20 October 2011

โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง'


ที่มา : ภาพจาก นสพ.คมชัดลึก

"เป็นไงบ้าง บ้านน้ำท่วมหรือเปล่า" ตอนนี้คงเป็นคำถามและคำทักทายยอดฮิต โดยเฉพาะคน กทม. ที่ในช่วงนี้กำำลังลุ้นระทึกและใจจดจ่ออยู่กับข่าวน้ำท่วม โดยเฉพาะตอนนี้ที่น้ำเข้ามาจ่อคอหอยเตรียมถล่มกรุงกันแล้ว บางคนถึงกับกลัว กังวล ตระหนก จิตตก วันๆ ไม่มีใจนั่งทำงานกันเลยทีเดียว ยิ่งได้ดูภาพแผนที่ที่มีปริมาณน้ำมากมายล้อมรอบ กทม. และทางตอนบนกทม. ที่มียังคงมีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เชื่อได้ว่า กทม. คงรอดยาก ผมก็นั่งเบลอ นั่งคิด นั่งกังวลอยู่นานสองนาน แต่แล้วความเบลอก็จางหาย หลังได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งใน นสพ.คมชัดลึก จำไม่ได้ว่าของวันไหน ในเรื่อง "โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง' " ทำให้ตั้งสติ และมีกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง เลยอยากจะนำบทความชิ้นดังกล่าวมาฝากเพื่่อนๆ กันครับ เพื่อจะได้สติ มีกำลังใจสู้ต่อไป เช่นกัน

โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี'ในหลวง' : ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

ได้เห็นอาการ "สะอื้นไห้" ของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี "พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า" หลังตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับกระแสข่าวอาจถูกย้าย เนื่องจากแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่เข้าตารัฐบาล จนเจ้าตัวถึงกับออกอาการเหมือนมี "ก้อนสะอื้น" จุกอยู่ที่ลำคอ "เพียงขอให้จังหวัดผมรอดพ้นน้ำท่วม แม้จะถูกย้ายผมก็ไม่เสียใจ"

บทบาท "พ่อเมือง" แต่ละจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมส่วนใหญ่ได้รับเสียงชื่นชมความเป็น "ผู้นำ" ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามต่อสู้เพื่อรักษาเมืองและพลเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

"ปทุมธานี" เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงเทพมหานคร ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้รับแรงกดดันมากกว่าจังหวัดอื่น เพราะเปรียบเป็นเมืองหน้าด่านก่อนน้ำจะไหลเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร

และต้องพยายาม "รับมือ" กับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ให้ผ่านพ้นวันที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดคือวันที่ 14-17 ตุลาคม และวันที่ 28-31 ตุลาคมนี้ ไปให้ได้

ความไม่มั่นใจในการรักษาเมืองหลวงของประเทศไทย "กรุงเทพมหานคร" ไม่เฉพาะ "ผู้ว่าฯ พีระศักดิ์" เท่านั้นที่แบ่งรับแบ่งสู้ เพราะอยู่และสู้กับภัยพิบัติ

แม้กระทั่ง "นายกรัฐมนตรี" และรัฐมนตรีคนอื่นๆ เองก็ถึงกับ "ถอดใจ" ว่าจะสามารถป้องกันน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครไว้ได้

"นายกฯ ยิ่งลักษณ์" แม้จะกลับไปพักผ่อนอยู่ที่บ้านแล้ว เวลามีเสียงโทรศัพท์เข้ามาที่บ้านยังเกิดอาการผวา เพราะโทรศัพท์ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะแจ้งว่าน้ำเข้าที่นี่ที่นั่น ทำให้เกิดอาการเครียด

ขณะที่ "ประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" (ศปภ.) "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ก็ยังแถลงยอมรับว่า สถานการณ์น้ำท่วมปทุมธานีรุนแรงมากขึ้น จึงไม่กล้ายืนยันว่ากรุงเทพฯ ชั้นในจะปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้

ก็ขนาดแม่ทัพนายกองยัง "ถอดใจ" จึงไม่ต้องถามถึงขวัญและกำลังใจของชาวบ้าน ต่างพากันแตกตื่น ซื้อข้าวของกักตุนกันเป็นจำนวนมากสังเกตได้จากร้านโชห่วย หรือห้างสรรพสินค้า อาหารแห้งในแต่ละวันแทบไม่เหลือตามชั้นวางสินค้า

จะมีก็เพียง "ณรงค์ จิรสรรพคุณากร" ผู้อำนวยการกองสารสนเทศระบายน้ำ สำนักระบายน้ำ กทม. ที่กล้ายืนยันว่า กทม.น้ำไม่ท่วมร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงขนาดเอาหัวเป็นประกัน เพราะ กทม.ได้สร้างแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริล้อมเมืองไว้ มีความยาว 77 กิโลเมตร โดยสร้างเป็นเขื่อนถาวรคอนกรีตเสริมเหล็ก และลงเสาเข็มความลึกกว่า 25 เมตร ไม่ใช่แค่แนวคันดินชั่วคราวเหมือนที่อื่น

การสู้กับภัยธรรมชาตินอกจากยากลำบากแล้ว การทำความเข้าใจกับคนที่ได้รับข้อมูลเพียงครึ่งเดียว และสู้อยู่กับปัญหาตรงหน้า ทำให้ "ขาดสติ" เจรจาให้เข้าใจได้ยากยิ่งกว่า

จึงไม่แปลกที่จะเห็นภาพชาวบ้านที่บริเวณหน้าหมู่บ้านกฤษณา 8 ช่วงถนนปทุมธานี-สามโคก ต.กระแชง อ.สามโคก รวมตัวกันรื้อคันกั้นน้ำ เพราะรับไม่ได้กับสภาพน้ำท่วมขังในพื้นที่ที่ยืดเยื้อมานาน ขณะที่ชาวบ้านอีกฝั่งถนนยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ
เมื่อการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่ได้สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนพื้นที่น้ำท่วมหลายจุด จึงเกิดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านขึ้น

และดูเหมือนทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤติจนกระทั่งมีข่าว "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์น้ำท่วมต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อค่ำวันที่ 12 ตุลาคม มีพระราชกระแสรับสั่งให้ความสำคัญในการเร่งระบายน้ำด้านตะวันออกสู่ทะเลและเร่งขุดคลองเพื่อระบายน้ำให้เต็มที่ ส่วนด้านตะวันตกก็ให้หาพื้นที่หรือคลองในการระบายน้ำ

