29 December 2010

Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ตอนจบ



Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

ตอนที่ 1 :  คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร

ตอนที่ 2 : ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ (Carbon Footprint Label)

ตอนที่ 3 : ประโยชน์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์




ประโยชน์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์


ควรใช้คาร์บอนฟุตพริ้นทร์ กับผลิตภัณฑ์ชนิดใด?

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ นอกจากจะสามารถใช้ได้กับการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ยังสามารถทำการประเมินได้ ในลักษณะการให้บริการ และระดับองค์กรอีกด้วย ซึ่งการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ ทั้ง 3 ระดับนี้ มีวัตถุประสงค์ต่างกัน

1. ระดับผลิตภัณฑ์ 


เป็นการใช้ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นทร์สื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภค โดยแสดงไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ มีการใช้ในหลายประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ


2. ระดับการให้บริการ 


เช่น ในบางสายการบินเริ่มมีการประกาศคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ของตัวเอง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเปรียบเทียบผลกระทบที่เกิดจากการเดินทางของตน

3. ระดับองค์กร 


โดยองค์กรอาจคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ของตน แล้วจัดพิมพ์ลงในรายงานประจำปี (Annual Report) หรือรายงานสิ่งแวดล้อมขององค์กร เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรในการมีส่วนร่วมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


คาร์บอนฟุตพริ้นทร์ มีประโยชน์อย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?

คาร์บอนฟุตพริ้นทร์เป็นข้อมูลที่นำมาใช้กับการสื่อสารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างองค์กรทางธุรกิจ หรือเป็นการสื่อสารไปยังผู้บริโภค โดยมีการแสดงปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ ลงบนฉลากของผลิตภัณฑ์ของตน ข้อมูลนี้จึงถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขายสินค้าแก่กลุ่มผู้ซื้อที่มีจิตสำนึกสูงต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค ตรวจสอบข้อมูลว่าผู้ผลิตได้ใส่ใจในภาคการผลิตต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือต่อปัญหาโลกร้อนมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังช่วยลดต้นทุนการผลิตด้สนพลังงาน นอกจากนี้หากภาคธุรกิจที่มีการแสดงข้อมูลของคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ก็จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์สินค้าได้เป็นอย่างดี ตลอดจนทำให้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้น


บริษัทในประเทศไทย ที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์

สำหรับประเทศไทยมีรายชื่อบริษัทและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นทร์แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 22 บริษัท เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2553) เช่น

• กระเบื้องเซรามิคบุผนัง คอตโต ของบริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด
• ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโคคา-โคล่า ชนิดบรรจุกระป๋อง ขนาด 325 cc ของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด
• เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปน้ำใส มาม่า ขนาดบรรจุ 55 กรัม ของบริษัท เพรสซิเดนท์ไรซ์-โปรดัก จำกัด (มหาชน)
• เนื้อไก่สด CP ขนาดบรรจุ 1,000 กรัม ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาการ จำกัด (มหาชน)


บทสรุป

คาร์บอนฟุตพริ้นทร์ แม้ว่าจะเป็นมาตรการสมัครใจ แต่ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ส่งผลต่อการค้าอย่างแน่นอน การแข่งขันในตลาดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของสินค้า การบริการ ราคา และคุณภาพ เพียงเท่านั้น สินค้าหรือบริการใดที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จะเป็นการช่วยสร้างจุดขายที่เหนือกว่าคู่แข่งขันอีกด้วย ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ จึงเป็นข้อมูลที่มีส่วนสำคัญที่เราควรให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น หากจะเลือกซื้อสินค้าในครั้งต่อไปก็อย่าพิจารณาเพียงแค่ คุณภาพและราคาเท่านั้น เราควรพิจารณาว่าสินค้านั้นมีฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์แสดงอยู่หรือไม่ การเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย จึงถือได้ว่าพวกเราทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

เรียบเรียงโดย วริศรา แสงไพโรจน์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ
จบแล้วครับสำหรับบทความเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินทร์ที่นำมาฝากกัน เพื่อนๆ คงพอจะเข้าใจแล้วใช้ไหมครับว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก เพราะต่อไปในอนาคตเวลาเราจะซื้อของแต่ละอย่างเราคงจะต้องพิจารณาในเรื่องการมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยอาศัยเจ้าตัวฉลากคาร์บอนฟุตพรินทร์ ประกอบการตัดสินใจไปด้วย เลยกลายเป็นว่าคนที่ชอบ shopping ก็สามารถสนุกกับการ shopping แล้วแถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อนไปในตัวด้วย เยี่ยมจริงๆ ครับ

