการสร้างแรงบรรดาลใจ ในการพัฒาธุรกิจของคุณโชค ซึ่งพอเหมาะกับกระแสของโลกตอนนี้พอดี
สังเกตุไหมว่า นักธุรกิจในบ้านเรา โดยเฉพาะ SME จะพัฒนาสินค้าของเราเมื่อกระแสมันเริ่มแล้ว ซึ่งจะไม่ทัน เพราะกว่าสินค้าของเราจะติดตลาด กระแสอาจจะหมดไปแล้ว เช่น ร้านกาแฟ ที่ Starbuck เข้ามาจุดกระแส แล้วก็มีคนอยากขายกาแฟเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระแสดังกล่าวเป็นสิ่งที่ starbuck ได้วิเคราะห์มาก่อนแล้วว่าคนต้องการสถานที่ทำงาน หรือพบปะ ที่ไม่ใช่ที่บ้าน และไม่ใช่ที่ทำงาน เพื่อสร้างบรรยากาศ ความสบาย ไม่น่าเบื่อ จำเจ ในการทำงานมากกว่าอยู่บ้านหรือที่ทำงาน

คุณโชคให้ความเห็นว่ากระแสจะอิงกับธรรมชาตินั้น มันจะใช้เวลานานมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องกระแสธรรมชาติ ในการคิดเพื่อที่จะทำให้เกิด Impact ต้องคิดมาตั้งแต่ เมื่อสิบปีที่แล้ว ๆ ไม่ใช่มาวันนี้แล้วถึงเพิ่งมาคิดว่าเราควรจะทำอะไรๆ ไม่ว่าจะเป็นออกสินค้า ทำธุรกิจ เพราะคิดว่ากระแสเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น การที่จะให้องค์กรของเราอยู่ใน Green Trend หรือกระแสของการอนุรักษ์ได้จริง มันต้องเริ่มตั้วแต่ 10 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากการปลูกจิตสำนึกภายในองค์กรให้คนในองค์กรรู้จักการอนุรักษ์ การประหยัด การลดการเบียดเบียน

ซึ่งถ้าพูดถึงธุรกิจของคุณโชคตอนนี้เรากำลังพัฒนาเว็ปไซต์ โดยใช้สโลแกนที่ว่า Leave the Green trend click farm Chokchai.com ซึ่งคุณโชคไม่ใช้โทนสีเขียว แต่ใช้แนว earth tone เป็นสีนำตาลหรือสีดิน เพราะ green trend มันเป็นเรื่องของจิตสำนึก คุณโชคจะมองว่าต้นไม้สีเขียวๆ ที่เราปลูกเนี่ยะ มันจะไม่งอกเงยถ้าดินมันไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นความหมายของฟาร์ม green trend เป็นเรื่องคุณภาพของดิน และคุณภาพของดินก็คือเรื่องของจิตสำนึกของมนุษย์นั่นเอง เพราะถ้ามนุษย์มีจิตสำนึกที่รู้จักความรับผิดชอบต่อการกระทำ เมื่อลงมือปลูกต้นไม้แล้ว ต้นไม้มันจึงจะงอกเงย ไม่ใช่เพียงแต่ว่าวันนี้อะไรก็ปลูกต้นไม้ ปลูกต้นไม้ เพราะฉะนั้น เราจึงแทนค่า Green Trend ของฟาร์มโชคชัยให้เป็นสีของดิน เป็นสีน้ำตาล

คนที่จะเป็น Trend Setter จริงๆ ไม่ใช่ทำเพราะกระแส แต่ต้องทำเพราะความเข้าใจว่าปัจจุบันนี้สังคมต้องการอะไร ซึ่งก็เหมือนตอนนี้ที่มีกระแสของ Creative Economy ที่หลายคนหลงไปกับการคิดออกแบบอยู่แต่ packaging เท่านั้น แล้วเหมาว่านื่คือ Creative Economy แล้ว แต้แท้จริงแล้ว คำว่า Creative Economy มันต้องเกิดจากตั้งแต่วิธีคิด แก่นแกนของมัน ไม่ใช่ติดกับแกนภายนอกหรือแค่รูปลักษณ์ภายนอก

แล้วกับคำถามที่ว่า การที่องค์กรใดองค์หนึ่งจะสามาถประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องตามกระแสนั้น คุณโชคให้ความเห็นว่า บริษัทใดก็ตามวางนโยบายตามกระแส จะเจ๋ง บริษัทต้องพัฒนาก่อนที่กระแสจะเกิด เพราะของทุกอย่างมันต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา เพราะฉะนั้นบริษัทต่างๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า ต่อไป 5 ปี หรือ10 ปี จากนี้โลกต้องการอะไร แล้วจึงนำมาพัฒนาเป็นสินค้าของเราที่สามารถตอบสนองต่อโลกในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้าได้