เพียงข้ามวัน "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยัน "กรุงเทพมหานครปลอดภัย" โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน หลังจากบินสำรวจเส้นทางระบายน้ำฝั่งตะวันตกลงสู่แม่น้ำท่าจีน

โดยสั่งการให้ กองทัพบก กระทรวงคมนาคม และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขุดลอก ขยายคูคลอง ทั้งหมด 4 คลอง ได้แก่ คลองงิ้วราย คลองทรงคนอง คลองท่าข้าม และคลองสุนัขหอน เพื่อเร่งระบายน้ำกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกลงสู่ทะเลให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายใน 5 วัน และให้เสร็จก่อนน้ำเหนือไหลลงสู่กรุงเทพฯ พร้อมมอบหมาย "กองทัพบก" หาเส้นทางลัดระบายน้ำ เช่นเดียวกับคลองลัดโพธิ์ โดยจะขุดคลองปลายทางให้น้ำไหลลงสู่โครงการแก้มลิงมหาชัย และสนามชัย เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนทุกพื้นที่

แทบไม่น่าเชื่อว่าหลังรัฐบาลแทบถอดใจในการหาวิธีป้องกันน้ำเข้ากรุงเทพฯ เพียง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและน้อมรับพระราชกระแสรับสั่งมาปฏิบัติ ก็ทำให้รัฐบาลมีความหวังและกำลังใจในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอีกครั้ง

โชคดีแค่ไหนที่ประเทศไทยมี "ในหลวง"

ที่มา : นสพ.คมชัดลึก

หลังจากไ้ด้อ่านบทความผมเลยไปลองหาข้อมูลเกี่ยวกับแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริ ดังกล่าว



ที่มา : สำนักการระบายน้ำ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคันกั้นน้ำ โดยคันกั้นน้ำ จะเป็นเขื่อนถาวรคอนกรีตเสริมเหล็ก และลงเสาเข็มความลึกกว่า 25 เมตร ถ้าดูตามแนวคั้นกั้นน้ำทางด้านฝั่งตะวันออกก็คือ ถ.ร่มเกล้า และ ถ.นิมิตรใหม่ ทางด้านฝั่งตะวันตกก็จะมี ถ.ศาลาธรรมสพณ์ เป็นคันกั้นน้ำ

คำถามคือ คันกั้นน้ำถาวรของ กทม. รับแรงปะทะได้ขนาดไหนถ้ามีมวลน้ำขนาดใหญ่มา?!!!
เขื่อนของเราไม่ได้ขวางทางน้ำ เราสร้างตามลำน้ำ แรงปะทะของเราจะไม่มี เราไม่ได้กั้นแม่น้ำ เรากั้นตามยาว เราไม่ได้สร้างขวาง แต่สร้างตามแรงไหลของน้ำ
คุณณรงค์ จิรสรรพคุณากร ผู้อำนวยการกองสารสนเทศระบายน้ำ สำนักระบายน้ำ กทม. ได้เคยชี้แจงไว้

ส่วนอันนี้เป็นภาพแสดงแนวคันกั้นน้ำและระดับพื้นที่ใน กทม. และปริมณฑล (เอาให้ชัดๆ กันไปเลยว่าบ้านเรามันสูง ต่ำ อยู่ในระดับไหน)

ที่มา :กรมแผนที่ทหาร

ดูแล้ว แถวบ้านผมนิ่ อันดับสองนะเนี่ยะ ไม่ใช่สูงสุดเป็นอันดับสองนะ แต่ต่ำสุดเป็นอันดับสอง 555 เอาวะ...เตรียมเก็บของ

ส่วนใครเห็นไม่ชัดเจนมีภาพขนาดใหญ่ ไปโหลดกันได้ คลิ๊กเลย

ส่วนนี้เอามาฝาก link สำหรับตรวจสอบข้อมูลน้ำท่วมกัน (หลายๆ ที่เพื่อนๆ คนจะรู้อยู่แล้ว) เพราะคน กทม. ตอนนี้อาจจะยังไม่จมน้ำ แต่ตอนนี้กำลังจมข่าว สำลักข่าวกันก็มาก ฟังข่าวหรือได้ยินไรมา ลองมาตรวจสอบกันดูอีกที

1. รายงานสถานการณ์แนวป้องกันน้ำท่วมของคลองประปา

2. สำนักงานการระบายน้ำ หน้าแรกเขาจะมีทำรายงานสรุปสถานการณ์น้ำไว้ให้

3. ระบบตรวจวัดระดับน้ำในคลองหลัีก กทม.

4. ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนน กทม.

5. ศูนย์อุทกวิทยาและบริหารน้ำภาคกลาง (ไว้เช็คว่าน้ำจากเขื่อนเป็นอย่างไร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน และความสูงอยู่เท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้อาจจะช้าไปแหล่ะ เพราะน้ำมันลงมา กทม. แล้ว) ให้ไปที่ ข้อ 4.สภาพน้ำท่า >> ตารางข้อมูลน้ำท่ารายวัน ซึ่งจะดูตรงสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันนี้ (20/10/2011) ความสูงอยู่ที่ 26.70 ม. และมีปริมาณน้ำไหลผ่าน 4,380 ลบ.ม./วินาทิ แล้วก็มาดูตรง บางไทร อยุธยา และแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เราก็จะเห็นภาพปริมาณน้ำคร่าวๆ ว่าจะมีมาอีกหรือไม่

6. มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผื่อใครอยากจะช่วยเหลือเพิ่มเติม ก็ไปบริจาคกันได้ที่
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อย สำนักพระราชวัง ชื่อบัญชี “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” ออมทรัพย์ เลขที่ 401-6-36319-9
ธนาคารทหารไทย สาขาย่อย สำนักพระราชวัง ชื่อบัญชี “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” ออมทรัพย์ เลขที่ 0462447772

Read More

10 October 2011

The IKEA Effect ตอนจบ

หลังจากที่บทความก่อนหน้า เราได้รู้แล้วครับว่ารูปแบบของ IKEA ที่จะเปิดในไทยเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า แบรนด์เจ้าถิ่นรายใหญ่อย่าง SB Furniture และ Index Living Mall จะมีกลยุทธ์ในการรับมืออย่างไร

เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ - อินเด็กซ์ ใช้บริการเข้าสู้

แน่นอน การมาของ IKEA ย่อมกระทบกับ 2 ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และ เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ แบรนด์ไทยที่ครองตลาดเฟอร์นิเจอร์มานาน

เพราะคู่แข่งตัวกลั่นในสังเวียนระดับโลกอย่าง Ashley, Galiform และ Wal-Mart ก็ถูก IKEA ดับรัศมีมาแล้ว

เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์นั้น ดูจะเคลื่อนไหวมากกว่าเพื่อน ด้วยการรุกเพิ่มสาขา S.B. Design Square ซึ่งเป็น Flagship Store รวมสาขาในรูปแบบนี้ทั้งหมด 6 สาขากระจายอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะสาขาล่าสุดที่โครงการคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ย่านเอกมัย-รามอินทราที่มีพื้นที่ 10,000 ตร.ม. กับการลงทุน350 ล้านบาท พร้อมผนึกกำลัง 2 พรีเซ็นเตอร์ดัง แอฟ-ทักษอร และ เคน -ธีรเดช เข้าด้วยกันเพื่อโปรโมตสาขาใหม่นี้ (อันนี้ ผมขอ update ข้อมูลล่าสุดเพิ่มเติมนะครับ โดยสาขาล่าสุด คือ S.B. Design Square บางนา กม.4 มีพื้นที่กว่า 15,000 ตร.ม. กับการลงทุนไปกว่า 800 ล้านบาท โดยใช้ 2 พรีเซ็นเตอร์ชื่ิอดัง แอฟ-ทักษอร กับ ชมพู่-อารยา โปรโมตสาขาบางนานี้ )



สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ทั้ง 2 ผู้เล่นรายใหญ่ของไทยได้เตรียมการรับมือ IKEA มาล่วงหน้าพอสมควร ทั้งการพัฒนาสินค้า ตามเทรนด์โลก และพัฒนา Loyalty Program ตลอดจนการเปิดสาขาใหม่ๆ ที่มีขนาดใหญ่และมีสินค้าให้เลือกมากยิ่งขึ้น จัดส่งสินค้าฟรี มีบริการติดตั้ง และที่ปรึกษามัณฑนากรของ S.B. Furniture และการออกแบบตกแต่งห้องแบบ 3 มิติ


เชื่อว่าบริการเหล่านี้จะเป็นจุดขายที่ลูกค้าคนไทยคุ้นเคยกับการมีบริการครบถ้วน ได้มากกว่า IKEA ที่เน้นพฤติกรรมลูกค้าแบบ DIY โดยที่ลูกค้าต้องขนสินค้า และนำไปประกอบที่บ้านเอง เพื่อลดต้นทุน ซึ่งหากลูกค้าต้องการให้ขนส่ง จะคิดค่าบริการเพิ่ม

นอกจากนี้ทั้ง เอส.บี. เฟอร์นิเจอร์ และอินเด็กซ์ มีแบรนด์ลูกที่จับตลาดล่าง คือ Winner และ Koncept ที่น่าจะได้รับผลกระทบจาก IKEA โดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องราคา แต่เชื่อได้ว่า IKEA สามารถทำราคาได้ต่ำไม่แพ้ 2 แบรนด์ที่จับตลาดกลางถึงล่างได้ เนื่องจากมีพันธมิตรผู้ผลิตอย่าง เอส.เอส.พี โกลเบิ้ล เทรด เป็นกำลังสำคัญ ขณะที่ยังมีผู้ผลิตรายอื่นๆ อีกในไทย ที่จ่อคิวผลิตให้ IKEA ด้วย

ทอม ฮูเซล บอกถึงเป้าหมายของการทำธุรกิจในไทยว่า “ไม่ว่า IKEA จะเดินทางไปที่ใด เราตั้งเป้าเป็นที่ 1 ในตลาด Home Furnishing แม้ในตลาดที่เรายังไม่เป็นที่ 1 เราก็ยังต้องการไปให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้”

การแข่งขันในตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยจะรุนแรงและมีสีสันมากขึ้นอย่างแน่นอน หากการมาของ ZARA เมื่อ 3 ปีก่อน ถือเป็นการเขย่าวงการแฟชั่นครั้งสำคัญในเมืองไทย การมาของ IKEA ก็ถือเป็นการเขย่าวงการเฟอร์นิเจอร์ครั้งสำคัญยิ่งในเมืองไทยเช่นกัน

อีกไม่นานเกินรอสำหรับแฟนๆ IKEA แต่อาจจะไม่เพียงพอให้ Local Player ปรับตัวเพื่อรับมือกับคู่แข่งตัวฉกาจได้ทันท่วงที

รู้จักกับผู้ผลิต ป้อน IKEA 20 ปี

เอส.เอส.พี โกลเบิ้ล เทรด เป็นธุรกิจของตระกูล “เสริมประภาศิลป์” ภายใต้การนำของ กีรติ เสริมประภาศิลป์ ประธานบริหาร มีประสบการณ์ในการผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์ส่งออกมายาวนาน และเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของ IKEA ในเอเชีย มานานเกือบ 20 ปี โดยเริ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้กับแบรนด์ดังนี้ตั้งแต่ปี 2534


ที่น่าจับตาคือการบรรลุข้อตกลงทางการค้ามูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชียกับ IKEA เพื่อผลิตและจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียและอเมริกา

จุดเด่นของ IKEA

1. ราคาถูก ดีไซน์สวย เนื่องจากผลิตในปริมาณเยอะ มีการขนส่งที่ดี ทำให้ราคาสินค้าถูกกว่าคู่แข่ง ดังนั้นจุดแข็งนี้จึงนำเสนออย่างเด่นชัดผ่านป้ายราคาที่โดดเด่นและดึงดูดสายตา ขณะที่ดีไซน์ก็ทันสมัยด้วยสีสันที่หลากหลาย

2. กระหน่ำแจกแค็ตตาล็อก โดยเฉพาะการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น แผ่นพับ โบรชัวร์ นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตที่ให้ทั้งข้อมูลข่าวสาร อัพเดตโปรโมชั่นและสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้อีกด้วย ทั้งนี้ IKEA Catalogue เป็นสื่อหลักที่ใช้งบประมาณกว่า 70% ของงบการตลาดทั้งหมดของ IKEA โดยในแต่ละปีผลิตถึง 38 ครั้ง ล่าสุดในปี 2551 ผลิต 199 ล้านฉบับ (มากกว่าคัมภีร์ไบเบิลถึง 3 เท่า) ตีพิมพ์ 17 ภาษาสำหรับ 28 ประเทศ และแน่นอนภาษาที่ 18 คือ ภาษาไทย และเป็นประเทศลำดับที่ 29 ของ IKEA


3. ช้อปสะดวก ด้วยคอนเซ็ปต์ “Everything under one roof” กับการจัดเส้นทางการช้อปปิ้งแบบวันเวย์ ด้วยการให้เดินตามลูกศรที่แปะอยู่บนพื้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ทางเข้าจนถึงทางออก

