30 January 2013

แกะรอยการตลาดสีเขียว : Google Go Green ตอนที่ 2



เรามาต่อจากครั้งที่แล้ว ที่ได้พูดถึงเมื่อเราใช้ Internet เราก็กำลังปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ (Carbon Emission) อยู่ด้วย ไม่ว่าจะค้นหาข้อมูล ดู Youtube หรือเช็ค Gmail โดยผลิตภัณฑ์หลักๆ ของ Google มี Carbon Footprint เท่าไหร่กันบ้าง กลับไปดู ตอนที่ 1 กันได้ งั้นเราไปแกะรอย Google กันต่อว่าเป้าหมายของ Google Go Green คืออะไร และที่ทิ้งท้ายไว้ว่าธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเป็นมิตรต่ิอสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ Google เค้ามีคำตอบมาให้แล้ว



Google Go Green




3. Google Green : Getting to Zero


ในปี 2011 Google มีการใช้พลังงานไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 2,675,898 MWh และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Carbon Emission) ทั้งสิ้น 1.68 ล้านตัน จะเห็นว่ากว่า 85% หรือ 1.44 ล้านตัน ของก๊าซที่ปล่อยออกมาจะอยู่ในส่วนของ Google Date Center นั้นเอง ซึ่ง Google ตั้งเป้าไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซให้เหลือศูนย์ ให้จงได้ โดยทำการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการทำงานในส่วนของ Data center อีกทั้งมีการจัดซื้อพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ในบริเวณใกล้เคียงกับการ Data Center และสร้างแพลนท์เพื่อผลิตพลังงานทดแทนเป็นของตัวเองเพื่อรองรับการใช้พลังงานในอนาคตของ Google.Inc ซึ่งในปี 2011 Google มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนอยู่ที่ 33% ของการใช้พลังงานทั้งหมด






4. ธุรกิจเติบโตพร้อมกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


Google ได้เปรียบเทียบการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ กับรายได้จากการทำธุรกิจจะเห็นได้ว่าในปี 2011 มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ที่ 44.3 ตัน เมื่อเทียบกับยอดขาย 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี 2009 เฉลี่ยที่ 10% ต่อปี เห็นไหมครับว่า แม้ Google มีโครงการต่างๆ เพื่อให้การทำธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นๆ แต่รายได้ของธุรกิจก็ยังเติบโตขึ้นทุกปีๆ โดยล่าสุด Google เพิ่งประกาศผลประกอบการปี 2012 ที่ 50,175 ล้านดอลลาร์ ถือว่าเติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปี (จากปี 2009) แต่หลายคนอาจจะแย้งว่า การดำเนินโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมันเป็นต้นทุนของธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้กำไรลดลง อย่าช้า...ผมเลยเหลือบมองไปหากำไรที่ Google ทำได้ บร๊ะ..กำไรสุทธิปี 2012 ที่ 10,737 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องเหมือนกัน โดยเฉลี่ย 18% ต่อปี (จากปี 2009)



(ข้อมูลอ้างอิง : Bloomberg > GOOG)



นิ่ก็เป็นตัวอย่างของธุรกิจสมัยใหม่ ที่ผู้ใช้/ผู้บริโภคอย่างเรามองผิวเผินแล้วคงไม่นึกว่า Google ที่สินค้า/บริการอยู่ในรูป Online ซะส่วนใหญ่ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ แต่กลับมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ต่อปีอยู่ในระดับสูงทีเดียว ที่จริงถ้า Google ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูล คนก็อาจจะคิดไม่ถึงเหมือนกันนะ ผมว่า แต่การที่ Google เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ทั้งตัวเลขการปล่อยก๊าซฯ คาร์บอน (Carbon Emission) การดำเนินการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป้าหมายที่ต้องการ จึงน่าจะเป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจในทศวรรษนี้ไ้ด้เป็นอย่างดี ว่าถ้าอยากจะเติบโตอย่างยั่งยืน คุณก็ต้องให้ความสนใจสิ่งรอบตัวคุณด้วยนะ (ผมรวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม) ไม่ใช่จะเน้นแต่ทำเงิน ทำเงิน อย่างเดียวอีกต่อไป

