29 November 2010

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนจบ

๔. พระเอกเป็นนักเรียนรู้ และใช้คำว่า ฉันมา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นภาษาของ KM (Knowledge Management) ชัดเจน และยังใช้คำว่า “ทำซ้ำ” ซึ่ง คำว่า “ทำซ้ำ” นี้ นักบริหารสมัยใหม่อย่างที่เขียนใน หนังสือ The Toyota Culture คือ ช่วงเริ่มต้นเรียนรู้ ต้องหัด Repeat without thinking ทำซ้ำๆๆๆๆ อย่าเพิ่งคิด อย่าเพิ่งวิจารณ์ ทำๆๆๆๆ จนเป็นทักษะแล้ว จึงค่อยล้อมวงระดมสมองกัน ใช้ฐานกายก่อน อย่าด่วนใช้ฐานคิด
พลังของการเรียนรู้ร่วมกัน แม้นคนไม่ฉลาดหลายคน หาก “เชื่อมโยง” และเข้าใจ (See) กัน จะได้เกลียวความรู้ (Knowledge Spiral) ออกมามากมายกว่า คนฉลาดหลายคน แต่เอาอัตตามาชนกัน ยังมีถ้อยคำมากมาย ที่ใช้ในหนังเรื่องนี้ที่โดนใจมากๆ เช่น “วิทยาศาสตร์ คือ การสังเกต” นี่เป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงการ ดูๆๆๆ รู้ๆๆๆ ห้อยแขวนคำพิพากษาเอาไว้ก่อน

๕. ที่ผมกระเทือนใจมากๆ คือ ตอนที่พระเอกรู้ว่า เผ่านาวีที่มีแต่หอก และธนู คงไม่มีทางสู้ทหาร รับจ้างของเจ้าของเหมืองแร่จากดาวโลก ที่มีอาวุธทันสมัยกว่า มีทหารหุ่นยนต์ตัวใหญ่ๆ เครื่องบินรบขนาดใหญ่ ฯลฯ Jack จึงไปอ้อนวอนต่อ Eva (เอวา) หรือแบบไทยๆ คือ “แม่ธรณี” หรือ “มารดาโลก” แต่นางเอกบอก Jack ว่า “Eva ไม่เข้าข้างใคร เธอรักษาสมดุล” นั่นคือ ถึง Jack จะวิงวอนต่อ Eva แต่ Eva ก็จะไม่ช่วย ทุกอย่าง Eva จะรักษาสมดุลให้

ผมสะอึกมาก เพราะนึกถึงว่า อีกไม่กี่ปี เราอาจจะได้เห็นกรุงเทพฯ จมหายไปกับคลื่นยักษ์ แบบที่เฮติ แบบที่โดน แคทรีนา หรือสึนามิ ที่สะอึกเพราะเรามีสิทธิ์ตายเป็นล้านคน โดยความนิ่งดูดายของพวกเราเอง อากาศวิปริต แปรปรวน เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน ทำนายได้ยาก เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่เราก็ไม่รับรู้ หรือรู้ทั้งรู้แต่ไม่คิดจะทำอะไร หรือช่างมัน หาเงินต่อไปดีกว่า ไร้สาระ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ฯลฯ หากเรามี “ปัญญาฐานใจ” ก็ลองไปถามความรู้สึกคนที่ผ่านภัยธรรมชาติหนักๆ โจมตี อย่างฉับพลันแล้วเราจะ “เข้าใจ” (See แปลว่า เข้าใจ เห็นทั้งตัว เห็นทุกอย่าง ซึ้งใจ ฯลฯ)

นึกถึงเพลง The Answer is Blowing in the Wind ที่มีเนื้อหาว่า แม้นผม หรือใครๆ รวมทั้งผู้สร้าง หนังอวตาร หนังแนวภาวะโลกร้อน ฯลฯ จะตะโกนก้องว่า หยุดงกๆ เค็มๆ เมตตาชาวโลกบ้าง ฯลฯ ดังแค่ไหน บ่อยแค่ไหน มันก็แค่ “หายไปกับสายลม” ไม่มีคำตอบกลับมาอีกเลย