และยังเอาใจคุณหนูของครอบครัวด้วยการจัดพื้นที่ที่ชื่อว่า Smaland หรือ Play area สำหรับเด็กๆ ให้เล่นรอคุณพ่อคุณแม่


นอกจากนี้ยังจัดบริการอุปกรณ์ 3 อย่าง ที่เปรียบเสมือน Icons ของ IKEA ให้กับลูกค้า คือ ดินสอ รายการช้อปปิ้ง และกระดาษวัดระยะ นอกจากนี้ยังมีถุงสีเหลืองที่จำเป็นจะต้องหยิบไว้ใส่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต้องการช้อปอีกด้วย

4. ต้นทุนขนส่งถูก ด้วย Flat Pack หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ถอดประกอบได้ จัดเก็บในกล่องแบนๆ ลดต้นทุนในการขนส่งได้


5. โปรโมชั่นถี่ โดยเฉลี่ยแล้ว IKEA จะจัดโปรโมชั่นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

6. D.I.Y. Guru ด้วย Flat Pack ทำให้ลูกค้าต้องประกอบเฟอร์นิเจอร์เอง ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เช่น การเจาะรูใส่ที่จับบานพับ การเลือกดีไซน์ของที่จับด้วยตัวเอง เป็นต้น

Did you know?

IKEA ในสวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และอังกฤษ มีบริการ “BOKLOK” หรือ House Pack สำหรับคนที่ซื้อบ้านหลังแรก ด้วยคอนเซ็ปต์เหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ที่นำไปประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ของบ้านเอง


เจาะโครงสร้าง IKEA

เจ้าของคือมูลนิธิ Stiching INGKA และมี Inter IKEA System B.V. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบดูแลด้านแฟรนไชส์ของ IKEA ขณะที่ IKANO Group ก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนี้ แต่ดำเนินธุรกิจ IKEA Store ในมาเลเซีย สิงคโปร์ และล่าสุดคือ ไทย นอกจากนี้ IKANO Group ยังดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภทในยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชีย เช่น ธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ บริหารสินทรัพย์ ประกันภัย และธุรกิจค้าปลีก

ปล. บทความ IKEA Effect ของ คุณอรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์


*ก่อนจบ ผมมีผลประกอบการ IKEA ในปี 2010 มาฝากเพิ่มเติม



สรุปก็คือ

ในปี 2010 IKEA มียอดขายทั้งหมด (ยกเว้นรายได้จากการให้เช่า) ทั่วโลกที่ 23.1 พันล้านยูโร เติบโต 7.7% จากปี 2009 ที่ 21.4 พันล้านยูโร (โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยจากปี 2005-2010 ประมาณ 9.3% ต่อปี ไม่น้อยทีเดียว) และมีรายได้จากการขายอาหารใน IKEA Food ถึง 1.1 พันล้านยูโร

โดยในปี 2010 ที่ผ่านมา IKEA มีการเปิดสาขาเพิ่ม 12 สาขาใน 7 ประเทศ และสถิติในวันที่ 31 AUG 2010 ที่ผ่านมา IKEA มีสาขารวมทั้งสิ้น 280 สาขาใน 26 ประเทศทั่วโลก

เป็นที่น่าติดตามนะครับว่าแบรนด์ IKEA นั้น จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยมากน้อยแค่ไหน อีกไม่นานคงได้รู้กัน ... แล้วเจอกันที่ IKEA นะครับ

Read More

09 October 2011

The IKEA Effect (1)

วันก่อนได้มีโอกาสไปเดิน SB Design Square บางนา กม.4 ที่เพิงเปิดตัวอย่าอลังการงานสร้างเมื่อ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา แห่ม ใหญ่จริงครับ ใหญ่กว่า Index Living Mall ที่เลยไปหน่อย (น่าจะ กม. 5) เฟอร์นิเจอร์ก็แยะมาก แต่ออกจะสไตล์หรูๆ แปลกๆ ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ ก็ถือเป็นการเปิดตัวตัดหน้า ก่อนที่ IKEA จะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 3 พ.ย. นี้ วันนี้เลยนำบทความในมุมมองของการปรับตัวของธุรกิจในไทยบ้าง เพื่อการต้อนรับน้องใหม่อย่าง IKEA โดยเฉพาะ SB Furniture และ Index Living Mall ที่น่าจะมีผลกระทบอย่างจังกันเลยทีเดียว

The IKEA Effect

IKEA เป็นอีกแบรนด์ดังระดับโลกที่ตัดสินใจเปิดสาขาในในไทย “หลังจากใช้เวลาถึง 8 ปีเต็มเพื่อทำดีลลงทุนกับกลุ่มสยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ IKEA จะเป็น “ปรากฏการณ์” เหมือนกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วทั่วโลกหรือไม่ อีก 3 ปีรู้ผล (ผมขอ update หน่อยว่าอีกไม่ถึงเดือน เราก็จะได้เห็นกันแล้ว) แต่การมาของ IKEA ก็ทำให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทย สะท้านทีเดียว

IKEA จัดเป็นแบรนด์ที่สร้างความนิยมไปทั่วโลก ถึงกับถูกยกย่องว่าเป็นปรากฏการณ์ มาแทนที่วงดนตรี ABBA และรถยนต์วอลโว่ ในฐานะสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของสวีเดน โดยมีสาขาอยู่ทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย

กลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับ IKEA คือ การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า นอกจากสาขาจะอยู่ห่างไกลแถบชานเมืองแล้ว เฟอร์นิเจอร์ของ IKEAหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ แล้ว เฟอร์นิเจอร์ออกแบบให้เป็นระบบน็อกดาวน์ นอกจากประหยัดในการขนส่งแล้ว การที่ลูกค้าต้องประกอบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง ทำให้ใกล้ชิด และมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์

ด้วยโมเดลธุรกิจแบบแหวกแนว สร้างการเรียนรู้ให้กับลูกค้า โดยไม่สนความต้องการของลูกค้านี้เอง ทำให้ IKEA กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุด ที่สามารถขยายเข้าไปยังตลาดสำคัญๆ

ส่วนการเปิดสาขาในไทย เป็นการลงทุนระหว่าง IKEA และบริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ เอสเอฟ เชี่ยวชาญและเด่นชัดในเรื่องศูนย์การค้าแนวไลฟ์สไตล์ เข้าถึงลูกค้าประเภทเทรนดี้ และตลาดรีเทล ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกับ IKEA

