08 December 2009

Business Knowledge#3

Creative Economy
ผู้ชนะทาง Creative Economy คือ ประเทศที่มีทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และสามารถนำวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด นอกจากนี้ ประเทศเหล่านี้ยังสามารถใช้วัฒนธรรมในการเชื่อมต่อ Global และ Local อย่างมีประสิทธิผลด้วย โดยการ Culture Package for sales อย่างเช่น แดจังกึม ที่มีการ package ทั้งละคร+ประวัติศาสตร์+อาหาร+การท่องเที่ยว+การแพทย์ เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy and Creative Economy)

หลักในการเลือกเรียน MBA
อันดับ 1 : ชื่อเสียงของสถาบัน (37%)
อันดับ 2 : โปรแกรม หรือหลักสูตร (15%)
อันดับ 3 : สถานที่ตั้ง (12%)
อันดับ 4 : ผลงานวิจัย ผลงานบทความต่างๆ ของศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น
อันดับ 5 : คุณภาพของอาจารย์ (10%) มีปากมีเสียงในสังคม สามารถแสดงความคิดเห็นที่เป็นเรื่องราวในสาขาที่ตนสนใจ แล้วได้รับการยอมรับ
อันดับ 6 : วิธีการสอน (5%)
อันดับ 7 : ค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายประจำวัน (4%)
อันดับ 8 : เพื่อนแนะนำ
อันดับ 9 : ประวัติการให้บริการทางวิชาชีพ เช่น การจัดสัมมนาต่างๆ
อันดับ 10 : เงินเดือนเริ่มต้น

Strategics
- สื่อใหม่ จะเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขัน เปลี่ยนการเชื่อมต่อกับผู้บริโภค
- กลุ่มเด็ก 9 -13 ปี จะเรียกว่ากลุ่ม Tween ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กก่อนวัยรุ่น ซึ่งมีกำลังซื้อสูง
- คำว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า" ใช้ไม่ได้กับลูกค้าทุกคน ซึ่งลูกค้าที่มี Customer Lifetime Value ต่ำไม่ใช่พระเจ้า ส่วนลูกค้าที่มี Customer Life Time Value สูง นั่นแหล่ะ คือพระเจ้า (Customer Lifetime Value ก็คือ ตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า คาดว่าเขาจะทำรายได้ให้กับคุณเท่าไหร่)
- ในเชิง PR เรามาใช้กับ P ตัวที่ 1 PRODUCT โดยใช้เป็น moniter media ของคู่แข่งขันว่าคู่แข่งมีวิธีการโฆษณาอย่างไร ทำไมถึงได้ไปออกรายการนั้น รายการนี้

ขายของอย่างไร เมื่อไม่มีคนซื้อ
1. อย่าเพิ่งล้มเลิก ยอมแพ้ จงอ้าแขนรับการปฏิเสธ ให้เป็นหนึ่งในกระบวนการการขาย และจงพยายามไปหาลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อย่าเพิ่งท้อถอย
2. จงโฟกัสในการตลาด และการประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาขายอยู่อย่างเดียว ไม่มีเครื่องมือช่วย ซึ่งถ้าคุณสามารถขับเคลื่อนความสนใจในสินค้าของคุณแล้ว ทำให้ลูกค้าใส่ใจ คุณจะสามารถทำให้เกิด demand ขึ้นมาได้ เราถึงต้อง focus ไปที่ marketing เพราะเป็นการสร้างความต้องการและยิ่งเราใช้ Social Media Marketing จะสามารถสร้างความได้เปรียบได้
3. จงยื่นข้อเสนอให้กับลูกค้า ที่ถ้าเป็นตัวเองแล้วยังรู้สึกดีมาก จนยากที่จะปฏิเสธ

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Business Knowledge#2
Read More

หลักในการมองโลกในแง่ดี (Positive Thinking)

การมองโลกในแง่ดี (Positive Thinking)ถือว่าเป็นเรื่องของจิตใจความคิดภายในตัวเรามากกว่า แม้เราอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ หากเรารู้จักที่จะมองในสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นบวก มันก็สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนให้ผ่านมาได้ ในทางกลับกันถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในสถาณการณ์ปกติ แต่เรามัวแต่คิดวิตกกังวลในความคิดมีแต่เรื่องร้าย ก็จะส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของเราได้เช่นเดียวกัน

งั้นต่อไปเรามาดูกันว่า หลักการมองโลกในแง่ดีนั้น มีอะไรบ้าง

1. จงควบคุมพลังทางความคิดและทัศนคติ
2. จงประเมินระดับการมองโลกในแง่ดีของเรา
3. พัฒนา style ของการอธิบายของคนที่มองโลกในแง่ดี
4. จงขจัดลักษณะการอธิบายให้กับตัวเองที่พวกที่มองโลกในแง่ร้ายใช้กัน
5. จงตระหนักหรือโต้เถียง ความคิดในแง่ลบที่เกิดขึ้นในหัวเรา
6. ใช้การประเมินในเชิงบวก เพื่อจัดการกับปัญหาและความผิดหวัง
7. ตั้งความหวังให้เป็นนิสัยเลย

แต่ความคิดในเชิงลบก็มีประโยชน์ เช่นเดียวกัน เพราะการมองโลกในแง่ร้ายจะทำให้เกิดความสำเร็จในอาชีพได้ จากผลการศึกษาของนักศึกษาปี 1 ในปี 2007 มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ปรากฏว่า คนที่เรียนเกี่ยวกับกฏหมาย ที่มองโลกในแง่ร้ายจะทำได้ดีกว่าคนมองโลกในแง่ดี นักกฏหมายจะป็นโรคจิตตกสูงกว่าคนธรรมดาถึง 3.6 เท่า เพราะต้องอยู๋กับความขัดแย้ง

แล้วเราจะใช้ความคิดในเชิงลบของเรา เมื่อไหร่และอย่างไร
การมองโลกในแง่ร้าย สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นได้ เพราะในบางสถานการณ์การมองโลกในแง่ร้าย จะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนมากขึ้น คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะมีการการรับรู้ในเรื่องของความอันตราย (Perception of Danger) มากกว่าของคนอื่นและจะมีความไวต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้น และสามารถจะหาเหตุที่จะไปถ่วงน้ำหนักว่าถ้ามันเกิดเหตุร้าย ขึ้นจริง ว่าเราจะทำอย่างไร ก็คือ คนมองโลกในแง่ร้ายมีโอกาสรอดมากกว่าในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ถ้ามากเกินไปอาจจะ Over React ได้

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
Repositioning Strategy
สมการคนเก่ง ใน Logistics
Read More

05 December 2009

กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)

ก่อนที่เราจะทำการสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication) เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า มีกลุ่มคน 2 กลุ่มหลักๆ ที่เราต้องทำการสื่อสารให้เข้าใจชัดเจน ซึ่งกลุ่มแรกและเป็นกลุ่มที่สำคัญ คือ