ปล. ตัวเลข Carbon Footprint ที่แสดงไว้ ทั้งใช้ค้นหาข้อมูล, ดู Youtube และ Gmaill ปริมาณคาร์บอนฯ ที่ปล่อยออกมา ยังไม่รวมพลังงานไฟฟ้าที่บ้าน หรือที่ทำงานของท่าน เพราะฉะนั้น (โยน) ให้ผู้ให้บริการรับผิดชอบแล้ว ผู้ใช้บริการอย่างเราก็อย่าลืมหันมาทำหน้าที่ของตัวเองด้วยนะครับ (ว่าแล้วเรามาช่วยกันใช้บริการของ Google ให้น้อยลงละกัน โดยเปลี่ยนจากการใช้ Google+ เป็นใช้ Facebook แทนดีกว่า แต่เอ่ะ...Google + มันไม่มีใครใช้เลยนิ่ (-.-")


ข้อมูลอ้างอิง : Google Green


Read More

25 January 2013

แกะรอยการตลาดสีเขียว : Google Go Green ตอนที่ 1



รู้กันหรือไม่ว่า ในขณะที่เราใช้งาน Internet เล่น Facebook, Twitter, Google หาข้อมูล, ดู Youtube บลา บลา บลา ตัวเราเองกำลังมีส่วนช่วยในการทำลายสิ่งแวดล้อมกันอยู่ เอ่ะ...แล้วทำลายยังไง อย่างที่ผมเคยบอกไว้แหล่ะครับว่า ทุกการกระทำของเราล้วนปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ (CO2) ทั้งสิ้น โดยเมื่อรวมๆ คนใช้ Internet กันทั้งโลก ปีๆ หนึง จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ สูงถึง 300 ล้านตัน เลยทีเดียวนะครับ แล้วมันมากขนาดไหน ก็มากพอๆ กับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ จากการเผาไหม้ของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ในประเทศตุรกีหรือโปแลนด์ทั้งประเทศเลยว่างั้น

แล้วเราจะต้องทำอย่างไรละ ??

ใช้ Internet ให้มันน้อยลงหรือเปล่า คงไม่ใช่ละ เพราะต้องบอกเลยว่าทุกวันนี้และแนวโน้มในอนาคต Internet จะมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนมากมาย ทำให้เราไม่สามารถลดการใช้ได้ มีแต่ใช้กันมากขึ้นต่างหาก อย่างนี้แล้ว เราจึงต้อง (โยน) ให้เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบนี้ให้กับผู้ให้บริการต่างๆ ดีกว่า และชื่อบริษัทแรกที่เราน่าจะนึกถึงก่อนเป็นอันดับต้นๆ เลย ก็คงหนีไม่พ้น Google Inc. นั่นเอง



Google Go Green


จากการที่ Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลก รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์หลายตัวที่ เราๆ ท่านๆ นิยมใช้บริการกันอยู่ก็เยอะแยะมากมาย เลยทำให้ Google ให้ความสำคัญกับการเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านโครงการสีเขียวขนาดใหญ่ของบริษัทซึ่งตั้งเป้าว่าจะเป็นบริษัทที่สร้าง สมดุลคาร์บอน (carbon neutral)



1. ทำไม Google จึงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม



เนื่องจากการบริการของ Google ส่วนใหญ่เป็นการบริการผ่านโลก Online ซึ่งดูเหมือนไม่น่าจะส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่แท้จริงแล้ว ทุกบริการต่างๆ ที่ Google มีให้เราต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล ซึ่งอยู่ในส่วนที่เีรียว่า Google Data Center ที่มีเซิฟเวอร์อัดแน่นเต็มเอียด ซึ่งการใช้พลังงานไฟฟ้าเหล่านี้แหล่ะเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ (Carbon Emission) นั่นเอง


2. Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ Google


เรามาดูกันต่อว่าบริการหลักๆ ของ Google แต่ละอย่างปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกมาเท่าไหร่กันแน่ (หรือเรียกกันว่า Carbon Footprint)

