31 August 2009

News Update : 31/08/2009

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ลบ 36.43 จุดหลังความเชื่อมั่นผู้บริโภคอ่อนตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2009 07:13:56 น.
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดอ่อนตัวลงเมื่อคืนนี้ (28 ส.ค.) หลังจากที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนส.ค.อ่อนตัวลงและรายได้ส่วนบุคคลที่ทรงตัวในเดือนก.ค.เข้ามาบดบังตัวเลขผลประกอบการที่สดใสของเดลล์และอินเทล แต่ดัชนีก็ไม่ได้ปรับตัวลงมากนักหลังจากที่ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคขยับขึ้น 0.2% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 36.43 จุด หรือ 0.38% แตะที่ 9,544.20 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 2.05 จุด หรือ 0.20% แตะที่ 1,028.93 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดเพิ่มขึ้น 1.04 จุด หรือ 0.05% แตะที่ 2,028.77จุด

มหาวิทยาลัยมิชิแกนรายงานว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือนส.ค.อ่อนตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน เหตุผู้บริโภควิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราว่างงานที่สูงขึ้นและสถานภาพทางการเงินส่วนบุคคล

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 79% ของเศรษฐกิจ นับเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐนำมาใช้เพื่อส่งเสริมให้มีการซื้อรถใหม่ ส่วนรายได้ส่วนบุคคลในเดือนก.ค.ทรงตัว ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า จะเพิ่มขึ้น 0.2%
อย่างไรก็ดี ปีเตอร์ บ็อควาร์ นักวิเคราะห์ Miller Tabak & Co. กล่าวว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ในระยะสั้นๆเท่านั้น ผู้บริโภคยังคงตกอยู่ภายใต้ภาวะกดดันอยู่

บริษัท เดลล์ อิงค์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์พีซีรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก เปิดเผยว่าบริษัทมีกำไรไตรมาส 2 อยู่ที่ 28 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 22 เซนต์ต่อหุ้น หลังจากบริษัทปรับลดต้นทุนด้านการผลิต

หุ้นอินเทล พุ่งขึ้นกว่า 4% แตะ 20.25 ดอลลาร์ หลังจากที่บริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายในไตรมาสนี้ ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณที่ว่าดีมานด์คอมพิวเตอร์กำลังฟื้นตัวขึ้น ส่วนหุ้นเดลล์ บวก 1.76% แตะ 15.93 ดอลลาร์

World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 22 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดอ่อนตัวลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ส.ค.) หลังจากที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนส.ค.อ่อนตัวลงและรายได้ส่วนบุคคลที่ทรงตัวในเดือนก.ค.เข้ามาบดบังตัวเลขผลประกอบการที่สดใสของเดลล์และอินเทล แต่ดัชนีก็ไม่ได้ปรับตัวลงมากนักหลังจากที่ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคขยับขึ้น 0.2% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 36.43 จุด หรือ 0.38% แตะที่ 9,544.20 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 2.05 จุด หรือ 0.20% แตะที่ 1,028.93 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดเพิ่มขึ้น 1.04 จุด หรือ 0.05% แตะที่ 2,028.77จุด

สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ส.ค.) เพราะได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ประกอบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐที่อ่อนตัวลงทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและดีมานด์ด้านพลังงานทำให้ราคาปรับตัวขึ้นไม่มากนัก
บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.ขยับขึ้น 25 เซนต์ หรือ 0.34% ปิดตลาดที่ 72.74 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากปรับตัวในช่วง 71.78 - 73.52 ดอลลาร์

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ส.ค.) เพราะได้รับปัจจัยบวกจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนส.ค.ที่อ่อนตัวลงทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนในตลาดทองคำ

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 958.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 11.50 ดอลลาร์ หรือ 1.2% หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 949.50 - 964.60 ดอลลาร์

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐขยับขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ส.ค.) หลังจากที่ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐในเดือนก.ค.ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยและรายได้ส่วนบุคคลก็อยู่ในระดับที่ทรงตัว ส่งผลให้นักลงทุนไม่มั่นใจเรื่องแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรที่ระดับ 1.4300 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพฤหัสบดีที่ 1.4350 ยูโร/ดอลลาร์

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ส.ค.) จากการคาดการณ์ที่ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช่วยหนุนการเติบโตของตัวเลขรายได้ หลังจากที่เศรษฐกิจอังกฤษหดตัวลงเพียง 0.7% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่หุ้นคาซันไมส์และเอ็กซ์สตาต้าปรับตัวขึ้นหลังจากที่ราคาโลหะสูงขึ้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 39.55 จุด หรือ 0.8% แตะที่ 4,908.90 จุด

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่บวก 39.55 จุดหลังศก.อังกฤษหดตัวต่ำกว่าคาดการณ์
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2009 09:49:52 น.
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (28 ส.ค.) จากการคาดการณ์ที่ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช่วยหนุนการเติบโตของตัวเลขรายได้ หลังจากที่เศรษฐกิจอังกฤษหดตัวลงเพียง 0.7% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่หุ้นคาซันไมส์และเอ็กซ์สตาต้าปรับตัวขึ้นหลังจากที่ราคาโลหะสูงขึ้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 39.55 จุด หรือ 0.8% แตะที่ 4,908.90 จุด
สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษรายงานว่า เศรษฐกิจอังกฤษหดตัวลง 0.7% ในไตรมาส 2 ซึ่งต่ำกว่าที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ ขณะที่กลุ่มผู้ผลิต บริการด้านยานยนต์ และการใช้งบประมาณของรัฐบาลช่วยบรรเทายอดการลงทุนที่ร่วงลงมากที่สุดในรอบ 24 ปี

ดาร์เรน วินเดอร์ นักวิเคราะห์ของคาเซโนฟ กล่าวว่า มีสัญญาณของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น และกำไรก็เริ่มจะฟื้นตัว หุ้นก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วยเช่นกัน

หุ้นคาซัคไมส์ บริษัทผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่สุดของคาซัคสถาน พุ่ง 5.5% หุ้นเอ็กซ์สตราต้า บวก 4.4% หลังจากที่ราคาทองแดงในตลาดลอนดอนพุ่งถึง 4.5%

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันขยับขึ้น 25 เซนต์หลังดอลลาร์อ่อนค่า
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2009 07:59:20 น.
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (28 ส.ค.) เพราะได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ประกอบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐที่อ่อนตัวลงทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและดีมานด์ด้านพลังงานทำให้ราคาปรับตัวขึ้นไม่มากนัก

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.ขยับขึ้น 25 เซนต์ หรือ 0.34% ปิดตลาดที่ 72.74 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากปรับตัวในช่วง 71.78 - 73.52 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนก.ย.บวก 0.11 เซนต์ หรือ 0.06% ปิดที่ 1.8603 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 3.04 เซนต์ หรือ 1.05% ปิดที่ 2.0618 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนต.ค.ปรับขึ้น 28 เซนต์ หรือ 0.39% ปิดที่ 72.79 ดอลลาร์/ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนไหวในช่วง 71.90 - 73.35 ดอลลาร์

มหาวิทยาลัยมิชิแกนรายงานว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือนส.ค.อ่อนตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน เหตุผู้บริโภควิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราว่างงานที่สูงขึ้นและสถานภาพทางการเงินส่วนบุคคล

ฟิล ฟลิน นักวิเคราะห์ของ PFGBest กล่าวว่า เทรดเดอร์หันมาให้ความสนใจแหล่งลงทุนอย่างตลาดน้ำมัน หลังจากที่สูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการธนาคารสหรัฐ ขณะที่บรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐ (FDIC) ระบุว่าจำนวนแบงค์ที่ประสบปัญหาในสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก 111 รายในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 15 ปี นอกจากนี้ เงินที่อยู่ภายใต้การดูแลของ FDIC ก็เหือดแห้งลง หลังจากที่สถาบันการเงินล้มละลายมากขึ้น นักวิเคราะห์บางส่วนจึงออกมาเตือนว่า FDIC จะสูญเงินมากขึ้นในช่วงสิ้นปีนี้ ดังนั้น น้ำมันจึงเปรียบเสมือนสวรรค์สำหรับนักลงทุนมากกว่าในขณะนี้

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองคำพุ่ง 11.50 ดอลลาร์หลังความเชื่อมั่นผู้บริโภคอ่อนตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2009 08:47:07 น.
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (28 ส.ค.) เพราะได้รับปัจจัยบวกจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนส.ค.ที่อ่อนตัวลงทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนในตลาดทองคำ
บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 958.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 11.50 ดอลลาร์ หรือ 1.2% หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 949.50 - 964.60 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 14.815 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 56.4 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 1 เซนต์ แตะระดับ 2.8720 ดอลลาร์/ปอนด์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,245.90 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 5.40 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 292.35 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 5.60 ดอลลาร์ หรือ 2%

มหาวิทยาลัยมิชิแกนรายงานว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือนส.ค.อ่อนตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน เหตุผู้บริโภควิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราว่างงานที่สูงขึ้นและสถานภาพทางการเงินส่วนบุคคล

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์ขยับขึ้นเทียบสกุลเงินหลักหลังยอดใช้จ่ายผู้บริโภคขยับขึ้นเล็กน้อย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2009 09:23:19 น.
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐขยับขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (28 ส.ค.) หลังจากที่ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐในเดือนก.ค.ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยและรายได้ส่วนบุคคลก็อยู่ในระดับที่ทรงตัว ส่งผลให้นักลงทุนไม่มั่นใจเรื่องแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรที่ระดับ 1.4300 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพฤหัสบดีที่ 1.4350 ยูโร/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.10% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 93.560 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 94.470 เยน/ดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้น 0.14% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0598 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0583 ฟรังค์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียขยับขึ้น 0.19% แตะที่ 0.8415 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8399 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์อ่อนค่า 0.45% ที่ระดับ 0.6842 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.6873 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 79% ของเศรษฐกิจ นับเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐนำมาใช้เพื่อส่งเสริมให้มีการซื้อรถใหม่ ส่วนรายได้ส่วนบุคคลในเดือนก.ค.ทรงตัว ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า จะเพิ่มขึ้น 0.2%

ญี่ปุ่นเผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.ขยายตัวเกินคาด 1.9%
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 50 นาทีที่แล้ว
ญี่ปุ่นเปิดเผยว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนก.ค.ปรับตัวขึ้น 1.9% มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.4% และเป็นสถิตที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 เพราะได้รับแรงหนุนจากมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลกและบริษัทอุตสาหกรรมสั่งสินค้าเพิ่มในสต็อก อย่างไรก็ตาม ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.ปรับตัวขึ้นในอัตราที่ช้าที่สุดในรอบ 4 เดือน หลังจากพุ่งขึ้น 2.3% ในเดือนมิ.ย.
อาซูซา กาโตะ นักวิเคราะห์จากบีเอ็นพี พาริบาส์ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นได้รับผลพวงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในญี่ปุ่นกำลังบรรเทาลง แต่การที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้หรือไม่นั้นถือเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงของพรรคประชาธิปไตย (ดีพีเจ) ที่เพิ่งคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น บลูมเบิร์กรายงาน

พรรคดีพีเจประกาศชัยชนะเหนือพรรคแอลดีพีในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 8 นาทีที่แล้ว
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นบ่งชี้ว่า พรรคประชาธิปไตย (ดีพีเจ) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ภายใต้การนำของนายยูคิโอะ ฮาโตยามะ ได้รับชัยชนะเหนือพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนายทาโร อาโสะ โดยพรรคดีพีเจได้ที่นั่งทั้งสิ้น 308 ที่นั่ง จากที่นั่งในสภาทั้งหมด 480 ที่นั่ง

เจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งได้ปิดหีบเลือกตั้งแล้วเมื่อเวลา 18.00 น.ตามเวลาไทยเมื่อวานนี้ เอ็กซิทโพลล์ของสื่อทุกสำนักในญี่ปุ่นฟันธงว่าพรรคดีพีเจจะมีชัยชนะเหนือพรรคแอลดีพี รวมถึงโพลล์ของหนังสือพิมพ์อาซาฮีที่ระบุว่าพรรคดีพีเจจะกวาดที่นั่งในสภาแบบถล่มทลาย 320 ที่นั่ง จากทั้งหมด 480 ที่นั่ง หรือคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ขณะที่พรรคแอลดีพีจะได้ที่นั่งเพียง 100 ที่นั่ง จากเดิมที่มีอยู่ 300 ที่นั่ง ขณะที่ผลเอ็กซิทโพลล์ของโตเกียว บรอดแคสติง ซิสเตม บ่งชี้ว่าพรรคดีพีเจจะได้ที่นั่งในสภามากถึง 321 ที่นั่ง

หลังจากเอ็กซิทโพลล์ของสื่อทุกสำนักระบุว่าพรรคดีพีเจมีชัยชนะเหนือพรรคแอลดีพี นายทาโร อาโสะ นายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคแอลดีพีประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง พร้อมประกาศแล้วว่าจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพีเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทำให้พรรคแอลพีพีซึ่งปกครองประเทศเพียงฝ่ายเดียวเกือบตลอด 50 ปี จะต้องตกเป็นพรรคฝ่ายค้านครั้งที่สอง หลังจากเคยเป็นฝ่ายค้านครั้งแรกในช่วงปีพ.ศ. 2536-2537

