24 October 2010

นักขายกับทัศนคติเชิงบวก (Sales and Positive Attitude)

การเป็นนักขายนั้นง่าย แต่การเป็นนักขายที่ดีได้นั้นยากยิ่ง ซึ่งการที่นักขายจะขายของได้นั้น ไม่ใช่เทคนิค วิธีการ ที่หาอ่าน หรือฟังตามสัมมนาได้อย่างเดียว แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากกว่า นั่นคือ "ทัศนคติเชิงบวก"
ที่จริงไม่ใช่แค่นักขาย แต่ทัศนคติเชิงบวก ล้วนมีความสำคัญกัลทุกคน แต่สำหรับอาชีพการขาย ทัศนคติเชิงบวกเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้คนเชื่อมั่นในตัวเอง และที่สำคัญจะทำให้คนอื่น หรือลูกค้าเชื่อมั่นด้วย ทัศนคติเชิงบวกจะก่อให้เกิดความพยายาม

กุญแจที่จะนำไปสู่ ทัศนคติเชิงบวก 7 ข้อ1. ความกระตือลือล้น มันจะช่วยเอาชนะสิ่งที่กีดขวางทั้งหมด รู้จักเรียนรู้เพิ่ม ทักษะก็จะเพิ่มขึ้น
2. มองเห็นแต่แง่บวกของสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้เรื่องล้มเหลวจะเกิดขึ้น
3. ต้องภูมิใจในอาชีพ นักขายต้องมองว่า เราคือที่ปรึกษาของคนที่จะซื้อ
4. ต้องลงทุนในอาชีพ ต้องเวลาในการศึกษาทั้งผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม และลูกค้า
5. ต้องอดทน เพราะจะผิดพลาดบ่อย
6. ต้องล้อมลอบด้วยเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ คือ ต้องคิดว่าทุกอย่างที่ทำต้องสำเร็จ
7. ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด

ฝึกตัวเองอย่างไรให้มีทัศนคติเชิงบวก1. เริ่มต้นโดยคิดให้ได้ว่า เราทำได้ เราทำได้ เราทำได้
2. ทัศนคติสำคัญสุด คิดไว้เสมอเราเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่ออาชีพนี้ เราเป็นคนที่จะไปช่วยเขา
3. หลีกเลี่ยงบุคคลที่คิดลบ
4. รักษาสุขภาพ
5. เก็บเรื่องราวเหตุการณ์ที่เป็นบวก ที่สำเร็จที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา และให้ทบทวนทุกอาทิตย์ เพราะจะเป็นตัวช่วยสร้างให้เราเกิดกำลังใจ
6. ทำให้ทุกคนที่พบ ดีใจที่จะพบเรา โดยการที่ให้ความสำคัญกับเขา
7. ให้เวลาทั้งหมด ทุ่มเทเต็มที่
8. โชคลาภ ไม่ได้ลอยมา แต่เกิดจากการเรียนรู้ เกิดจากการทำงานของเรา เป็นผลพวงของตัวเราเอง
9. เลือกคบคนที่เราควรคบ และคนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ

แล้วมีปัจจัยอะไรที่เพิ่มตัวที่จะทำให้มีทัศนคติเชิงบวก1. ความกระตือลือล้น
2. เอาตัวไปข้างหน้า อย่าคิดถึงอดีตมากกว่าอนาคต
3. มีเวลาว่างให้กับงานเสมอ
4. ทำสิ่งเล็กๆ ให้ดูยิ่งใหญ่สำหรับลูกค้า ใส่ใจในรายละเอียด
5. แสดงความเป็นมืออาชีพ
6. รู้จักธุรกิจของลูกค้า ว่าเขาทำอะไร
7. ฟัง ฟัง ฟัง ความต้องการของลูกค้า
8. มีอารมณ์ขัน

Read More

15 October 2010

Stay Hungry Stay Foolish by Steve Jobs (Last Lesson : Death)

