18 October 2012

ตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์ แชมป์ผลตอบแทนมากสุดในเอเชีย



พักหลังมานี้ (และน่าจะต่อไป) ตลาดเอเชียเรากำลังเนื้อหอมน่ากิน เอ้ย น่ามาลงทุน จากทั้งในเอเชียด้วยกัน และจากยุโรปและอเมริกา พอมาแลดูในตลาดหุ้นบ้านเรากันบ้าง เพราะเห็นช่วงนี้ตลาดหุ้นในบ้านเราเริ่มคึกคักเป็นพิเศษ หรือที่เขาเรียกว่า ภาวะกระทิงไล่ขวิด  เลยมีผลการศึกษาของ Reuters ที่ได้ทำการสรุปผลตอบแทนตลาดหุ้นในแถบเอเชีย  เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ิ ผลปรากฏว่า ประเทศไทยของเราและฟิลิปปินส์ มีผลตอบแทนในตลาดหุ้นมากสุดในเอเชียเลย

ผลตอบแทนของตลาดหุ้นเอเชีย แบบ Year to date




เมื่อดูที่ Price/Earning (P/E) ความถูกแพงของตลาดเทียบกันเอเชีย ตลาดหุ้นไทยเราก็มี P/E ประมาณ 14 เท่า ถือว่าอยู่กลางๆ (แต่ส่วนตัวผมว่า มันเริ่มแพงขึ้นแหล่ะ)


มาดูการคาดการณ์อัตราเแลกเปลี่ยนของไทยเรากันบ้างเน๋อ



ใครอยากไปดูต้นฉบับของ Reuters ก็ที่นีิเลย Best Performing Stock Markets in Asia

เห็นอย่างนี้แล้ว เรายังไปลงทุนในหุ้นทันไหมเนี่ยะ ตอนนี้เริ่มร้อนลน กลัวตกรถ ขึ้นมานะฉับพลัน ฮ่าฮ่าฮ่า

แต่..เอ่ะ เราจะตกรถ หรือจะไปติดดอย ดีหน่า ใครรู้ช่วยชี้ทางสว่างที
Read More

16 October 2012

20 กลลวงทางธุรกิจ ที่ต้องระวัง



วันก่อน อ.สมภพ ได้มาพูดเกี่ยวกับ 20 กลลวงทางธุรกิจ ในรายการ Business Connection ผมเห็นว่าน่าสนใจดี เลยลองเอาเนื้อหาที่จดๆ  ไว้นำมาฝากกัน โดยเพิ่มเติมเนื้อหา ตามความเข้าใจ ผสานกับที่ทาง อ. สมภพ ได้อธิบายไว้ ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าว่ากลลวงดังกล่าวมีอะไรบ้าง

20 กลลวงทางธุรกิจ


1. กำไรมาก :

การที่บริษัมีกำไรเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจมาก ทำให้แผนการใช้จ่ายอาจจะไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร อาจจะมีค่าใช้จ่ายบริหารเกิดขึ้นมากมายก็ตรงนี้ ประมาณว่ามีเงินมาก ใช้ไงก็ได้ตามสบายฉัน

2. ความสำเร็จ : 

เป็นกลลวงที่อันตรายมากสุด เพราะเมื่อเราสำเร็จอะไรสักอย่าง มันจะทำให้เราฮึกเหิมจนอาจจะเลยเถิดไปถึงหลงระเริง หรือหลงตัวเองจนมั่นใจเกินเหตุ

3. ส่วนแบ่งการตลาด : 

ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดที่เราใช้วัดๆ กันนั้น ถึงแม้เราจะมีตัวเลขที่ี่มาก ประมาณว่าเป็นผู้นำตลาดหรืออุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้ แต่เราอาจจะไม่ได้มองดูสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะบางทีเราอาจกำลังอยู่ในอุตสาหกรรมตกดินก็ได้ ผู้เล่นจึงน้อยราย ทำให้เรามีสัดส่วนที่มาก และถ้าเรายังไม่รู้ตัวอีก ยังยึดกับตัวเลขส่วนแบ่งที่มากมายนั้น ก็อาจจะทำให้เรามั่นใจเกินเหตุ ทำการขยายหรือยึดกับความสำเร็จรูปแบบเดิมๆ อีก (ข้อ 2 เลย)

4. ความเก่ง : 

เคยไหมกับการที่บริษัทหรือองค์กรเจอปัญหา แล้วคิดว่ายังไงทั้งองค์ความรู้และบุคลากรของบริษัทก็สามารถเอาอยู่ บริษัทเรามันสุดยอดอยู่แล้ว พนักงานเราก็เก่ง ทำอะไรสำเร็จๆ มาก็ตั้งหลายอย่าง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ สุดท้าย ต้องใช้บุคคลภายนอกเข้ามาแก้ ประมาณว่าต้องเปิดรับความเก่ง และองค์ความรู้ใหม่ๆ จากภายนอกบ้างไม่ใช่ยึดติดแต่ความเก่งของตัวเอง

5. ปัญหาและผลลัพธ์ : 

ดังที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า "ถ้ามีเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหา จะใช้เวลา 59 นาที เพื่อนิยามปัญหา และอีก 1 นาที เพื่อหาผลลัพธ์" แต่ปรากฎว่าทุกวันนี้ องค์กรหรือบริษัทต่างๆ กลับใช้เวลาทั้ง 60 นาทีเพื่อหาผลลัพธ์กับปัญหาที่ไม่เป็นเรื่อง หรือหาผลลัพธ์ที่มาจากโจทย์ที่ผิด

6. รายงาน : 

มีผู้บริหารหรือผู้จัดการบางคนเอาเวลาหมกหมุ่นอยู่แต่รายงาน อ่านๆ มันทั้งวัน ไม่เคยติดที่จะออกไปดูสถานการณ์จริงว่ามันเป็นอย่างไร ตรงนี้ ผู้บริหารอาจจะได้ภาพที่ดูดีกว่าความเป็นจริงโดยส่วนใหญ่ เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาจะเขียนรายงานในแง่บวกมากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

7. การวิจัยตลาด : 

การวิจัยตลาดหลายๆ ครั้งได้ความเป็นจริงแค่ครึ่งเดียว บางครั้งก็อาจจะไม่ได้เลย และบางทีอาจร้ายไปกว่านั้น คือ ได้ข้อมูลที่ผิดๆ มาอีก

8. Aspirin (ยาแก้ปวดหัว) : 

เราต้องทำตัวเป็นยาแก้ปวดหัวให้ลูกค้า คือ แก้ปัญหาให้ลูกค้า  แต่หลายบริัษัทที่ทำตัวให้ลูกค้าปวดหัวซะงั้น

9. ความแตกต่าง  :


10. ความเร่งรีบ : 

ภาวะการแข่งขันปัจจุบัน ทำให้หลายบริษัทต้องเร่งรีบผลิตสินค้าออกมาแบ่งเงินในประเป๋าผุ้บริโภคมากขึ้น แต่แท้จริงแล้วเพราะความเร่งรีบทำให้บริํษัทไม่ไ้ด้ผลิตสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างถูกจุด สินค้าจึงเป็นแค่สินค้า ไม่สามารถเป็น นวัตกรรมได้

11. ความชอบ : 

จะเน้นไปในเรื่องการจ้างคน โดยเราต้องจ้างคนที่เราชอบน้อยที่สุดแต่คุณสมบัติตรงกับที่ต้องการมากสุด แต่หลายครั้งที่เรามักจะคัดเลิกจากที่ชอบมากกว่า

12. ระยะสั้นที่สุด คือ ดีที่สุด : 