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
1. ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้หรือไม่ว่า มีสินค้าของท่านอยู่
2. ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต้องรู้ว่าจุดยืนของคุณคืออะไร จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสื่อให้ลูกค้ารู้ว่า เรามาที่นิ่ ยืนอยู่ตรงจุดนี้ เพื่ออะไร อะไรที่ลูกค้าสามารถได้จากเราและอะไรที่เราสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้
3. ท่านต้องเข้าใจว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ต้องการอะไรจากคุณ ซื้อสินค้าของคุณเพราะอะไร แล้วตั้งคำถามว่าบริษัทของท่านได้เข้าไปเกี่ยวข้องทุกๆ หน่วยของกระบวนการการตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนั้นอย่างไร

กลุ่มพนักงาน (Staff)
1. สื่อสารไปแล้ว สร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นกับพนักงานหรือไม่
2. พนักงานเข้าใจหรือไม่ว่า องค์กรของเรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางไหน
3. พนักงานเข้าใจในวัตถุประสงค์เดียวกันหรือไม่ ความสัมพันธ์ของเป้าหมายย่อย หรือเป้าหมายแต่ละแผนก แต่ละส่วนงาน สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่อย่างไร และคนที่องค์กรสื่อสารร่วมกันอย่างไร มีทัศนคติ ต่อเป้าหมายเป็นไปในทิศทางอย่างไร
4. พนักงานได้สื่อ หรือส่งสารที่ถูกต้อง ไปยังกลุ่มลูกค้าคาดหวังหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวที่วัดว่าเขามีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรหรือไม่ เพราะบางองค์กรที่พนักงานมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อองค์กร จะทำให้สารและความรู้สึกดังกล่าวถูกสื่ออกไปในขณะที่พบกับลูกค้า
5. พนักงานฟังสิ่งที่ลูกค้าพูดหรือไม่
6. สิ่งที่ท่านสื่อไปไหน ส่งผลอะไรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรหรือไม่ (Stackholder) และทัศนคติของคนเรานี้ที่มีต่อองค์กรของเราอย่างไร ถ้าคนเหล่านี้มีทัศนคติเชิงบวกนั้น จะทำอย่าไงรให้ลูกค้ามาซื้อของๆ ท่าน

สุดท้ายการสื่อสารการตลาด จะแบ่งออกเป็น 2 หลัก ใหญ่ๆ คือ
1. การสื่อสารองค์กร (Corporate Communication)
2. การสื่อสารสำหรับสินค้าและบริการ (Product Service Communication) การโฆษณาจะเป็นหลักใหญ่ๆ

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
Repositioning Strategy
First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)
How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล
Read More

ทิศทางและสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ในมุมมองโชค บูลกุล (Thailand Tourism Outlook)

ถ้าพูดถึงคำว่าเศรษฐกิจหรือสถานการณ์อะไรก็ตาม คุณโชคคิดว่าการที่จะสามารถฟันธงลงไปได้ว่าจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก บางเรื่องก็ต้องแล้วแต่ว่าใครเป็นคนมอง ส่วนสถานการณ์ ท่องเที่ยวในปีหน้าของประเทศไทยเรานั้น มันอยู่ที่ว่าใครคือลูกค้าเรา

ซึ่งถ้าถามว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวของตลาดคนไทยเราในปีหน้า เป็นอย่างไรนั้น คิดว่าน่าจะดีโดย คุณโชคพิจาณาจากลูกค้าของฟาร์มโชคชัย ที่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน)มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ แต่สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศอาจจะลดลงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น หากธุรกิจของเราได้ประเมินความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นว่าถ้าเราไม่ได้ลูกค้าต่างประเทศ แล้วคนไทยจะยังมาอุดหนุนสินค้าเราหรือไม่ ถ้าตอบโจทย์ตรงนี้ เราก็สามารถยังมีตลาดท่องเที่ยวในประเทศรองรับอยู่ เพื่อรักษาธุรกิจของเราให้อยู่ต่อไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะทำได้ดังกล่าว ถึงแม้จะมี campaign ให้รณรงค์ไทยเที่ยวไทย แต่ปัญหาคือ สินค้าของเราตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยของเราจริงหรือไม่ เพราะบางสินค้าอาจจะทำให้เฉพาะชาวต่างชาติอย่างเดียว ซึ่งคนไทยอาจจะไม่สนใจ

ส่วนสถานการณ์การท่องเที่ยวปีนี้ เท่าที่คุณโชคประเมินได้ ในช่วงสิ้นปี น่าจะดีกว่าช่วงสิ้นปีของปี 2551 ในส่วนของฟาร์มโชคชัยในช่วงนี้ ก็มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากขึ้นผิดปกติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนเริ่มที่จะรู้สึกอยากจับจ่ายใช้สอย มั่นใจมากขึ้น แต่ในส่วนของฟาร์มโชคชัย จะมีข้อได้เปรียบตรงที่ว่า ใกล้กับกรุงเทพซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ เพราะคนที่จะต้องท่องเที่ยวจะคำนึงถึงระยะเวลาการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญ

ฉะนั้น ถ้ามองย้อนกลับไปที่ยุทธศาสตร์ที่จะให้ทุกจังหวัด ทุกหมู่บ้านเป็นสถานที่ท่องเที่ยว อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ โดยคุณโชคได้ยกตัวอย่างสินค้าญี่ปุ่นที่แต่ละตำบลมีการออกผลิตภัณฑ์ออกมานั้น จะเห็นได้ว่าดูมีคุณค่าในสายตาของลูกค้า เพราะทุกคนรู้สึกว่ามันเป็น Niche Product ของแต่ละตำบลจริงๆ ซึ่งสินค้า OTOP ของญี่ปุ่นมีคุณค่าถึงกับต้องแย่งกันซื้อกันเลยทีเดียว แต่ถ้าเทียบกับ OTOP ของไทยเรานั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในจำพวกสินค้าช่วยกันซื้อ ช่วยกันอุดหนุนหน่อย ซึ่งมันผิดยุทธศาสตร์ มันไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ คุณโชคยังให้ความเห็นไปถึง อุตสาหกรรมการบริการของประเทศไทยเรานั้น ยังมีหลายมาตรฐาน ซึ่งจิตวิญญาณการให้บริการของเราจะขึ้นอยู่กับกำลังจ่ายของลูกค้า ซึ่งคุณโชคกำลังจะเขียนบทความในเรื่องเกี่ยวกับคน 3 คน คือ Operator, รปภ., และคนขับรถ ซึ่งทั้ง 3 คนนี้คุณโชคมองว่าจะเป็นผู้ชี้สันดานขององค์กรเลยก็ว่าได้ หมายความว่า คนสามกลุ่มนี้ ถ้าคุณเห็นว่าเขาเป็นอย่างไรนั่นแหล่ะคือวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งสามตำแหน่งจะเป็น Contact point แรกๆ ที่สำคัญ