เรื่องที่สามของผมเกี่ยวกับความตาย : Death

ตอนอายุ 17 ผมได้อ่านคำคมวลีหนึ่งทำนองว่า “ถ้าคุณใช้ชีวิตทุกวันเหมือนกับว่ามันเป็นวันสุดท้าย สักวันหนึ่งคุณจะต้องถูกบ้างหละ” มันทำให้ผมประทับใจ และหลังจากนั้นทุกเช้าเป็นเวลา 33 ปี ผมได้มองหน้าตัวเองในกระจก และได้ถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมอยากจะทำสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือไม่” และเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบคือ “ไม่” ต่อเนื่องกันหลายวัน ผมก็รู้ว่าถึงเวลาที่ผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว การเตือนตัวเองว่าผมจะต้องตายในไม่ช้าคืออาวุธที่สำคัญที่สุดที่ผมค้นพบที่ผมได้ใช้ในการช่วยตัดสินใจสิ่งสำคัญๆ ในชีวิตของผม เพราะว่าเกือบทุกสิ่ง
– ความคาดหวังภายนอก ความเย่อหยิ่ง ความกลัวที่จะเสียหน้าหรือล้มเหลว – สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย เหลือไว้เพียงแต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ การเตือนตัวเองว่าตัวเองจะตายคือวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้จัก ที่ช่วยให้ผมไม่ติดกับดักของการคิดว่าผมมีอะไรจะสูญเสีย คุณก็ตัวเปล่าเปลือยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะฉนั้นมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะไม่เดินตามสิ่งที่หัวใจคุณปรารถนา

เมื่อปีกว่าๆ คุณหมอวินิจฉัยว่าผมเป็นมะเร็ง ผมเข้าเครื่องตรวจเมื่อเวลา 7:30 น. ในตอนเช้า ผลการตรวจแสดงอย่างชัดเจนว่าผมมีเนื้องอกบนตับอ่อนของผม ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตับอ่อนคืออะไร คณะแพทย์ฟันธงว่านี่น่าจะเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่หาย และว่าผมน่าจะมีเวลาเหลืออีกประมาณ 3 ถึง 6 เดือน พวกเขาบอกผมว่าผมควรจะกลับบ้านเพื่อไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นรหัสของพวกหมอว่าไปเตรียมตัวตายได้แล้ว มันหมายความว่าให้คุณพยายามสอนลูกๆของคุณในช่วงเวลาไม่กี่เดือนในสิ่งที่คุณเคยคิดว่าคุณจะมีเวลาค่อยๆสอน ในอีก 10 ปี มันหมายความว่าให้คุณเตรียมการทุกอย่าง เพื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะง่ายได้สำหรับครอบครัวคุณหลังจากที่คุณจากไป มันหมายความว่าให้คุณกล่าวคำอำลา

ผมอยู่กับคำวินิจฉัยนั้นทั้งวัน เมื่อตกเย็นคณะแพทย์ได้ทำการตัดชิ้นเนื้อไปชันสูตร โดยการสอดกล้องเข้าคอผม ผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ แล้วจิ้มเข้าไปในตับอ่อนเพื่อดูดเอาเซลล์จากเนื้องอก ขณะนั้นผมอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของยาสลบ ภรรยาผมซึ่งอยู่ด้วยได้เล่าให้ผมฟังว่า คุณหมอได้ร้องไห้ออกมาด้วยความยินดีเมื่อส่องกล้องดูเซลล์เหล่านั้นเพราะมันเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดที่พบได้ยากมากที่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ผมได้รับการผ่าตัดในเวลาต่อมาและผมก็หายดีแล้ว

นี่คือเหตุการณ์ที่ผมเฉียดตายมากที่สุด และผมก็หวังว่ามันจะเป็นเหตุการณ์ที่เฉียดที่สุดไปอีกหลายทศวรรษ เมื่อผ่านพ้นมันมาแล้ว ผมสามารถพูดกับคุณด้วยความมั่นใจที่เพิ่มอีกนิดกว่าก่อนหน้านี้เมื่อความตายเป็นเพียงสิ่งทีมีประโยชน์[ที่ใช้ในการกระตุ้น]แต่เป็นเพียงสิ่งที่ผมเข้าใจเอาเองตามทฤษฎี: ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ แม้คนที่ต้องการขึ้นสวรรค์ก็ไม่อยากตายแม้นว่าเขารู้ล่วงหน้าว่าตายไปแล้วเขาจะได้ขึ้นสวรรค์ ถึงกระนั้นความตายก็คือจุดหมายเดียวกันที่พวกเราทุกคนต่างมี ไม่เคยมีใครหนีความตายพ้น และมันควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะ“ความตาย”น่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์อย่างเดียวที่ดีที่สุดของ“ชีวิต” มันเป็นจุดเปลี่ยนแปลง มันกำจัดสิ่งเก่าออกไปเพื่อปูทางสำหรับสิ่งใหม่ ณ เวลานี้พวกคุณคือสิ่งใหม่ แต่วันหนึ่ง ไม่นานหลังจากนี้ พวกคุณก็จะกลายเป็นสิ่งเก่าที่ถูกทำให้พ้นไป ขอโทษถ้าที่ผมพูดมันฟังดูเหมือนลิเก แต่มันเป็นความจริง