สาขาในไทยนั้น จะใช้เนื้อที่ขนาดใหญ่ ในรูปแบบที่เรียกว่า Power Center ซึ่งเป็นส่วนผสมของ IKEA สโตร์ และช้อปปิ้งพลาซ่า ใช้เนื้อที่ 4 แสนตารางเมตร ตั้งอยู่พื้นที่ขนาด 290 ไร่ บนถนนบางนาตราด กิโลเมตรที่ 9 ด้วยมูลค่าลงทุน 1 หมื่นล้านบาท



ในรายละเอียดของการลงทุนนั้น สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จะถือหุ้น 49% ร่วมกับ IKANO Group ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของ IKEA ที่บริหารงานโดยคนในตระกูล Kampard ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก Ingvar Kampard ผู้ก่อตั้ง 49% และงานนี้ IKEA ยังเปิดให้ เอสพีเอส โกลบอล เทรด ซัพพลายเออร์ไทย เจ้าประจำของ IKEA ถือหุ้นอีก 2%

ทอม ฮูเซล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิคาโน่ จำกัด บอกว่า การเลือกเปิดสาขาในกรุงเทพฯ นั้นเนื่องจากเหมาะกับ IKEA เพราะเป็น Global Vibrant City ซึ่งทุกเมืองที่คุณลักษณะเช่นนี้เหมาะที่จะรองรับ IKEA ได้

“เมืองทุกเมืองที่เป็น Global Vibrant City เหมาะสมที่จะมี IKEA และเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ยังมีกำลังซื้อ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หรือคนทุกเพศทุกวัยที่ Young at Heart มีชีวิตที่ทันสมัย สนุกกับการตกแต่งบ้านด้วยตัวเองจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายดีไซน์ของ IKEA ในราคาที่สมเหตุสมผล”


ทั้งนี้ IKEA ในเมืองไทยจะมีพื้นที่เกือบ 40,000 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 10% จากพื้นที่ทั้งหมดของ Mega Bangna 400,000 ตารางเมตร ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าสาขาที่มาเลเซีย (35,000 ตร.ม.) และสิงคโปร์ (31,400 ตร.ม.) จะทำให้ไทยเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีขนาดใกล้เคียงกับสาขาโตเกียว และคาดว่าจะกลายเป็น Home Furnishing Destination ของเมืองไทยภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว


นพพร วิฑูรชาติ จาก SF การร่วมลงทุนเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ IKEA Store + Shopping Arcade ที่มี Big box หลากหลาย ทั้งโรงภาพยนตร์ ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และอื่นๆ จะช่วยทำให้ Mega Bangna ได้รับความสนใจและมีสีสันมากขึ้น โดยนพพรคาดว่าจะมีคนเข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ราว 40 ล้านคน

สำเร็จมาแล้วทั่วโลก

IKEA ติดอยู่ในลำดับที่ 35 จากการจัดอันดับแบรนด์ยุโรปที่มีมูลค่าสูงสุด ของนิตยสาร Financial Times ด้วยมูลค่าแบรนด์ 10,913 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มียอดขายทั่วโลกในปี 2551 อยู่ที่ 31,098.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวเด่นที่ Loyalty Program และล่าสุดจากงาน World Retail Congress 2009 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา IKEA ได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์ค้าปลีกที่ได้รับความน่าเชื่อถือที่สุดในโลก


นอกจากสินค้าจะราคาไม่แพง การสร้างความแตกต่างจากร้าค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายอื่นๆ เช่น การจัดเส้นทางการช้อปปิ้งแบบวันเวย์ คือเข้า-ออก ทางเดียว ทำให้ลูกค้าเดินผ่านทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ IKEA และการดิสเพลย์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการตกแต่งแบบ D.I.Y. เป็นต้น

IKEA Food เป็นอีกจุดขาย ที่ให้บริการอาหารราคาถูก โดยทอม ฮูเซล บอกว่า จะเป็นร้านอาหารขนาด 600 ที่นั่ง ใหญ่กว่าสาขามาเลเซียที่มีขนาด 480 ที่นั่ง

“อาหารจะมีทั้ง Swedish Food และอาหารไทย ซึ่งเป็นส่วนผสมของร้านอาหารของ IKEA อยู่แล้วที่จะต้องมี Local Food ด้วย เพื่อรองรับลูกค้าของเราที่เฉลี่ยแล้วจะใช้บริการใน IKEA ประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อคนต่อครั้ง”



โดยในส่วนของ IKEA Food เฉลี่ยแล้วจะทำยอดขายประมาณ 5% ให้กับ IKEA แต่ที่สิงคโปร์มีรายได้จากอาหารถึง 15%

แม้ IKEA จะยังไม่เอ่ยถึงแผนการลงทุนในตลาดภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม แต่สำหรับในกรุงเทพฯ แล้ว อาจมีถึง 3 สาขา

“สาขาที่ 2 และสาขาที่ 3 อาจจะเปิดที่กรุงเทพฯ อีกก็ได้ เพราะยังมีศักยภาพ มีหลายพื้นที่ที่น่าสนใจ ด้วยจำนวนประชากรที่อยู่อาศัยนับ 10 ล้านคน” ฮูเซล เอ่ยถึงแผนลงทุนในอนาคตแบบคร่าวๆ

ปล. บทความ IKEA Effect เป็นของ คุณอรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ ครับ แต่ยังไม่จบแค่นี้นะครับ ตอนต่อไป เราจะมาดูกันว่า แล้วเจ้าถิ่นอย่าง SB Furniture และ Index Living Mall จะมีวิธีรับมือการมาของ IKEA อย่างไรกัน

Read More

04 October 2011

IKEA แบรนด์นี้ดีอย่างไร ตอนจบ

วันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า IKEA ผิดพลาดอย่างไรในตลาดญี่ปุ่น แล้วทำไม IKEA ถึงสามารถกลับมาประสบวามสำเร็จได้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศ เพราะขึ้นชื่อว่าชาวญี่ปุ่นแล้ว เขามีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ฉะนั้น การที่จะยอมรับแบรนด์สินค้าจากต่างชาติ แสดงว่ามันต้องมีดีอะไรบางอย่างสิน่า จริงมั๋ยครับ....