เพลง I See You ร้องโดย Leona Lewis
แสดงออกถึงความหมาย ที่ว่า “ในเธอมีฉัน ในฉันมีเธอ ในสรรพสิ่งมีทุกคน ทุกคนมีสรรพสิ่ง ทำร้ายสัตว์
สักตัว ก็คือ ทำร้ายตัวเอง”

I see you
I see you
Walking through a dream
I see you
My light in darkness breathing hope of new life Now I live through you and you through me
Enchanting I pray in my heart that this dream never ends I see me through your eyes

Living through life flying high
Your life shines the way into paradise
So I offer my life as a sacrifice
I live through your love

You teach me how to see
All that’s beautiful
My senses touch your word I never pictured Now I give my hope to you
I surrender I pray in my heart that this world never ends I see me through your eyes

เนื้อเพลงอย่าไปแปลแนวหนุ่มสาวรักกัน จริงๆ แล้วคือ ธรรมชาติกับเรา เรากับทุกคน เรากับ Mother Earth แม่ธรณี หรือ Eva ในเรื่องคำว่า I see me .... นึกถึงที่ หลวงพ่อกล้วย สอนว่า “อยากรู้จักฉันหาตัวเธอให้เจอก่อน”

เข้าใจตนเองคือ เข้าใจธรรมชาติ คือ เข้าใจธรรมะ และ You teach me how to see นี่แหละ ดูจิต
คือ ดูธรรม ที่เกิดในตัวเรา My senses นี่แหละ ที่ผมพร่ำบอกพวกเราเสมอว่า Stop thinking & learn how to sense ....

I surrender ..... ฉันยอมแพ้ ศิโรราบ ก็คือ ปล่อยวาง ยอมรับแล้ว .... จะไปสู้ธรรมชาติได้ไง มันเป็นเช่นนั้นเอง

นางเอกบอกพระเอกตอนที่พระเอกเอาเส้นผมไปเชื่อมโยงกับ Eva
นางเอกบอกว่า “Eva ไม่เข้าข้างใคร แต่เธอรักษาสมดุล”
ได้ยินคำนี้นึกถึง 2012 ทันที .... จ๊ากเลย

ดร.วรภัทร ภู่เจริญ

จบแล้วครับ สำหรับบทความของ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ อ่านแล้วก็ได้แง่คิดอะไรหลายอย่างเลยนะครับ ก็ต้องขอบคุณ ดร.วรภัทร ที่เขียนบทความดีๆ มาให้ได้อ่านครับ

ก่อนจบ ผมเห็น ดร.วรภัทร มีการกล่าวถึงเพลงประภาพยนต์ในเรื่อง Avatar ด้วย ผมเลยเอามาฝากกันครับ ขอบคุณมากครับ



Read More

21 November 2010

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนที่ 2


๒. “Jack” ชื่อของพระเอกเป็นอดีตทหารนาวิกโยธิน แต่พิการขาทั้งสองข้าง ถูกส่งมาทำงานแทนพี่ชายที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Avatar คือ ถอดวิญญาณของตนลงไปในร่างมนุษย์ผสมร่างชาวนาวี เพื่อเอาร่างที่เหมือนชาวนาวีนี้ไป “ล้วง” ความลับ ไปศึกษาพฤติกรรมของชาวนาวี หา “จุดอ่อน” เพื่อจะได้เอาไปวางแผนย้อนมาจัดการชาวนาวี นึกถึงฝรั่ง ญี่ปุ่นมากมาย ที่ทำเป็นมาวิจัย อาจารย์ แพทย์ ผู้สอนศาสนาฯลฯ ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ใครมาล้วงข้อมูลเรา สุดท้ายสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย โดนต่างชาติเอาไปจดทะเบียน (Patent) อย่างที่คนไทย “ได้ ไม่คุ้มเสีย” แต่เผอิญ Jack เป็นคนที่มี “จิตวิญญาณ” ยิ่งเข้าไปใกล้ชิดชาวนาวี ก็เรียนรู้อะไรมากมาย เป็นแบบ “Learn how to learn” Jack พบว่า ชาวนาวี“เข้าใจ” ธรรมชาติ และมีวิถีชีวิตแบบสมดุลกับธรรมชาติมากๆ ไม่ทำลายล้างแบบมนุษย์จากดาวโลก