ทาโมอากิ อิวาอิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยนิฮอนในกรุงโตเกียว กล่าวว่า "นี่เป็นการปฏิรูปทางการเมืองโดยไม่เสียเลือดเนื้อ และนับเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายโอนอำนาจทางการเมืองโดยประชาชนพร้อมใจกันเทคะแนนให้พรรคฝ่ายค้าน แต่พรรคดีพีเจก็มีภารกิจอันหนักหน่วงรออยู่ รวมถึงการทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ"

นักวิเคราะห์คาดตัวเลขจ้างงานสหรัฐเดือนส.ค.จะลดลง 230,000 ราย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 15 ชั่วโมง 28 นาทีที่แล้ว
นักวิเคราะห์ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กสำรวจความคิดเห็นคาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานประจำเดือนส.ค.ของสหรัฐจะลดลง 230,000 ราย ซึ่งเป็นสถิติที่ปรับตัวลงน้อยที่สุดในรอบ 1 ปี และคาดว่าภาคการผลิตจะขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ซึ่งเป็นหลักฐานล่าสุดที่บ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในสหรัฐกำลังจะสิ้นสุดลง

โจนาธาน เบซิล นักวิเคราะห์จากเครดิต สวิส ในนิวยอร์กกล่าวว่า สถานการณ์ตลาดแรงงานของสหรัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยหลักฐานล่าสุดคืออัตราการว่างงานประจำเดือนก.ค.ที่ร่วงลงแตะระดับ 9.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 1 ปี 3 เดือน สวนทางกับการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9.6% และตัวเลขการจ้างงานลดลง 247,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะร่วงลง 325,000 ตำแหน่ง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกให้กลับมาขยายตัวได้อีก โดยพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2551 เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจโลกจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ถดถอยรุนแรง หรือ Great Depression รอบที่ 2 ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้น และจากการที่รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ

สหรัฐเผยพายุเฮอร์ริเคน จิเมนา กำลังมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งตอนใต้ของเม็กซิโก
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 19 ชั่วโมง 7 นาทีที่แล้ว
ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐรายงานว่า พายุเฮอร์ริเคน "จิเมนา" ได้ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว โดยขณะนี้กำลังมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งตอนใต้ของเม็กซิโก ขณะที่พายุเฮอร์ริเคน "แดนนี่" ได้อ่อนกำลังจนกลายเป็นพายุดีเปรสชั่นและอ่อนกำลังลงเรื่อยๆขณะเคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งอีสต์โคสต์ของสหรัฐ

พายุเฮอร์ริเคนจิเมนาอยู่ห่างจากพื้นที่ตอนใต้ของเมืองมันซานิลโลของเม็กซิโกประมาณ 270 ไมล์ในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทย และกำลังมุ่งหน้าไปยังชายฝั่งตอนใต้ของเม็กซิโกด้วยความเร็วลมสูงสุด 105 ไมล์/ชั่วโมง โดยขณะนี้พายุจิเมนาทวีกำลังกลายเป็นพายุเฮอร์ริเคนระดับ 2 ตามมาตรวัดของ Saffir-Simpson

ส่วนพายุเฮอร์ริเคนแดนนี่ได้อ่อนกำลังลงจนกลายเป็นพายุดีเปรสชั่นในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศ เพราะได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำ โดยขณะนี้พายุเฮอร์ริเคนบิลมีกำลังลมสูงสุดเพียง 35 ไมล์/ชั่วโมง ซึ่งทำให้ศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐยุติการเฝ้าระวังพายุลูกนี้ บลูมเบิร์กรายงาน

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิพุ่ง 196.78 จุด ขานรับพรรคดีพีเจชนะเลือกตั้ง
Monday, August 31, 2009 07:40:00
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวทะยานขึ้นเกือบ 200 จุดในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนขายรับพรรคประชาธิปไตย (ดีพีเจ) ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยภาวะการซื้อขายในตลาดเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่เปิดทำการซื้อขาย และหนุนดัชนีนิกเกอิทะยานขึ้นแตะระดับสุงสุดในรอบ 11 เดือน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังจากตลาดเปิดทำการได้เพียง 15 นาที ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 196.78 จุด หรือ 1.87% แตะที่ระดับ 10,730.92 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นบ่งชี้ว่า พรรคประชาธิปไตย (ดีพีเจ) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ภายใต้การนำของนายยูคิโอะ ฮาโตยามะ ได้รับชัยชนะเหนือพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนายทาโร อาโสะ โดยพรรคดีพีเจได้ที่นั่งทั้งสิ้น 308 ที่นั่ง จากที่นั่งในสภาทั้งหมด 480 ที่นั่ง

นักลงทุนขานรับข่าวดังกล่าวเพราะเชื่อว่าพรรคดีพีเจจะนำพาเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ หลังจากเบื่อหน่ายกับการบริหารประเทศด้วยระบบเก่าๆของพรรคแอลดีพี นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีของพรรคดีพีเจ

--อินโฟเควสท์--


พายุเฮอร์ริเคน"เจมินา"ทวีความรุนแรงถึงระดับ 4 แล้ว ขณะเคลื่อนเข้าชายฝั่งเม็กซิโก
Monday, August 31, 2009 08:25:56
ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐรายงานว่า พายุเฮอร์ริเคน "จิเมนา" ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจากกลายเป็นพายุเฮอร์ริเคนระดับ 4 ตามมาตรวัดของ Saffir-Simpson ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายและมีอำนาจการทำลายล้างสูงมาก โดยพายุเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลมสูงสุด 140 ไมล์/ชั่วโมงขณะมุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเม็กซิโก

รายงานระบุว่า ในช่วงเช้าตรู่วันนี้ตามเวลาประเทศไทย พายุเฮอร์ริเคนจิเมนาอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองคาโบ คอร์เรียนเตส ประเทศเม็กซิโก ราว 270 ไมล์/ชั่วโมง โดยคาดว่าอิทธิพลของพายุลูกนี้จะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ส่วนของเม็กซิโกในช่วงเย็นวันนี้

ส่วนพายุเฮอร์ริเคนเควินได้อ่อนกำลังลงจากกลายเป็นพายุดีเปรสชั่นในช่วงเช้าวันนี้ โดยพายุเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลมสูงสุด 45 ไมล์/ชั่วโมงเมื่อช่วงเช้าตรู่วันนี้ตามเวลาประเทศ บลูมเบิร์กรายงาน

--อินโฟเควสท์--

อุตุฯญี่ปุ่นเผยพายุไต้ฝุ่น"โครแวนช์"มุ่งหน้าสู่โตเกียวเช้านี้ เตือนอาจเกิดฝนตกหนัก-ดินถล่ม
Monday, August 31, 2009 08:41:53
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นรายงานว่า พายุไต้ฝุ่น "โครแวนช์" กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงโตเกียวและพื้นที่รอบกรุงโตเกียวในช่วงเช้าวันนี้ โดยทางสำนักงานฯได้ออกแถลงการณ์เตือนว่าอิทธิพลของพายุโครแวนช์อาจทำให้เกิดฝนตกหนัก ลมกรรโชกแรง ทำให้เกิดคลื่นสูง และอาจทำให้เกิดดินถล่ม

ทั้งนี้ ณ เวลา 8.45 น.ตามเวลาโตเกียวในวันนี้ พายุไต้ฝุ่นโครแวนช์อยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮาชิโจประมาณ 300 กิโลเมตร และเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลมสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า อิทธพลของพายุโครแวนช์อาจทำให้เกิดฝนตกหนักและฟ้าคะนองในภูมิภาคคันโต รวมถึงกรุงโตเกียวและเมืองชิบะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาตินาริตะ ทั้งนี้ คาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวถึงภูมิภาคคันดตในคืนนี้ เกียวโดรายงาน

--อินโฟเควสท์--
Read More

29 August 2009

คำแนะนำสำหรับ ทายาทที่จะสืบทอดกิจการ

1. ต้องรู้วัฒนธรรม และทัศนคติขององค์กร และผู้บริหาร

2. เริ่มจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ทายาทสืบทอดต่อๆ ไป ซึ่งเราต้องวางรากฐานในการให้องค์กรมีความเป็นมืออาชีพได้อย่างต่อเนื่อง สร้างระบบ เพื่อให้ทายาท มารับงานต่อและสืบทอดต่องานไปรุ่นสู่รุ่นได้

3. ธุรกิจครอบครัว จะมีข้อเสียเปรียบในเรื่องของ Emotional ทำให้ทายาทดูมีอภิสิทธิชน

4. ซึ่งเราจะเปลี่ยนในสิ่งที่คนรุ่นก่อนเราทำได้ โดยจากการสร้างศรัทธา

5. เราต้องเริ่มทำอะไรเล็กๆ ที่ก่อให้เกิดความชัดเจน ความแตกต่าง เพื่อเป็นผลงานในการสร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นกับเรา

6. เราต้องสร้างเงาของตัวเองขึ้นมา คือ การสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา หรือนำองค์กรฝ่าวิกฤตมาได้

7. เราอาจจะแยกธุรกิจออกมา เพื่อจะได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับธุรกิจของเรา เป็นส่วนๆ เพื่อให้คนรุ่นเก่าได้เห็นผลงานชัดเจน หรืออาจแยกธุรกิจเก่าที่มีคนรุ่นเก่าบริหารอยู่แล้ว และทำธุรกิจใหม่แยกออกมา โดยบริหารเอง

8. ทายาทต้องเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง และต้องวางขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ทัศนคติของคน

9. เราต้องใช้ความเป็นมืออาชีพสร้างประสิทธิภาพ และใช้ความเป็นทายาท ให้ได้ในเรื่องของความเร็ว

10. การลงทุนในการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ง่าย แต่สิ่งที่ยากคือการสร้างเสถียรถาพ สภาพคล่องของเงินสด งบดุล จะฟ้องให้เห็นชัด

11. มี EQ ในการปรับตัวต่อทุกสถานการณ์

เนื้อหาที่เกี่ยวกับคุณโชค บูลกุล :
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ

เคล็ดลับบริหารคนในธุรกิจครอบครัว (HR Management in Family Business) โดย โชค บูลกุล
Read More

27 August 2009

News Update : 27/08/2009

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดบวก 4.23 จุด หลังสหรัฐเผยข้อมูลศก.สดใส
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 49 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์ปิดบวกเพียงเล็กน้อยเนื่องจากนักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังการซื้อขาย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 4.23 จุด หรือ 0.04% แตะที่ 9,543.52 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.12 จุด หรือ 0.01% แตะที่ 1,028.12 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดขยับขึ้น 0.20 จุด หรือ 0.01% แตะที่ 2,024.43 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่เพียง 1.02 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าห้นบวกในอัตราส่วน 8 ต่อ 7 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.09 พันล้านหุ้น

แอนดรูว์ แฟรงเคล นักวิเคราะห์จากบริษัท Stuart Frankel & Co กล่าวกับเอพีว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซาเนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มีท่าทีระมัดระวัง แม้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่ายอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งขึ้น 9.6% แตะระดับ 433,000 ยูนิต ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 390,000 ยูนิต ก็ตาม

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3%

"นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กังวลว่าตลาดหุ้นนิวยอร์กอาจไม่ปรับตัวขึ้นมากไปกว่านี้เนื่องจากยังขาดหลักฐานที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังขยายตัวขึ้น แม้ก่อนหน้านี้ เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ระยะฟื้นตัวแล้วก็ตาม ซึ่งความกังวลดังกล่าวส่งผลให้วอลุ่มการซื้อขายเบาบางและภาวะการซื้อขายซบเซาตั้งแต่ช่วงเช้า" แฟรงเคลกล่าว

หุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างบ้านทะยานขึ้นหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งขึ้นเกินคาด โดยหุ้นฮอฟวาเนียน เอนเตอร์ไพรซ์ปิดบวก 9.4% หุ้นเลนนาร์ คอร์ป ปิดบวก 4.1%

ส่วนหุ้นกลุ่มค้าปลีกดีดตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัทค้าปลีกจะออกมาสดใส โดยหุ้นดอลลาร์ ทรี อิงค์ ปิดบวก 4.7%

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นต้นประจำไตรมาส 2 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ส่วนวันศุกร์กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค. และมหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: แรงขายหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ ถ่วงฟุตซี่ปิดลบ 26.22 จุด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 18 นาทีที่แล้ว
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) จากแรงขายที่ส่งเข้ากระหน่ำหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากบริษัท ทุลโลว์ ออยล์ และอันโตฟากัสต้า รายงานผลประกอบการที่ย่ำแย่ นอกจากนี้ ภาวะการซื้อขายที่ซบเซาในตลาดหุ้นนิวยอร์กยังส่งผลให้ตลาดหุ้นลอนดอนเคลื่อนตัวผันผวนตลอดวัน
บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดลบ 26.22 จุด แตะที่ 4,890.58 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 4,872.35-4,927.05 จุด