ดีไซน์แบบ IKEA (2)

ปี 2001 IKEA ตัดสินใจกลับเข้าตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง เหตุผลสำคัญ คือ IKEA คิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะกว่าคราวแรก ที่อาจจะเร็วไปสำหรับคนญี่ปุ่นที่จะยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบ IKEA ได้

คราวที่แล้วพูดถึงกลยุทธ์ที่ส่งให้ IKEA ทะยานสู่เครือข่ายค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว ถึงแม้จะมีกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจโดดเด่นอย่างว่า แต่ IKEA ก็ใช่จะไม่เคยล้มเหลวในประเทศที่หมายมั่นปั้นมือว่าชื่อเสียงของ IKEA จะเป็นที่ยอมรับ โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก ประเทศที่ว่านี้คือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศปราบเซียนสำหรับหลายๆ แบรนด์มาแล้ว

IKEA เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นเมื่อปี 1974 โดยร่วมลงทุนกับบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ในช่วงทศวรรษนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวอย่างรวดเร็ว เศรษฐีญี่ปุ่นกลายเป็นนักช็อปตัวยงที่สรรหาซื้อของหรูหราราคาแพงทั้งในและนอกประเทศ แบรนด์ดังๆ ทะลักเข้าไปมากมาย IKEA เห็นว่านี่คือโอกาสของเฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีดิชเช่นกัน โดยนำเข้าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากยุโรป เพราะขณะนั้น IKEA ยังไม่มีเครือข่ายการผลิตในเอเชีย แต่ฝันของ IKEA ไม่เป็นอย่างที่วาดไว้ 12 ปีต่อมา IKEA ตัดสินใจเลิกกิจการถอยออกจากตลาดญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิงในปี 1986

ความล้มเหลวของ IKEA ในเวลานั้น มาจากการขาดความเข้าใจผู้บริโภคญี่ปุ่น และมั่นใจในความเข้มแข็งของกลยุทธ์และแบรนด์ของตัวเองที่ประสบความสำเร็จในตลาดยุโรป แต่กลับกลายเป็นว่า คนญี่ปุ่นมองว่า ผลิตภัณฑ์ราคาถูกหมายถึงคุณภาพต่ำ คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกับการเดินเข้าร้านเฟอร์นิเจอร์แล้วมีคนให้บริการใกล้ชิดพินอบพิเทา และที่สำคัญคนญี่ปุ่นไม่คุ้นเคยกับการประกอบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง ความมั่นใจของ IKEA ทำให้บริษัทไม่มีการปรับรูปแบบและการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในลักษณะ Customization ซึ่งเป็นจุดผิดพลาดสำคัญ

ปี 2001 IKEA ตัดสินใจกลับเข้าตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง เหตุผลสำคัญคือ IKEA คิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะกว่าคราวแรก ที่อาจจะเร็วไปที่คนญี่ปุ่นจะยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบ IKEA ได้ ในช่วงเวลานี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซาติดต่อกันมาหลายปี คนญี่ปุ่นเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปหาของดีราคาถูกมากขึ้น ความคิดที่ว่าของดีต้องแพงเท่านั้นเริ่มจะเจือจางไป หันมาให้การยอมรับเฟอร์นิเจอร์แบบประกอบด้วยตัวเอง

ในเวลาเดียวกันเกิดตลาดคนรุ่นใหม่ที่เห็นว่าเฟอร์นิเจอร์เป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนซื้อใหม่กันได้บ่อยขึ้นเมื่อเกิดอาการเบื่อ ไม่เหมือนคนญี่ปุ่นรุ่นก่อนที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์กันเพียง 3 ครั้งในชีวิต คือเมื่อแยกบ้านจากพ่อแม่ เมื่อแต่งงาน และเมื่อลูกโต

เพื่อไม่ให้พลาดอย่างคราวก่อน IKEA ทำการวิจัยเก็บข้อมูลเชิงลึกอย่างหนักก่อนเปิดร้าน พนักงาน IKEA ค้นคว้าแบบบ้านกว่า 25,000 แบบที่คนญี่ปุ่นอยู่กัน เข้าสำรวจบ้านหลายร้อยหลัง บางทีก็เข้าอาศัยอยู่ด้วย เพื่อเรียนรู้ว่าคนญี่ปุ่นอยู่กันอย่างไร อะไรเป็นสิ่งสำคัญในบ้าน ทำครัว เก็บข้าวของ อาบน้ำกันอย่างไร การวิจัยเชิงสำรวจที่เน้นบริบท (Contextual Observation) อย่างนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญขององค์กรมีดีไซน์ (Corporation of Design) นำไปสู่การปรับปรุงอย่างมากมายทั้งตัวผลิตภัณฑ์และการตลาด

โจทย์สำคัญที่ได้จากการวิจัยคือ ทำเฟอร์นิเจอร์ที่เข้าได้กับพื้นที่อันจำกัด เฟอร์นิเจอร์ IKEA ที่ขายในญี่ปุ่น จะคงดีไซน์เดิมไว้ในขนาดที่เล็กลง พยายามใช้พื้นที่ทุกซอกทุกมุมของบ้านให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โซฟาใหญ่ที่ขายดีในยุโรปและอเมริกาถูกเก็บเข้ากรุ ที่ต้องเพิ่มคือโซฟาเล็กสองที่นั่ง ชั้นหนังสือเตี้ยๆ กล่องเก็บของ โซฟาเบด (ซึ่งคนไทยไม่ค่อยใช้กัน) ระบบล็อกต่างๆ ต้องป้องกันข้าวของเสียหายด้วยหากเกิดแผ่นดินไหว ก่อนตั้งราคา IKEA สำรวจราคาของคู่แข่งรายสำคัญๆ และตั้งราคาให้แข่งขันได้ โดยเฉพาะกับคู่แข่งรายสำคัญอย่างมูจิ (MUJI) ในแต่ละสาขา IKEA โชว์การตกแต่งห้องต่างๆ ในบ้านไว้ 50-80 ห้องในขนาด 4.5-6 ทาทามิ ซึ่งเป็นขนาดห้องโดยทั่วไปในบ้านคนญี่ปุ่น (ทาทามิเป็นเสื่อญี่ปุ่นที่ใช้ปูพื้น ในญี่ปุ่นการบอกขนาดห้องจะบอกกันตามจำนวนเสื่อที่ใช้ ขนาดทาทามิผืนหนึ่งเท่ากับ 0.9 x 1.8 เมตร)