Jack หลงป่าตอนกลางคืน จากที่เคยเรียนมา Jack จุดไฟ พอจุดไฟ เขาก็พบว่า มีหมาป่ามากมายรายล้อมเขา ด้วยความกลัว หรือที่ผมเรียกว่า เข้าโหมดต่อสู้ จิตเกิดอาการ ความคิดเฉโก ปรุงแต่ง มีอคติต่อสัตว์ที่เขาคิดว่าร้าย Jack กวัดแกว่งคบเพลิงไปมา ขับไล่เหล่าหมาป่า แต่ผลของการทำเช่นนั้นเป็นการเข้าใจธรรมชาติผิดหมดเลย เหล่าสุนัขก็เลยตกใจ เข้าโหมดต่อสู้เช่นกัน สุนัขป่า จึงรุมกัด Jack และบางตัวก็บาดเจ็บ จนกระทั่ง นางเอกชาวนาวี ก็เข้ามาช่วย และง่ายๆ เลย คือ “ดับไฟ” สุดท้ายหมาป่า ก็จากไป

๓. มีหลายฉากที่แสดงให้เรื่อง การเชื่อมโยง (Connect) เราฆ่าสัตว์หนึ่งตัวเท่ากับเราฆ่าตัวเราเอง เรากับธรรมชาติเชื่อมโยงกันฉากพระเอกใช้หางเปียเชื่อมโยงกับเส้นผมของม้าป่า และขนของนกอินทรีป่า เป็นการเชื่อม“ใจ สู่ ใจ” ไม่ใช่แบบฉันเป็นนาย เธอเป็นบ่าว ในองค์กรของผู้บริหารงกๆ เค็มๆ ทั่วไป

ถ้าเป็นการบริหารสมัยใหม่เรียกว่า “เชื่อมใจกับพนักงาน” ไม่ใช่เอาเงินมาฟาด เอาโบนัสมาล่อ ซึ่งผู้บริหารยุคอุตสาหกรรม วัตถุนิยม จะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ไม่เน้นในมหาวิทยาลัยที่เขาจบมา เจ้านายคนก่อนๆ ที่งกๆ เค็มๆ ก็บ่มเพาะเขาให้ขาดปัญญาฐานใจอย่างแรง ดังนั้น ไม่แปลกที่หลายคนดูเรื่องนี้แล้วบอกว่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย แค่ Special Effect เจ๋งแค่นั้นเอง”


ในขณะที่ เด็กๆ หลายคน ดูหนังเรื่องนี้แล้วบอกว่า รักต้นไม้จังเลย รักธรรมชาติจังเลย และหลายคน เริ่มเห็น “ความเห็นแก่ตัว” ที่ผู้บริหารงกๆ เค็มๆ กำลังทำลายธรรมชาติอยู่ทุกวันคนไทยมากมายไปเที่ยวน้ำตก ไปเดินป่า แต่ก็ไม่ได้ “เชื่อมโยง” ตนเองกับธรรมชาติเลย ไม่เข้าใจ (See) ตนเอง ไม่เข้าใจธรรมชาติ แค่ไปเดินๆ เร่งๆ หาที่นอน หาอะไรอร่อยๆ กิน และสะใจได้ขี่ช้าง ล่องเรือ ปีนภูเขาสูงสำเร็จ ฯลฯ หลายคนเอาแต่ถ่ายรูป ขี่จักรยาน สนุกกับการพูดจาตลกโปกฮาในป่า ตั้งวงกินเหล้า ได้แค่ เปลี่ยนบรรยากาศวงเหล้าเท่านั้นเอง ฯลฯ พวกเขายังไม่ “เชื่อมโยง” เพราะยังไม่รู้จักเรื่อง “ปัญญาฐานใจ”