กลับมาในเรื่องการท่องเที่ยว ประเด็นหนึ่งที่ไทยจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน คือ การต้องมีเจ้าภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แม้จะมี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แต่เราก็ยังไม่มั่นใจในเรื่องของบทบาท ทำอะไรในการช่วยเหลือผู้ประกอบการบ้าง ดังนั้น พอยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจน กระบวนการ การคิดในการพัฒนาสินค้าที่จะตามมา มันก็ไม่สามารถสร้างความแตกต่าง (Differentiate) ได้

เนื้อหาที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
การเติบโตของแหล่งท่องเที่ยวของหัวหินและเขาใหญ่ (Huahin and Khaoyai)
การหาตำแหน่งทางการตลาด (Positioning)
How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล
Read More

04 December 2009

Repositioning Strategy

ก่อนอื่นเรามาพูดกันถึงว่าการ Positioning โดยหลักการแล้วเป็นการแย่งชิงพื้นที่ที่อยู่ในใจของลูกค้า ไม่ใช่เป็นแค่พื้นที่ทางการตลาดเฉยๆ ซึ่งการที่เราจะมีพื้นที่อยู่ในใจของลูกค้าได้นั้น ให้เขาจำเราได้ ก็โดยการวางตำแหน่งนั่นเอง การวางตำแหน่ง จึงเป็นการวางตำแหน่งในใจคน ซึ่งต้องใช้กระบวนการในการสื่อสาร

ส่วนการ Repositioning คือ การวางตำแหน่งใหม่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Perception ที่อยู่ในใจของลูกค้า เนื่องจาก ก่อนหน้าที่เราได้ทำการวางตำแหน่งไปแต่แรกนั้นเป็นแบบนี้ แล้วตอนนี้เราจำทำการ repositioning ใหม่ก็คือการปรับ Perception ปรับการมองในแบบใหม่ เช่น บัตร KTC สมัยก่อนที่เป็น บัตร KTB Card ที่มีลายแล้วคนรู้สึกว่ามันเก่ามาก แล้วพอมีการ Repositioning แยกมาเป็น KTC กลายเป็นบัตรที่ทันสมัย เหมาะกับ lifestyle มากขึ้น เป็นการปรับ perception ที่อยู่ในใจอของลูกค้าที่มีมาแต่ก่อน ซึ่งการปรับ perception จะครอบคลุมไปถึง ตัวคุณ บริษัทของคุณ องค์กรของคุณหรือแม้แต่สภาพการแข่งขัน

ซึ่งเราจะสามารถ Repositioning อย่างได้ผลนั้น ต้องเข้าใจว่า ใจของคนเรามีกระบวนการทำงานอย่างไร และคนเราคิดอย่างไร คนเราจำอย่างไร ซึ่งโปรแกรมการปรับตำแหน่งทางการตลาด ต้องเริ่มต้นที่การแข่งขันในใจ แปลว่า มันไม่ใช่สิ่งที่คนอยากจะเข้าไปทำ แต่มันเป็นสิ่งที่สภาวะตลาด การแข่งขันในอุตสาหกรรม ทำให้คุณต้องไปทำอย่างนั้น เช่น แป้งตรางู แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าไม่มีคู่แข่งอย่าง Protex ลงมาสู่ตลาด ซึ่งการปรับตำแหน่งดังกล่าว เรียกว่า Repositioning Competition

ซึ่งถ้าเราจะพูดถึงการ Positioning นั้นจะมีอยู่ 2 ด้าน หนึ่งคือ ด้านที่บริษัทต้องการให้สินค้าเป็นอะไร อีกด้านหนึ่งคือ ผู้บริโภคมองสินค้าว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นด้านที่สำคัญ เราจึงต้องเข้าใจจิตใจของผู้บริโภค

ดังนั้น การ Repositioning เป็นการปรับ Perception ไม่ใช่การเปลี่ยน เป็นการปรับความรับรู้ที่มีต่อ Brand ใด Brand หนึ่ง ไม่ว่า perception นั้นจะเกี่ยวกับตัวคุณหรือเกี่ยวกับการแข่งขันก็ตาม แต่แท้จริงแล้วการที่เราจะ Repositioning มันเป็นการยาก เพราะเป็นการเปลี่ยนการรับรู้ที่อยู่ในหัวคน ซึ่งจากผลการวิจัยนั้น ในการรับรู้ ในการเห็นสินค้าใหม่ของผู้บริโภคนั้น Product ใหม่ๆ หรือการพยายามทำตัวใหม่ๆ ขอยี่ห้อเดิมๆ จะสร้างความตื่นเต้นหรือความน่าสนใจได้ยากกว่า Product ใหม่ จาก Brand ใหม่ๆ เนื่องจากคนจะจำไปแล้ว ซึ่งยากจะเปลี่ยนแปลงและจากผลการทดลองของนักจิตวิทยานั้น ก็ยืนยันว่ามันเป็นเรื่องยากเหลือเกินในการเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภค

ฉะนั้นการที่เราจะ Repositioning ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยเครื่องมือทางการตลาดที่เรียกว่า PR ซึ่งหัวใจของการประชาสัมพันธ์ คือการใช้สื่ออย่างมืออาชีพ แล้วจึงใช้ Advertising เป็นเครื่องมือตัวที่สองตามมา เช่น ใช้ PR ให้เกิดการตลาดแบบปากต่อปาก พร้อมกับทำการโฆษณาตอกย้ำไปด้วย

กฏของการ Repositioning (ของ Jack Trout)
1. จงค้นหาว่า Position หรือตำแหน่งทางการตลาดไหนที่คุณมีอยู่ในสายตาของสาธารณะชน
2. จากนั้นลงไปทำวิจัย โดยการลงไปพูดคุยกับกลุ่มลูกค้ามุ่งหวัง (Prospect)และอย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การไปพบปะพูดคุยกับ บรรณาธิการของสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของท่าน
3. ให้รับเอากลยุทธ์การปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดที่อยู่ในหัวของผู้บริโภคและกลุ่มมุ่งหวังที่คุณต้องการจะเป็นเจ้าของ เช่น ต้องการขายของกับวัยรุ่น ต้องไปดูว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร

ท้ายที่สุด เวลาที่เราจะ Repositioning อย่าใช้ Idea ที่ธรรมดาเกินไป Position ที่เราเลือกมาใหม่ ต้องเป็นการ Improve Your Image ให้ดีขึ้น เช่น Apple

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
ตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ (Strategic Positioning)
กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)
ผู้มีอิทธิพล (Influencer)
Read More

GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ของประเทศไทย โดย ดร.ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์

GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ของประเทศไทย น่าจะโตสัก 3 -4 % เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นของปี 2551 ทำให้ฐานต่ำจึงคิดว่าในไตรมาส 4 ปี 2552 นี้น่าจะโตขึ้น และถ้าเราดูไตรมาส 1 (เทียบกันปีต่อปี)-7% กว่า ส่วนไตรมาสสองอยู่ที่ -4 ถึง -5% ส่วนไตรมาสสามอยู่ที่ -2.8% เพราะฉะนั้นในไตรมาส 4 ถ้าเราทำได้สัก 3% เศษ มันน่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ -2.5 ถึง -2.8% ไม่น่าจะถึง -3%

ซึ่งในส่วนปัจจัยเสี่ยงที่น่ายังมีผลกระทบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกขณะนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับ ราคาน้ำมัน และสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วว่ายังมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ส่วนรูปแบบการฟื้นตัวมันจะเป็นระยะสั้น ฟื้นตัวในเชิงเทคนิคหรือตัวเลข แต่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังซบเซาอยู่ ทำให้เป็นการฟื้นตัวอย่างไม่ต่อเนื่อง เป็นลักษณะการแกว่งตัวมากกว่า

ซึ่งปีหน้า ดร.ตีรณ คาดคะเนว่าเศรษญกิจไทยน่าจะโตประมาณ 3% ขึ้นไป เพราะฐานตัวเลขในปีนี้ต่ำมากแล้ว เพราะฉะนั้น ปีหน้า 3-4% ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าไตรมาส 1 ไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ปี 2552 ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตมาก ก็อย่าไปคิดว่ามันกลับมาเป็นตัววี (V Sharp)เพราะมันเป็นการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำของปีนี้เท่านั้นเอง

ในส่วนตัวเลขการส่งออกของเราในไตรมาส 4 ปีนี้น่าจะดีขึ้นและจะเข้าสู่สภาวะปกติในปีหน้า ซึ่งการที่การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ยังอยู่ในลักษณะแกว่งอยู่นั้น เนื่องจาก ตัวเลขความมั่นคั่งระดับโลกที่หายไปประมาณ 30% จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะต้องสร้างและสะสมความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่จึงจะกลับไปสู่สภาวะเศรษฐกิจที่ดีอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งยังเป็นเรื่องยากอยู่ ทำให้อีก 2-3 ปี ข้างหน้าเศรษฐกิจโลก ยังถูกกำกับโดยกำลังซื้อของประชาชนซึ่งยังไม่ถูกเท่าที่ควร ซึ่งความชัดเจนจะเห็นในปี 2011 ว่าเศรษฐกิจโลกและของไทยจะโตได้สักเท่าไหน ซึ่งจะเป็นการเติบโตที่นิ่งขึ้น แต่ในระยะยาวแล้วเศรษฐกิจโลกและของไทยในระยะยาวน่าจะต่ำอยู่ ยกเว้นกลุ่มประเทศ BRIC

ส่วนหลักที่เราจะใช้ในการประเมิน GDP ต้องขึ้นอยู่กับระยะสั้นหรือระยะยาว

ถ้าระยะสั้น (1-2 ปี) เราก็ต้องดูองค์ประกอบการบริโภค การลงทุน ว่ามันมีลู่ทางหรือไม่ ส่วนการส่งออกและการนำเข้าจะมีมูลค่าการเติบโตที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ตัวที่ใหญ่จึงมาเน้นที่การบริโภคและการลงทุน และดูภาครัฐบาลเข้ามาในส่วนของไทยนั้น กำลังของภาครัฐบาลมีไม่มากนัก เพราะมีกฏหมายเรื่องงบประมาณและการขึ้นภาษีมากำกับอยู่จึงไม่ค่อยเปลี่ยแปลงหวือหวามากนัก ดังนั้น ตัวที่จะมีผลมากก็คือ การบริโภค จะมีสัดส่วนประมาณ 60% ของ GDP

แต่ถ้ามองในระยะยาว ต้องมองความสามารถในการแข่งขัน สู้คู่แข่งในตลาดโลกได้หรือไม่ ต้นทุนเราเป็นอย่างไรถ้าเราแพงกว่า ก็ยากที่จะขยายการส่งออก ทำให้ต้องอาศัยการบริโภคตลาดภายในล้วนๆ แต่ส่วนใหญ่เราจะมองเศรษฐกิจโลกและไทย ควบคุ่กันไปในการพยากรณ์

ส่วนอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลักๆ ก็ยังคงเป็น ราคาน้ำมันดิบของโลก ที่ตอนนี้ยังมีความผันผวนอยู่ ซึ่งตอนนี้เริ่มขึ้นมาในระดับต้นทุน 60-70 บาร์รเล แต่ถ้าเริ่มสูงกว่านี้ จะกระทบกับไทยได้ ส่วนตัวช่วยของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คงยังต้องขึ้นอยู่กับการส่งออกเป็นหลักนั่นเอง

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดย ดร. ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์
เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy and Creative Economy)
Read More

03 December 2009

เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องเดือดร้อน ตอนที่ 2

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ จากคำแนะนำดีๆ ใน เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องเดือดร้อน ตอนที่ 1 ได้ไปลองปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ดูหรือยัง ถ้ายังเห็นว่าเคล็ดลับก่อนหน้ายังดูยากอยู่ เรามาดูเคล็ดลับที่เหลือกันครับ เผื่อจะได้ idea ใหม่ไปใช้ได้มากขึ้นครับ มาลองดูกันเลย

19. อย่าเป็น coupon person ที่เป็นเหยื่อของ promotion

20. การซื่อสัตย์ต่อยี่ห้อเกินไป อย่าเป็นเหยื่อของความซื่อสัตย์

21. ซื้อของอะไรที่ super market ต้องจดให้ชัดแล้วไปซื้อตามนั้น

22. ซื้อเพราะคุณภาพ อย่าซื้อเพราะราคา

23. ของบางอย่าง อย่าซื้อเพราะอยากซื้อ เพราะเราอาจจะอยากแล้วซื้อมามากตามความอยาก แต่มีความถี่ในการใช้น้อย

24. ซื้อจำนวนมากเข้าไว้ เหมาะกับสินค้าอุปโภคบริโภค

25. ซื้อแล้ว สามารถวางแผนที่จะขายได้ด้วย

26. ซื้อในจังหวะที่ควรซื้อ เช่น เสื้อหนาวที่ไปซื้อตอนหน้าหนาว ก็จะแพง

27. ซื้อน้ำดื่มเป็นขวดๆ จะแพงกว่ากรองน้ำดื่มเอง

28. ของบางอย่างกินไปก่อน ดื่มไปก่อนถ้าเรามีจากที่บ้าน หรือหาที่ถูกกว่าได้

29. เลือกซื้อของใกล้หมด เพราะจะมีราคาถูก (ใช้วิจารณญาณในการ Shop ด้วย)