เวลาของคุณมีจำกัด เพราะฉนั้นอย่าใช้มันโดยการใช้ชีวิตของคนอื่น จงอย่ายอมติดกับดักของกฎเกณฑ์ ซึ่งก็คือการใช้ชีวิตจากผลของความคิดของคนอื่น อย่ายอมให้เสียงของความคิดเห็นของคนอื่นกลบเสียงของใจของคุณ และที่สำคัญที่สุด จงกล้าที่จะเดินตามหัวใจและสัญชาตญาณของคุณ ลึกๆแล้วพวกมันรู้ว่าคุณต้องการที่เป็นอะไร อย่างอื่นนอกจากนั้นเป็นเพียงเรื่องรองลงมา
สมัยที่ผมยังเด็กอยู่ มีวารสารหนึ่งชื่อว่า The Whole Earth Catalogue ซึ่งเปรียบเสมือนกับคัมภีร์ไบเบิ้ลของคนรุ่นผม ชายคนหนึ่งนามว่า Steward Brand เป็นผู้ก่อตั้งมันขึ้นมาใน Menlo Park ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ เขาทำให้วารสารนั้นมีชีวิตขึ้นมาด้วยความสามารถดุจนักกวีของเขา ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนที่จะมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและการพิมพ์โดยการใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วย ทุกสิ่งทุกอย่างคืองานที่ใช้เครื่องพิมพ์ดีด กรรไกร และรูปถ่ายจากกล้องโพลารอยด์ทำ มันเปรียบเสมือน Google บนหน้ากระดาษก่อนที่จะมี Google จริงๆในอีก 35 ปีต่อมา มันสุดยอดมาก เต็มปริ่มไปด้วยเครื่องมือดีๆและไอเดียยิ่งใหญ่

Stewart และทีมงานของเขาตีพิมพ์หนังสือนี้ออกมาหลายชุด และเมื่อถึงเวลาของมัน พวกเขาก็ตีพิมพ์ฉบับสุดท้ายออกมา มันป็นช่วงกลางทศวรรษ 1970 ขณะนั้นผมอายุประมาณพวกคุณในตอนนี้ ปกหลังของฉบับสุดท้ายเป็นรูปถนนในชนบท ถนนแบบเดียวที่คุณอาจเดินทางถ้าคุณเป็นคนรักการผจญภัย ข้างใต้รูปนั้น มีข้อความว่า “Stay Hungry. Stay Stupid.*” นั่นคือประโยคอำลาของพวกเขา ผมใช้ข้อความนี้เตือนใจผมเสมอ และขณะนี้ผมขอมอบข้อความนี้ให้พวกคุณทั้งหลายที่นี่ที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่
Stay Hungry. Stay Foolish.*

ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมาก

* Stay Hungry แปลตรงตัวคือ จงดำรงไว้ซึ่งความหิว ความหมายก็คือ จงกระหาย[ที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา]
Stay Foolish แปลตรงตัวคือ จงดำรงไว้ซึ่งความโง่เขลา ความหมายก็คือ จงอย่าคิดว่าเราฉลาดแล้วจนเลิกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆหรือพัฒนาตัวเอง
Read More

05 October 2010

Stay Hungry Stay Foolish by Steve Jobs (Lesson 2 : Love and Loss)