- Google Search


ทุกการค้นหาข้อมูล 1 ครั้ง จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 0.0003 kWh. เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ 0.02 กรัม คิดให้มันง่ายๆ หน่อยก็คือ เมื่อเรากด search 100 ครั้ง เราได้ทำการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกมา 2 กรัม (โอ่ะ น้อยจุงเบย..) แต่เราไม่ได้ค้นหาอยู่คนเดียวนะ ในเดือนๆ หนึ่งมีการกด search ค้นหาข้อมูลผ่าน Google จากทั่วโลก ประมาณ 13,000,000,000 (อ่านว่า หนึ่งหมื่นสามพันล้านครั้ง) ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าไปประมาณ 3.9 ล้่าน kWh.และได้ทำการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ เบ็ดเสร็จก็ 260,000 กิโลกรัม อันนี้ต่อเดือนนะครับ ปีๆ หนึ่งเป็นเท่าไหร่ไปคำนวนดูกันได้

โดย Google ได้ทำการเปรียบเทียบพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อการค้นหา 100 ครั้ง ว่าสามารถเทียบเท่ากับการทำอะไรในชีวิตประจำวันของเรา



- Youtube


คราวนี้เรามาดูกันต่อว่า เวลาเรานั่งดู MV ทั้งไทยและเทศ หรือรายการต่างๆ ผ่าน YouTube จะปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกมาเท่าไหร่บ้าง โดยเมื่อเราดู YouTube ทุกๆ 1 นาที จะมีการใช้พลังงานไฟฟ้า 0.0002 kWh. เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ 0.1 กรัม ก็คือ ดูไป 10 นาที ปล่อยก๊าซออกมา 1 กรัม

เราลองไปดู MV สุดฮิต Gangnam Style ที่ล่าสุด ผมเข้าไปเช็ค มีคนดูไปแล้วกว่า 1,200 ล้านครั้ง MV นี้มีความยาวประมาณ 4 นาที คิดแล้วเบ็ดเสร็จก็ใช้เวลาดูทั้งหมดกว่า 4,800 ล้านนาที ทำให้ MV เพลงนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกมาแล้วกว่า 480,000 กิโลกรัม ในเวลา 6 เดือนนั่นเอง (เอ่ะ เราดูไปกี่รอบหว่า)

โดย Google เปรียบเทียบพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อการดู YouTube ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ จะเท่ากับการซักผ้าด้วยเครื่อง ซึ่งเทียบกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกมาสัก 3 กิโลกรัม ตามรูปเลยครับ



- Gmail


ในขณะที่เราทำการ Check, Read, Write, Send และอะไรก็ตามที่เราใช้บน Gmail ในหนึ่งปี Google ต้องใช้พลังงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ ของเราประมาณ 2.1 kWh. ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกมา 1.2 กิโลกรัม

ไว้คราวหน้าเราจะมาดูว่า เป้าหมายของ Google Go Green คืออะไร และที่สำคัญที่หลายคนตั้งคำถามว่า ธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเป็นมิตรต่ิอสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ Google เค้ามีคำตอบนะ


Read More

13 January 2013

15 แนวโน้มสำคัญของผู้บริโภคทศวรรษนี้



สวัสดีครับ วันนี้ขอมาเข้าเรื่องธุรกิจกันบ้างดีกว่า หลังจากที่ห่างหายกันมานานหลายโพส ขึ้นปีใหม่มาทั้งทีเรามาเริ่มกันด้วย "15 แนวโน้มสำคัญของผู้บริโภคทศวรรษนี้" ซึ่งอ้างอิงมาจากที่ อ.สมภพ เจริญกุล ได้พูดไว้ในรายการ Business Connection และผมก็ได้มาขยายความต่อเล็กน้อย เราไปดูกันดีกว่าว่า เรา (ในฐานะผู้บริโภค) เป็นไปแล้ว หรือกำลังจะเป็นไปตาม 15 แนวโน้มดังกล่าวหรือไม่นะ

1. ผู้บริโภคอยากมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ


2. ผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่จะมีความสำคัญมากขึ้น 

โดยประเทศเกิดใหม่เหล่านี้จะเน้นเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ และส่งออกขายให้ประเทศกำลังพัฒนาเหมือนกันหมด

3. ผู้บริโภคใช้เวลากับอุปกรณ์พกพามากขึ้น มากมาก


จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า 63% ของมนุษย์หญิง และ 70% ของมนุษย์ชาย ไม่สามารถละสายตาจากอุปกรณ์เหล่านี้ได้มากกว่า 1 ชม.

