29 December 2010

Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ตอนจบ



Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

ตอนที่ 1 :  คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร

ตอนที่ 2 : ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ (Carbon Footprint Label)

ตอนที่ 3 : ประโยชน์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์




ประโยชน์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์


ควรใช้คาร์บอนฟุตพริ้นทร์ กับผลิตภัณฑ์ชนิดใด?

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ นอกจากจะสามารถใช้ได้กับการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ยังสามารถทำการประเมินได้ ในลักษณะการให้บริการ และระดับองค์กรอีกด้วย ซึ่งการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ ทั้ง 3 ระดับนี้ มีวัตถุประสงค์ต่างกัน

1. ระดับผลิตภัณฑ์ 


เป็นการใช้ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นทร์สื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภค โดยแสดงไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ มีการใช้ในหลายประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ


2. ระดับการให้บริการ 


เช่น ในบางสายการบินเริ่มมีการประกาศคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ของตัวเอง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเปรียบเทียบผลกระทบที่เกิดจากการเดินทางของตน

3. ระดับองค์กร 


โดยองค์กรอาจคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ของตน แล้วจัดพิมพ์ลงในรายงานประจำปี (Annual Report) หรือรายงานสิ่งแวดล้อมขององค์กร เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรในการมีส่วนร่วมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


คาร์บอนฟุตพริ้นทร์ มีประโยชน์อย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?

คาร์บอนฟุตพริ้นทร์เป็นข้อมูลที่นำมาใช้กับการสื่อสารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างองค์กรทางธุรกิจ หรือเป็นการสื่อสารไปยังผู้บริโภค โดยมีการแสดงปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ ลงบนฉลากของผลิตภัณฑ์ของตน ข้อมูลนี้จึงถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขายสินค้าแก่กลุ่มผู้ซื้อที่มีจิตสำนึกสูงต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค ตรวจสอบข้อมูลว่าผู้ผลิตได้ใส่ใจในภาคการผลิตต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือต่อปัญหาโลกร้อนมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังช่วยลดต้นทุนการผลิตด้สนพลังงาน นอกจากนี้หากภาคธุรกิจที่มีการแสดงข้อมูลของคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ก็จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์สินค้าได้เป็นอย่างดี ตลอดจนทำให้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้น


บริษัทในประเทศไทย ที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์

สำหรับประเทศไทยมีรายชื่อบริษัทและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นทร์แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 22 บริษัท เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2553) เช่น

• กระเบื้องเซรามิคบุผนัง คอตโต ของบริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด
• ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโคคา-โคล่า ชนิดบรรจุกระป๋อง ขนาด 325 cc ของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด
• เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปน้ำใส มาม่า ขนาดบรรจุ 55 กรัม ของบริษัท เพรสซิเดนท์ไรซ์-โปรดัก จำกัด (มหาชน)
• เนื้อไก่สด CP ขนาดบรรจุ 1,000 กรัม ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาการ จำกัด (มหาชน)


บทสรุป

คาร์บอนฟุตพริ้นทร์ แม้ว่าจะเป็นมาตรการสมัครใจ แต่ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ส่งผลต่อการค้าอย่างแน่นอน การแข่งขันในตลาดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของสินค้า การบริการ ราคา และคุณภาพ เพียงเท่านั้น สินค้าหรือบริการใดที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จะเป็นการช่วยสร้างจุดขายที่เหนือกว่าคู่แข่งขันอีกด้วย ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ จึงเป็นข้อมูลที่มีส่วนสำคัญที่เราควรให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น หากจะเลือกซื้อสินค้าในครั้งต่อไปก็อย่าพิจารณาเพียงแค่ คุณภาพและราคาเท่านั้น เราควรพิจารณาว่าสินค้านั้นมีฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์แสดงอยู่หรือไม่ การเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย จึงถือได้ว่าพวกเราทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

เรียบเรียงโดย วริศรา แสงไพโรจน์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ
จบแล้วครับสำหรับบทความเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินทร์ที่นำมาฝากกัน เพื่อนๆ คงพอจะเข้าใจแล้วใช้ไหมครับว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก เพราะต่อไปในอนาคตเวลาเราจะซื้อของแต่ละอย่างเราคงจะต้องพิจารณาในเรื่องการมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยอาศัยเจ้าตัวฉลากคาร์บอนฟุตพรินทร์ ประกอบการตัดสินใจไปด้วย เลยกลายเป็นว่าคนที่ชอบ shopping ก็สามารถสนุกกับการ shopping แล้วแถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อนไปในตัวด้วย เยี่ยมจริงๆ ครับ