การอ่าน Treand นั้น เราต้องเข้าใจความเป็นจริงของโลกก่อน เพราะบางคนอาจจะมองแต่สิ่งที่เขาเห็นเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว เราต้องย้อนมองไปในอดีต แล้วเชื่อมโยงกับปัจจุบัน และนั้นแหล่ะเราจึงจะสามารมองไปข้างหน้าเพื่อให้เห็นกระแสได้

เนื้อหาที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
Think BIG ไปกับโชค บูลกุล
กลยุทธ์รับมือกับวิฤตที่เกิดขึ้น ของโชค บูลกุล (How to Prepare Stop Crisis)
การบริหารการเปลี่ยนแปลงสไตล์ โชค บูลกุล (Changing Management)
Read More

08 March 2010

มองอนาคต (Look at the Future)

การมองอนาคต เราต้องแบ่งเป็น 2 ระยะ

1 ระยะสั้น เช่น ราคาสินค้าเกษตรเพิ่ม การท่องเที่ยวดีขึ้น การส่งออกดี เป็นต้น ซึ่งมีความหวือหวา
2. ระยะยาว จะต้องดูถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย
2.1 เศรษฐกิจ
2.2 การเมือง
2.3 กฏหมาย
2.4 เรื่องเกี่ยวกับประชากร
2.5 ทรัพยากรธรรมชาติ
2.6 วัฒนธรรมของประเทศ

ซึ่งการดูแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกัน ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะดูเรื่องเศรษฐกิจ แต่ถ้าเป็นประเทศที่ลุ่มๆดอนๆ ก็จะต้องดูเรื่องการเมืองและภาคกฏหมาย นอกจากนี้ ยังต้องดูเรื่องประชากรมีคุณภาพ หรือบางประเทศทรัพยากรธรรมชาติไม่เอื้อแต่ถ้ามีผู้นำที่เก่งมีวิสัยทัศน์ก็จะเจริญรุ่งเรืองได้

ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดูในการวิเคราะห์เศรษฐกิจระยะยาว จะประกอบไปด้วย
1. จำนวนนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศมากหรือน้อยลง เพราะนักลงทุนต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศเรานั้น เขาต้องวางแผนระยะยาว เพราะฉะนั้น นักลงทุนต่างชาติ จึงเป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศนั้น
2. นักลงทุนในประเทศ ไม่สนใจลงทุนในประเทศ
3. ตลาดหลักทรัพย์ ความผันผวนจะทำให้บรรยากาศในการลงทุนไม่ดี
4. แนวนโยบายของรัฐ

ส่วนคำว่า Fall Stage (ประเทศหรือรัฐที่ผู้คนทั่วโลก ต่างไม่ยอมรับนับถือ) จะเกิดจาก
1. รัฐบาลไม่เป็นรัฐบาล คือ ที่มาของรัฐบาลไม่โปร่งใส จนทำให้เกิดการปฏิวัติซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ต่างชาติไม่ยอมรับ
2. ผู้นำไม่เป็นผู้นำ
3. เศรษฐกิจไม่เป็นเศรษฐกิจ
4. สัญญาไม่เป็นสัญญา ต่อนักลงทุนต่างชาติ สร้างความไม่มั่นใจ
5. สังคมไม่เป็นสังคม ความสงบไม่บังเกิด
6. นักการเมืองไม่เป็นนักการเมือง ไปเป็นนักโกงเมืองแทน
7. เหตุผลไม่เป็นเหตุผล
8. ชีวิตไม่เป็นชีวิต เกิดอุปสรรคปัญหามากเกินไป มีทุกข์ตลอดเวลา

รัฐที่ล้มเหลวหรือประเทศที่ล้มเหลว เมื่อชาวต่างชาติหมดความนับถือ จะต้องใช้เวลาไม่ตำกว่า 10 ปีถึงจะฟื้นกลับมาได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ประเทศที่ล้มเหลว จะเกิดจากปัจจัยสองตัวสำคัญ คือ ผู้นำและประชาชน

เนื้อหาที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
7 ย. สำหรับความเป็นผู้นำ
ผ่าแนวคิด Drucker (Inside Drucker's Brain) โดย อ.สมภพ เจริญกุล
การตลาดที่มากกว่า 4P (More 4P Marketing)
Read More

03 March 2010

Think BIG ไปกับโชค บูลกุล

คุณโชค ให้ความเห็นว่าวิธีการคิดใหญ่นั้น (Think Big) มันจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงก่อนเป็นอันดับแรก การที่เราจะไปบอกให้คิดใหญ่ (Think Big) อย่างเดียว มันอาจจะเกิน ศักยภาพของเราได้ ซึ่งถ้าเราคิดใหญ่โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ปัญหาที่ตามมา คือ เราอาจจะทำอะไรเกินความสามารถของเราไป