30. อย่าตามใจสมาชิกในครอบครัวมาก เพราะมักจะเลือกกินแต่ของแพง

31. แช่แข็งอาหาร เพื่อเก็บไว้กินนานๆ

32. ทำสวนครัวเอง

33. ไปเที่ยว ผับ บาร์ ควรจะไปให้มันดึก เพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่ในนั้นน้อย จะได้ใช้จ่ายน้อย

34. เวลาอยากจะไปดูหนัง ดูการแสดง ก็รอเป็น DVD แทน

35. เวลาพักผ่อนเลือกสถานที่ใกล้บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปไกล หรือฟังรายการ อ่านหนังสือ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแทน

36. เวลาไปต่างประเทศ แลกให้พอดี เพราะถ้าแลกเกินไปแล้ว เวลาจะมาขายคืน จะโดนกดราคา

37. ตรวจสอบ statement จากธนาคารบ่อยๆ

38. ประหยัดน้ำ ไฟ เมื่อใช้อยู่ในบ้าน

39. ติดแอร์แต่ละห้องไป ไม่ต้องใช้แอร์ส่วนกลาง

40. Shop ระหว่างทางกลับบ้าน

41. Recycle หาของที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่

42. อย่าท้อถอย ไม่ใช่ประหยัดแล้วไม่ทำงาน ประหยัดแล้วก็ต้องขยันให้มากขึ้นด้วย

ทั้งหมดก็ 42 ข้อนะครับ น่าจะโดนๆ กันทั้งนั้นนะครับ ลองไปตรวจสอบตัวเองดูนะครับว่า อันไหนพอแก้ไขได้ ก็แก้ไขไปครับ เผื่อวันหนึ่งจะได้รวบกับเขาสักทีครับ

บทความที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
5 สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จากจีน
9 เคล็ดลับในการเป็นมหาเศรษฐี
Read More

เคล็ดลับบริหารคนในธุรกิจครอบครัว (HR Management in Family Business) โดย โชค บูลกุล

การบริหารคนในธุรกิจครอบครัวนั้น มันจะไม่มีรูปแบบที่ตายตัวในการบริหาร แต่จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ขนาดของธุรกิจ ความเป็นมาของธุรกิจและหลักการที่ผู้ก่อตั้งทำมาจนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นความไม่ตายตัวตรงนี้ คุณโชคจึงไม่อยากฟันธงว่าจะต้องเป็นแบบไหน แต่ถ้าถามความคิดเห็นของคุณโชค ในเรื่องดังกล่าวนั้น คุณโชคให้ข้อคิดว่าเราจะแบ่งเป็นยุคบุกเบิก และยุคของการรักษา ซึ่ง Generation ที่สองส่วนใหญ่เราจะเป็นยุคของการรักษา ฉะนั้น การใช้วิจารณญานในการ
ทำธุรกิจใน style ผู้บุกเบิกบางทีอาจไม่เหมาะสม ไม่สมควรกับเวลาแล้ว แต่ถ้าผมอยู่ในยุคบุกเบิกในการบริหารธุรกิจครอบครัว การที่จะต้องทำให้รุ่นที่สองทำงานอย่างมีเหตุและมีผล และเราสามารถวัดผลงานเขาได้

อย่างแรกเลยคือ เราต้องแยกแยะความเป็นคนในครอบครัวและความเป็นมืออาชีพออกจากกันให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ยากที่จะกระทำ เพราะเมื่อเวลาเราสอนหรือให้งานแก่รุ่นที่สอง จะออกไปในแนวของพ่อสอนลูก ทำให้โจทย์ที่เรามอบหมายให้เขาทำบางทีจะเกิดความคลุมเคลือ การตัดสินใจการวิเคราห์tผลงานก็จะเกิดความคลุมเคลือ ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดมาตรฐานในการพิจาณาการทำงานที่ชัดเจนและยากในการที่จะไปวัดผลคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเรา ซึ่งรากฐานของครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน จะเป็นตัวแปรสำคัญในการที่จะวางการบริหารงาน เพราะบางทีความรู้สึกจะขัดแย้งกับตัวเอง สงสารลูกบ้าง ทำให้แยกแยะลำบาก และในท้ายที่สุดคนในครอบครัว เกิดความรู้สึกว่าทำอะไร ก็ถูก ทำอะไรก็ได้ไม่มีปัญหา เราจึงอาจต้องลดความผูกพันธ์ทางอามณ์ลงมาบ้าง แล้วเพิ่มหลักการ และเอาการจัดการเข้ามาเสริม

คุณโชคยังเน้นว่าข้อยาก ก็คือ การพิจารณาคนในครอบครัว และคนที่ไม่ได้อยู่ในครอบครัว มันยากในการพิจารณาให้คุณให้โทษ เพราะถ้ามีความผูกพันกับเราคงจะยากที่จะพิจารณาโทษ ส่วนในกรณีของคุณโชคกับคุณพ่อนั้น มันไม่มีปัญหาเนื่องจาก คุณโชคขอมาทำงานในสิ่งที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย มันจึงไม่มี Commitment มาสร้างแรงกดดัน เพราะไม่มีผลประโยชน์ เพียงแต่เราอย่าไปเพิ่มความกดดันให้เขา โดยการบริหารงานไม่ให้แย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ มันจึงดูเหมือนง่ายกว่าบางบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ที่ต้องรักษาผลการดำเนินงานให้ดีอย่างต่อเนื่อง

โดยคุณโชค เพิ่มเติมว่า ถ้าเราสามารถบริหารจัดการคนในธุรกิจครอบครัวได้นั้น สิ่งที่ได้มาแน่ๆ ก็คือ ความรวดเร็ว เพราะธุรกิจครอบครัวได้เปรียบในเรื่องของความเร็วในการตัดสินใจ เพราะไม่ต้องคิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ คนในครอบครัวสามารถพูดเรื่องงาน เรื่องนโยบายได้ทันทีไม่ว่าอยู่ที่ทำงาน ที่บ้าน หรือสถานที่ต่างๆ เมื่อทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ ไม่เหมือนกับองค์กรใหญ่ๆ ที่จะต้องมีการนัดล่วงหน้า แจ้งเรื่องประชุม มีพิธีการมากมาย

เมื่อธุรกิจครอบครัวเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไม่ควรจะลด แต่ความชัดเจนในการแยกแยะระหว่างคนที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัว กับคนที่ต้องสัมพันธ์กันในฐานะความเป็นมืออาชีพ ตรงนี้เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ต้องมีความชัดเจนและลึกซึ้งมากขึ้น