แต่เอ่ะ ถ้าเราอยากรู้ว่าในแต่ละวัน เรามีส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณเท่าไหร พูดง่ายๆ ก็คือการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินทร์ของตัวเองว่ามีปริมาณเท่าไหร่ เผื่อในอนาคตอาจจะมีฉลากคาร์บอนฟุตพรินทร์สำหรับไว้ติดมนุษย์ เพื่อบอกว่าแต่ละคนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหนก็ได้นะครับ ไปคำนวณลองดูกันเลยครับ ที่นิ่ Thai Carbon Footprint Calculator

Read More

23 December 2010

Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ตอนที่ 2




Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

ตอนที่ 1 :  คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร

ตอนที่ 2 : ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ (Carbon Footprint Label)

ตอนที่ 3 : ประโยชน์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์




ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ (Carbon Footprint Label)


การแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์

การแสดงข้อมูลปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์อาจจะมีลักษณะคล้ายกับป้ายบอกจำนวนแคลอรี่และสารอาหารซึ่งมีการจัดทำโดยการติดฉลากบนผลิตภัณฑ์หรือภาชนะบรรจะนั้น หรือเป็นสัญลักษณ์ตามที่หน่วยงาน เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนียได้ทำการออกรูปแบบของฉลากคาร์บอนใน 3 ประเภท ได้แก่


1. ฉลาก Low-Carbon Seal 


ซึ่งเป็นฉลากคาร์บอนประเภทที่ไม่มีจำนวนการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ติด ดั้งนั้นผู้บริโภคจะไม่สามารถทราบได้ถึงจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยในภาคการผลิตสินค้า

2. ฉลาก Carbon Score 


เป็นฉลากคาร์บอนประเทภที่มีจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ติดไว้บนตัวผลิตัณฑ์ ดังนั้นผู้บริโภคจะสามารถเปรียบเทียบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตสินค้าของระหว่างสินค้าแต่ละชนิดหรือชนิดเดียวกันแต่ตราสัญลักษณ์ต่างกันได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตปริมาณน้อยที่สุด

3. ฉลาก Carbon Rating 

ฉลากคาร์บอนประเภทนี้จะมีลักษณะคล้ายกับฉลากประหยัดพลังงานในสหภาพยุโรป โดยฉลากคาร์บอนประเภทนี้จะแบ่งกลุ่มโดยใช้สัญลักษณ์เป็นรูปดาว จาก 1 จนถึง 5 ดาว หากสินค้าใดได้จำนวนดาวมากหมายถึงสินค้าชนิดนั้น ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ในปริมาณมากกว่าสินค้าที่ได้ดาวน้อยดวง

ส่วนในสหภาพยุโรปจะมีการแบ่งกลุ่มโดยใช้สัญลักษณ์เป็นรูปดาว จากจำนวน 1 จนถึง 5 ดาว โดยสินค้าที่ได้ดาวมากหมายถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในปริมาณมากกว่าสินค้าที่ได้ดาวน้อย

ตัวอย่าง ฉลากแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินทร์ (Carbon Footprint Label) ประเทศต่างๆ



สำหรับประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้จัดทำโครงการฉลากคาร์บอนขึ้น โดยมีการแบ่งระดับคล้าย ๆ ฉลากไฟ เบอร์ 5 โดยแบ่งออกเป็น 5 สี 5 เบอร์ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในสินค้าแต่ละชนิด คือ

ฉลากคาร์บอนเบอร์ 1 จะมีพื้นฉลากสีแดง เป็นสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้น้อยที่สุด ที่ 10%
ฉลากคาร์บอนเบอร์ 2 สีส้ม ลดการปล่อยก๊าซฯ ได้ 20%
ฉลากคาร์บอนเบอร์ 3 สีเหลือง ลดการปล่อยก๊าซฯ ได้ 30%
ฉลากคาร์บอนเบอร์ 4 สีน้ำเงิน ลดการปล่อยก๊าซฯ ได้ 40%
ฉลากคาร์บอนเบอร์ 5 มีพื้นสีเขียว เป็นสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด คือ 50%

ฉลากคาร์บอนฟุตพรินท์ของไทย


Read More

17 December 2010

Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ตอนที่ 1



วันก่อน ได้ฟังรายการ Business Connection ช่วง Guru Station ที่จะมีเฉพาะเดือน พ.ย.-ธ.ค. ที่ทางรายการเชิญ ดร.ธีระพล เตชะวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พริ้นท์ ซิตี้ จำกัด มาพูดเกี่ยวกับ Green Printing ทำให้ผมได้ยินคำว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เป็นครั้งแรก ซึ่งตอนแรกก็งงครับ ว่ามันคืออะไร เพราะเคยได้ยินแต่คำว่า คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ก็เลยลองหาข้อมูลดู จึงพบว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเราและเกี่ยวข้องต่อการดำเนินชีวิตของเรามากทีเดียวครับ เลยอยากนำบทความดังกล่าวมาเผยแพร่ต่อ เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่น ที่อาจจะไม่เคยได้ยินคำนี้ (เหมือนผม) หรือเคยได้ยินแล้วแต่ไม่รู้มันคืออะไร แล้วไอ้การ shopping ของเรามันมาเกี่ยวอะไรด้วย แล้วจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างไร ติดตามอ่านได้เลยครับ (ผมขอแบ่งออกเป็น 3 ตอนนะครับ เนื่องจากเนื้อหามันค่อนข้างยาวทีเดียว)