โจชัว เรย์มอนด์ นักวิเคราะห์จาก City Index กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนผันผวนตลอดทั้งวันเพราะได้รับแรงกดดันจากภาวะการซื้อขายที่ซบเซาในตลาดหุ้นนิวยอร์ก แม้สหรัฐยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งขึ้น 9.6% แตะ 433,000 ยูนิต และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 4.9% ก็ตาม
หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ถูกเทขายอย่างหนัก หลังจากบริษัท ทุลโลว์ ออยช์ ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจน้ำมันในแอฟริกา และบริษัท อันโตฟากัสต้า ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองรายใหญ่ รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกร่วงลงอย่างหนักหลังจากราคาโลหะและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยข่าวดังกล่าวฉุดหุ้นทุลโลว์ ออยล์ ดิ่งลง 3.9% หุ้นอันโตฟากัสต้าร่วงลง 4.8% หุ้นเอ็กสตราต้าดิ่งลง 4.1% หุ้นริโอทินโตร่วงลง 4% และหุ้นเวแดนตา รีซอสเซส ดิ่งลง 2.4%

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยหุ้นบีจี กรุ๊ป รูดลง 0.5% หุ้นบีพีดิ่งลง 2.5% หุ้นรอยัล ดัทช์ เชลล์ ดิ่งลง 3.9% และหุ้นและเคร์น เอ็นเนอร์จีร่วงลง 4.1%

เรย์มอนด์กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนซบเซาลงแม้สถาบัน Ifo รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีในเดือนส.ค.ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 90.5 จุด จากระดับ 87.4 จุดในเดือนก.ค.ซึ่งเป็นสถิติที่ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ก็ตาม

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์พุ่งเทียบยูโร จากข่าวรบ.จีนเล็งควบคุมภาคอุตสาหกรรม
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 32 นาทีที่แล้ว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและเงินปอนด์ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลจีนจะคุมเข้มการลงทุนและควบคุมภาวะ overcapacity ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจและหันเข้าถือครองสกุลเงินดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ส่วนค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงแม้เยอรมนีรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ฟื้นตัวขึ้นก็ตาม

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.31% เมื่อเทียบกับยูโรที่ระดับ 1.4251 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับ 1.4295 ยูโร/ดอลลาร์ และดิ่งลง 0.56% เมื่อเทียบเงินปอนด์ที่ 1.6244 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6335 ปอนด์/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.62% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 1.0677 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0611 ฟรังค์/ดอลลาร์ และอ่อนตัวลง 0.02% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 94.150 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 94.170 เยน/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.79% แตะที่ 0.8277 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8343 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ดิ่งลง 0.51% แตะที่ 0.6806 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.6841 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

ค่าเงินดอลลาร์ทะยานขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ หลังจากสำนักข่าวซินหัวรายงานว่ารัฐบาลจีนจะคุมเข้มการลงทุนและควบคุมภาวะ overcapacity ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจและหันเข้าถือครองสกุลเงินดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐทะยานขึ้นแม้ทางการสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส รวมถึงยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.ที่พุ่งขึ้น 9.6% แตะระดับ 433,000 ยูนิต ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3%

ส่วนค่าเงินยูโรร่วงลงแม้สถาบัน Ifo เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีในเดือนส.ค.ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.5 จุด จากระดับ 87.4 จุดในเดือนก.ค.ซึ่งเป็นสถิติที่ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 5 แล้ว หลังจากที่เศรษฐกิจเยอรมนีได้หลุดพ้นจากภาวะถดถอยขั้นรุนแรงนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่บลูมเบิร์กได้สำรวจความคิดเห็นคาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นจะอยู่ที่ระดับ 89 จุด

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นต้นประจำไตรมาส 2 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ส่วนวันศุกร์กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค. และมหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดร่วง 62 เซนต์ หลังสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่ง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 21 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์พุ่งขึ้นเหนือความคาดหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอส่งผลให้ดีมานด์พลังงานหดตัวลงด้วย นอกจากนี้ นักลงทุนเทขายสัญญามันดิบแม้ทางการสหรัฐรายงานว่ายอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.ปรับตัวขึ้นเกินคาดก็ตาม

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.ร่วงลง 62 เซนต์ ปิดที่ 71.43 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 71.74-70.85 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมับเบนซินส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 2.44 เซนต์ ปิดที่ 1.9826 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนก.ย.ลดลงแตะระดับ 1.852 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 17 เซนต์ ปิดที่ 71.65 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 70.60-72.48 ดอลลาร์

นักวิเคราะห์จากบริษัท Cameron Hanover กล่าวว่านักลงทุนเทขายสัญญาน้ำมันดิบหลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 21 ส.ค.เพิ่มขึ้น 200,000 บาร์เรล แตะระดับ 343.8 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะร่วงลง 1.1 ล้านบาร์เรล

ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 800,000 บาร์เรล แตะระดับ 162.4 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 300,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 208.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะลดลงเพียง 1 ล้านบาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 0.1% แตะที่ 84.1% น้อยกว่าที่คาดว่าจะพุ่งขึ้น 0.3%

"สต็อกน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับที่คาดว่าจะลดลง ทำให้นักลงทุนกังวลว่าภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแออาจทำให้ดีมานด์พลังงานหดตัวลง ซึ่งความกังวลดังกล่าวทำให้เกิดแรงขาย นอกจากนี้ นักลงทุนเทขายสัญญามันดิบแม้ทางการสหรัฐรายงานว่ายอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.ปรับตัวขึ้นเกินคาดก็ตาม" นักวิเคราะห์จาก Cameron Hanover กล่าว

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งขึ้น 9.6% แตะระดับ 433,000 ยูนิต ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 390,000 ยูนิต ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3%

นักลงทุนจับตาดูความเคลื่อนไหวของพายุโซนร้อน "แดนนี" หลังจากศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐรายงานว่า พายุโซนร้อนแดนนีก่อตัวขึ้นทางฝั่งตะวันออกของบาฮามาสเมื่อวานนี้ และคาดว่าจะยังคงเคลื่อนตัวที่บริเวณฝั่งตะวันออกของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติคาดว่าพายุโซนร้อนแดนนีจะเคลื่อนตัวอยู่ห่างจากแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเขตกัลฟ์โคสต์

สหรัฐเผยสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 200,000 บาร์เรล สต็อกเบนซินร่วง 1.7 ล้านบาร์เรล
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 47 นาทีที่แล้ว
กระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 21 ส.ค.เพิ่มขึ้น 200,000 บาร์เรล แตะระดับ 343.8 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะร่วงลง 1.1 ล้านบาร์เรล

ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 800,000 บาร์เรล แตะระดับ 162.4 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 300,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 208.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะลดลงเพียง 1 ล้านบาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 0.1% แตะที่ 84.1% น้อยกว่าที่คาดว่าจะพุ่งขึ้น 0.3%

บลูมเบิร์กรายงานว่า สต็อกน้ำมันข้างต้นไม่นับรวมกับคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ของสหรัฐซึ่งปัจจุบันมีน้ำมันดิบสำรองอยู่ประมาณ 689 ล้านบาร์เรล แต่รัฐบาลสหรัฐประกาศให้ปรับเพิ่มคลังน้ำมันสำรองประเภทดังกล่าวขึ้นสู่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรลภายในปีพ.ศ. 2570 เพื่อรับมือกับภาวะติดขัดที่อาจเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและการโจมตีของผู้ก่อการร้าย

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: แรงขายถ่วงทองคำปิดลบ 20 เซนต์
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 59 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาทองคำทะยานขึ้นเมื่อหลายวันก่อน นอกจากนี้ ภาวะการซื้อขายยังซบเซาเนื่องจากนักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังการซื้อขายแม้ทางการสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดก็ตาม

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 945.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 20 เซนต์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 941.20-951.70 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 14.255 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 5.50 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลงสู่ระดับ 2.8770 ดอลลาร์/ปอนด์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,238.40 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 9.40 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 285.90 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 2.90 ดอลลาร์

จอห์น เนดเลอร์ นักวิเคราะห์จากบริษัท คิทโก อิงค์ กล่าวว่า สัญญาทองคำได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นหลังจากสำนักข่าวซินหัวรายงานว่าทางการจีนกำลังวางแผนควบคุมภาวะ overcapacity ในอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวช้าลง

นอกจากนี้ นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำแม้สหรัฐรายงานว่ายอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งขึ้น 9.6% แตะระดับ 433,000 ยูนิต ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3%

โตโยต้าลดกำลังผลิตในญี่ปุ่นปีครึ่ง คาดอาจลดผลิตทั่วโลกถึง 1 ล้านคัน
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 2 ชั่วโมง 51 นาทีที่แล้ว
โตโยต้าจะลดการผลิตในโรงงานญี่ปุ่นหนึ่งแห่งเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง ซึ่งจะลดขีดความสามารถได้ประมาณ 220,000 คัน นับเป็นครั้งแรกที่โตโยต้าระงับการผลิตในโรงงานภายในประเทศเป็นเวลานาน และทำให้มีการคาดการณ์กันว่าจะมีการลดกำลังการผลิตในอังกฤษและในบริษัทร่วมทุนกับจีเอ็มในสหรัฐด้วย โดยสื่อญี่ปุ่นคาดว่าอาจลดการผลิตทั่วโลกทั้งหมดถึง 1 ล้านคัน

เตือนปีนี้สหรัฐขาดดุลงบประมาณ1.6ล้านล้าน
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 2 ชั่วโมง 51 นาทีที่แล้ว
ทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรสเตือน สหรัฐจะขาดดุลงบประมาณในปีนี้ เพิ่มเป็นเกือบ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นเพราะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 787,000ล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดี บารัค โอบามา และภาวะถดถอยทำให้รายได้จากภาษีลดลง

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: แรงขายทำกำไร ฉุดนิกเกอิเปิดตลาดร่วง 68.93 จุด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 10 นาทีที่แล้ว
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดร่วงลงในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนีทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือนเมื่อวานนี้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีท่าทีระมัดระวังก่อนที่จะรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นในวันอาทิตย์นี้

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดร่วงลง 68.93 จุด แตะที่ 10,570.78 จุด
โบรกเกอร์กล่าวว่า ตลาดหุ้นโตเกียวได้รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกเพียงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ แม้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งขึ้น 9.6% แตะระดับ 433,000 ยูนิต ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3%

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นต้นประจำไตรมาส 2 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ส่วนวันศุกร์กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค. และมหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูผลการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ป่นในวันอาทิตย์นี้ โดยมีกระแสคาดการณ์ว่าพรรคดีพีเจซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านอาจได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ราคาหุ้นดิ่งลงเกือบทั้งกระดาน โดยหุ้นกลุ่มขนส่งทางเรือ กลุ่มยาง และกลุ่มเทรดดิ้ง ร่วงลงหนักสุด ขณะที่หุ้นกลุ่มกระดาษและเยื่อกระดาษ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้านี้

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: แรงขายทำกำไร ฉุดนิกเกอิเปิดตลาดร่วง 68.93 จุด
Thursday, August 27, 2009 08:22:53
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดร่วงลงในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนีทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือนเมื่อวานนี้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีท่าทีระมัดระวังก่อนที่จะรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นในวันอาทิตย์นี้

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดร่วงลง 68.93 จุด แตะที่ 10,570.78 จุด

โบรกเกอร์กล่าวว่า ตลาดหุ้นโตเกียวได้รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกเพียงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ แม้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งขึ้น 9.6% แตะระดับ 433,000 ยูนิต ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3%

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นต้นประจำไตรมาส 2 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ส่วนวันศุกร์กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค. และมหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูผลการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ป่นในวันอาทิตย์นี้ โดยมีกระแสคาดการณ์ว่าพรรคดีพีเจซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านอาจได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ราคาหุ้นดิ่งลงเกือบทั้งกระดาน โดยหุ้นกลุ่มขนส่งทางเรือ กลุ่มยาง และกลุ่มเทรดดิ้ง ร่วงลงหนักสุด ขณะที่หุ้นกลุ่มกระดาษและเยื่อกระดาษ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้านี้


สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.พุ่ง 4.9% จากโครงการรถเก่าแลกรถใหม่
Thursday, August 27, 2009 08:36:46
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนโดยรวมเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3% เนื่องจากภาคภาคการผลิตของสหรัฐฟื้นตัวขึ้นจากภาวะหดตัวรุนแรง

รายงานของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนโดยรวมเดือนก.ค.ได้รับแรงหนุนจากยอดสั่งซื้ออุปกรณ์การขนส่งที่พุ่งขึ้น 18.4% และหากไม่นับรวมยอดสั่งซื้ออุปกรณ์การขนส่ง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.จะเพิ่มขึ้น 0.8%

ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนยังได้รับแรงหนุนจากปริมาณการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. หลังจากบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) และไครสเลอร์ เริ่มเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ และหลังจากบริษัทอุตสาหกรรมหลายแห่งดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรและรอดพ้นจากภาวะล้มละลาย นอกจากนี้ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนยังได้รับปัจจัยบวกจากโครงการรถยนต์เก่าแลกรถยนต์คันใหม่ของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งกระตุ้นผู้บริโภคให้ซื้อรถยนต์มากขึ้น บลูมเบิร์กรายงาน
--อินโฟเควสท์--


สหรัฐเผยยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งเกินคาด 9.6% บ่งชี้ตลาดอสังหาฯฟื้นตัว
Thursday, August 27, 2009 08:53:23
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.พุ่งขึ้น 9.6% แตะระดับ 433,000 ยูนิต ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 390,000 ยูนิต ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นแล้วหลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยปัจจัยที่ทำให้ยอดขายบ้านพุ่งขึ้นเหนือความคาดหมายมาจากราคาบ้านที่ปรับตัวลดลง