ในส่วนของบางองค์กรที่ไม่ใช่มาจากธุรกิจครอบครัว แต่มีความพยายามที่จะให้พนักงานรู้สึกว่าเป็นคนในครอบครัวนั้น ต้องขึ้นอยู่กับศิลปะการแสดงออกของเจ้าของ ที่ต้องแสดงออกต่อพนักงานในองค์กร อาจะไม่เกี่ยวกับการให้ incentive ต่างๆ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งคุณโชคบังบอกด้วยว่าเจตนาของคุณโชคในการบริหารองค์กรฟาร์มโชคชัยนั้นต้องการให้เป็นแบบครอบครัว พี่น้อง เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากรู้ว่าพนักงานทุกคนรู้สึกมาอย่างที่คุณโชคต้องการหรือไม่ ลองไปเที่ยวฟาร์มโชคชัย แล้วสอบถามกับพนักงานโดยตรงได้เลย เพราะคุณโชคก็ยังอยากรู้เช่นเดียวกัน

บทความที่เกี่ยวกับคุณโชค บูลกุล :
ทิศทางและสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ในมุมมองโชค บูลกุล (Thailand Tourism Outlook)
บทเรียนของผู้ที่จะสืบทอดกิจการ โดย โชค บูลกุล
วิธีบริหารลูกน้องของโชค บูลกุล
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ
Read More

02 December 2009

First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)

โดย อ.สรรชัย เตียวประเสริฐกุล
First to Market Strategy (กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก)บริษัทใดๆ ก็ตามต่างก็ต้องการ ที่อยากเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก เนื่องจาก

1. การเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก เราสามารถที่จะกำหนดราคาได้ เพราะเรามีการผูกขาดตลาดในระยะสั้น
2. เราจะรู้จักตลาด ทำความเข้าใจตลาดได้มากกว่าคนอื่น
3. มีโอกาสสามารถสร้างฐานของตลาดได้มากกว่า
4. เรามีเวลาในการเตรียมการในการ หนีคู่แข่งที่เข้ามาทีหลัง เพื่อจะไปทำของที่ดีกว่าในอนาคต

จริงแล้วตาม concept ผู้ที่เข้าตลาดก่อนน่าจะเป็นผู้นำ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ จะมีบริษัทที่เข้าตลาดก่อนคนอื่น แต่ในระยะยาวแล้วไม่สามารถเป็นเจ้าตลาดได้

หลักในการเข้าสู่ตลาดก่อนคนอื่น เพื่อประสบความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว คือ
1. สินค้าควรจะทำ Branding อย่างดี เพื่อช่วยสร้างความจดจำให้เกิดขึ้นกับลูกค้าให้ได้ (ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพที่ดีด้วย)
2. ต้องมีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือพัฒนาในเรื่องของขบวนการในการทำธุรกิจให้ดีขึ้นมากกว่าคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา
3. เนื่องจากการเข้ามาเป็นเจ้าแรก ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดค่อนข้างสูง เพราะต้องให้ความรู้ (Educate) แก่ตลาด ว่าสินค้าของเราดีอย่างไร จึงต้องมีทรัพยากร หรือเงินทุนต้องมาก นอกจากนี้ ยังต้องมีความสามารถในเรื่องของการผลิตด้วย เพราะถ้าเราคิดได้แต่ผลิตไม่ได้ ก็ไม่สามารถเข้าตลาดก่อนคนอื่นได้
4. เราต้องมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้สามารถรับกับการแข่งขันไปด้วย ไม่งั้นแล้วการที่เราออกสินค้าก่อนคนอื่น เราก็อาจจะล็อคตัวเองให้อยู่กับสิ่งที่เราทำอย่างนี้ พอคนอื่นที่มาทีหลัง เขาดูจุดอ่อนของเราและสามารถทำของที่ดีกว่ามาตีตลาดเราได้ เราจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของอุตสาหกรรมด้วย

อ.สรรชัย ยังพูดถึงความรวดเร็วของการเติบโตของอุตสาหกรรม ที่แบ่งออกเป็น 4 อย่าง อธิบายเป็น Matrix โดยประกอบด้วย 2 แกน หนึ่งคือ ความต้องการของตลาด เติบโตเร็วหรือช้า กับอีกแกนคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเติบโตเร็วหรือช้า

ความต้องการเร็ว + เทคโนโลยีเร็ว =
ความต้องการเร็ว + เทคโนโลยีช้า = โทรทัศน์จอ LCD, หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
ความต้องการช้า + เทคโนโลยีเร็ว = โทรศัพท์ 3G
ความต้องการช้า + เทคโนโลยีช้า = สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ซอสพริก น้ำปลา เครื่องดื่มแอลกฮอล เป็นต้น


บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
ตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ (Strategic Positioning)
การสร้างทฤษฎีในการทำธุรกิจใหม่ๆ ของโชค บูลกุล
Repositioning Strategy
กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด (Marketing Communication Strategy)
Read More

สมการคนเก่ง ใน Logistics

จากแนวคิดของ ดักลาส เอ ปีเตอร์ ได้คิด Model ของคนเก่งขึ้นมา ซึ่งเมื่อลองนำมาเขียนสมการจะประกอบด้วย 4 ตัว คือ

1. Knowledge : ความรู้
2. Skil : ทักษะความสามารถ
3. Roadblock : สิ่งกีดขวาง อุปสรรค
4. Attitude : ทัศนคติ

ซึ่งเมื่อเขียนเป็นสมการความสัมพันธ์จะได้

Performance
= ((Knowledge + Skill)/Roadblock)*Attitude


1. Knowledge : ความรู้ จะเป็นตัวสำคัญมาก แล้เราต้องรู้อะไร คือ ต้องรู้ในเชิงเทคนิค แล้วก็มาในเรื่องของคน และมาในเรื่องของงาน
2. Skill : ทักษะ มันจะเป็นตัวบอกความชำนาญในการทำงาน เพราะความรู้ที่ดี ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำงานดี มันจะต้องมีความชำนาญด้วย ไม่ใช่อาศัยแต่พรสวรรค์อย่างเดียว ไม่มีการฝึกฝนเพื่อสร้างความชำนาญให้เกิดขึ้น
ซึงเมื่อเรานำ

(Knowledge)ความรู้ + (Skill) ทักษะ = (Ability) ความสามารถ

ในขณะเดียวกันขีดความสามารถของเราอาจจะต้องถูกบั่นทอนด้วยกำแพงที่สูง นั่นก็คือ Roadblock เช่น เรามีความสามารถ แต่หัวหน้าไม่ให้โอกาส ไม่สามารถไปไหนได้ เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นตัวบดบัง