Shopping ลดโลกร้อนกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

ตอนที่ 1 :  คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร

ตอนที่ 2 : ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นทร์ (Carbon Footprint Label)

ตอนที่ 3 : ประโยชน์ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์



คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร 



ในภาวะโลกร้อนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งสาเหตุที่สำคัญคงหนึไม่พ้นเกิดจากกิจกรรมต่างของมนุษย์เรานั่นเอง ทั้งจากการใช้พลังงาน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติเช่น การตัดไม้ทำลายป่า การขนส่ง และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และในปัจจุบันเราจะพบว่าในหลาย ๆ ประเทศได้มีความตื่นตัวในเรื่องเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนกันมากขึ้น และสิ่งหนึ่งที่ให้ความสนใจก็คือ การที่จะร่วมมือกันผลิตและบริโภคผลิตัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีทั้งการเชิญให้ผู้ผลิตได้เข้าร่วมโครงการเพื่อให้ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และเชิญชวนให้ผู้บริโภคหันมาซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์อีกด้วย



คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint, CF) คือ การวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases, GHGs) จากกระบวนการผลิตสินค้าตลอดวัฎจักรชีวิต (Product Life Cycle) โดยเริ่มตั้งแต่ การจัดหาวัตถุดิบนำไปแปรรูป ผลิต จดจำหน่าย การใช้งาน และการจัดการหลังจากผลิตภัณฑ์นั้น ๆ หมดสภาพการใช้งานแล้ว โดยแสดงข้อมูลไว้บนฉลากคาร์บอน (Carbon Labeling) ติดฉลากบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภั.ณฑ์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณเท่าใด คาร์บอนฟุตพริ้นท์นี้ได้ถูกแนะนำขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือนมีนาคม 2550 ภายใต้การกำกับดูแลของ Carbon Trust


ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้มาอย่างไร


ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้จากการวัดหรือการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น ทั้งหมดในหน่วยกิโลกรัมหรือตัน ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (KgCO2 equivalent หรือ tonCO2 equivalent) การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จะต้องทำการพิจารณาจากกิจกรรม 2 ส่วนหลัก คือ


1. การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Primary Footprint) 

เป็นการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสินค้านั้น ๆ โดยตรง เช่น การใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตและการขนส่งทั้งโดยรถบรรทุก ทางเรือ และทางอากาศ



2. การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อม (Secondary Footprint) 

เป็นการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้สินค้าตลอดจนการจัดการซากสินค้าหลังการใช้งาน ดังตัวอย่างแสดงค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ของผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบจากบริษัท Walkers Snacks ซึ่งพบว่ามีจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 80 กรัม โดยในแต่ละขั้นตอนมีจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์แสดงดังภาพ
Walker Carbon Footprint
Read More

08 December 2010

ความจริงเกี่ยวกับลูกค้า โดย อ.สมภพ เจริญกุล

ลูกค้าถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด จริงหรือไม่???
จากบทความของ Peter Drucker ที่กล่าวไว้ว่า การที่จะทำให้บริษัทคงอยู่ได้ต่อไป นั่นก็คือการสร้างและรักษาลูกค้าให้ได้ เพราะลูกค้าเป็นผู้ที่จ่ายเงินให้กับเรา โดยทุกวันนี้เราอาจจะหาเงินทุนมาทำธุรกิจ หาpartner มาทำธุรกิจได้ แต่การหาลูกค้านั้นยากยิ่งหนัก ฉะนั้นการรักษาฐานลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำธุรกิจ ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินมาว่า บริษัทในสมัยก่อนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ เน้นที่ผลิตภัณฑ์เป็นหลัก และเน้นที่ลูกค้าเป็นหลัก