รายงานระบุว่า ราคากลางของบ้านใหม่เดือนก.ค.ในสหรัฐอยู่ที่ระดับ 210,100 ดอลลาร์ ต่ำกว่าเดือนมิ.ย.ที่ระดับ 210,400 ดอลลาร์ และต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของปีที่แล้วอยู่ประมาณ 11.5%

นักวิเคราะห์จากบริษัท แรนดี้ อาร์กอน ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐกล่าวว่า กลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านและนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐกำลังกดดันสภาคองเกรสให้ขยายเวลาการใช้นโยบายช่วยเหลือผู้ซื้อบ้านหลังแรก เพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากตลาดยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง

เจนนิเฟอร์ ลี นักวิเคราะห์จากบีเอ็มโอ แคปิตอล มาร์เก็ตส์กล่าวว่า ยอดขายบ้านใหม่ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดสินเชื่อ และคณะทำงานของบารัค โอบามา ที่ประกาศใช้นโยบายลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อบ้านหลังแรก ซึ่งนโยบายเหล่านี้ช่วยกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศได้ดี

"อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมในสหรัฐลดพนักงานรวมกันถึง 3.3 ล้านคนในช่วงที่เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะถดถอย อาจจะขัดขวางการขยายตัวของเศรษฐกิจในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้" ลีกล่าว บลูมเบิร์กรายงาน
--อินโฟเควสท์--

เงินบาทเปิด 34.00/03 ทรงตัวในกรอบแคบ ลุ้นชุมนุมการเมืองปลายสัปดาห์
Thursday, August 27, 2009 08:55:55

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 34.00/03 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากปิดตลาดวานนี้ซึ่งอยู่ที่ระดับ 34.00/02 บาท/ดอลลาร์

เงินบาทที่ทรงตัวอยู่ในช่วงนี้ เป็นเพราะนักลงทุนยังคงจับตาประเด็นการเมืองในประเทศที่มีการนัดชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในปลายสัปดาห์นี้ว่าจะยืดเยื้อหรือรุนแรงหรือไม่ ประกอบกับนักลงทุนยังรอความชัดเจนจากทางการจีนที่มีกระแสข่าวว่าจะเริ่มควบคุมการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะส่งผลต่อตลาดหุ้นและตลาดเงินอื่นๆ เนื่องจากจีนเป็นความหวังของหลายประเทศที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้จากอุปสงค์ที่เพิ่มมากขึ้นของจีน

"เศรษฐกิจโลกจะฟื้นได้ จีนก็เป็นส่วนหนึ่งเพราะกำลังซื้อค่อนข้างเยอะ หากจีนฟื้นช่วยดึงอุปสงค์ก็จะดึงตลาดโลกขึ้นด้วย แต่ถ้ามีข่าวแบบนี้(ควบคุมการปล่อยสินเชื่อ)ออกมา มันก็จะ drop ลงไป ซึ่งปกติแล้วเมื่อตลาดโลกดีขึ้น ดอลลาร์จะอ่อน แต่พอเกิดความกังวลขึ้นก็จะทำให้ดอลลาร์แข็งค่า" นักบริหารเงิน กล่าว

ส่วนสกุลเงินต่างประเทศช่วงเปิดตลาดเช้านี้ เงินเยนอยู่ที่ระดับ 93.76/78 เยน/ดอลลาร์ ส่วนยูโรอยู่ที่ระดับ 1.4230/4233 ดอลลาร์/ยูโร

นักบริหาร คาดว่า วันนี้เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบที่ 34.00-34.10 บาท/ดอลลาร์
--อินโฟเควสท์--

World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ
Thursday, August 27, 2009 09:00:00
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์ปิดบวกเพียงเล็กน้อยเนื่องจากนักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังการซื้อขาย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 4.23 จุด หรือ 0.04% แตะที่ 9,543.52 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.12 จุด หรือ 0.01% แตะที่ 1,028.12 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดขยับขึ้น 0.20 จุด หรือ 0.01% แตะที่ 2,024.43 จุด

-- สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์พุ่งขึ้นเหนือความคาดหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอส่งผลให้ดีมานด์พลังงานหดตัวลงด้วย นอกจากนี้ นักลงทุนเทขายสัญญามันดิบแม้ทางการสหรัฐรายงานว่ายอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค.ปรับตัวขึ้นเกินคาดก็ตาม

สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.ร่วงลง 62 เซนต์ ปิดที่ 71.43 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 71.74-70.85 ดอลลาร์

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาทองคำทะยานขึ้นเมื่อหลายวันก่อน นอกจากนี้ ภาวะการซื้อขายยังซบเซาเนื่องจากนักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังการซื้อขายแม้ทางการสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดก็ตาม

สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 945.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 20 เซนต์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 941.20-951.70 ดอลลาร์

-- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและเงินปอนด์ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลจีนจะคุมเข้มการลงทุนและควบคุมภาวะ overcapacity ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจและหันเข้าถือครองสกุลเงินดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ส่วนค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงแม้เยอรมนีรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ฟื้นตัวขึ้นก็ตาม

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.31% เมื่อเทียบกับยูโรที่ระดับ 1.4251 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับ 1.4295 ยูโร/ดอลลาร์ และดิ่งลง 0.56% เมื่อเทียบเงินปอนด์ที่ 1.6244 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6335 ปอนด์/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.62% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 1.0677 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0611 ฟรังค์/ดอลลาร์ และอ่อนตัวลง 0.02% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 94.150 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 94.170 เยน/ดอลลาร์

-- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) จากแรงขายที่ส่งเข้ากระหน่ำหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากบริษัท ทุลโลว์ ออยล์ และอันโตฟากัสต้า รายงานผลประกอบการที่ย่ำแย่ นอกจากนี้ ภาวะการซื้อขายที่ซบเซาในตลาดหุ้นนิวยอร์กยังส่งผลให้ตลาดหุ้นลอนดอนเคลื่อนตัวผันผวนตลอดวัน

ดัชนี FTSE 100 ปิดลบ 26.22 จุด แตะที่ 4,890.58 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 4,872.35-4,927.05 จุด
--อินโฟเควสท์--
Read More

26 August 2009

News Update : 26/08/2009

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดบวก 30 จุดหลังโอบามา หนุน เบอร์นันเก้นั่งปธ.เฟดอีกสมัย
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 48 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) ขานรับข่าวที่ว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา เสนอชื่อนายเบน เบอร์นันเก้ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกสมัย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและข้อมูลภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ดีเกินคาด

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 30.01 จุดหรือ 0.32% แตะที่ 9,539.29 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 2.43 จุด หรือ 0.34% แตะที่ 1,028.00 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 6.25 จุด หรือ 0.31% แตะที่ 2,024.23 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.14 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 3 ต่อ 2 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 1.95 พันล้านหุ้น

ไบรอัน ดาลีย์ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์คอนิเฟอร์ในนิวยอร์ กล่าวกับเอพีว่า นักลงทุนขานรับการตัดสินใจของโอบามาที่เสนอชื่อเบอร์นันเก้ให้เป็นประธานเฟดต่ออีกสมัย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนหลังจากคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยเอกชนของสหรัฐรายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนส.ค. ปรับตัวขึ้นสูงเกินคาด และ S&P/Case-Shiller เปิดเผยดัชนีราคาบ้านเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนมิ.ย.

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2551 กล่าวแสดงความเห็นว่า เบอร์นันเก้สมควรได้รับการไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นประธานเฟดต่อเป็นสมัยที่ 2 เนื่องจากเบอร์นันเก้ประสบความสำเร็จในการรับมือกับวิกฤตการณ์การเงิน

ด้านนายคริสโตเฟอร์ ด็อด ประธานคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งวุฒิสภาสหรัฐกล่าวว่า การที่ประธานาธิบดีโอบามาประกาศเสนอชื่อเบอร์นันเก้ ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดอีกสมัย ถือเป็นทางเลือกที่ถูก และเป็นการส่งสัญญาณด้านบวกต่อตลาด

หุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มธุรกิจสร้างบ้านทะยานขึ้นแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนดัชนีดาวโจนส์ดีดขึ้นปิดในแดนบวก อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มสาธารณูปโภคร่วลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

"อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดีเกินคาดได้ช่วยหนุนดาวโจนส์ปิดบวก แต่ภาวะการซื้อขายในตลาดยังคงผันผวนเนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ ซึ่งความกังวลดังกล่าวทำให้นักลงทุนเทขายและส่งผลสกัดช่วงขาขึ้นของดาวโจนส์" ดาลีย์กล่าว

หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กดิ่งลงกว่า 2 ดอลลาร์ โดยหุ้นฮัลลิเบอร์ตันปิดร่วง 3% หุ้น Chesapeake Energy ปิดร่วง 2.5% แต่หุ้นกลุ่มสร้างบ้านดีดตัวขึ้น โดยหุ้นฮอฟนาเนียน เอนเตอร์ไพรซ์ ปิดพุ่ง 6.5% และหุ้นเลนนาร์ คอร์ป ปิดบวก 2.8% ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินทะยานขึ้น โดยหุ้นแบงค์ ออฟ อเมริกาปิดบวก 2.3%

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิบวก 50.13 จุดเช้านี้ ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 4 นาทีที่แล้ว
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวดีดตัวขึ้นในช่วงเช้านี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสเกินคาด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังจากตลาดเปิดทำการได้เพียง 15 นาที ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 50.13 จุด หรือ 0.48% แตะที่ 10,547.49 จุด

ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นโตเกียวคึกคักขึ้น เนื่องจากนักลงทุนขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ โดยสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 54.1 จุดในเดือนส.ค. จาก 47.4 ในเดือนก.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 47.5 จุด

นอกจากนี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์เปิดเผยราคาบ้านเดี่ยวในสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนมิ.ย.ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า การทรุดตัวของตลาดบ้านที่ดำเนินมา 3 ปีนั้นกำลังบรรเทาลง
อย่างไรก็ตาม นิกเกอิดีดตัวขึ้นไม่มากนักเนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลก่อนที่จะรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น โดยล่าสุดมีรายงานว่านายคาโอรุ โยซาโนะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น แสดงความกังวลว่าพรรคฝ่ายค้านดีพีเจอาจคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 30 สิงหาคมนี้ และยังวิตกว่าระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมอาจถูกทำลายหากพรรคแอลดีพีและพรรคอื่นๆไม่ช่วยกันยั้งพรรคดีพีเจ ซึ่งถ้อยแถลงของเขาแสดงให้เห็นว่าพรรคแอลดีพีที่ครองอำนาจในรัฐบาลญี่ปุ่นมานานเกือบครึ่งศตวรรษกำลังตกที่นั่งลำบาก

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มประกัน และกลุ่มโลหะดีดตัวขึ้น แต่หุ้นกลุ่มเหมืองและกลุ่มค้าปลีก ร่วงลงในช่วงเช้านี้

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดบวก 20.57 จุด หลังสหรัฐเผยข้อมูลเศรษฐกิจสดใส
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 17 นาทีที่แล้ว
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) เพราะได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ รวมถึงดัชนีราคาบ้านและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค นอกจากนี้ ตลาดหุ้นลอนดอนดีดตัวขึ้นหลังจากนักลงทุนเข้าซื้อห้นกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 20.57 จุด หรือ 0.42% แตะที่ 4,916.80 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 4,858.94-4,923.28 จุด

เดวิด บูอิค นักวิเคราะห์จาก BGC Partners กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนคึกคักขึ้นหลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส โดยสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 54.1 จุดในเดือนส.ค. จาก 47.4 ในเดือนก.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 47.5 จุด และ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์เปิดเผยราคาบ้านเดี่ยวในสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนมิ.ย.ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า การทรุดตัวของตลาดบ้านที่ดำเนินมา 3 ปีนั้นกำลังบรรเทาลง
สมาคมนายธนาคารแห่งอังกฤษเปิดเผยว่า ยอดอนุมัติการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือนที่ 38,181 รายในเดือนกรกฎาคม จาก 35,564 รายในเดือนมิถุนายน ในขณะเดียวกัน มูลค่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อบ้านโดยรวมเพิ่มขึ้นแตะ 8.4 พันล้านปอนด์ (1.34 หมื่นล้านดอลลาร์) จาก 8.1 พันล้านปอนด์

หุ้นโวดาโฟน ซึ่งเป็นบริษัทโทรศัพท์มือถือรายใหญ่สุดของโลก พุ่งขึ้น 2.4% หุ้นเคเบิ้ลแอนด์ไวร์เลส ปิดพุ่ง 2.9% หลังจากเจพีมอร์แกน เชสแอนด์ โค แนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นกลุ่มสื่อสาร
ส่วนหุ้นกลุ่มเหมืองร่วงลง โดยหุ้นบีเอชพี บิลลิตัน ปิดลบ 1.2% หุ้นคาซัคมิสปิดลบ 3.6% หุ้นอันโตฟากัสต้าปิดบวก 3%