ในหนังเรื่องนี้ ชาวเผ่านาวีใช้คำทักทายว่า “I see you” ซึ่ง ถ้าแปลตรงๆ ว่า ฉันเห็นเธอ ก็คงไม่ได้ ความหมายที่แท้จริงฉันเห็นเธอ ในหนังกินความไปถึง ฉันเข้าใจเธอ ฉันเคารพความเป็นตัวเธอ เรา “เชื่อมโยง” กัน ในหนังจะมีฉากสวยๆ ที่ชาวนาวีจับมือร่วมกันทั้งเผ่า หรือพระเอก นางเอก ผูกเส้นผมของตนเองกับรากไม้ เพื่อ “เชื่อมโยง” กับธรรมชาติ

คนที่ศึกษาแนว เต๋า (Tao) และเซน (Zen) ดูหนังเรื่องนี้จะประทับใจมากๆ และจะเห็นได้ว่า โลกตะวันตก เข้าใจศาสตร์ และปรัชญาตะวันออกมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริหารงกๆ เค็มๆ ของไทยเรา ยังล้าสมัย ตามสถานการณ์โลกไม่ทัน ยังคงใช้ศาสตร์เดิมๆ ของตะวันตก ที่ชาวตะวันตกเริ่ม “คายทิ้ง” แล้ว

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนที่ 1
Read More

10 November 2010

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนที่ 1

จากภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศของเราในช่วงกลางเดือนตุลาคม ถึงช่วงต้นของเดือนพฤศจิกายน อีกทั้งการเกิดสึนามิ และภูเขาไฟระเบิด ในพื้นที่ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ไม่นับรวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผมนึกถึงบทความหนึ่งของ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ที่ได้เคยเขียนบทความที่พูดถึงหลักการบริหารแนวสมดุล ผ่านหนังเรื่อง Avatar ซึ่งบทความดังกล่าวอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยตรง แต่สิ่งที่ ดร.วรภัทร์ ได้สื่อไว้นั้น เหมือนจะพยายามบอกให้ทราบว่า ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้มนุษย์บนโลกได้รู้ว่า ธรรมชาติกำลังเคลื่อนตัว เพื่อปรับไปสู่ความสมดุลอีกครั้งหนึ่ง แฮะๆ ผมร่ายมาซะยาว ไปลองอ่านกันดูดีกว่าครับ (ผมขอตัดเนื้อหาออกไป 3 ตอนนะครับเพราะมันยาวมาก)

ผมอยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปดูภาพยนตร์ที่หลายคนถ้าไม่รู้จักการบริหารแนวสมดุล Hard & Soft Side ก็คงจะได้แต่ความมันส์เท่านั้นเอง หลายคนก็บอกว่า หนังเรื่องนี้เป็นพล็อตเรื่องเดิมๆ แนวทหารม้าอเมริกันเข้าไปถล่มชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันอินเดียนไม่เห็นจะแปลกเลยแต่ผมชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว แทบจะร้องดังๆ ว่า “มาแล้ว …” หนังสือทุกเล่มที่ผมได้เขียนๆ เอาไว้ แทบจะโดนหนังเรื่องนี้นำเอามาอธิบายได้อย่างสนุกสนาน

แนวการบริหารแบบสมดุลชีวิตกำลังมาแล้ว น่าสงสัยผู้บริหารในประเทศไทยหลายคน ที่ยังไม่ขยับความคิดเลยว่า แนวการบริหารแบบเดิมๆ ของตนตก Trend เสียแล้วนะ ผู้บริหารแนวงกๆ เค็มๆ บ้า KPI จิกหัวพนักงานใช้ เห็นคนเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดานแข่งขัน ไม่เห็นคนเป็นคน คงต้องสำรวจตนเองมากขึ้นได้แล้วชาวบ้าน และชุมชนในประเทศไทยคงไม่เสียรู้ปล่อยให้นายทุนต่างชาติมาสร้างโรงงานแล้วทิ้งมลภาวะ โดยผู้บริหารงกๆเค็มๆ ของไทยเราทำหน้าตาเฉยอ้างว่า “ก็ผมทำตามกฎหมาย” ได้อีกแล้ว