ขณะที่การดำเนินงานในทุกประเทศ IKEA พยายามที่จะรักษามาตรฐานให้เป็นหนึ่งเดียวมากที่สุด เพื่อการลดต้นทุน แต่ในตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดเดียวที่มีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับพฤติกรรมของลูกค้ามากที่สุด เช่นมีบริการส่งสินค้าและประกอบให้ที่บ้านโดยเฉพาะสินค้าชิ้นใหญ่ที่บางครั้งค่าบริการประกอบแพงกว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อด้วยซ้ำ แต่ลูกค้าบางรายก็พร้อมจะจ่าย นอกจากนั้นยังมีบริการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์เก่าออกจากบ้านลูกค้าด้วย ด้วยเหตุที่คนญี่ปุ่นชอบได้รับการบริการ สาขา IKEA ในญี่ปุ่นจึงมีจำนวนพนักงานบริการมากกว่าในสาขาอื่นๆ ทั่วโลก แน่นอนว่านี่คือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ดังนั้นสินค้าชิ้นเดียวกันที่ซื้อจาก IKEA ญี่ปุ่นจึงราคาแพงกว่าซื้อจาก IKEA ในประเทศอื่นในเอเชีย

ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา IKEA เปิดร้านในญี่ปุ่นไปแล้ว 3 แห่ง พื้นที่แต่ละแห่งเฉลี่ย 40,000 ตารางเมตร ทุกแห่งได้รับการต้อนรับจากลูกค้าอย่างล้นหลาม IKEA วางแผนจะเปิดอีก 3 แห่ง ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นไปและตั้งเป้าว่าจะมีถึง 12 สาขาภายในปี 2011 และสุดท้ายที่ 46 สาขา ถ้าเป็นไปตามแผน ญี่ปุ่นจะเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ IKEA แซงหน้าเยอรมันที่ครองแชมป์อยู่ในขณะนี้

บทเรียนความล้มเหลวและการกลับมาอย่างเข้มแข็งของ IKEA ในตลาดญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่าการดีไซน์ในทุกจังหวะก้าวเป็นเรื่องจำเป็น ชื่อเสียงและกลยุทธ์มาตรฐานที่เคยใช้ได้ผลอาจจะไม่ช่วยในสภาพตลาดและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง การเดินรอยตามแนวคิดขององค์กรมีดีไซน์ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย IKEA ในทุกประเทศนอกยุโรป รวมทั้งเมืองไทยด้วย

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า IKEA ในเมืองไทยจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และจะดีไซน์ได้โดนใจลูกค้าคนไทยขนาดไหน อีกไม่นานเกินรอ

ปล. บทความ ดีไซน์แบบ IKEA เขียนโดย รองศาสตราจารย์วิทยา ด่านธำรงกูล ครับ

Read More

02 October 2011

IKEA แบรนด์นี้ดีอย่างไร ตอน 1

หลายคนคงจะสะดุดตา เอ่ะอะไร ทำไมมีกล่องกระดาษหลายๆ ใบซ้อนกันสูงเป็นเสาอยู่บริเวณรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วมีป้ายเขียนไว้ว่า "A better everyday life at home" หรือ "มาทำบ้านให้เป็นบ้านกัน" แล้วก็จะเห็นภาษาอังกฤษที่เขียนไว้ว่า IKEA หรือ อิเกีย (จะอ่านออกเสียงว่าไอ อิ อี ตามใจชอบครับ) หลายคนคงจะรู้จักว่า IKEA คืออะไร แต่บางคนก็มีที่ไม่รู้จัก ส่วนตัวผมรู้จักแบบห่างๆ ไม่ได้สนิทสนมกันมาก ฟังมาจากรายการ business connection เนี่ยะแหล่ะ ขาโหดของเรา (อ.ธันยวัชร์) เคยพูดถึงอยู่บ่อยๆ เนื่องจากเป็นเคสการทำธุรกิจที่น่าสนใจ และอีกอย่างผมทำงานแถวบางนาตราด จึงได้พบเห็นกันอยู่ทุกวัน เห็นกันตั้งแต่เป็นวุ้น ตอนนี้ก็น่าจะใกล้คลอดเต็มที (คงจะเป็นวันที่ 3 พ.ย นี้แหล่ะ ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ) ผมจึงไปลองหาข้อมูล (อีกแล้ว) เพื่อทำความรู้จัก IKEA มากขึ้น ไม่ได้มองแต่รูปลักษณ์ภายนอก แต่อยากเข้าใจถึงจิตใจกันเลยทีเดียว (เอ่ะ พูดถึงสาว หรือ IKEA เนี่ยะ) เอาเป็นว่าเราไปรู้จัก IKEA กันว่า แบรนด์นี้มีดีอย่างไร

ดีไซน์แบบ IKEA (1)

“IKEA” เครือข่ายค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติสวีเดน กำลังจะเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ข่าวนี้คงจุดประกายความสนใจของผู้คนที่รู้จักแบรนด์นี้ และที่แน่นอนคือผู้ที่ดำเนินธุรกิจค้าขายเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเราที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกันเห็นจะต้องหาทางตั้งรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ดี



การเติบโตของ IKEA ที่ขยายสาขาออกไปทั่วโลกเกือบ 300 สาขา ณ วันนี้ ทำให้เจ้าของคือนาย Ingvar Kampard ซึ่งก่อตั้งกิจการ IKEA จากร้านขายของกระจุกกระจิกมาตั้งแต่ปี 1943 กลายเป็นมหาเศรษฐีติดหนึ่งในสิบของโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ติดต่อกันมาแล้วหลายปี ด้วยยอดขายปีละมากกว่า 20,000 ล้านยูโร

จากสวีเดนและประเทศรอบข้างในยุโรป IKEA ขยายสู่ทวีปอื่นๆ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา และแน่นอนว่าเอเชียจะกลายเป็นทวีปที่ IKEA มีอัตราการเติบโตสูงสุดนับจากนี้เป็นต้นไป ด้วยการขยายสาขาในญี่ปุ่นและจีน ส่วนที่ใกล้ๆ ก็ในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ซึ่งเป็นการขายแฟรนไชส์ไม่ใช่การร่วมลงทุนเหมือนที่จะเกิดในบ้านเรา

กลยุทธ์หลักของ IKEA คือ การนำเสนอเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ผ่านการออกแบบอย่างดี และขายในราคาถูกขนาดที่คนจำนวนมากที่สุดจะสามารถซื้อหาเป็นเจ้าของได้ ดีไซน์ของ IKEA คือ ความเรียบง่ายทันสมัยที่โดนใจทั้งคนรุ่นใหม่และกลางเก่ากลางใหม่