4. ผู้บริโภคจะเน้นบริโภคอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ธรรมชาติ และธรรมชาติ


5. ผู้บริโภคจะดำเนินชีวิตโดยต้องมี "APP" มากขึ้น 

โดยเฉพาะในแง่ของการดูแลสุขภาพ

6. ผู้บริโภคหันมา Shopping ผ่านมือถือ


7. ผู้บริโภคจะให้ความสนใจกับสินค้า/บริการที่มีเรื่องราว

ยิ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานยิ่งชอบ หรือที่เรียกว่า Brand ใหม่ วัฒนธรรมเก่า

8. ผู้บริโภคต้องการแสดงออกมากขึ้น

ความต้องการสินค้า/ บริการ ของเรามากขึ้น (Like, Share, Tweet อืนๆ)

9. ผู้บริโภคที่เน้นบริโภคของที่มีคุณภาพ มีสัดส่วนที่มากขึ้น 

ทำให้การผลิตสามารถวกกลับไปยังประเทศพัฒนาแล้ว และอีกปัจจัยหนึ่งจะเห็นได้จาก การที่สหรัฐฯ ค้นพบ Shale Gas ทำให้ต้นทุนทางด้านพลังงานลดต่ำลงอย่างชัดเจน ทำให้มีแนวโน้มที่จะกลับมาสร้างโรงงานการผลิตเพิ่มขึ้น

10. ผู้บริโภคเน้น สินค้า/บริการ ที่ทำ Personalized Marketing มากขึ้น


11. ผู้บริโภคมองหา CSR จากองค์กรหรือบริษัทของเจ้าของสินค้า/ บริการ มากขึ้น


12. ผู้บริโภคต้องการรายละเอียดของสินค้ามากขึ้น

เพื่อที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองมากสุดและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

13. ผู้บริโภคมีพลังมากขึ้น จากการหันมาใช้สังคมเครือข่าย 


ทำให้เกิดการบอกต่ออย่างรวดเร็ว (Viral Marketing) บริษัทต่างๆ จึงต้องหันมาใช้ การตลาดสังคมเครือข่ายมากขึ้น

14. ผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น 

ฉะนั้นการสร้าง Brand จะเริ่มให้ผู้บริโภคร่วมด้วยช่วยกัน

15. ผู้บริโภคต้องการอะไรที่ Real Time


Read More

01 January 2013

สวัสดีปีใหม่ 2556 : Happy New Year 2013



สวัสดีปีใหม่ 2556

ก่อนอื่น คงต้องขออวยพรให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน

"ขอให้อันความสุขกาย ความสุขใจและความสมดั่งใจหวัง ก่อเกิดขึ้นกับทุกท่าน อีกทั้งขอให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง กำลังใจเข้มแข็ง พร้อมสู้ศึกกับปีหน้าฟ้าใหม่กันต่อไปนะครับ"

และเนื่องในโอกาสปีใหม่ในครั้งนี้ผมมีเรื่องดีๆ มาฝากกันไว้ หลายๆ คนคงเคยอ่านกันมาแล้ว แต่ผมเห็นเป็นบทความที่ดี แม้จะอ่านอีกกี่ทีก็สามารถให้แง่คิด เตือนสติเราได้ เพื่อที่ใครกำลังหลง หรือ วน อยู่กับอะไรในชีวิต จะได้มีสติฟื้น เตือนตัวเองได้ว่า แท้จริงแล้วคำจำกัดความของสิ่งที่เรียกว่า "ความสุขในชีวิต" ของตัวเองคืออะไรกันแน่