ข้อสังเกตที่ได้จากหนังเรื่อง อวตาร ในมุมของนักบริหาร ที่ผมคิดๆ เอาไว้คร่าวๆ เช่น


๑. การบริหารสมัยใหม่ ใช้แนวคิดเชิง “อยู่รอด+อยู่ร่วมกัน+อยู่อย่างมีความหมาย” ไม่ใช่ ฉันรอดคนเดียว ฉันมีเงิน พรรคพวกฉันร่างกฎหมายเอง ฉันมีปืน ฉันมีอำนาจ ฯลฯ “ฉันอยากได้อะไร ฉันต้องได้” ซึ่งคำพูดแบบเห็นแก่ตัว หรือมองไม่เห็นตนเอง มองไม่เห็นคนอื่น ปรากฏในหนังเรื่อง “อวตาร” นี้บ่อยมาก เนื้อหาในหนัง แสดงให้นึกถึงว่าพวกเราชาวโลกเป็นตัวประหลาด เป็นสัตว์ที่เรียนรู้ได้ยาก ทำลายดาวโลกของตนเองแล้วยกพวกมาบุกรุกดาว “แพนโดร่า” ที่มีแร่ธาตุราคาแพง และมี “วัฒนธรรม” (Culture) ซึ่งเจ้านายงกๆ เค็มๆ มองไม่เห็นความสำคัญ เพราะพวกชนเผ่าของดวงดาวแพนโดร่านั้น เรียนรู้และสมดุลกับธรรมชาติได้ดียิ่ง ทำให้นึกถึงภาพนายทุนที่บอกว่า ที่ดินตรงนี้เหมาะกับการทำโรงงาน แล้วก็ไล่ชาวนาออกไปจากผืนดินที่เหมาะกับการทำนาที่สุดในโลกออกไป ไล่ชาวประมงออกไป ไล่ชาวบ้านออกไป เพราะที่ตรงนี้สามารถส่งพลังงานไปให้คนในเมืองใหญ่ได้ใช้ แต่ชาวบ้านตรงนี้ต้อง “เสียสละ” เจอมลภาวะหน่อยนะ

ในหนังอวตาร อดีตนางเอก Sigourney Weaver ได้บอกพวกผู้บริหารมืออาชีพว่า “แร่ราคาแพง ที่ต้องแลกมาด้วยการตัดไม้ใหญ่ การฆ่า หรือขับไล่ชนพื้นเมือง มีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับชุดความรู้ที่เรากำลังจะได้จากธรรมชาติ” เพราะต้นไม้ใหญ่นั้น เปรียบเสมือนเครือข่าย (Network) ที่เชื่อมโยงกับต้นไม้ทุกต้นบนดวงดาวแพนโดร่า ธรรมชาติพัฒนาไปไกลกว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะเข้าถึง การที่จะทำลายระบบนิเวศน์ตรงนั้น เพียงเพื่อขนแร่ธาตุราคาแพง เป็นแค่ความ “มักง่าย” หรือ “ฉลาดแต่ไม่เฉลียว”

สุดท้าย ผู้บริหารที่มาแนว Hard Side สุดโต่ง อ้าง KPI และ BSC ว่าต้อง “เอาแร่นั้นมาให้ได้” เป็นคำสั่งจากเจ้าของธุรกิจ “เราต้องได้ ในสิ่งที่เราต้องการ” พวกเขาจึงส่งทหารรับจ้างเข้าไปกวาดล้างชนเผ่านาวี (Navi) ทั้ง เด็กคนชรา ผู้หญิงตายไปมากมาย