แต่เอ่ะ ถ้าเราอยากรู้ว่าในแต่ละวัน เรามีส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณเท่าไหร พูดง่ายๆ ก็คือการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินทร์ของตัวเองว่ามีปริมาณเท่าไหร่ เผื่อในอนาคตอาจจะมีฉลากคาร์บอนฟุตพรินทร์สำหรับไว้ติดมนุษย์ เพื่อบอกว่าแต่ละคนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหนก็ได้นะครับ ไปคำนวณลองดูกันเลยครับ ที่นิ่ Thai Carbon Footprint Calculator

Read More

23 December 2010

Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ตอนที่ 2




Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

ตอนที่ 1 :  คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร

ตอนที่ 2 : ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ (Carbon Footprint Label)

ตอนที่ 3 : ประโยชน์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์




ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ (Carbon Footprint Label)


การแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์

การแสดงข้อมูลปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์อาจจะมีลักษณะคล้ายกับป้ายบอกจำนวนแคลอรี่และสารอาหารซึ่งมีการจัดทำโดยการติดฉลากบนผลิตภัณฑ์หรือภาชนะบรรจะนั้น หรือเป็นสัญลักษณ์ตามที่หน่วยงาน เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนียได้ทำการออกรูปแบบของฉลากคาร์บอนใน 3 ประเภท ได้แก่


1. ฉลาก Low-Carbon Seal 


ซึ่งเป็นฉลากคาร์บอนประเภทที่ไม่มีจำนวนการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ติด ดั้งนั้นผู้บริโภคจะไม่สามารถทราบได้ถึงจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยในภาคการผลิตสินค้า

2. ฉลาก Carbon Score 


เป็นฉลากคาร์บอนประเทภที่มีจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ติดไว้บนตัวผลิตัณฑ์ ดังนั้นผู้บริโภคจะสามารถเปรียบเทียบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตสินค้าของระหว่างสินค้าแต่ละชนิดหรือชนิดเดียวกันแต่ตราสัญลักษณ์ต่างกันได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตปริมาณน้อยที่สุด

3. ฉลาก Carbon Rating 

ฉลากคาร์บอนประเภทนี้จะมีลักษณะคล้ายกับฉลากประหยัดพลังงานในสหภาพยุโรป โดยฉลากคาร์บอนประเภทนี้จะแบ่งกลุ่มโดยใช้สัญลักษณ์เป็นรูปดาว จาก 1 จนถึง 5 ดาว หากสินค้าใดได้จำนวนดาวมากหมายถึงสินค้าชนิดนั้น ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ในปริมาณมากกว่าสินค้าที่ได้ดาวน้อยดวง

ส่วนในสหภาพยุโรปจะมีการแบ่งกลุ่มโดยใช้สัญลักษณ์เป็นรูปดาว จากจำนวน 1 จนถึง 5 ดาว โดยสินค้าที่ได้ดาวมากหมายถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในปริมาณมากกว่าสินค้าที่ได้ดาวน้อย

ตัวอย่าง ฉลากแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินทร์ (Carbon Footprint Label) ประเทศต่างๆ



สำหรับประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้จัดทำโครงการฉลากคาร์บอนขึ้น โดยมีการแบ่งระดับคล้าย ๆ ฉลากไฟ เบอร์ 5 โดยแบ่งออกเป็น 5 สี 5 เบอร์ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในสินค้าแต่ละชนิด คือ

ฉลากคาร์บอนเบอร์ 1 จะมีพื้นฉลากสีแดง เป็นสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้น้อยที่สุด ที่ 10%
ฉลากคาร์บอนเบอร์ 2 สีส้ม ลดการปล่อยก๊าซฯ ได้ 20%
ฉลากคาร์บอนเบอร์ 3 สีเหลือง ลดการปล่อยก๊าซฯ ได้ 30%
ฉลากคาร์บอนเบอร์ 4 สีน้ำเงิน ลดการปล่อยก๊าซฯ ได้ 40%
ฉลากคาร์บอนเบอร์ 5 มีพื้นสีเขียว เป็นสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด คือ 50%