ข้างล่างนี้คือคำบรรยายของ Dr. Richard Teo เศรษฐีเงินล้านและแพทย์ด้านความงามชื่อดังชาวสิงคโปร์อายุ 40 ปี ซึ่งพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เขาได้มาเล่าประสบการณ์ชีวิตในกับชั้นเรียนของนักศึกษาทันตแพทย์




วันที่ 19 มกราคม 2012

ตอนผมยังเด็ก ผมเป็นตัวอย่างผลผลิตของสังคมในปัจจุบัน เป็นผลผลิตที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จตามที่สังคมต้องการ ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ผมมาจากครอบครัวที่ต่ำกว่ามาตรฐาน, ผมถูกพร่ำสอนจากสื่อต่างๆ จากผู้คนรอบๆ ตัวว่า ความสุขเป็นเรื่องของความสำเร็จ และความสำเร็จที่ว่าก็เป็นเรื่องของความร่ำรวย ด้วยแนวคิดนี้ ผมจึงต้องต่อสู้ แข่งขัน อยู่เสมอตั้งแต่เป็นเด็ก

ไม่เพียงแต่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด, ผมต้องประสบความสำเร็จในทุกสนามแข่งขัน ในทุกกลุ่มที่สังกัด ในถนนทุกสาย ผมต้องได้ถ้วยรางวัล ต้องได้รับชัยชนะทุกๆ อย่าง ผมเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ จบมาเป็นแพทย์ พวกคุณบางคนอาจจะพอรู้ว่าในบรรดาสาขาต่างๆ นั้น จักษุวิทยา (Opthalmology) เป็นหนึ่งในสาขาที่แย่งกันเรียนมากที่สุด ดั้งนั้นผมจึงต้องเรียนจักษุวิทยาให้ได้ และผมก็ได้เรียน แถมยังได้ทุนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เพื่อพัฒนาเลเซอร์สำหรับรักษาตาอีกด้วย

ในช่วงที่ผมเรียนอยู่นั้น ผมได้สิทธิบัตร 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ อีกฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเลเซอร์ แล้วพวกคุณรู้มั้ย, บรรดาความสำเร็จทางวิชาการพวกนี้ไม่ได้นำความร่ำรวยมาให้ผมเลย ดังนั้นหลังจากหมดพันธะกับทางมหาวิทยาลัยแล้ว ผมบอกกับตัวเองว่า นี่มันนานเกินไปแล้ว การฝึกฝนทางจักษุวิทยามันใช้เวลานานเกินไป. ผมน่าจะทำเงินได้มากโขในภาคเอกชน. พวกคุณคงพอรู้ว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องของเวชศาสตร์ความงามบูมมาก แถมยังทำเงินได้มหาศาล ดังนั้นผมจึงตัดสินใจ พอกันทีกับงานในมหาวิทยาลัย ถึงเวลาต้องไปแล้ว ผมจึงลาออกจากการ train กลางคันและหันเหไปตั้งคลินิกความงามของตัวเอง

พวกคุณรู้มั้ย น่าขำที่ผู้คนไม่ได้มองหาฮีโร่จากแพทย์ทั่วไป (GP) หรือแพทย์ครอบครัว (family physician) พวกเขามองหาฮีโร่จากแพทย์ที่มีชื่อเสียงและร่ำรวย พวกเขาจะไม่มีความสุขกับการเสียเงิน 20 เหรียญเพื่อพบแพทย์ทั่วไป แต่ไม่บ่นสักคำที่จะจ่ายเป็นหมื่น ๆ ดอลล่าร์สำหรับการดูดไขมันหรือเสริมเต้านมหรืออะไร

ทีนี้ผมทำกับเงินที่หามาได้มากมายก่ายกองนั่นยังไง? วันสุดสัปดาห์ผมใช้ชีวิตยังไง? ผมสังกัดกลุ่มคนรักรถ supercar ผมชอบสะสมรถครับ ผมซื้อรถหรูๆ ขับไปถึงมาเลเซียโน่น เพื่อไปแข่งรถในสนามแข่ง นั่นละครับชีวิตของผม เงินยังเหลืออีกเยอะ ทำอะไรอีก? ผมซื้อ Ferrari ครับ ตอนนั้น รุ่น 458 ยังนิยมมาก เปิดประทุนได้ด้วย นี่เพื่อนสมัยมัธยมของผมครับ เป็นนายธนาคาร คันของเขาสีแดง ผมก็เลยต้องเลือกสีเงิน