นึกถึง ผู้บริหาร งกๆ เค็มๆ ที่ฉันต้องได้ตาม KPI ของฉัน บรรทัดสุดท้ายของฉัน คือ กำไร พนักงานคนไหนจะเดือดร้อน ทำงานกะติดกัน ฯลฯ พร้อมทั้งมีทัศนคติแบบ งกๆ เค็มๆ เช่น เจ็บป่วยก็ไปเบิกค่ารักษาเอา ใครทำไม่ได้ก็ลาออกไป มีคนอยากมาทำแทนมากมาย งานมาก่อนครอบครัว บริษัทต้องได้ตามเป้าหมายอย่ามาอ้างว่าลูกเมียไม่สบาย เงินของฉันแลกอวัยวะของเธอ (เจอสารพิษทั้งวันในโรงงาน) ฉันทำตามกฎหมาย สารพิษอยู่ในค่าที่กฎหมายอนุญาต ฯลฯ
Read More

01 November 2010

องค์กรอัจฉริยะ (How to be a Genius Organization)

การที่จะเรียกว่าเป็นองค์กรอัจฉริยะได้นั้น องค์กรจะต้องมี Effective Executive ซึ่งคุณโชคให้ความเห็นว่า คนที่เป็นผู้นำนั้น อย่างแรกเลยที่สำคัญ คือเรื่องนโยบาย (Policy) พอนโยบายเราได้แล้ว สิ่งที่เราต้องหาต่อไปคือ วิธีการปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอน (Implementaion Procedure)แต่สิ่งนี้แหล่ะที่ผู้นำจะไม่ค่อยนึกถึง เพราะจะคิดแค่ว่าให้นโยบายไว้แล้ว ตัวเองก็ไปทำอย่างอื่นต่อ ไปประชุมโน่น ประชุมนิ่ ไม่มีการวางการปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

คุณโชคจึงเน้นว่าหลังจากมีนโยบายแล้ว สิ่งสำคัญเราต้องดูว่า พนักงานบริษัทของเรา เข้าใจ ตีโจทย์นโยบายดังกล่าวเหมือนกันหรือไม่ โดยเราจะต้องไปมีส่วนร่วมนการกำหนดแนวทางในการเริ่มต้นการปฏิบัตินโยบายดังกล่าว เพราะฉะนั้น คุณโชคจะให้ความสำคัญมากกับการปฏิบัติหลังจากออกนโยบายมาแล้ว

พอหลังจากที่นโยบาย และวิธีการปฏิบัติออกมาแล้วนั้นก็จะตามมาด้วย ความอำนวยความสะดวก (Facilitate) คุณโชคมองว่าผู้บริหารจะต้องเป็นคนอำนวยความสะดวก ให้กับการปฏิบัติตามนโยบายต่างๆ บรรลุผล ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่อง การปรับสมดุลย์ (Regulate) เป็นการปรับสมดุลย์ในองค์กร ให้พนักงานไม่เกิดความลักลั่นกัน เหมือนเป็นตำรวจในองค์กร ที่พยายามทำให้ทุกอย่างเกิดความเท่าเทียมกัน ต่อจากนั้น ก็เป็นเรื่องของการติดตาม (Follow up) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นกันที่บริหารมักจะลืม เพราะบางทีสั่งแล้ว ก็สั่งไปเรื่อย มีแต่ปริมาณงานที่สั่ง ไม่มีคุณภาพงานที่สำเร็จ ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของ การแก้ไข (Solve)
ต้องลงไปช่วยคนปฏิบัติแก้ไขปัญหาอย่าง อาจจะไม่ต้องลงไปแก้ทุกเรื่องแต่ต้องอำนวยความสะดวกในเรื่องของหลักการ เพื่อก่อให้เกิดการแก้ไขด้วยสุดท้ายคือ การตัดสินใจ (Execute)