ฉลากคาร์บอนฟุตพรินท์ของไทย


Read More

17 December 2010

Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ตอนที่ 1



วันก่อน ได้ฟังรายการ Business Connection ช่วง Guru Station ที่จะมีเฉพาะเดือน พ.ย.-ธ.ค. ที่ทางรายการเชิญ ดร.ธีระพล เตชะวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พริ้นท์ ซิตี้ จำกัด มาพูดเกี่ยวกับ Green Printing ทำให้ผมได้ยินคำว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เป็นครั้งแรก ซึ่งตอนแรกก็งงครับ ว่ามันคืออะไร เพราะเคยได้ยินแต่คำว่า คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ก็เลยลองหาข้อมูลดู จึงพบว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเราและเกี่ยวข้องต่อการดำเนินชีวิตของเรามากทีเดียวครับ เลยอยากนำบทความดังกล่าวมาเผยแพร่ต่อ เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่น ที่อาจจะไม่เคยได้ยินคำนี้ (เหมือนผม) หรือเคยได้ยินแล้วแต่ไม่รู้มันคืออะไร แล้วไอ้การ shopping ของเรามันมาเกี่ยวอะไรด้วย แล้วจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างไร ติดตามอ่านได้เลยครับ (ผมขอแบ่งออกเป็น 3 ตอนนะครับ เนื่องจากเนื้อหามันค่อนข้างยาวทีเดียว)


Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

ตอนที่ 1 :  คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร

ตอนที่ 2 : ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ (Carbon Footprint Label)

ตอนที่ 3 : ประโยชน์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์



คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร 



ในภาวะโลกร้อนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งสาเหตุที่สำคัญคงหนึไม่พ้นเกิดจากกิจกรรมต่างของมนุษย์เรานั่นเอง ทั้งจากการใช้พลังงาน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติเช่น การตัดไม้ทำลายป่า การขนส่ง และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และในปัจจุบันเราจะพบว่าในหลาย ๆ ประเทศได้มีความตื่นตัวในเรื่องเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนกันมากขึ้น และสิ่งหนึ่งที่ให้ความสนใจก็คือ การที่จะร่วมมือกันผลิตและบริโภคผลิตัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีทั้งการเชิญให้ผู้ผลิตได้เข้าร่วมโครงการเพื่อให้ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และเชิญชวนให้ผู้บริโภคหันมาซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์อีกด้วย



คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint, CF) คือ การวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases, GHGs) จากกระบวนการผลิตสินค้าตลอดวัฎจักรชีวิต (Product Life Cycle) โดยเริ่มตั้งแต่ การจัดหาวัตถุดิบนำไปแปรรูป ผลิต จดจำหน่าย การใช้งาน และการจัดการหลังจากผลิตภัณฑ์นั้น ๆ หมดสภาพการใช้งานแล้ว โดยแสดงข้อมูลไว้บนฉลากคาร์บอน (Carbon Labeling) ติดฉลากบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภั.ณฑ์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณเท่าใด คาร์บอนฟุตพริ้นท์นี้ได้ถูกแนะนำขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือนมีนาคม 2550 ภายใต้การกำกับดูแลของ Carbon Trust


ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้มาอย่างไร


ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้จากการวัดหรือการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น ทั้งหมดในหน่วยกิโลกรัมหรือตัน ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (KgCO2 equivalent หรือ tonCO2 equivalent) การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จะต้องทำการพิจารณาจากกิจกรรม 2 ส่วนหลัก คือ


1. การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Primary Footprint) 

เป็นการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสินค้านั้น ๆ โดยตรง เช่น การใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตและการขนส่งทั้งโดยรถบรรทุก ทางเรือ และทางอากาศ



2. การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อม (Secondary Footprint) 

เป็นการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้สินค้าตลอดจนการจัดการซากสินค้าหลังการใช้งาน ดังตัวอย่างแสดงค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ของผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบจากบริษัท Walkers Snacks ซึ่งพบว่ามีจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 80 กรัม โดยในแต่ละขั้นตอนมีจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์แสดงดังภาพ
Walker Carbon Footprint
Read More

08 December 2010

ความจริงเกี่ยวกับลูกค้า โดย อ.สมภพ เจริญกุล

ลูกค้าถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด จริงหรือไม่???
จากบทความของ Peter Drucker ที่กล่าวไว้ว่า การที่จะทำให้บริษัทคงอยู่ได้ต่อไป นั่นก็คือการสร้างและรักษาลูกค้าให้ได้ เพราะลูกค้าเป็นผู้ที่จ่ายเงินให้กับเรา โดยทุกวันนี้เราอาจจะหาเงินทุนมาทำธุรกิจ หาpartner มาทำธุรกิจได้ แต่การหาลูกค้านั้นยากยิ่งหนัก ฉะนั้นการรักษาฐานลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำธุรกิจ ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินมาว่า บริษัทในสมัยก่อนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ เน้นที่ผลิตภัณฑ์เป็นหลัก และเน้นที่ลูกค้าเป็นหลัก