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์ร่วงเทียบยูโร หลังสหรัฐเผยข้อมูลศก.สดใส
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 33 นาทีที่แล้ว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ รวมดึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทำนักลงทุนเทขายดอลลาร์หลังจากที่เคยมองว่าเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับเงินปอนด์ หลังจากทำเนียบขาวคาดการณ์ว่าสหรัฐจะขาดดุลงบประมาณมากขึ้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง 0.05% เมื่อเทียบกับยูโรที่ 1.4307 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันจันทร์ที่ 1.4300 ยูโร/ดอลลาร์ แต่อ่อนตัวลง 0.41% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.6352 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6419 ปอนด์/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์อ่อนตัวลง 0.36% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 94.130 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 94.470 เยน/ดอลลาร์ และอ่อนตัวลง 0.01% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0607 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0608 ฟรังค์/ดอลลาร์

ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.25% แตะที่ 0.8359 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8380 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์อ่อนตัวลงแตะระดับ 0.6840 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.6843 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

ก่อนหน้านี้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์เพราะมองว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดความเสี่ยงในยามที่เศรษฐกิจยังอ่อนแอ แต่เมื่อคืนนี้นักลงทุนเทขายดอลลาร์หลังจากสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 54.1 จุดในเดือนส.ค. จาก 47.4 ในเดือนก.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 47.5 จุด

ขณะที่ S&P/Case-Shiller เปิดเผยดัชนีราคาบ้านพุ่งขึ้น 1.4% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินปอนด์ หลังจากสำนักงบประมาณของทำเนียบขาวคาดการณ์ว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐในปีนี้จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าในปีที่แล้วที่ขาดดุลเพียง 4.55 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ คาดว่ายอดขาดดุลงบประมาณสะสมในระหว่างปี 2553-2562 จะพุ่งเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันพุธ กระทรวงพาณิชย์จะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.และยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค. วันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นต้นประจำไตรมาส 2 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

วันศุกร์กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค. และมหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อน หนุนทองคำปิดบวก $2.30
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 4 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) เพราะได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงหลังจากสหรัฐเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ทองคำปิดบวกไม่มากนักเพราะได้รับแรงกดดันจากสัญญาน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างหนัก หลังจากทำเนียบขาวคาดการณ์ว่ายอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐจะพุ่งขึ้นรุนแรง

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 946.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 2.30 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 943.10-956.30 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 14.290 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 9.50 เซนต์
ส่วนสัญญาพลาตินัมเดือนต.ค.ปิดที่ 1,247.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 30.00 เซนต์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 288.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 3.45 ดอลลาร์

ราล์ฟ เพรสตัน นักวิเคราะห์จาก Heritage West Futures Inc กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสทำให้นักลงทุนมองว่าสกุลเงินดอลลาร์ไม่ใช่การลงทุนที่ปลอดความเสี่ยง จึงได้หันเข้าซื้อสัญญาทองคำ อย่างไรก็ตาม แรงซื้อได้ถูกแรงขายสกัดลงในช่วงบ่าย หลังจากสัญญาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนัก

SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนซื้อขายทองคำรายใหญ่ของโลก ได้เข้าถือครองทองคำราว 1,066.41 เมตริกตันเมื่อวานนี้ หลังจากเข้าถือครองทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ 1,134.03 เมตริกตัน

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: ข่าวสหรัฐขาดดุลงบประมาณ ฉุดน้ำมันดิบปิดร่วง $2.32
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 22 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) หลังจากทำเนียบขาวคาดการณ์ว่ายอดขาดดุลสะสมของสหรัฐจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์ของกระทรวงพลังงานสหรัฐ หลังจากการปิโตรเลียมสหรัฐ (API) รายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกินคาด

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.ร่วงลง 2.32 ปิดที่ 72.05 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 75.00-72.05 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 4.21 เซนต์ ปิดที่ 2.007 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 6.75 เซนต์ ปิดที่ 1.8559 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนต.ค.ดิ่งลง 2.44 ดอลลาร์ ปิดที่ 71.82 ดอลลาร์/บาร์เรล

ฟิล ไฟน์ นักวิเคราะห์จาก PFGBest Research กล่าวว่า ในช่วงเช้า สัญญาน้ำมัน NYMEX ทะยานขึ้นหลังจากคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยเอกชนของสหรัฐรายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนส.ค. ปรับตัวขึ้นสูงเกินคาด และ S&P/Case-Shiller เปิดเผยดัชนีราคาบ้านเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนมิ.ย.

แต่ในช่วงบ่าย นักลงทุนกระหน่ำขายสัญญาน้ำมันดิบ หลังจากสำนักงบประมาณของทำเนียบขาวคาดการณ์ว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐในปีนี้จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าในปีที่แล้วที่ขาดดุลเพียง 4.55 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ คาดว่ายอดขาดดุลงบประมาณสะสมในระหว่างปี 2553-2562 จะพุ่งเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ นักลงทุนยังวิตกกังวลว่าสต็อกน้ำมันของสหรัฐที่พุ่งขึ้นอาจสะท้อนให้เห็นว่าดีมานด์พลังงานหดตัวลง หลังจาก API รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 ส.ค.เพิ่มขึ้น 4.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นลดลง 146,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 1.8 ล้านบาร์เรล

นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์ของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันพุธนี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 900,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นจะเพิ่มขึ้น 200,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันเบนซินจะลดลง 900,000 บาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันอาจเพิ่มขึ้น 0.3%

โอมาบา ตั้งเบอร์นันเก้อีกสมัย ตลาดหุ้นมีปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อย
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ -- 1 ชั่วโมง 24 นาทีที่แล้ว
(แมสซาชูเสตส์) ประธานาธิบดี บารัค โอบามาแต่งตั้งเบน เบอร์นันเก้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐเป็นสมัยที่สองเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ต้องให้วุฒิสภารับรองก่อน ตลาดการเงินมีปฏิกิริยาไม่มากต่อข่าวนี้ แต่การแต่งตั้งแต่เนิ่นๆช่วยลดความวิตกแก่นักลงทุนได้

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิบวก 50.13 จุดเช้านี้ ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ
Wednesday, August 26, 2009 08:13:35
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวดีดตัวขึ้นในช่วงเช้านี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสเกินคาด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังจากตลาดเปิดทำการได้เพียง 15 นาที ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 50.13 จุด หรือ 0.48% แตะที่ 10,547.49 จุด

ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นโตเกียวคึกคักขึ้น เนื่องจากนักลงทุนขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ โดยสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 54.1 จุดในเดือนส.ค. จาก 47.4 ในเดือนก.ค. มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 47.5 จุด

นอกจากนี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์เปิดเผยราคาบ้านเดี่ยวในสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนมิ.ย.ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า การทรุดตัวของตลาดบ้านที่ดำเนินมา 3 ปีนั้นกำลังบรรเทาลง

อย่างไรก็ตาม นิกเกอิดีดตัวขึ้นไม่มากนักเนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลก่อนที่จะรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น โดยล่าสุดมีรายงานว่านายคาโอรุ โยซาโนะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น แสดงความกังวลว่าพรรคฝ่ายค้านดีพีเจอาจคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 30 สิงหาคมนี้ และยังวิตกว่าระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมอาจถูกทำลายหากพรรคแอลดีพีและพรรคอื่นๆไม่ช่วยกันยั้งพรรคดีพีเจ ซึ่งถ้อยแถลงของเขาแสดงให้เห็นว่าพรรคแอลดีพีที่ครองอำนาจในรัฐบาลญี่ปุ่นมานานเกือบครึ่งศตวรรษกำลังตกที่นั่งลำบาก

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มประกัน และกลุ่มโลหะดีดตัวขึ้น แต่หุ้นกลุ่มเหมืองและกลุ่มค้าปลีก ร่วงลงในช่วงเช้านี้

--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วง 0.89% เช้านี้ สวนทางดาวโจนส์
Wednesday, August 26, 2009 08:43:35
ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดตลาดวันนี้ร่วงลง สวนทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) ขานรับข่าวที่ว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา เสนอชื่อนายเบน เบอร์นันเก้ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกสมัย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและข้อมูลภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ดีเกินคาด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วง 0.89% แตะ 2,889.74 จุด ส่วนดัชนีหุ้นเสิ่นเจิ้น อ่อนตัว 0.77% แตะ 11,598.58 จุด

--อินโฟเควสท์--
Read More

25 August 2009

News Update : 25/08/2009

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: แรงซื้อหนุนดาวโจนส์ปิดบวก 3.32 จุด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 27 นาทีที่แล้ว
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงความคิดเห็นในด้านบวกต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนเนื่องจากนักลงทุนกระหน่ำขายทำกำไรหลังจากดาวโจนส์พุ่งขึ้นแข็งแกร่งติดต่อกันหลายวัน โดยหุ้นกลุ่มการเงินถูกเทขายหนักสุด

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 3.32 จุด หรือ 0.03% แตะที่ 9,509.28 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.56 จุด หรือ 0.05% แตะที่ 1,025.57 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 2.92 จุด หรือ 0.14% แตะที่ 2,017.98 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.23 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 1,543 ต่อ 1,474 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.06 พันล้านหุ้น

ตลาดหุ้นนิวยอร์กสามารถปิดในแดนบวกได้เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากเบอร์นันเก้กล่าวในที่ประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ "ระยะฟื้นตัว" แล้ว และคาดว่าจะกลับมาขยาตัวได้อีกครั้งในไม่ช้านี้ หลังจากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงและถูกกระทบหนักสุดจากวิกฤตการณ์การเงิน

กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐและประเทศอื่นๆทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว และคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากเศรษฐกิจหดตัวรุนแรงในปีที่แล้ว นอกจากนี้ ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกได้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดไปแล้ว ซึ่งนับจากนี้เศรษฐกิจจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว" เบอร์นันเก้กล่าว

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มการเงินถูกเทขายอย่างหนักหลังจากเบอร์นันเก้ได้แสดงความกังวลว่าอัตราการปล่อยกู้ในภาคธนาคารอาจจะยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะสร้างความยากลำบากให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ต้องการกู้เงิน สถานการณ์ดังกล่าวอาจขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอาจทำให้ตัวเลขว่างงานพุ่งสูงขึ้นอีก พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นการไหลเวียนของสินเชื่อเพื่อให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนมีความคล่องตัวมากขึ้น

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันอังคาร สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์จะเปิดเผยราคาบ้านเดือนมิ.ย. และสำนักงานคอนเฟอเรนซ์บอร์ดจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนส.ค.

วันพุธ กระทรวงพาณิชย์จะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ค.และยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ค. วันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นต้นประจำไตรมาส 2 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ส่วนวันศุกร์กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค. และมหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์พุ่งเทียบยูโร จากกระแสคาดตัวเลขใช้จ่ายผู้บริโภคชะลอตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 19 นาทีที่แล้ว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (24 ส.ค.) เนื่องจากมีกระแสคาดการณ์ว่าตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง เนื่องจากอัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นยังคงกดดันให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนจากเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระบุว่าภาคการธนาคารในสหรัฐอาจยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้น 0.18% เมื่อเทียบกับยูโรที่ 1.4294 ยูโรต่อดอลลาร์ จากระดับ 1.4320 ยูโรต่อดอลลาร์ และพุ่งขึ้น 0.55% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.6415 ปอนด์ต่อดอลลาร์ จากระดับ 1.6505 ปอนด์ต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้น 0.12% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 94.480 เยนต่อดอลลาร์ จากระดับ 94.370 เยนต่อดอลลาร์ และพุ่งขึ้น 0.33% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0615 ฟรังค์ต่อดอลลาร์ จากระดับ 1.0580 ฟรังค์ต่อดอลลาร์

ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียพุ่งขึ้น 0.35% แตะที่ 0.8376 ดอลลาร์สหรัฐต่อดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับ 0.8347 ดอลลาร์สหรัฐต่อดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์พุ่งขึ้น 0.29% แตะที่ 0.6847 ดอลลาร์สหรัฐต่อดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.6827 ดอลลาร์สหรัฐต่อดอลลาร์นิวซีแลนด์

ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคประจำเดือนก.ค.จะเพิ่มขึ้น 0.2% หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศใช้นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคเดือนก.ค.จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลงเมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.ที่พุ่งขึ้น 0.4% โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวในวันที่ 28 ส.ค.นี้

ไนเจล กัลท์ นักวิเคราะห์จาก IHS Global Insight กล่าวว่า นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ของรัฐบาลสหรัฐช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ภายในประเทศพุ่งขึ้นในเดือนก.ค. อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานที่พุ่งสูงขึ้นยังคงทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ลดการใช้จ่ายสินค้าบางประเภท อาทิ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่ประธานเฟดได้แสดงความกังวลว่าอัตราการปล่อยกู้ในภาคธนาคารอาจจะยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะสร้างความยากลำบากให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ต้องการกู้เงิน สถานการณ์ดังกล่าวอาจขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอาจทำให้ตัวเลขว่างงานพุ่งสูงขึ้นอีก พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นการไหลเวียนของสินเชื่อเพื่อให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนมีความคล่องตัวมากขึ้น

"แม้เราสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดไปได้ แต่ยังมีความท้าทายอีกมากมายที่รอเราอยู่ข้างหน้า สหรัฐและทั่วโลกต้องร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน หากยังปล่อยให้ภาวะตึงตัวเกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกต่อไป สถาบันการเงินก็ต้องขาดทุนและประชาชนก็เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ยากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่บั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งสิ้น" เบอร์นันเก้กล่าวในที่ประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิง

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: แรงขายทำกำไร ถ่วงทองคำปิดร่วง $11
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 48 นาทีที่แล้ว
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (24 ส.ค.) เนื่องจากแรงขายทำกำไรและได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่พุ่งขึ้น หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ผันผวน

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 943.70 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 11.00 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 935.70-958.50 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 14.195 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 3.10 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 3.65 เซนต์ ปิดที่ 2.9305 ดอลลาร์/ปอนด์

ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 1,248.10 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 11.10 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 285.35 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 40 เซนต์

ภาวะการซื้อขายในตลาดทองคำ COMEX เป็นไปอย่างผันผวน หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ผันผวน รวมถึงยอดขายบ้านมือสองประจำเดือนก.ค.พุ่งขึ้น 7.2% แตะระดับ 5.24 ล้านยูนิตต่อปี ซึ่งเป็นสถิติที่ปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี หลังจากปรับตัวขึ้นที่ระดับ 4.89 ล้านยูนิตต่อปีในเดือนมิ.ย.

ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX: น้ำมันดิบปิดพุ่งแตะ $74.37 ขณะนลท.มั่นใจศก.ฟื้นตัว
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 8 นาทีที่แล้ว
สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ปิดพุ่งขึ้นเหนือระดับ 74 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (24 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นและจะหนุนดีมานด์พลังงานเพิ่มขึ้นด้วย หลังจากเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ระยะฟื้นตัวแล้ว

บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 48 เซนต์ หรือ 0.65% ปิดที่ 74.37 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2551

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 1.85 เซนต์ ปิดที่ 1.9234 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 5.35 เซนต์ ปิดที่ 2.0491 ดอลลาร์/แกลลอน
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ ปิดที่ 74.26 ดอลลาร์/บาร์เรล

จิม ริทเทอร์บุช นักวิเคราะห์จากบริษัท Ritterbusch and Associates ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานชื่อดังของสหรัฐ กล่าวว่า นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ หลังจากเบอร์นันเก้กล่าวในที่ประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ "ระยะฟื้นตัว" แล้ว และคาดว่าจะกลับมาขยาตัวได้อีกครั้งในไม่ช้านี้ หลังจากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงและถูกกระทบหนักสุดจากวิกฤตการณ์การเงิน

เบอร์นันเก้กล่าวว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐและประเทศอื่นๆทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว และคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากเศรษฐกิจหดตัวรุนแรงในปีที่แล้ว นอกจากนี้ เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกได้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดไปแล้ว ซึ่งนับจากนี้เศรษฐกิจจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว

นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์ของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันพุธนี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 900,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นจะเพิ่มขึ้น 200,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันเบนซินจะลดลง 900,000 บาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันอาจเพิ่มขึ้น 0.3%

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: แรงซื้อหุ้นเหมือง หนุนฟุตซี่ปิดบวก 45.34 จุด
Tuesday, August 25, 2009 08:01:00
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (24 ส.ค.) ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 5 วันทำการ จากแรงซื้อที่ส่งเข้าหนุนหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังจากมีการคาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทเหมืองแร่จะปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง

บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ปิดพุ่ง 45.34 จุด หรือ 0.93% แตะที่ 4,896.23 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 4,850.89-4,911.41 จุด

โจชัว เรย์มอนด์ นักวิเคราะห์จาก City Index กล่าวว่า หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ทะยานขึ้นตามราคาโลหะในตลาดโลก โดยหุ้นบีเอชพี บิลลิตัน และหุ้นริโอทินโต้ปิดพุ่งกว่า 3.5% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นลอนดอนยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจเยอรมนีและฝรั่งเศสที่ขยายตัวเกินความคาดหมาย

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นลอนดอนได้รับปัจจัยบวกจากการที่เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวในที่ประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ "ระยะฟื้นตัว" แล้ว และคาดว่าจะกลับมาขยาตัวได้อีกครั้งในไม่ช้านี้ หลังจากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงและถูกกระทบหนักสุดจากวิกฤตการณ์การเงิน

--อินโฟเควสท์--

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: แรงขายทำกำไร ถ่วงนิกเกอิร่วง 49.85 จุดเช้านี้
Tuesday, August 25, 2009 08:19:04
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปรับตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเทขาทำกำไรหลังจากนิกเกอิพุ่งขึ้นเมื่อวานนี้

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังจากตลาดเปิดทำการได้เพียง 15 นาที ดัชนีนิกเกอิร่วงลง 49.85 จุด หรือ 0.47% แตะที่ 10,531.20 จุด

โบรกเกอร์กล่าวว่า ตลาดหุ้นโตเกียวได้รับแรงกดดันจากภาวะซื้อขายที่ซบเซาในตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยหุ้นกลุ่มผู้ผลิตยาง กลุ่มรถยนต์ และกลุ่มโลหะถูกแรงขายกระหน่ำลงหนักสุด

--อินโฟเควสท์--
Read More

23 August 2009

ประสิทธิภาพด้านการขนส่ง (Logistic Efficiency)

การที่ทำให้ระบบการขนส่ง เกิดประสิทธิภาพขึ้นนั้น จะขึ้นอยู่กับบุคคลากรในสายงาน Logistics ที่ควรจะต้องปฏิบัติ 2 สิ่งนี้ คือ

RIGHT :
ความถูกต้อง มี 6 right
1. Right Product : ส่งผลิตภัณฑ์ถูกต้อง

2. Right Quantity : ส่งผลิตภัณฑ์ในจำนวนที่ถูกต้อง

3. Right Conviction : ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เสียหาย

4. Right Customer : ส่งของให้ถูกลูกค้า

5. Right Place : ส่งให้ถูกที่ด้วย

6. Right Time : ส่งของให้ทันเวลา

7. Right Cost : ต้นทุนที่ถูกต้อง ไม่เวอร์จนเกินไป

Perfect : มี 6 Perfect
1. Perfect Enter : ใส่ข้อมูลให้ถูกต้อง

2. Perfect Fillable : เติมเต็มให้สมบูรณ์

3. Perfect Transportation

4. Perfect Communicate

5. Perfect Bill

6. Perfect Document

ประสิทธิภาพด้านการขนส่ง จะเกิดขึ้นจาก
1. ใช้สินทรัพย์ที่เรามีอยู่อย่างคุ้มค่า บริหารรถ, พื้นที่ที่เก็บสินค้า เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเรียงให้มากขึ้น ในพื้นที่เท่าเดิม
2. บริหารเส้นทางเพื่อลดระยะทาง
3. ลดต้นทุน การดำเนินงาน
4. ใช้ทรัพย์สิน อย่างคุ้มค่า ถึงแม้ทรัพย์สินจะลดลง
5. ตกลงอะไรกับลูกค้ามาแล้ว ให้บริการเขาได้ครบหรือไม่
6. สร้างความพึงพอใจให้เกิดกับลูกค้า


เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
ความเข้าใจผิด 7 ประการเกี่ยวกับ Logistic
Logistic Cost
Read More

Logistic Performance Index (LPI)


Logistic Performance Index (LPI) หรือดัชนีชี้ประสิทธิภาพทาง Logistic : เป็นการสร้างดัชนีชี้วัด เพื่อวัดว่าเราปฏิบัติงานหรือระบบทาง logistic ว่ามีประสิทธิภาพในระดับไหน มีจัดทั้งในระดับประเทศและระดับโลก หน่วยงานกำหนดในระดับโลก คือ World Bank ซึ่งจะจัดลำดับโลก ดูระบบ Logistic ในระดับโลก ประเทศไหนมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน

LPI Criteria Factor

ประกอบด้วย 6 ปัจจัย

1. ประสิทธิภาพของการดำเนินการทางด้านกรมศุลกากร (Customs)

2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าและการขนส่ง (Infrastructure)

3. การจัดการขนส่งสินค้าด้วยราคาที่แข่งขันได้ (International Shipments)

4. ความสามารถและคุณภาพของบริการโลจิสติกส์ในประเทศ (Logistics Competence)

5. การติดตามสถานะการจัดส่ง (Tracking & Tracing)

6. ความตรงต่อเวลาในการจัดส่ง (Timeliness)


ประเทศที่มี LPI สูงสุดในโลก (จากทั้งหมด 150 ประเทศ)
อันดับ 1 Singapore ได้คะแนนเกือบเต็มหมดทุกข้อ (เต็ม 5) ยกเว้นข้อ 1 ที่ได้ประมาณ 2.5 ส่วนข้ออื่นประมาณ 4.5
อันดับ 2 Netherland
อันดับ 3 Germany
อันดับ 4 Sweden
อันดับ 6 Japan
อันดับ 8 HongKong
อันดับ 14 USA
อันดับ 30 China (3.32) : เนื่องจากกิจกรรมทาง Logistic ภาครัฐควบคุมอยู่
อันดับ 31 Thailand (3.31) : เราได้ข้อ 1 น้อยสุด เนื่องจากยังมีดำเนินการด้านศุลกากรที่แยะและซับซ้อนเกินไป โครงสร้างพื้นฐานยังสู้ต่างประเทศไม่ได้ และระบบตรวจสอบสินค้าระหว่างขนส่งยังน้อยมาก อีกทั้งยังไม่มีการใช้ระบบ IT อย่างแพร่หลายเท่าที่ควร

ในส่วน LPI ที่ใช้ในหน่วยงาน ยังมีการพยายามจัดทำอยู่ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ


* ปรับปรุงข้อมูล Logistic Performance Index (LPI) 2012







จากข้ิอมูลปี LPI 2012

อันดับ 1 ยังคงเป็น สิงคโปร์ ได้ LPI 4.13 โดยจุดแข็งหลักของสิงคโปร์อยู่ในเรื่องของ ประสิทธิภาพของการดำเนินการทางด้านกรมศุลกากร (Customs) และ ความตรงต่อเวลาในการจัดส่ง (Timeliness) ที่มีคะแนนทั้งสองส่วนนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง

อันดับ 2 ฮ่องกง ได้ LPI 4.12 (ซึ่งขยับขึ้นมาจากอันดับ 8 จากการสำรวจครั้งที่แล้ว) โดยจุดแข็งหลักของฮ่องกงอยู่ในเรื่องของ การจัดการขนส่งสินค้าด้วยราคาที่แข่งขันได้ (International Shipments) ซึ่งได้คะแนนมากกว่า 4 แค่ประเทศเดียวในโลกาเลย

อันดับ 3 ฟินแลนด์ ได้ LPI 4.05 (ซึ่งขยับขึ้นมาจากอันดับ 15 จากการสำรวจครั้งที่แล้ว) โดยจุดแข็งหลักของฟินแลนด์อยู่ในเรื่องของ ความสามารถและคุณภาพของบริการโลจิสติกส์ในประเทศ (Logistics Competence) และ การติดตามสถานะการจัดส่ง (Tracking & Tracing) ที่มีคะแนนทั้งสองส่วนนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง

ไหน เราหันมามองพี่ไทยของเราบ้างสิ (ไล่ดูในตาราง) แห่ม อยู่ในอันดับที่ 38  ถือว่าไม่เลวเนอะ


ได้ LPI 3.18 แต่เอ่ะ มันตกลงมาจากครั้งที่แล้วที่ได้ LPI ที่ 3.31 (อันดับที่ 31) นิหว่า โดยเราได้คะแนนในส่วนของ ความตรงต่อเวลาในการจัดส่ง (Timeliness) มากที่สุด จากเกณฑ์หกข้อดังกล่าว แต่ถ้าดูในแง่ของในเกณฑ์หกข้อ เรามีข้อไหนที่ทำอันดับได้ดีที่สุด ซึ่งก็คือ การจัดการขนส่งสินค้าด้วยราคาที่แข่งขันได้ (International Shipments) ไทยเราได้ที่ 36 ดีที่สุดแล้วนะ

เพื่อเป็นการต้อนรับ AEC กับเึ้ค้าบ้าง ไปดูข้อมูล LPI ของไทยเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิก AEC กันแบบข้อต่อข้อเลยครับ 6 ศักยภาพโลจิสติกส์ เตรียมพร้อมไทย เข้าสู่ AEC

ข้อมูลจาก World Bank


Read More

KPI for Logistic

การจัดตั้ง KPI ในแต่ละธุรกิจจะขึ้นอยู่กับตัวธุรกิจ และความต้องการของลูกค้า (ที่เราไปตกลงกับเขาไว้) เราจะตั้งอย่างไร เช่น การตั้ง KPI ในเรื่องอุบติเหตุที่จะลดให้เป็น 0 มันเป็นไปไม่ได้ เราควรจะตั้ง KPI เพื่อลดอุบัติเหตุที่กระทบกับลูกค้าให้เป็น 0 จะเหมาะสมกว่า

ซึ่งเมื่อเราตั้ง KPI แล้วจะเกิด 2 มุมมอง
1. มุมทำสำเร็จ : เราควรจะกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า ควรทำให้ดีกว่านี้หรือไม่
2. มุมทำไม่สำเร็จ : หาสาเหตุ

หลักในการนำ KPI ไปใช้ (PICNIC)

P : Period
จะนำ KPI ไปใช้ควรกำหนดด้วยว่าจะวัดตามช่วงเวลาไหน เป็นวัน สัปดาห์ เดือน ไตรมาส ปี