ในส่วน Attitude ที่เป็นตัวคูนลงไปนั้น ถือว่าเป็นตัวสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะถึงแม้จะมีความรู้ ความสามารถดี แต่มีทัศนคติติดลบ ประสิทธิภาพการทำงานการลดลง หรือถึงแม้จะมีทัศนคติเป็นศูนย์ ก็จะกลายเป็นเข้าเกียร์ว่าง ไม่อยากทำอะไร เพราะฉะนั้น ทัศนคติที่เป็นบวก ถือเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการ และเป็นตัวใช้วัดคนในเบื้องต้นว่ามีทัศนคติเป็นอย่างไร แล้วจึงมาดูในเรื่อง ความรู้ความสามารถ และกำแพงขวางกั้น ท้ายที่สุดแล้วทัศนคติสามารถเปลี่ยนได้ โดยขึ้นอยู่กับบริบทและสิ่งแวดล้อม

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
การบริหารจัดการคนเก่ง
การจัดการจุดแข็งของตนเอง (Strenght Management)
KPI for Logistic
หลักในการมองโลกในแง่ดี (Positive Thinking)
Read More

01 December 2009

5 สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จากจีน

จากปัญหารการถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอเมริกา ตั้งแต่กลางปี 2008 จนถึงปัจจุบัน ที่ยังไม่มีทิศทางการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทำให้สหรัฐ ประเทศยักษ์ใหญ่ ต้องหันกลับมามองตัวเองแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับความเป็นมหาอำนาจของตัวเอง และในขณะเดียวกัน การก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่อย่างประเทศจีน ท้าทายความเป้นเบอร์หนึ่งของโลกของสหรัฐนั้น กลับมีเรื่องที่ให้ต้งคิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่อเมริกาต้องเปิดใจ เรียนรู้ความเป็นจีนมากขึ้น โดย 5 สิ่งที่อเมริกาควรที่จะเรียนรู้จากจีนนั้น คือ

1. จีนมีความทะเยอ ทะยานสูง จะเห็นได้ว่าโครงการใหญ่ๆ หลายๆ อย่างกำลังเกิดขึ้นที่จีน อย่างเช่น รถไฟเร็วกว่า 16,000 กิโลเมตร หรือถนน hi way 6 เลน นอกเซี่ยงไฮ้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศจีนจะทำอะไรเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า Can do spirit (ฉันทำได้) ซึ่งประเทศจีน จะทำอะไรสร้างอะไร จะรวดเร็วมากทำให้โครงการเกี่ยวกับสาธารณูปโภคเกิดขึ้นเร็วมาก ละล่าสุดทางปักกิ่งเพิ่งอนุมัติงบกว่า 580,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 2 ปีในการสร้างระบบสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐาน และเมืองใหญ่ของจีน 13 เมือง ภายใน 5 ปีต้องมีไฟฟ้าครบ

2. จีนให้การศึกษาสำคัญมาก อัตราการได้รับการศึกษาของจีนอยู่ที่ 90 % ในขณะที่ อเมริกาอยู่ที่ 86% ซึ่งจะเน้นทางคำนวน วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ซึ่งเวลาที่เด็กส่วนใหญ่ใช้ในการทำการบ้านจะเป็น 2 เท่าของเด็กอเมริกา ครูที่สอนระดับประถมทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์จะต้องได้รับปริญญาทางด้านนั้น ในขณะที่ในอเมริกาครูที่สอนไม่ถึงครึ่งที่ได้ปริญญา

3. การดูแลคนสูงอายุ : ที่จีนจะมีวัฒนธรรมที่มักจะดูแลผู้สูงอายุ ให้อยู่ด้วยกันในครอบครัว

4. ประหยัดมากขึ้น : ที่จีนมีอัตราการประหยัดต่อของครัวเรือนอยู่ที่ 20% เนื่องจากไม่ใช่ดูแลเฉพาะลูกเท่านั้น แต่ต้องดูแลพ่อแม่ด้วย จะทำให้เกิดการลงทัน เกิดผลผลิต และเกิดนวัตกรรม

5. คนจีนมองไกลและตั้งตัว : มีวิสัยทัศน์ในการทำงานมากขึ้น จะขยันทำงานมากขึ้น แต่ต้องเป็นงานที่ไม่ลำบากเหมือนรุ่นพ่อที่เป็นเกษตรกร

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่อง :
GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ของประเทศไทย โดย ดร.ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์
เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy and Creative Economy)
เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องเดือดร้อน ตอนที่ 2
Read More

บทเรียนของผู้ที่จะสืบทอดกิจการ โดย โชค บูลกุล

สำหรับคุณโชค คิดว่า การที่เราพึ่งจบเมื่อกำลังมีไฟแรง ต้องการหาวิธีแสดงฝีมือ หาสนามทดสอบ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเป็นเถ้าแก่ในทันที เพราะการเป็นเถ้าแก่เป็นอะไรที่ยาก คนรุ่นใหม่มักจะคิดแค่ว่าเป็นการลงทุน การใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป แต่แท้จริงแล้วการเป็นเถ้าแก่ การริเริ่ม ถือว่าเป็น 1 ส่วน 4 ขององค์ประกอบของการเป็นเถ้าแก่ ซึ่งประกอบด้วย 4 ร (ริเริ่ม รุก รับ รักษา) ซึ่งมิติพวกนี้ คนที่ไม่มีประสบการณ์อาจจะมองไม่ออก ดังนั้น มันจึงไม่มีความจำเป็นที่หากต้องการแสดงความสามารถ แล้วต้องเริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของธุรกิจเสมอไป เพราะบางทีการเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างเขา ก็จะเป็นวิธีที่จะทำให้เรารู้ถึงศักยภาพในตัวเราได้ เนื่องจากเราต้องทำงานภายใต้กรอบ หรือสิ่งที่มีคนขีดไว้ให้เรา แต่จะต้องให้ดีกว่าที่คนอื่นเคยทำมา หรือสามารถแก้ปัญหาที่คนอื่นแก้ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นทดสอบศักยภาพของเราเช่นเดียวกัน

ฉะนั้น คนที่ครอบครัวมีธุรกิจเป็นของตัวเองนั้น มันไม่ได้เสียหายที่เราจะไปเรียนรู้ประสบการณ์ก่อน เพียงแต่ข้อคิดของการทำธุรกิจครอบครัวนั้น ในการเริ่มต้นงานวันแรกของเรา อย่าทำตัวเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจ เพราะว่ารุ่นพ่อที่เป็นรุ่นบุกเบิก การวางตัวและสถานภาพของเขา หรือวิธีการทำงานของเขา ถือว่าเป็นรากฐานของการสร้างองค์กรนี้ขึ้นมา เราไม่สามารถไปหลอกเลียนแบบหลักการเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงบอกว่าอย่าทำตัวเป็นผู้บุกเบิก ถึงแม้เราจะคิดเป็น จากการศึกษาที่จบมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำเป็น การทำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยเวลา ที่เราจะได้มีแบบฝึกหัดที่จะปฏิบัติแล้วรู้จริงว่า สิ่งที่เราทำผลมันเป็นอย่างไร นิ่คือ จุดเริ่มต้นของการทำเป็น เราจึงต้องมองว่าเราไม่รู้ทุกอย่าง เราจะได้มีเวลาในการเรียนรู้