เน้นในเรื่องการสื่อสารภายในองค์กรให้ตรงประเด็นมากที่สุด อย่าพยายามพูดอ้อมเกินไป จนไม่สามารถจับประเด็นอะไรได้เลย

13. เจ้านาย : 

เป็นองค์กรที่ลูกน้อง เห็นดี เห็นงามด้วยกับเจ้านายอย่างเดียว ประจบว่างั้น ไม่เคยเสนอความคิดที่แตกต่าง หรือแนวทางใหม่ๆ เลย หลายที่อาจจะคิดว่าเป็นอันหนึงอันเดียวกัน ทำให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่เร็วขึ้น แต่ถ้าบางทีโจทย์ผิด ก็กลายเป็นว่าไม่มีใครทักท้วง มัวแต่เออ ออ ห่อหมก ตามๆ กันไป (ข้อ 5) สงสัยบางที่เจ้านายก็ชอบด้วยแหล่ะ ไม่มีใครขัด ข้าใหญ่ ข้าถูก คนเดียวในโลก

14. ความขัดแย้ง : 

หลายคนได้ยินคำว่าความขัดแย้งก็จะรู้สึกไม่ได้ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งแท้จริงแล้วความขัดแย้งก็มีคุณประโยชน์เหมือนกัน เพราะทำให้เราเห็นวิธีการที่แตกต่าง หรืออาจจะดีกว่า แต่องค์กรต้องสามารถควบคุมความขัดแย้งให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเพราะข้อ 13


15. วิกฤตธุรกิจ : 

ไ้อ๋ย่ะ...พุดถึงคำว่าวิกฤตทุกคนก็กลัวกันหมด แต่วิกฤตมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ถ้าภายในองค์กรของเรา สามัคคี รักใคร่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ผ่านพ้นไปได้จะทำให้องค์กรของเรารักกันมากขึ้น มีความเป็นอันหนึงอันเดียวกันมากขึ้น อย่างเช่น วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา

16. คู่แข่ง :

ฟังแล้วเซร็ง ฟ้าส่งข้ามาเกิด แล้วใยต้องส่งเจ้ามาเกิดด้วย แต่แท้จริงแล้ว คำว่าคู่แข่ง จะทำให้เราไม่อยู่เฉย ต้องมีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

17. Networking :


18. การประชุม : 

ถ้าดูตารางเวลาแล้วมีการประชุมหนาแน่นเต็มไปหมด ทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น ไม่ได้แปลว่าองค์กรนั้นดูมีคุณค่านะ แต่ในทางกลับกันมันจะหมายถึงการที่ต้องเสียเวลา แรงงาน ทรัพยากรต่างๆ ไปกับการประชุม (โดยเฉพาะน้ำลาย ที่จะต้องมีการโต้เถียงกันอย่างแน่นอน)


19. การโฆษณา : 

ปัจจุบันนี้ องค์กรอาจจะไม่ต้องเน้นในงบเรื่องของการโฆษณาในจำนวนมากๆ เพราะเราสามารถใช้ social media ต่าง ที่มีต้นทุนที่ถูกกว่ามากๆ แทนได้ หรือเราจะเน้นไปที่การประชาสัมพันธ์แทน


20. Budget : 

เอ้า ยึดเอาไว้เลยนะ ห้ามเกินไม่งั้นไม่ได้ตาม KPI ที่ตั้งไว้ ซึ่งหลายที่มักจะเป็นอย่างนี้ แต่เราควรนำ Budget มาใช้อย่างยืดหยุ่น น่าจะก่อให้เกิดมูลค่ามากว่า 




รู้อย่างนี้แล้ว ก็โปรดระวังหลุมพลางธุรกิจดังกล่าวกันให้ดีๆ จะได้ก้าวข้ามผ่านผลักดันให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต.
Read More