I : Inspect
ตรวจสอบ เป็นการตรวจสอบแบบ Cross Check กัน

C : Communicate
คือ มีตัว KPI แล้ว แต่คนที่ปฏิบัติไม่รู้ ไม่สื่อสารกัน ซึ่งคนตั้ง KPI อาจไม่ได้สื่อสารให้คนปฏิบัติได้รู้ และให้เขาเข้าใจด้วย

N : Network
เนื่องจาก KPI ไม่ได้ทำเฉพาะหน่วยงานนี้เท่านั้น แต่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น เป็น network ภายในองค์กร เช่น การสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า ไม่ได้เกิดที่ฝ่ายขายหรือฝ่ายตลาดเพียงอย่างเดียว มันจะต้องเกิดจากฝ่ายผลิต และฝ่ายอื่นๆ มาร่วมกัน

I : Improve
พัฒนาปรุงปรุงให้ดีขึ้น มองในเชิงของ Dynamic (ถึงมีดีอยู่แล้ว ก็มีการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการของลุกค้าตลอดมากกว่า Static (ยึดกับความความสำเร็จที่เคยได้ทำไว้ แต่ไม่ได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า)

C : Co
ร่วมไม้ร่วมมือ ทำงานเป็นทีม

ซึ่งเมื่อนำหลักการ PICNIC ไปปฏิบัติส่วนใหญ่ 80% ขึ้นไปน่าจะประสบความสำเร็จ แต่ 20% ที่เหลือที่ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะเกิดจาก Top Management ทีมีนโยบายการบริหารงานที่ยังไม่ดีเพียงพอที่จะสนับสนุนคนปฏิบัติงานด้านล่าง

แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยหลักที่สำคัญจริงๆ ที่จะทำให้ KPI ประสบความสำเร็จ คือ การสร้างความพึงพอใจ ให้เกิดขึ้นกับลูกค้าให้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นหลักๆ กับทั่วทั้งองค์กร แต่ที่จะแตกต่างกันก็คือ การนำ KPI ไปปรับใช้ ให้เป็นตัววัดที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ในรายละเอียดการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายแต่ละแผนก เช่น ถ้า Logistic ก็เกี่ยวกับเรื่องควบคุม ต้นทุนค่าใช้จ่ายการเดินทาง พวกน้ำมัน เป็นต้น เพื่อสร้างให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจที่สุด

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
การบริหารโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม (Supply Chain Management in Industrial Sector)
LPI (Logistic Performance Index)
Logistic Cost
Read More

22 August 2009

Logistic Cost

ในต้นทุน Logistic 100% ของประเทศไทย มีต้นทุนค่าขนส่งถึง 53% (ปี 48-49) หรือถ้าเราจะศึกษาแนวโน้ม Logistic cost ในอนาคต โดยพิจารณาจาก อัตราการเดิบโตของ GDP และอัตราการเติบโตของต้นทุน Logistic ของ USA ตั้งแต่ปี 2002-2005 การเติบโตของ GDP จะมากกว่า Logistic Cost แต่พอปี 2005 ถึงปัจจุบัน การเติบโตของ Logistic Cost เติบโตมากกว่า GDP จะเห็นได้ว่า ต้นทุน Logistic มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อพิจารณามองภาพใหญ่ :

เกิดความไม่สมดุลในการใช้รูปแบบการขนส่งสินค้า โหมดที่น่าจะต้นทุนต่ำ ก็ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนหรือใช้งาน แต่โหมดที่ต้นทุนสูง เช่น ทางบก มีการใช้แยะมาก (โดยต้นทุนการขนส่งที่แพงที่สุดเรียงตามลำดับจากมากไปน้อยคือ ถนน, รถไฟ และทางน้ำ) ในปี 2550 ไทยมีการขนส่งทางถนนถึง 85% ทางน้ำ 13% และอีก 2% คือทางรถไฟ (เนื่องจากความเชื่อมั่นในการใช้บริการต่ำ) แล้วต้นทุนขนส่งสินค้าทางถนนมีโครงสร้างอย่างไรละ มาดูกัน

ต้นทุนขนส่งสินค้าทางถนน : ต้นทุนมี 2 ก้อน คือ
1. ต้นทุนทางตรง : ต้นทุนคงที่ + ต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนในการที่เราจะซื้อรถควรคิดให้ได้ว่าจะซื้อหรือจะเช่า อะไรต้นทุนต่ำสุด

ต้นทุนคงที่ (Fix Cost)
- อัตราดอกเบี้ยในการจะซื้อหรือจะเช่า ไม่ว่าเราจะใช้เงินจากแหล่งเงินกู้หรือของตัวเองจะมีต้นทุนทั้งนั้น
- การประกันภัย : ประกันภัยรถ ประกันภัยสินค้า
- ต้นทุนการบริหารจัดการ : เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ เงินเดือน ค่าน้ำ ค่าไฟ
- ต้นทุนในการตรวจสอบสภาพรถ ต้องตรวจสอบทุกปี
- คิดต้นทุนในรูป บาท/กม. ออกมาเพื่อเปรียบเทียบได้ง่ายและสะดวก

ต้นทุนผันแปร (Variable Cost)
- เชื้อเพลิงในการขนส่ง : ต้นทุนน้ำมันรถ 10 ล้อขึ้นไปของบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 45% ของต้นทุนทั้งหมด
- ค่าแรงคนขับรถ
- ค่ายางรถ : ยาง10 ล้อ วิ่งได้ประมาณ 1 แสน กม.
- ซ่อมเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) : เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเองในบริษัท หรือตอนนี้ผู้จำหน่ายรถมีการให้บริการซ่อมบำรุงคิดเป็นกม.
- ค่าทางพิเศษต่างๆ
- ค่าล้างรถ

2. ต้นทุนทางอ้อม
- ต้นทุนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
- ต้นทุนทางสังคม การทำ CSR (Corporate Social Responsibility) ต่างๆ
- ต้นทุนในเรื่องการรักษาความปลอดภัย

Trip "ซึ่งต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมควรคิดออกมาให้ได้ในรูป บาท/กม."

โครงสร้างต้นทุนของรถบรรทุก ที่ส่วนใหญ่ใช้ในภาคขนส่ง มีดังต่อไปนี้

ต้นทุนของรถบรรทุก เมื่อทำสัดส่วนออกมา จะได้ : ค่าเชื้อเพลิง 44-60%, ค่าเสื่อมราคารถ 10-15%, ค่าบำรุงรักษา 10-13%, ประกันภัย 6-10% ,รายได้ของ พนักงาน 6-8% จะเห็นได้ว่า เราให้ความสำคัญกับพนักงานน้อยมาก

แล้วเราจะทำอย่างไรกับมันละ เมื่อรู้ต้นทุนแล้ว
1. ย้อนกลับไปมองตั้งแต่เริ่มวันทำงานว่าเราทำอะไรกับมันบ้าง ถ้าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ก็ตัดทิ้ง
2. ให้ความสัมพันธ์กับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ทำ PM (Preventive Maintainance) ซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน จะบอกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจะประหยัดอย่างไร 4. เลือกรถให้ถูกกับประเภทของสินค้าที่ขนส่ง
5. สร้างโครงข่ายการขนส่งที่เรามีอยู่ให้ได้ วิ่งรถแล้วให้คุ้ม
6. นำระบบสารสนเทศมาใช้ โดยเฉพาะ GPS
7. การใช้ยางรถยนต์
8. แบ่งเป็นกลุ่มประเภทรถ หรือพื้นที่ ในการสร้างประสิทธิภาพแข่งขันกัน
9. หาพลังงานทางเลือก

Trip : คุณรู้หรือไม่ว่าทีมฟุตบอล ก็เปรียบเสมือนเป็นระบบ Value Chain อันหนึ่ง

จากระบบห่วงโซ่คณค่า (Value Chain) ที่เป็นการมองภาพที่ใหญ่กว่า Supply Chain ซึ่งเราจะเชื่อม Supply Chain แต่ละอัน โดยใช้ Logistic ซึ่งเปรียบเสมือนทีมฟุตบอลทั้งทีม เป็น Value Chain ผู้เล่นแต่ละตำแหน่งคือ Supply Chain การจ่ายบอลคือ Logistic นั่งเอง เอ้า วันหลังดูบอลไปก็จะได้เห็นระบบ Logistic เลยนะเนี่ย

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
KPI for Logistic
Logistic Management Strategy : กลยุทธ์การบริหาร Logistic
การบริหารการเงินใน Logistics (Financial Management in Logistics)
Read More

ความเข้าใจผิด 7 ประการเกี่ยวกับ Logistic


1. ความหมาย Logistic หรือ โซ่อุปทาน (Supply Chain) แตกต่างกันอย่างไร
โดยโซ่อุปทาน (Supply Chain) จะครอบคลุมกว้างกว่า Logistic แต่แท้จริงเราไม่จำเป็นต้องแยก หรือหาความแตกต่าง เพราะทั้งสองคำมันเกื้อกูลกันอยู่แล้ว เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของ Logistic ดีขึ้นอยู่แล้ว

2. Logistic เป็นเรื่องของการขนส่ง
เรื่องการขนส่งเป็นแค่กิจกรรมย่อยๆ อันหนึ่งของ Logistic เท่านั้น เพราะในเรื่องของ Logistic เป็นเรื่องของการจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย การเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นสินค้า จนไปถึงผู้บริโภค ซึ่งส่วนใหญ่เราพูดถึงการขนส่งทำให้ผู้ประกอบการหลายท่าน จะไม่ได้เน้นในเรื่องการบริหาร การบริการลูกค้า การวางแผนจัดลำดับการผลิต การวางแผนสินค้าคงคลัง

3. เน้นพัฒนาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมเป็นหลัก
(เป็นความใจผิดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในเรื่องที่สองที่เข้าใจผิด) ทำให้ประเทศเน้นแต่การเน้นพัฒนาโครงสร้างคมนาคม ทั้งทางบกทางน้ำ ทางอากาศ ปรับปรุงประสิทธิภาพดังกล่าว แต่ที่เราจะต้องเน้นเพิ่มเติมคือ หลักการบริหารจัดการให้กระบวนการ Logistic ทั้งหมด เกิดประสิทธิภาพ


4. Logistic คือ คำตอบเดียวที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
แท้จริงแล้วการนำระบบ Logistic มาปฏิบัติเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่คิดว่าเรานำ Logistic มาปฏิบัติแล้วจะเป็นคำตอบของความสำเร็จทุกอย่าง ต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจ

5. สงสัยกันว่า Logistic ควรจะอยู่หมวดใด
Logistic และ Supply Chain จะเกี่ยวโยงกับหลายสาขา ทั้งการผลิต การขาย การตลาด การเงิน ลูกค้า ต้องบูรณาการร่วมกัน

6. เอา Logistic ไปใช้ใน SME อาจไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเล็กไป
เราสามารถนำเอาแนวความคิดของ Logistic ไปปรับปรุงใช้ได้ไม่ว่าบริษัทเล็กหรือใหญ่

7. Logistic จะอยู่ไปอีกนานหรือไม่
เรื่องของ Logistic หรือ Supply Chain มันเกิดขึ้นมานานแล้ว และจะอยู่ต่อไปถึงอนาคตและขะยิ่งมีความสำคัญต่อศักยภาพทางการแข่งขันขององค์กร หรือแม้กระทั่งของประเทศ

ประเด็น เพิ่มเติม
Logistic บางที่อาจจะไม่ใช่การลดต้นทุน เพราะบางทีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เรานำมาใช้จะเป็นการลงทุนเพิ่มด้วยซ้ำไป ฉะนั้น การทำ Logistic ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่เป็นวิธีการที่เรามองหาและทำให้เราสามารถใช้เงินลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพมากสุด

แล้วเราจะทำอย่างไรให้การใช้ Logistics ให้เกิดผลมากสุด
1. เข้าใจในวิธีการบริหารจัดการ ทำให้ทุกแผนกนั้นสอดคล้องกับแผนกข้างเคียง ไม่จำเป็นต้องทำดีที่สุด
2. ปลูกฝังความเข้าใจในวิธีการดังกล่าวให้เกิดขึ้นกับพนักงาน


เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Logistic Management Strategy : กลยุทธ์การบริหาร Logistic
ประสิทธิภาพด้านการขนส่ง (Logistic Efficiency)
Read More

21 August 2009

Logistic Management Strategy : กลยุทธ์การบริหาร Logistic

ใช้หลักกลยุทธ์ OE-MU-MC (โอ้ มิว แม็ก)
OE (Optimise Efficency)

เนื่องจากงาน Logistics เป็นอะไรที่วุ่นวาย และมีทั้งกิจกรรมและข้อมูลมากมาย จึงจำเป็นต้องสร้างระบบให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะทำอย่างไรละ

1. ต้องสร้าง team : อาจจะแบ่งตามลูกค้า ภูมิภาค ตามชนิดงาน หรือตามการจัดการ ซึ่ง team ที่สร้างขึ้นมาต้องเป็น profit center ไม่ใช่ cost center ไม่รับรู้รายได้ รับแต่ค่าใช้จ่าย เราต้องดูรายจ่ายแล้วต้องดูด้วยว่าสร้างผลประกอบการขึ้นมาด้วยเท่าไหร่