ส่วนวิธีการคิดของคุณโชคนั้น ไม่ใช่คนคิดใหญ่ (Think Big) ฉะนั้น จึงไม่แน่ใจว่าการคิดใหญ่ (Think Big) นั้นมีวิธีการอย่างไรสวิธีการคิดของคุณโชคนั้น จะชอบคิดในเชิงการแก้ปัญหามากกว่า คือ ถ้ามันมีอยู่แล้ว จะทำอย่างไรให้มันมีคุณค่าแล้วคนอื่นก็ยอมรับในคุณค่านั้นด้วย ซึ่งอาจจะไม่เคยมีใครมองมาก่อน ซึ่งมันเป็นวิธีหนึงในการคิด เพื่อสร้างธุรกิจของคุณโชค ซึ่งมีความสนใจมากกว่าการคิดใหญ่ (Think Big) อย่างเดียว

ในส่วนการคิดใหญ่นั้น คุณโชคบอกว่า มันต้องขึ้นอยู่กับโอกาสด้วย เพราะถ้าอยู่ในช่วงโอกาสที่มีมากมาย เพราะฉะนั้นใครที่คิดใหญ่ (Think Big) ก็สามารถที่จะครอบครองพื้นที่ได้มากกว่าโดยปริยาย ซึ่งสามารถทำให้ธุรกิจครบวงจรได้ เช่นหลายกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศยังคงทำกันอยู่ ซึ่งคุณโชค คิดว่ามันก็เป็นโมเดลหนึ่งในยุคและสมัยหนึ่ง แต่ในวันนี้ถ้าคุณคิดใหญ่ (Think Big) มันจะมีช่องให้คุณเข้าไปหรือเปล่า คุณโชคคิดว่า การที่เราอยู่ในตลาดใดตลาดหนึ่งที่คนใหญ่ไม่อยากลงมาเล่น และคนเล็กก็เอื้อมไปไม่ถึง ตรงเนี่ยะ มันจะเป็นตลาดที่น่าสนใจ

บนพื้นฐานของความเป็นจริงเราต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรคือ ธุรกิจ ถ้าเราคิดใหญ่ (Think Big) แล้วเราไม่ประเมินความเสี่ยงก่อน มันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้

ส่วน Um…Milk ถือว่าอยู่ในตลาดในตำแหน่งที่คุณโชคตั้งใจ จากตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน และมีสาขาที่จำกัด (25 สาขา) ทำให้มีอำนาจต่อรองกับห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า จากการที่คุณโชคไม่ได้คิดใหญ่ (Think Big) คิดเอาเท่านี้ และจากเท่านี้ มันก็เป็นเรื่องงายในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางการตลาดที่เราจะต้องเข้าไปเล่นกับคนใหญ่กว่า
คุณโชคยังเพิ่มเติมว่าต่อไปโลกในอนาคต ธุรกิจขนาดกลางที่มีความโดดเด่นทางด้านการตลาด สินค้า หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มนี้จะเป็นตัวอย่างของ Key success ในการทำธุรกิจในอนาคต บริษัทใหญ่ๆ จะไม่ค่อยเห็นอีกแล้วที่จะผงาดขึ้นมา เพราะสภาพเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางมาก ทำให้การบริหารความเสี่ยงทำได้ยาก ในขณะเดียวกันบริษัทเล็กก็ใช่ว่าจะอยู่รอดได้ เพราะคุณทำสินค้าออกมาแล้วอำนาจทางการแข่งขันมันน้อยเกินไป เพราะฉะนั้น ตลาดที่คนใหญ่ไม่อยากลงมาเล่นและคนเล็กก็เร่งขึ้นมาไม่ถึง คุณโชคเห็นว่ามีความน่าสนใจมากกว่า

เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุด คุณโชคพยายามบอกว่า ในเรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ขนาดและความเร็วของปลาจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดอำนาจการต่อรองของตลาดใหม่ ขนาดมันจะขึ้นอยู่กับ Scale ขององค์การ ซึ่งตอนนี้ ถ้าพูดถึงธุรกิจของคุณโชค ฟาร์มโชคชัยมีพนักงานทั้งหมดประมาณ 1500 คน ซึ่งคุณโชคถือว่าเป็นบริษัทขนาดกลาง ส่วนสินค้าก็มีหลากหลาย แต่ๆ ละตัวก็มีความโดดเด่นเฉพาะตัวของมัน แต่หลายๆสินค้าเมื่อมา Synergy กันแล้ว สามารถที่จะสร้างผลกำไรมวลรวมของธุรกิจให้เพิ่มสูงขึ้นมาก (ล่าสุดในปี 2009 กลุ่มธุรกิจของฟาร์มโชคชัย กำไรโตถึง 60%)

บทความที่เกี่ยวกับคุณโชค บูลกุล :
How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล
การหาตำแหน่งทางการตลาด (Positioning)
Read More
Designed ByBlogger Templates