08 October 2012

รู้ทันจิต คิดนอกกรอบ



วันนี้ขอพักเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจไว้สักหน่อย  มาพักสมอง ลองคิดอะไรอย่างอื่นบ้าง (อ้าว ไหนบอกว่าพักสมองไง แล้วจะยังให้คิดอีก ไรเนี่ยะ) คือ มาพักสมองแล้วหาเวลาคิด เพื่อที่จะทำความรู้จักตัวเองมากขึ้นดีกว่าครับ คุณรู้จักสิ่งที่เรียกว่า กรอบทางความคิด กันหรือเปล่า มีหลายครั้ง หลายคน มักจะบอกว่า ให้เราคิดนอกกรอบ ไอ้เราก็พยายามมาคิดนอกกรอบ พยายาม พยายาม และพยายาม แต่ยังไงก็คิดไม่ออกสักที ส่วนหนึ่งผมว่า มันจะมาจากการที่เราไม่รู้ว่ากรอบของเราคืออะไร ต่างหาก ในเมื่อยังไม่รู้ว่ากรอบของตัวเองคือไร แล้วจะไปคิดนอกกรอบได้ยังไง วันนี้ผมจึงมีปริศนามาให้คิดกันเล่นๆ ดูว่าไอ้คำว่า กรอบทางความคิด เนี่ยะมันเป็นอย่างไร เผื่อต่อไปเราจะได้คิดนอกกรอบกับเค้าเป็นบ้างซะที โอมเพี้ยง


ปริศนาชวนคิด 2 ข้อที่อยากให้ลองหาคำตอบ ขอแนะว่าควรใช้เวลาคิดสักพัก ก่อนที่จะไปดูคำตอบข้างล่าง


1.แม่ให้เงินเด็กน้อย 20 บาท พอได้เงินเด็กน้อยก็รีบวิ่งเข้าไปในร้าน เพื่อซื้อขนมราคา 5 บาท เมื่อเจ้าของร้านยื่นเงินทอน 5 บาท เด็กน้อยก็รีบคว้าเงินและขนมออกไปจากร้าน คุณทราบไหมว่าทำไมเด็กน้อยจึงทำเช่นนั้นหากว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้องทุกอย่าง ? 


2. รถคันหนึ่งชนเสาไฟฟ้าอย่างแรง ผู้เป็นพ่อตายคาที่ ส่วนผู้เป็นลูกบาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดสมองรีบด่วน ศัลยแพทย์ถูกเรียกตัวมาผ่าตัดผู้ป่วยอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นหน้าผู้ป่วยซึ่งนอนหมดสติอยู่บนเตียงผ่าตัด ศัลยแพทย์ก็ชะงัก และบอกกับคณะแพทย์พยาบาลว่า ตนไม่กล้าผ่าตัดผู้ป่วยคนนี้ด้วยมือของตนเอง เพราะว่าเขาเป็นลูกของตน เด็กคนหนึ่งฟังเรื่องนี้แล้ว งงงวยมาก คุณพอจะอธิบายเรื่องนี้ได้ไหม? 


ถ้าคุณตอบข้อ 1.ว่าเป็นเพราะเจ้าของร้านทอนเงินผิด หรือเด็กขาดสติ จึงฉวยเงินทอนขาดไป 10 บาท คุณก็ตอบผิด เพราะโจทย์บอกไว้แล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านนั้นถูกต้องทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิด หากคุณใช้เวลานานแล้วยังตอบไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่นึกอยู่ตลอดเวลาว่าเด็กคนนั้นยื่นธนบัตร 20 บาทให้เจ้าของร้าน ทั้ง ๆ ที่โจทย์ไม่ได้บอกเลยแม้แต่น้อย คำตอบข้อนี้ก็คือ เป็นเพราะเด็กยื่นเงิน 10 บาทให้เจ้าของนั่นเอง 