เรื่องที่สองของผมเกี่ยวกับความรักและความสูญเสีย : Love and Loss

ผมโชคดีที่ผมพบสิ่งที่ผมรักตั้งแต่เนิ่นๆในชีวิต ผมและ Woz ก่อตั้งบริษัทแอปเปิลในโรงรถของพ่อแม่ผมเมื่อผมอายุ 20 พวกเราทำงานกันอย่างหนัก และใน 10 ปี บริษัทแอปเปิลก็เติบโตจากเราสองคนในโรงรถเป็นบริษัท 2,000 ล้านเหรียญ และลูกจ้างอีกกว่า 4,000 คน เราเพิ่งเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของเรา นั่นคือคอมพิวเตอร์แม็คอินตอชเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น และหลังจากนั้นผมก็อายุ 30 และผมก็โดนไล่ออก เป็นไปได้ยังไงที่คุณจะถูกไล่ออกจากบริษัทที่คุณก่อตั้ง?
คือว่าเมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ผมได้ว่าจ้างบุคคลผู้หนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความสามารถมากเพื่อที่จะช่วยผมบริหาร ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีอยู่ช่วงหนึ่งปี แต่หลังจากนั้นมุมมองต่ออนาคตของเราเริ่มแยกไปคนละทางและในที่สุดก็เกิดขัดแย้งกัน คณะกรรมการผู้บริหารบริษัทเห็นด้วยกับเขา ผมก็เลยต้องออกจากบริษัทเมื่ออายุ 30 เป็นการออกอย่างเป็นข่าวดังด้วย สิ่งที่เคยเป็นจุดศูนย์รวมของชีวิตผู้ใหญ่ของผมมลายหายไป และมันก็เป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสสำหรับผมมาก เป็นเดือนๆ ที่ผมไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรกับชีวิตของผมดี ผมมีความรู้สึกว่าผมได้ทำให้คนรุ่นเดียวกับผมที่เป็นเจ้าของกิจการผิดหวัง เหมือนกับว่าผมเป็นคนที่ทำให้ ไม้ที่ใช้ในการวิ่งผัดตกลงพื้น ผมพบกับ David Packard และ Bob Noyce และผมก็พยายามขอโทษพวกเขาที่ผมล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ผมคิดว่าผมกลายเป็นบุคคลล้มเหลวสาธารณะ และคิดแม้กระทั่งว่าจะหนีจาก Silicon Valley (นิคมอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์) แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ค่อยๆกระจ่างขึ้น – ผมยังรักสิ่งที่ผมทำอยู่ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นที่บริษัทแอปเปิลไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักต่อสิ่งที่ผมทำแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่ผมถูกปฏิเสธ แต่ผมก็ยังมีความรักอยู่ ผมเลยตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ขณะนั้นผมดูไม่ออก แต่ความจริงแล้วการที่ผมถูกไล่ออกจากบริษัทแอปเปิลนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผม แรงกดดันของความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเบาโล่งของความเป็นผู้เริ่มต้นอีกครั้ง และของการที่มีความมั่นใจน้อยลงในทุกๆอย่าง มันเป็นการปลดปล่อยให้ผมเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดของชีวิตผม ช่วงห้าปีต่อมา ผมก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และอีกบริษัทชื่อ Pixar และผมก็ตกหลุมรักกับผู้หญิงแสนวิเศษคนหนึ่งผู้ซึ่งผมได้แต่งงานด้วยในเวลาต่อมา บริษัท Pixar กลายเป็นบริษัทที่ผลิตหนังการ์ตูนคอมพิวเตอร์เรื่องแรกของโลก : Toy Story (ทอยสตอรี่) และปัจจุบันก็เป็นบริษัทที่ประสบความในแวดวงหนังอนิเมชั่น (การ์ตูน) และด้วยเหตุการณ์พลิกผันที่น่าทึ่ง บ. Apple ก็ได้ซื้อ บ. NeXT ผมกลับคืนสู่ Apple และเทคโนโลยีที่เราได้พัฒนาขึ้นที่ NeXT ก็เป็นหัวใจของการเกิดใหม่ของ Apple และผมและลอรีน(ภรรยา)ก็มีชีวิตครอบครัวที่สุดแสนวิเศษ ผมแน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นกับผมถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจาก Apple มันเปรียบเสมือนยาขมที่คนไข้อย่างผมต้องการอย่างมาก บางทีชีวิตเราก็ตีหัวเราเหมือนก้อนอิฐก้อนหนึ่ง แต่ขออย่าได้สูญเสียความเชื่อและความหวัง ผมมั่นใจว่าสิ่งเดียวที่ทำให้ผมก้าวต่อไปคือความรักในสิ่งที่ผมทำ คุณต้องหาสิ่งที่คุณรักให้ได้ และนั่นเป็นจริงทั้งสำหรับงานและคนที่คุณรัก งานคุณจะเป็นสิ่งที่ครอบคลุมชีวิตส่วนใหญ่ของคุณ และวิธีเดียวที่คุณจะมีความพอใจกับมันอย่างแท้จริงคือ คุณต้องทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ และวิธีเดียวที่จะทำงานยิ่งใหญ่คือการทำงานที่คุณรัก ถ้าคุณยังไม่เจอก็ให้พยายามค้นหาตอไป อย่าหยุดหรือย้อมแพ้ในการหา คุณจะรู้ได้ทันทีเมื่อคุณเจอมัน เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ของหัวใจ และเหมือนความสัมพันธ์ดีๆอย่างอื่น คุณจะมีความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยเมื่อเวลาผ่านไป เพราะฉะนั้นจงค้นหาต่อไปจนกว่าจะเจอสิ่งที่คุณรัก อย่าหยุดหรือย้อมแพ้(อย่ายอมรับสภาพ)
Read More
Designed ByBlogger Templates