พอได้รถแล้วทำอะไรอีก? ถึงเวลาที่ต้องซื้อบ้านแล้ว ผมเที่ยวหาทำเลสร้างบ้าน และก็สร้างบ้าน ดูผมใช้ชีวิตสิครับ ผมอยู่ท่ามกลางสังคมของคนร่ำรวยและมีชื่อเสียง คนนี้เป็น Miss universe ผมไปดื่มไปเที่ยวกับคนพวกนี้ นี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Facebook มหาเศรษฐีพันล้านเชียวนะครับ ร้านอาหารก็ต้องระดับ Michelin เท่านั้น

ไม่ผิดหรอกครับที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ผิดที่จะร่ำรวยมั่งคั่ง ไม่ผิดเลย ปัญหาประการเดียวก็คือ พวกเราส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมด้วยไม่สามารถควบคุมจัดการมันได้

ทำไมผมพูดอย่างนั้น ก็เพราะเมื่อผมเริ่มสะสมเงินทอง ยิ่งผมมีมากเท่าไร ผมก็ยิ่งอยากมีมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งต้องการอะไรมาก เราก็ยิ่งหมกมุ่นอยู่กันมัน เหมือนกับที่ผมได้พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ ทั้งหมดที่ผมทำก็คือสะสม ๆ ๆ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดสูงสุด เหมือนกับที่สังคมทำกับเรา เหมือนกับที่สังคมอยากให้เราเป็น เมื่อผมหมกมุ่นอยู่กับมันแล้ว อะไรอื่นก็ไม่มีความหมายสำหรับผมอีกต่อไป คนไข้ที่เดินเข้ามาก็เพียงแค่ถังเงิน และผมก็จะรีดเงินออกจากคนไข้พวกนี้จนถึงหยดสุดท้าย

ตอนนั้นผมถึงจุดที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตแล้ว ผมถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพของผม นี่คือรูปผมเมื่อปีก่อน กำลังเล่น Gym อยู่ หล่อล่ำเลย ตอนนั้นผมคิดไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในการควบคุมของผมและผมถึงยอดเขาแล้ว

แต่...ผมผิดถนัดครับ ทุกอย่างไม่ได้อยู่ในการควบคุมของผม ปีที่แล้วเดือนมีนาคม ผมเริ่มรู้สึกเจ็บตรงกลางหลัง ตอนนั้นคิดไปว่าอาจจะออกกำลังกายมากเกินไป ผมจึงไปโรงพยาบาล พบเพื่อนผม ผมทำ MRI เพื่อดูว่าอาจจะมีหมอนรองกระดูกหลังเคลื่อนหรือเปล่า.

เย็นวันนั้น เพื่อนผมโทรมาบอกว่า “กระดูกสันหลังของนายดูเหมือนจะมีเนื้องอกอะไรบางอย่างนะ” ผมตอบไปว่า “ว่าไงนะ มันหมายความว่ายังไง?” อันที่จริงผมรู้ความหมายดี แต่ไม่ยอมรับความจริง “พูดจริงหรือเปล่า” ตอนที่คุยนั้น ผมยังวิ่งอยู่ใน Gym อยู่เลยคุณรู้หรือเปล่า วันถัดมาผมทำ scan ต่างๆ เพิ่มเติม รวมทั้ง PET scan ด้วย สุดท้ายก็สรุปว่าผมเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ตอนนั้นผมคิดในใจว่า “มันมาจากไหนกันวะ” มะเร็งลามไปสมอง ไปกระดูกสันหลัง ไปตับและต่อมหมวกไตเรียบร้อยแล้ว พวกคุณลองคิดดู ผมคิดว่าผมควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ ผมถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว แต่ฉับพลันผมก็สูญเสียมันไปในทันที