ส่วนเหตุผลที่คุณโชค ตัดสินใจทำธุรกิจกับครอบครัว เนื่องจากมองเห็นว่า เมื่ออะไรต่างๆ มันดีอยู่แล้ว ทำไมเราถึงไม่อยากจะรักษามัน แล้วอะไรคือบทพิสูจน์ของความสามารถของเรา ก็คือลองมองไปในองค์กร ว่ามันมีปัญหาตรงไหน อย่าไปเริ่มต้นที่โอกาส เพราะใครทำก็ได้ แล้วอย่ามาอ้างงานบางงานว่า มันเล็กเกินไป ไม่คู่ควรกับลูกเจ้าของ เราต้องไปดูเลยว่าอะไร คือปัญหาที่ไม่มีใครอยากเข้าไปสะสาง นั่นคืองานชิ้นแรกของคุณ จงกระโดดเข้าไปทำ แล้วตรงนั้นจะเป็นจุดสร้าง Good View ให้กับคน ผู้ใหญ่ในองค์กรก็จะมองว่า ไม่ใช่เป็นแค่เด็กรุ่นใหม่ที่ร้อนวิชา อยากจะแสดงความสามารถ ประมาณว่า Show Off

ซึ่งคนสมัยก่อนรุ่นบุกเบิกมันจะวัดกันด้วยใจ แต่คนรุ่นใหม่มันต้องวัดกันด้วยปัญญาจริงๆ หมายความว่า คนสมัยก่อนไม่ใช่ไม่มีปัญญา แต่เนื่องจากสมัยก่อนมันเป็นยุคบุกเบิก ซึ่งต้องวัดกันที่ใจจริงๆ เช่น ยุคของคุณพ่อ ถ้าท่านไม่กล้าไป ป่าดงพญาไฟ มันก็ไม่ได้มีการริเริ่ม มันถึงต้องมีความบ้า แต่ในสมัยใหม่นี้ ซึ่งเป็นยุคความเร็ว ข้อมูล ข่าวสาร ถ้าคุนใช้แต่ความบ้ำระห่ำ ใจนักเลง เพื่อรุกธุรกิจ
ไม่ใช่คุณออกมาจะเป็นผู้ชนะ เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว คุณจะต้องรู้หลักการบริหาร รู้จักใช้ทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ไม่ใช่ใช้ที่เรียนมาทั้งดุ้น ทำให้ยุคนี้ของธุรกิจฟาร์มโชคชัย เราจะรักษาธุรกิจได้ ไม่ได้ใช้ความบ้าระห่ำ แต่ใช้ปัญญาล้วนๆ ทำยังไงให้ธุรกิจเลี้ยงวัว อยู่ในความสนใจของคนในสังคม อย่างเช่น ผมมาออกรายการ ไม่ใช่เพราะผมเลี้ยงวัวเป็น แต่เพราะมันเป็นวิธีที่จะแสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงวัวมันอยู่ในธุรกิจสมัยนี้อย่างไร

ในส่วนวันแรกที่คุณโชค ที่ได้เข้ามาทำงานในฟาร์มโชคชัย ตั้งใจเลยว่า เราจะไม่ทำตัวป็นเจ้าของ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราก็คือ เราจะต้องเป็นพนักงงานที่มีค่าที่สุดในองค์กรให้ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่คุณโชคตั้งไว้เลย แล้วค่าของเราอยู่ที่ไหน คุณก็ไปมองดูว่าในองค์กรของคุณมีปัญหาอยู่ที่ตรงไหนแล้วไม่มีใครลงไปจัดการ ถ้าคุณกระโดดเข้าไปแล้วแก้ไขปัญหาให้กับองค์กรได้ และกลับกลายเป็นว่า สิ่งที่คุณแก้นั้นเป็นการต่อยอดธุรกิจออกไปได้อีก คุณก็สามารถบอกได้ว่า คุณเป็นคนที่มีค่าต่อองคกร ซึ่งคุณโชคจะมีทัศนคติแบบนี้มากกว่า การที่จะต้องกระโดดออกไปแล้วจะต้องไปทำอะไรเป็นของตัวเอง ตั้งแต่เราจบมา

แต่ปัจจุบันนี้ ทายาทส่วนใหญ่ที่มีการจบการศึกษาทางธุรกิจมาสูงๆ อาจจะมองว่าธุรกิจของครอบครัวตัวเองนั้น มันไม่เทห์ เล็ก ไม่ตื่นเต้น ไม่โดดเด่นในสังคม เพราะฉะนั้นเราจึงต้องย้อนกลับมาดูเจตนารมน์ของการบุกเบิกธุรกิจนี้ และอะไรคือเจตนารมณ์ของการทำธุรกิจของเรา ซึ่งเป็นการตรวจสอบความต้องการของคุณพ่อและของเรา ซึ่งถ้าคำตอบของเราคือการ อยากแสดงฝีมือ นั่นก็คือ การไปหาปัญหาที่ยังไม่ได้รีบการแก้ไขนั่นเอง ซึ่งไม่ต้องไปเริ่มธุรกิจตัวเองก็ได้

เพราะนั้นวิธีการที่จะมองประเด็นพวกนี้ให้ออกนั้น ต้องเริ่มต้นมาจากการมองที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งในปัจจุบันนี้ยาก เพราะคนรุ่นใหม่มักจะคิดก่อนเลยว่า จบแล้วทำอะไรถึงรวย จบแล้วทำอะไรถึงจะ intrend จบแล้วทำงานบริษัทนี้เราจะได้อะไร ซึ่งคำถามเหล่านี้ มันไม่ใช่คำถามของคนที่จะประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า คนที่จะประสบความสำเร็จเขาจะคิดก่อนเลยว่า อะไรคืองานที่ต้องทำ อย่าเพิ่งคุยเรื่องผลตอบแทน ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จจริงจากธุรกิจ กับคนที่มองธุรกิจเป็นเพียงแค่ทางผ่านให้เรามีเงินมากขึ้น ซึ่งตรงนั้นอาจไม่ได้หมายถึงความมั่งคงและความยั่งยืนก็ได้

บทความที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
เคล็ดลับบริหารคนในธุรกิจครอบครัว (HR Management in Family Business) โดย โชค บูลกุล
โชค บูลกุลกับการเรียนรู้จากคุณพ่อ
คำแนะนำสำหรับ ทายาทที่จะสืบทอดกิจการ

บทความที่เกี่ยวเนื่อง :
ธุรกิจครอบครัว กับบทบาททางเศรษฐกิจโลก
Read More
Designed ByBlogger Templates