ข้อ 2 ก็เช่นกัน ถ้าคุณตอบว่าศัลยแพทย์เป็นพ่อบุญธรรม (หรือเป็นอะไรต่ออะไรสุดแท้แต่จะนึก) คุณก็ตอบผิด ถ้าคุณงงงวย อธิบายเรื่องนี้ไม่ได้ ก็คงเป็นเพราะคุณนึกตลอดเวลาว่าศัลยแพทย์เป็นผู้ชาย ความจริงก็คือศัลยแพทย์ในเรื่องนี้เป็นแม่ของเด็กคนนั้น 

ปริศนาทั้ง 2 เรื่องที่จริงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ตอบไม่ได้จนสร้างความอึดอัดแก่หลายคน ก็เพราะคนส่วนใหญ่เผลอปรุงแต่งข้อมูลหรือสร้างภาพบางอย่างขึ้นในใจเกินจากที่โจทย์ได้ระบุไว้ สิ่งที่ปรุงแต่งต่อเติมนี้เองที่กลายเป็นกรอบหรืออุปสรรคบังตาให้เราหาคำตอบไม่เจอทั้ง ๆ ที่คำตอบนั้นง่ายแสนง่าย กลายเป็นเส้นผมบังภูเขาก็ได้ สิ่งที่ปรุงแต่งต่อเติมนั้นบางครั้งเกิดจากการตีความเอาเอง (เช่น แม่ให้เงินเด็ก 20 บาท ก็เลยนึกต่อไปว่าเด็กยื่นเงิน 20 บาทให้เจ้าของร้าน) หรือเกิดจากประสบการณ์และความคุ้นเคยที่กลายเป็นแบบแผนความคิด (เช่น ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ที่เจอนั้นเป็นผู้ชาย ดังนั้นพอได้ยินคำว่าศัลยแพทย์ ก็นึกภาพเป็นผู้ชายขึ้นมาทันที) การปรุงแต่งต่อเติมดังกล่าวเกิดขึ้นทันทีแบบอัตโนมัติจนเราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงทำให้หลายคนไม่ทันได้ตระหนักว่าความคิดปรุงแต่งของตนนั้นแหละที่เป็นปัญหา ไม่ใช่เป็นเพราะโจทย์ผิดหรือบุคคลในโจทย์ทำอะไรผิดพลาด 

ความคิดที่ปรุงแต่งต่อเติมโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงเพราะว่ามันได้ตีกรอบความคิดของเราให้อับจนต่อโจทย์ง่าย ๆ เท่านั้น หากยังเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์ในเวลาทำงาน ยิ่งกว่านั้นมันยังอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนเกิดความวิวาทบาดหมางกันด้วย ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ เรารู้สึกอย่างไรหากได้ยินว่าแฟนสาวของเรานัดพบศัลยแพทย์คนหนึ่งในโรงแรมหรูยามค่ำคืน ได้ยินเพียงเท่านี้บางคนก็เกิดความหวาดระแวงในคู่รักของตนแล้ว

การปรุงแต่งต่อเติมจากสิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น บางครั้งก็มีประโยชน์ในการทำให้เรามองได้ลึกไปกว่าปรากฏการณ์ แต่หากเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก็อาจทำให้เราเห็นความจริงอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อน เกิดความเข้าใจผิดและหวาดระแวงได้ง่ายมาก ยิ่งเกิดความบาดหมางใจกันแล้ว ก็ยิ่งง่ายที่จะปรุงแต่งต่อเติมในทางลบ จนเห็นอีกฝ่ายเป็นตัวเลวร้าย 