น่าขำที่ว่าสิ่งต่างๆ ที่ผมมี ความสำเร็จเอย ถ้วยรางวัลเอย รถหรูๆ เอย คฤหาสน์เอย ทั้งหมดนั้นผมคิดไปว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม แต่ในยามที่ผมตกอยู่ภาวะซึมเศร้า หดหู่ใจ สิ่งต่างๆ ที่ผมมี มันกลับไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย และความคิดที่ว่าผมนอนกอดรถ Ferrari แล้วจะทำให้ผมหลับตาลงได้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้เลยแม้แต่นิดเดียวตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย สิ่งที่นำความสุขมาให้ผมในช่วง 10 เดือนสุดท้ายกลับเป็นการได้พบปะกับผู้คน ได้พบกับคนที่ผมรัก เพื่อนๆ ผู้คนที่เป็นห่วงเป็นใยผมอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นำความสุขมาให้ผม ไม่ใช่สิ่งของต่างๆ ที่ผมมี ไม่ใช่สมบัติที่ผมครอบครอง สิ่งต่างๆ ที่ผมเคยเหมาเอาว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม แต่เปล่าเลย ถ้ามันทำได้จริง เวลาที่ผมคิดถึงมัน ผมควรจะมีความสุข แต่มันกลับทำให้ผมแย่ลงไปอีก

นานมากแล้วที่เราหลงคิดไปว่าเราจะต้องเป็นฝ่ายรับ เราหลงลืมเสียสนิทว่าเราแทบจะไม่ได้ให้ใครเลยเว้นแต่ตัวเราเอง สิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ไม่ว่าจะในวงการแพทย์, วงการทันตแพทย์ ผมบอกได้เลย ขณะนี้ในภาคเอกชน บางครั้งเราถึงกับให้คำแนะนำกับผู้ป่วยเพื่อให้รับการรักษาหรือการผ่าตัดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ มันเป็นพื้นที่สีเทา และแม้ว่าบางเรื่องมันจะไม่จำเป็นเลย เราก็ยังแนะนำคนไข้ให้ทำ และถึงตอนนี้ ผมก็รู้ว่าใครบ้างที่หวังดีกับผมอย่างแท้จริง และใครบ้างที่หลอกเอาเงินผมโดยการเสนอ “ความหวัง” ให้ผมอยู่ เราสูญเสียเข็มทิศทางจริยธรรม (moral compass) ไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางสายนี้ เพียงเพราะว่าเราต้องการ make money


ผมอยากจะจบการบรรยายด้วย ประโยคนี้ มันมาจาก หนังสือเรื่อง Tuesdays with Morrie พวกคุณบางคนคงเคยอ่านแล้ว

Everyone knows that they are going to die; every one of us knows that.
The truth is, none of us believe it because if we did, we will do things differently.

เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตาย ผมได้ลอกคราบตัวเองออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ที่น่าขำก็คือ เมื่อเราเรียนรู้ว่าเราจะตายอย่างไร นั่นแหละเราถึงจะเรียนรู้ว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร ผมรู้ว่ามันออกจะเคร่งเครียดไปหน่อยสำหรับเช้าวันนี้ แต่นั่นคือความจริงครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้ประสบมา

อย่าให้สังคมบอกคุณว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร อย่างให้สื่อต่างๆ บอกคุณว่าคุณควรจะทำอะไร สิ่งเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ผมปล่อยให้ชีวิตผมจมไปกับความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำความสุขมาให้ ผมหวังว่าคุณจะใคร่ครวญกับเรื่องนี้และตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตของคุณเองอย่างไร ไม่ใช่เพราะคนอื่นบอกให้คุณทำ คุณต้องตัดสินใจว่าคุณจะให้เฉพาะแต่ตัวคุณเอง หรือจะสร้างความแตกต่างขึ้นในชีวิตของผู้อื่น เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการให้อะไรกับตัวเอง ผมเคยคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย....

ผมขอขอบคุณทุกท่าน ถ้ามีคำถามอะไรที่จะถามผม ยินดีครับ ขอบคุณ

(Dr. Richard Teo ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 18 ตุลาคม 2012 ขอให้ดวงวิญญาณของเขาจงไปสู่สุขคติ)




                       --------------------------------------------------------------------------
Read More
Designed ByBlogger Templates