โดยถ้าบริษัทเน้นผลิตภัณฑ์เป็นหลัก จะต้องมีองค์ประกอบ คือ
1. ผลิตภัณฑ์ต้องดีเยี่ยม
2. หมกหมุ่นอยู่กับการแข่งขันตลอดเวลา
3. ปฏิบัติต่อลูกค้าแต่ละรายเท่าเทียมกัน
4. จะเน้นที่การซื้อขายระยะสั้น ลูกค้าจะมาหาเรา
ในขณะที่บริษัทที่เน้นลูกค้าเป็นหลัก มีองค์ประกอบ คือ
1. เน้นที่การสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับลูกค้า โดยที่ผลิตภัณฑ์ดี แต่ไม่ถึงกับเยี่ยม แต่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อจากความสัมพันธ์ที่ได้สร้างให้เกิดขึ้นในใจของลูกค้า
2. ทุ่มเท เอาใจใส่กับลูกค้า
3. ปฏิบัติต่อลูกค้าแต่ละรายไม่เท่ากัน มีการวัดผลในเชิงกำไรในลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน
4. จะเน้นที่การซื้อขายระยะยาว เราจะเป็นคนเข้าหาลูกค้า

ข้อคิดที่เกี่ยวกับลูกค้าที่เราควรต้องระวัง
1. ร้อยละ 20 ของลูกค้าทำรายได้ให้คุณร้อยละ 80 (กฎ 80:20) เราจึงต้องเลือกทุ่มเทความพยายามกับลูกค้าที่มีความสำคัญกับเราจริง
2. ร้อยละ 10 ของลูกค้า ทำกำไรให้เราร้อยละ 90
3. ลูกค้าที่พอใจเรามาก จะบอกคนอีก 3 คนให้รับรู้ ส่วนลูกค้าที่ไม่พอใจจะบอกเพื่อนอีก 12 คนให้รับรู้ ส่วนลูกค้าที่ไม่พอใจเรามากๆๆ จะบอกเพื่อนอีก 20 คนได้รับรู้
4. ร้อยละ 98 ของลูกค้าที่ไม่พอใจ จะหายไปเลย โดยไม่บ่นสักคำ
5. ร้อยละ 65 ของลูกค้าที่หายไป เพราะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับเรา
6. ร้อยละ 75 ของประสบการณ์เชิงลบของลูกค้าที่ จะเกี่ยวกับบริการ, สถานที่ บรรยากาศ มากกว่าตัวผลิตภัณฑ์
7. เหตุผลที่ลูกค้าตีจากไป เพราะไม่ได้รู้สึกตัวเองมีความสำคัญ มีคุณค่า
8. การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม 1 คน สูงกว่าถึง 3 เท่า
9. การซื้อใจลูกค้าเดิมให้กลับมาซื้อใหม่ ต้องใช้ต้นทุนมากกว่าถึง 12 เท่า
10. บริษัททั่วไปต้องใช้เวลา 5 ปี เพื่อรักษาร้อยละ 20 ของลูกค้าเอาไว้
11. การรักษาลูกค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จะเพิ่มกำไรถึงร้อยละ 55

โดยการที่เราจะรักษาฐานลูกค้าของเราให้ได้นั้น พนักงานของบริษัทถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นจุดที่สัมผัสกับลูกค้าโดยตรง (Contact Point) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการสร้างให้พนักงานมีจิตสำนึกที่ดีเกี่ยวกับลูกค้า โดย
1. เริ่มที่ผู้บริหาร จะต้องมีจิตสำนึกที่ดีต่อลูกค้าก่อน เพื่อสร้างเป็นวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร
2. การอบรมสั่งสอนสม่ำเสมอ
3. การรับพนักงาน เข้ามาต้องดูด้วย ไม่ใช่เอาเข้ามาก่อนแล้วค่อยว่ากัน
4, บรรยากาศในการทำงานที่ดี เพื่อสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการทำงาน

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ลูกค้าคือพระเจ้า (Customer is God)
สิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ 15 อย่าง โดย อ.สมภพ เจริญกุล
ผู้บริโภคในห้วงยามของการถดถอย (Consumer Recession Period)

Read More
Designed ByBlogger Templates