ราคาบวกกับดีไซน์นี่เอง ที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า IKEA สามารถสร้างคุณค่าที่คุ้มราคา จึงไม่ยากที่ IKEA จะยึดกุมตลาดเฟอร์นิเจอร์โลกเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย เมื่อกลยุทธ์หลักถูกวางไว้แล้ว ทุกกลวิธีและขั้นตอนหลังจากนั้น จะถูกดีไซน์เพื่อให้ตอบรับโจทย์หลักที่ว่า ทั้งเรื่องการออกแบบ การผลิต การตลาด การขนส่งและโลจิสติกส์ รวมไปถึงสุนทรียภาพอย่างน่าสนใจยิ่ง

ผลิตภัณฑ์ของ IKEA ถูกออกแบบโดยทีมนักออกแบบราว 80 คน ทั้งพนักงานประจำและฟรีแลนซ์ ภาคบังคับอย่างหนึ่งของการออกแบบที่จะต้องคิดตั้งแต่ต้นคือ ต้องทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถบรรจุลงกล่องได้ ต้องเล็กและบางที่สุดเพื่อสะดวกในการขนส่งและการประกอบ นอกจากนั้นอะไหล่ที่ใช้ในการประกอบ ก็ต้องทำให้เป็นมาตรฐานเพื่อให้ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์มากรุ่นที่สุด ข้อกำหนดเช่นนี้ทำให้ IKEA ลดต้นทุนค่าจัดเก็บและขนส่งได้มากทีเดียว

แม้จะราคาถูก แต่ IKEA พยายามคงกลิ่นอายความเป็นเฟอร์นิเจอร์สวีเดนให้มากที่สุด ให้ลูกค้ารู้สึกว่าถึงจ่ายราคาถูกแต่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์ยุโรป เป็นการตอกย้ำคุณค่าให้มากขึ้นไปอีก ตั้งแต่สีโลโก้ ตัวอาคาร และสีภายในจึงเป็นสีน้ำเงิน-เหลืองซึ่งเป็นสีประจำชาติของสวีเดน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ตั้งชื่อรุ่นเป็นภาษาสวีดิชและภาษาสแกนดิเนเวียน ซึ่งเอามาจากชื่อสถานที่ดังๆ หรือชื่อภูเขา แม่น้ำ เกาะแก่งแถบนั้น ในร้านจะมีพนักงานที่ทำหน้าที่เป็น IKEA แอมบาสเดอร์ คอยช่วยเหลือแนะนำไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัยแบบสวีดีชและวัฒนธรรมแบบสวีดีช แถมยังมีภัตตาคารขนาดเล็กอยู่ภายในที่ขายอาหารสวีดิชและไอศกรีมสำหรับเด็กๆ วันดีคืนดียังแจกไอศกรีมฟรีเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้านด้วย สิ่งเหล่านี้ถูกออกแบบเพื่อยกระดับภาพลักษณ์เฟอร์นิเจอร์ IKEAไปพร้อมๆ กับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าด้วย

สาขาใหม่ๆ ของ IKEA ที่เปิดทั้งในยุโรปและเอเชียจะมีพื้นที่เฉลี่ย 40,000 ตารางเมตรในอาคารสูง 4-5 ชั้น ภายในจัดตกแต่งเป็นห้องตัวอย่างหลายสิบห้องเพื่อให้ลูกค้าเห็นไอเดียของการตกแต่งและมีพนักงานคอยช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิดเนื่องจากการจับจ่ายที่ IKEA เป็นประสบการณ์ที่ออกจะแตกต่างจากร้านเฟอร์นิเจอร์แบบเดิมๆ ที่นี่ลูกค้าจะเดินชมของที่ต้องการที่จัดโชว์ไว้และมีรายละเอียดของสินค้าระบุว่ารุ่นไหน อยู่ที่ชั้นหมายเลขเท่าไร ลูกค้าจะต้องจดรายละเอียดเอาไว้ เพื่อจะไปยื่นและรับของที่ส่วนแวร์เฮ้าส์ของร้าน นำกลับบ้านแล้วประกอบด้วยตัวเอง โดยทางร้านจะมีอุปกรณ์จับจ่ายเตรียมไว้ให้ลูกค้า เช่นดินสอ กระดาษจดรายการช็อปปิ้ง รถเข็น ถุงผ้าสีเหลืองที่ใช้ใส่ของเล็กๆ ที่ซื้อ รวมไปถึงสายวัดและแคดตาล็อก

สุนทรียภาพเป็นสิ่งหนึ่งที่ IKEA ไม่เคยละทิ้งในการทำธุรกิจ นอกเหนือจากการออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการในร้านแล้ว สิ่งหนึ่งคือการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม นับตั้งแต่วัสดุที่ใช้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปจนถึงวิธีการและปรัชญาในการทำงาน เมื่อ IKEA ก่อสร้างสาขาฟูนาบาชิ สาขาแรกในญี่ปุ่นที่ชิบะ ทางตะวันออกของโตเกียว ปกติการก่อสร้างจะเริ่มจากการที่ต้องฉีดพ่นน้ำลงดินต่อเนื่องหลายๆ สัปดาห์ให้ดินแน่น จะได้ลดฝุ่นเวลาก่อสร้าง เพื่อลดเวลา IKEA เลือกที่จะปลูกหญ้าลงในที่ดินแทน ผลที่ตามมาคือมีนกฝูงใหญ่อพยพมาลงในที่ดิน ยึดเป็นที่อาศัยนานหลายเดือน IKEA รอเวลาจนกระทั่งนกฟักไข่และอพยพออกไปหมดจึงเดินหน้าก่อสร้าง ทำให้กำหนดเปิดร้านล่าช้าออกไปกว่าครึ่งปี การคำนึงถึงเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ทำให้ IKEA ถูกมองด้วยสายตาชื่นชมและได้ใจจากลูกค้าญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง


IKEA นับเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของกิจการในข่ายองค์กรมีดีไซน์ (Corporation of Design) แต่ก็ใช่ว่า IKEA ไม่เคยล้มเหลว การเปิดตลาดญี่ปุ่นในปี 1974 และต้องเลิกกิจการหลังจาก 12 ปีให้หลังเป็นบาดแผลและบทเรียนที่เจ็บปวด เช่นเดียวกับตลาดในประเทศไทยที่ IKEA คงต้องระมัดระวังไม่น้อยไปกว่ากัน

คราวหน้ามาติดตามกันว่าความล้มเหลวของ IKEA ในตลาดญี่ปุ่นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว และการกลับมาใหม่อย่างแข็งแรงนั้นให้บทเรียนอะไรกับ IKEA บ้าง

ปล. บทความ ดีไซน์แบบ IKEA เขียนโดย รองศาสตราจารย์วิทยา ด่านธำรงกูล ครับ

Read More
Designed ByBlogger Templates