2. เมื่อสร้าง team แล้ว นำผลงานในอดีตที่ดีหรือไม่ดี มาปรับปรุงพัฒนา เจาะหาปัญหาให้ได้ว่า ว่าที่ผ่านมาปัญหาในการทำงานอยู่ที่ไหน

3. ต้องสร้างภาวะผู้นำ ให้เกิดขึ้นกับทีม โดยผู้นำต้องทำหน้าที่
3.1 COACH ทำอย่างไรให้ทีม ทำงานตามแผนที่วางไว้
3.2 ทำตัวเป็นพี่เลี้ยง เพื่อสร้างความเป็นกันเองในการทำงาน เพื่อจะได้ภาพของปัญหาที่ชัดเจน
3.3 เป็นครู กล้าที่จะสั่งสอน
3.4 คุณพ่อคุณแม่ กล้าที่จะโทษ
4. เป็นผู้สื่อสารที่ดี จากล่างขึ้นบนและบนลงล่าง อย่าทำตัวเป็นผู้นำสารอย่างดี ต้องสื่ออกมาด้วยแนวความคิดของตัวเองด้วย

5. เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เพื่อจูงใจให้ทีมกลับมายามสภาพวิกฤต
นอกจากนี้ยังต้องการแผนการตลาด ซึ่งจะต้องใช้ CRM เพื่อให้เกิด repeat order โดยอย่างง่ายที่สุด คือ รักษาคำพูดในสิ่งที่ได้บอกกับลูกค้าเอาไว้แล้ว นอกจากนี้เรายังต้องมีการวิเคราะห์ เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพมากสุด ทั้งทางรถ ทางคลังสินค้า และสินค้าคงเหลือ

ซึ่ง Optimise Effiency ท้ายที่สุดแล้วจะต้องเป็น KPI (KPI for Logistic) เพื่อให้ทุกอย่างที่ตั้ง สามารถวัดผลได้ ซึ่ง KPI ที่จะตั้งขึ้นเป็นเกณฑ์ อาจจะเป็นในเรื่องเวลาในการส่งของถึงลูกค้า การแก้ไขข้อร้องเรียนต้องแก้ปัญหาให้รวดเร็วและชัดเจนระบุไว้เลยว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ เป็นต้น


MU (Maximize Utilization)
เป็นการนำทรัพย์สิน เครื่องมือต่างๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากทรัพยสินเครื่องมือเกี่ยวกับ Logistics มีราคาค่อนข้างสูง เช่น คลังสินค้า รถยนต์ เป็นต้น เราจึงต้องใช้ทรัพย์สินเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด แล้วเราจะทำอย่างไร

1. สร้างโครงข่ายการบริการ Logistics ร่วมกัน เช่น ถ้าเราต้องส่งของไปต่างจังหวัด ขากลับเราก็ติดต่อกับเครือข่ายเพื่อนำเขาอย่างอื่นกลับมาด้วยประเทศเรายัง ติดปัญหาความไว้เนื้อเชื้อใจ เปิดใจ โดยเราจะต้องสร้างโครงข่ายโดยต้องดูจากความต้องการของตลาดว่าเป็นอย่างไร มีการวิเคราะห์หา demand อย่างชัดเจน ซึ่งการร่วมมือกันดั่งกล่าว จะมีเจ้าภาพในการจัดการ เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายการบริการกับในแต่ละองค์กร

2. นำ IT มาจับการใช้งานของทรัพย์สิน (E-Logistic) เครื่องมือต่างๆ และทำ feed analysis วิเคราะห์อัตราการใช้ในแต่ละกลุ่ม สินทรัพย์ เครื่องมือ ต่างๆ เพื่อทำการเปรียบเทียบการใช้งาน เทียบเดือนต่อเดือน
3. การให้รางวัลพิเศษแก่พนักงาน ในเงื่อนไขต่างๆ ที่พนักงานทำได้ (Perfomance Bonus) เป็นการจูงใจให้เกิดการทำงาน และทรัพย์สินในการดำเนินงาน ก็ถูกใช้อย่างคุ้มค่า

4. เราต้องมีตัววัด โดยเป็นอัตราการใช้งานเครื่องมือ สินทรัพย์ต่างๆ เพื่อไปตั้ง KPI

MC (Minimize Cost)

การบริหารต้นทุน (Logistic Cost) ให้ต่ำที่สุด (ไม่ใช่ลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด) มองในแง่ทำให้มันน้อยลง (minimize) ไม่ใช่ทำให้ต่ำสุด (Lowest)

บริหารเรื่องการเงิน (Financial Tool) :
- การซื้อสินทรัพย์ด้าน Logistics จะซื้อแบบไหน มองการซื้อในเรื่องของภาษีด้วย
- ในส่วนของเครดิตเทอมทั้งได้จากลูกค้าและจาก supplier เราก็จะใช้เงินทุนหมุนวียนที่ไม่สูงนัก
- ทำต้นทุนเป้าหมายในแต่ละกิจกรรมขององค์กรออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถ เรื่องคลังสินค้า เรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง
สุดท้ายนี้ เราควรหันกลับมามอง ตั้งคำถามในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เฉกเช่นเดียวกับ บริษัทระบบ Logistics รายใหญ่ของโลก (DHL, FEDEX) เริ่มที่จะกลับมาถามตัวเองใหม่แล้วว่า บริษัททำอะไร บริษัทไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่ส่งสินค้าจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดหนึ่งเท่านั้น และธุรกิจอะไรที่เราสามารถทำได้มากกว่านั้น เป็นการสร้างมูลค่าใหม่ (Value Creation)

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Read More

E - LOGISTICS

ทำไม E Logistics ถึงมีความสำคัญ ???
1. เนื่องจากขบวนการ Logistic มันยุ่งวุ่นวายมาก เราจึงต้องใช้ระบบ IT เข้ามาเพื่อทำให้ทุกขึ้นตอนเห็นชัด

2. คนทำ Logistics จะเน้นข้อมูลมาก

3. กิจกรรมต่างๆ ของ Logistics มีมาก ซึ่งมันจะต้องสามารถควบคุมและ Monitor ได้

4. ถ้าลูกค้าถามมา สามารถตอบได้ว่าของอยู่ตรงไหน เมื่อไหร่จะถึง

E- Logistics มีอะไรบ้างที่ใช้อยู่

1. PMS (Parking Management System) : การจัดการการขนส่งทางรถ ตั้งแต่การรับคำสั่ง การวางแผน การจ่ายงาน การเก็บประวัติรถและพนง.รวมถึงการวางบิล

2. WMS (Warehouse Management System) : ระบบบริหารคลังสินค้า การรับสินค้า การจัดเก็บ การจ่ายสินค้า

3. Phase Management System : ระบบบริหารการขนส่ง เป็นการเจาะเน้นค่าบริหารการขนส่งในแต่ละรูปแบบ

4. CMS (Contianer Yard Management System) : รูปแบบการจัดการกับลานตู้ Container

5. SMS (Ship Management System) : การจัดการสินค้าในเรือ เพื่อให้การขนถ่ายมีประสิทธิภาพ

6. MMS (Maintenance Management System) : การบริการการจัดการการซ่อมบำรุง ควบคุมอะไหล่ ปริมาณช่าง ประวัติการซ่อม

7. LMS (Logistics Management System) : เป็นระบบการบริการการจัดการ Logisics ในรูปแบบของ One stop service

สรุป คือ องค์กร LSP (Logistics Service Provider) จะต้องใช้ LMS (Logistics Management System) ซึ่งจะรวมทุกระบบที่จะให้บริการลูกค้า ซึ่งจะรวมข้อมูลของทั้งระบบจัดเก็บในฐานข้อมูล เพื่อทำให้เกิด E-learning ที่มีประสิทธิผล

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
กลยุทธ์การให้บริการทางด้าน Logistic (Logistic Service Strategy)
Logistic Management Strategy : กลยุทธ์การบริหาร Logistic
Read More

กลยุทธ์การให้บริการทางด้าน Logistic (Logistic Service Strategy)

ประกอบด้วย S 4 ตัว
1. Standard :
การทำ ISO หรือการเน้นไปที่ Customer Requirment ให้ ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งต้องปรับตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งเราจะต้องมีพื้นฐานการให้บริการเป็นมาตรฐานหลักก่อน แล้งค่อยไปเพิ่มเติมในลูกค้าแต่ละราย (Mass Customize)

KPI (KPI for Logistic)ใช้วัด คือใช้ SMART KPI
S : Satisifile คือ ต้องกำหนดตัววัดให้เฉพาะเจาะจงลงไปว่าจะวัดเรื่องอะไร Specific ลงไป
M : Measurable คือ ต้องวัดผลได้
A : Achievable คือ ตั้ง KPI ให้มีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เป็นอุดมคติเกินไป
R : Realistic คือ ตั้งอยู่บนพื้นฐ่านความเป็นจริง เกี่ยวพันกับธุรกิจและลูกค้า
T : Time Relate คือ เป็นตัววัดที่ทันสมัย
โดยสรุป คือ ต้องมี ISO เป็นพืนฐาน และอาศัย Customer Requirment และ Customer Experience ในตัวที่จะเป็น Additional ในแต่ละลูกค้า

2. Speed :

รวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบัน จะมี Economy of time (Economy of Speed) เพราะ ถ้าใช้เวลาขนส่งยิ่งนาน จำนวนวัน stock ก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีเครื่องมือที่ช่วย

2.1 IT ที่ได้นำมาใช้ดำเนินการ Logistic แบบครบวงจร เรียกว่า LMS (Logistic Management System) รวมตั้ง การจัดการเรื่องรถ เรื่องการขนส่ง และด้าน warehouse

2.2 One Stop Service เพื่อให้เกิดความเร็วในการให้บริการ
>>> ความรวดเร็วที่ว่าคือ การรับโทรศัพท์, การเสนอราคา, เมื่อเกิดปัญหา การเข้าไปแก้ไขต้องรวดเร็ว และการวางบิล ซึ่งจะเห็นว่าต้องเร็วทั้งระบบ Supply Chain ส่วนอันสุดท้ายที่สำคัญ เราต้องตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้าที่รวดเร็วให้ได้
>>> KPI ตั้งแล้วทำไม่ได้ แสดงว่าไม่สะท้อนความเป็นจริง (unrealistic)
>>> และอะไรที่ทำให้องค์กรบางองค์กรทำ KPI ได้ บางที่ทำไม่ได้ คือ เราต้องเข้าใจก่อนเลยว่า Logistic มันเกี่ยวกับคน ทำอย่างไรถึงจะบริหารคนให้ขยับไปได้ ซึ่งเราถึงต้องจัดการเรื่องคน ให้เขารู้สึกรัก รู้สึกภูมิใจ รู้สึกเป็นเจ้าของ กับงานที่เขาทำ

2.3 Team Work

3. Safety :

เพราะในเรื่องของ Logistics คือการเคลื่อนย้ายของ ซึ่งทั้งเป็นการดูแลทุกๆที่ ไม่ว่าจะระหว่างขนส่ง ขนส่ง หรือแท้กระทั่งตอนอยู่ในคลังสินค้า ยิ่งขนส่งวัตถุอันตรายยิ่งต้องให้ความปลอดภัยสูงมาก

แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะเริ่ม safety ได้
>>> เริ่มจาก Top Management ต้องออกมาเป็นนโยบายการจัดการความปลอดภัย
>>> ต้องมีการฝึกฝน ซ้อมแผนฉุกเฉินกันบ่อยๆ และจะฝึกซ้อมกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (ตามกฏหมาย) ส่วนใหญ่แผนสินค้าทั่วไป ยังไม่เห็นแผนพวกนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกวัตถุอันตราย

ถ้าเป็น SME ต้องทำอย่างไรบ้าง
1. ถ้าเป็นโรงงานขนาดเล็ก ควรทำ Check List เพื่อที่ได้รู้ว่าทุกเช้าเราต้องตรวจสอบอะไรบ้าง เพื่อสร้างระบบ Monitering นิดหน่อยให้กับโรงงาน

2. ถ้าเป็นโรงงานขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย เราสามารถทำ Safety talk คุยกับผู้ปฏิบัติงานเช่น พนักงานขับรถ อาจมีการหยิบภาพผู้ประสบอุบัติเหตุ มาให้ดูเป็นอุทาหรณ์
การบริหารความปลอดภัย อย่าคิดว่าเป็นต้นทุน ให้คิดว่าเป็นการลงทุนที่ทำให้เกิดกำไร เพราะรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุจะเกิดค่าเสียโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าการที่เราเสีย ไปเพื่อการเตรียมตัวหรือป้องกัน

4. Satisfaction :

เนื่องจากธุรกิจนี้มีเกี่ยวเนื่องกับคนมาก จึงต้องทำอย่างไรให้คนที่ให้บริการ มี service mind ซึ่งเราถึงต้องมีการ traning ซึ่งจะ training อะไร น่าจะประกอบด้วย

1. หลักการให้บริการ โดยเฉพาะพนักงานขัยรถที่ถือว่าเป็น contact point พบลูกค้าบ่อยสุด

2. ความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้า คืออะไร ควรระวังอย่างไร

3. การถ่ายทอดความต้องการของลูกค้า จากฝ่ายการตลาดหรือการขาย ถ่ายทอดมาถึงฝ่ายปฏิบัติการ หรือ logistic อย่ากั๊กข้อมูลกัน

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Logistic Cost
Read More
Designed ByBlogger Templates