สรุปได้ว่า การที่จะเป็น Effective Executive ประกอบด้วย
1. กำหนดนโยบาย (Policy)
2. วางวิธีการปฏิบัติ (Implementaion Procedure)
3. ความอำนวยความสะดวก (Facilitate)
4. การปรับสมดุลย์ (Regulate)
5. การติดตาม (Follow up)
6. การแก้ไข (Solve)
7. การตัดสินใจ (Execute)

ส่วนในประเด็น การที่ผู้บริหารจะมีประสิทธิผลได้นั้นมันต้อง Born to be หรือ เรียนรู้กันได้ ซึ่งคุณโชคคิดว่า มันน่าจะต้อง Born to be เพราะผู้นำมันจะต้องมีสัญชาติญาณบางอย่างที่ติดตัวมา อย่างแรกคือ ความกล้า กล้าที่จะโดดเด่น แตกต่าง เผชิญวิกฤตหรือลงมือทำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ ต่อจากนั้นก็จะเป็นความเป็นคนมีวินัย ทำทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ วัดผลได้ และทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นนิสัยที่สำคัญ แล้วค่อยเติมในทักษะต่างๆ

นอกจากนี้ คนเป็นผู้นำ จะต้องรู้เลือกคนที่มีความต่าง และนำมารวมกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึงของผู้นำ ที่จะต้องรู้จักเลือกคนให้ตรงกับงาน เพราะถ้าเรามีผู้นำแบบนี้ ที่สามารถใช้คนได้ทุกประเภทให้เหมาะสมกับทักษะของเขา ทำให้เขาเกิดความรู้สึกด้วยว่าเขามีคุณค่ากับองค์กร นิ่แหล่ะ เป็นจุดเริ่มต้นขององค์กรอัจฉริยะ

และจากบทความของ Peter F Drucker ที่กล่าวถึง Effective Executive ซึ่งจะต้องมีอุปนิสัย 5 ประการ ดังนี้
1. รู้ว่าตัวเองใช้เวลาทำอะไรบ้างในแต่ละวัน
2. ต้องโฟกัสในผลลัพธ์ของงานมาก่อน ไม่ใช่ทำๆๆๆ อย่างเดียว
3. ต้องสร้างตัวเองจากจุดแข็ง ขยายจุดแข็ง แล้วค่อยมาลบจุดอ่อน
4. ต้องเน้นในขอบเขตงานที่มีความสำคัญ ที่ตัวเองสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ต้องตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนั้นยังมี วิลเลี่ยม โคเฮน ที่บอกไว้ว่า ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลต้องเก่งใน 11 areas นี้ คือ
1. ต้องเป็นคนแก้ปัญหาในเชิงบริหาร และกล้าตัดสินใจ
2. สื่อสารเก่ง
3. ต้องมีความสามารถในการจูงใจคน
4. ต้องมีความเป็นผู้นำ
5. Marketing your self to your boss
6. เก่งเรื่องการบริหารจัดการเวลา และต้องกำหนดเป้าหมาย และสามารถบรรลุได้
7. ต้องมีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
8. ต้องเก่งในเรื่องการบริหารจัดการความเครียด และเก่งในการเรื่องการจัดการความเครียดให้กับลูกน้องด้วย
9. วางแผนเก่ง
10. ทำงานและมีประสิทธิผล
11. ต้องหาผู้บริหารเก่งๆ เข้ามาอยู่เรื่อยๆ

หมายเหตุ : ขอแจ้งผู้ติดตามอ่านบทความของคุณโชค บูลกุล นะครับ เรื่องนี้จะเป็นบทความสุดท้ายของโชค บูลกุล ที่ผมได้มานำเสนอ เนื่องจากคุณโชค ได้พักการเป็นวิทยากรประจำรายการ Business Connection ที่ออกอากาศประจำในช่วงวันพุธไว้แค่นี้ก่อนครับ ไว้ถ้าคุณโชคกลับมาอีกเมื่อไหร่ ผมจะได้มานำเสนอต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ

คลิ๊ก อ่านบทความของคุณโชค บูลกุลทั้งหมด
Read More
Designed ByBlogger Templates