การต่อเติมปรุงแต่งหรือคิดไปเองไม่เพียงนำไปสู่ความวิวาทบาดหมางระหว่างสามีภรรยาหรือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น หากยังสามารถขยายความร้าวฉานของผู้คนจนกลายเป็นความแตกแยกในบ้านเมืองได้ เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดหรือกระทำการใด ๆ ง่ายมากที่อีกฝ่ายจะตั้งข้อระแวงสงสัยหรือมองไปในทางลบ หากฝ่ายนั้นตระหนักว่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์หรือตั้งข้อสงสัยของตน ก็คงไม่ถึงกับหลงเชื่อว่าเป็นความจริง แต่หากเป็นการปรุงแต่งต่อเติมขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว ก็ง่ายที่จะสำคัญผิดว่านั่นเป็นความจริง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นลบ เกิดท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์มากขึ้น กลายเป็นการขยายความขัดแย้งให้ลุกลามมากขึ้น 

บ่อยครั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนอื่น หากอยู่ที่ความคิดของเราเอง แม้เป็นการยากที่เราจะรู้ทันความคิดปรุงแต่งของตนทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แต่จะดีไม่น้อยหากเราหมั่นตรวจสอบความคิดของตนอยู่เสมอว่าปรุงแต่งต่อเติมจากความเป็นจริงหรือสิ่งที่รับรู้มามากน้อยเพียงใด นั่นจะช่วยให้เราเป็นนายมัน หาไม่แล้วมันจะกลายเป็นนายของเราได้ง่ายมาก

ปริศนาในบทความนี้ เป็นของ พระไพศาล วิสาโล ในหัวเรื่อง ""รู้ทันความคิดปรุงแต่ง"
--------------------------------------------------------------------------------------

ไงครับ ปริศนาธรรมทั้งสองข้อ ที่ไม่ได้บอกก่อนเพราะ เด๋วได้ยินเป็นเรื่องทางธรรม หลายคนอาจจะตั้งป้อม ขี้เกียจอ่าน ไม่อยากทำความเข้าใจ (เอ่ะ ผมปรุงแต่งไปเองหรือเปล่าเนี่ยะ) ถึงแม้บทความดังกล่าวจะเน้นหนักไปทางความคิดที่เกิดจากจิตที่ปรุงแต่งของเรา แต่ เจ้าตัวความคิด และจิตนิ่เอง มันเกิดจากกรอบความคิดของเรานั่นเอง ฉะนั้นถ้าเรารู้ทันคิด เราก็จะรู้ว่ากรอบของเราอยู่ตรงไหน อย่างคำถามสองข้อ ผมก็ตอบผิดทั้งสองข้อเลย (เออ อย่างน้อยเราก็มีกรอบวะ) แต่เจตนาของ พระไพศาล คงไม่ได้ต้องการเอาปริศนามาเพื่อแค่ต้องการวัดผลผิดถูกประการใดทั้งสิ้น ท่านคงต้องการให้เรารู้และเข้าใจตัวเราเองมากขึ้นต่างหาก เพราะต้องยอมรับว่า การที่เรามีกรอบทางความคิด หรือมีจิตที่ปรุงแต่งไปบ้าง ในบางเรื่อง โดยเฉพาะการทำงานเนี่ยะ ส่วนตัวผมคิดว่ามันจำเป็นและต้องใช้ประโยชน์เลยหล่ะ  เพราะไม่ใช้เราอาจไม่สามารถเห็นภาพที่ชัดเจน งานของเราก็อาจจะไม่สำเร็จได้ อย่างที่พระไพศาลว่าไว้ "การปรุงแต่งต่อเติมจากสิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น บางครั้งก็มีประโยชน์ในการทำให้เรามองได้ลึกไปกว่าปรากฏการณ์" แต่ในทางกลับกันถ้าเรานำกรอบความคิดที่ปรุงแต่งมาใช้ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากจนไม่รู้ว่าอันไหนกรอบเรา หรือเราไปเอากรอบคนอื่นมาคิดปนกับกรอบเราหรือเปล่า (ประมาณว่าฟังคนอื่นมาแยะ ดูละครดราม่ามาแยะ) ท้ายที่สุดอาจจะนำพาความยุ่งยากมาให้เราได้เช่นเดียวกัน

Read More
Designed ByBlogger Templates