โดยถ้าบริษัทเน้นผลิตภัณฑ์เป็นหลัก จะต้องมีองค์ประกอบ คือ
1. ผลิตภัณฑ์ต้องดีเยี่ยม
2. หมกหมุ่นอยู่กับการแข่งขันตลอดเวลา
3. ปฏิบัติต่อลูกค้าแต่ละรายเท่าเทียมกัน
4. จะเน้นที่การซื้อขายระยะสั้น ลูกค้าจะมาหาเรา
ในขณะที่บริษัทที่เน้นลูกค้าเป็นหลัก มีองค์ประกอบ คือ
1. เน้นที่การสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับลูกค้า โดยที่ผลิตภัณฑ์ดี แต่ไม่ถึงกับเยี่ยม แต่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อจากความสัมพันธ์ที่ได้สร้างให้เกิดขึ้นในใจของลูกค้า
2. ทุ่มเท เอาใจใส่กับลูกค้า
3. ปฏิบัติต่อลูกค้าแต่ละรายไม่เท่ากัน มีการวัดผลในเชิงกำไรในลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน
4. จะเน้นที่การซื้อขายระยะยาว เราจะเป็นคนเข้าหาลูกค้า

ข้อคิดที่เกี่ยวกับลูกค้าที่เราควรต้องระวัง
1. ร้อยละ 20 ของลูกค้าทำรายได้ให้คุณร้อยละ 80 (กฎ 80:20) เราจึงต้องเลือกทุ่มเทความพยายามกับลูกค้าที่มีความสำคัญกับเราจริง
2. ร้อยละ 10 ของลูกค้า ทำกำไรให้เราร้อยละ 90
3. ลูกค้าที่พอใจเรามาก จะบอกคนอีก 3 คนให้รับรู้ ส่วนลูกค้าที่ไม่พอใจจะบอกเพื่อนอีก 12 คนให้รับรู้ ส่วนลูกค้าที่ไม่พอใจเรามากๆๆ จะบอกเพื่อนอีก 20 คนได้รับรู้
4. ร้อยละ 98 ของลูกค้าที่ไม่พอใจ จะหายไปเลย โดยไม่บ่นสักคำ
5. ร้อยละ 65 ของลูกค้าที่หายไป เพราะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับเรา
6. ร้อยละ 75 ของประสบการณ์เชิงลบของลูกค้าที่ จะเกี่ยวกับบริการ, สถานที่ บรรยากาศ มากกว่าตัวผลิตภัณฑ์
7. เหตุผลที่ลูกค้าตีจากไป เพราะไม่ได้รู้สึกตัวเองมีความสำคัญ มีคุณค่า
8. การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม 1 คน สูงกว่าถึง 3 เท่า
9. การซื้อใจลูกค้าเดิมให้กลับมาซื้อใหม่ ต้องใช้ต้นทุนมากกว่าถึง 12 เท่า
10. บริษัททั่วไปต้องใช้เวลา 5 ปี เพื่อรักษาร้อยละ 20 ของลูกค้าเอาไว้
11. การรักษาลูกค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จะเพิ่มกำไรถึงร้อยละ 55

โดยการที่เราจะรักษาฐานลูกค้าของเราให้ได้นั้น พนักงานของบริษัทถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นจุดที่สัมผัสกับลูกค้าโดยตรง (Contact Point) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการสร้างให้พนักงานมีจิตสำนึกที่ดีเกี่ยวกับลูกค้า โดย
1. เริ่มที่ผู้บริหาร จะต้องมีจิตสำนึกที่ดีต่อลูกค้าก่อน เพื่อสร้างเป็นวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร
2. การอบรมสั่งสอนสม่ำเสมอ
3. การรับพนักงาน เข้ามาต้องดูด้วย ไม่ใช่เอาเข้ามาก่อนแล้วค่อยว่ากัน
4, บรรยากาศในการทำงานที่ดี เพื่อสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการทำงาน

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ลูกค้าคือพระเจ้า (Customer is God)
สิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ 15 อย่าง โดย อ.สมภพ เจริญกุล
ผู้บริโภคในห้วงยามของการถดถอย (Consumer Recession Period)

Read More

29 November 2010

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนจบ

๔. พระเอกเป็นนักเรียนรู้ และใช้คำว่า ฉันมา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นภาษาของ KM (Knowledge Management) ชัดเจน และยังใช้คำว่า “ทำซ้ำ” ซึ่ง คำว่า “ทำซ้ำ” นี้ นักบริหารสมัยใหม่อย่างที่เขียนใน หนังสือ The Toyota Culture คือ ช่วงเริ่มต้นเรียนรู้ ต้องหัด Repeat without thinking ทำซ้ำๆๆๆๆ อย่าเพิ่งคิด อย่าเพิ่งวิจารณ์ ทำๆๆๆๆ จนเป็นทักษะแล้ว จึงค่อยล้อมวงระดมสมองกัน ใช้ฐานกายก่อน อย่าด่วนใช้ฐานคิด
พลังของการเรียนรู้ร่วมกัน แม้นคนไม่ฉลาดหลายคน หาก “เชื่อมโยง” และเข้าใจ (See) กัน จะได้เกลียวความรู้ (Knowledge Spiral) ออกมามากมายกว่า คนฉลาดหลายคน แต่เอาอัตตามาชนกัน ยังมีถ้อยคำมากมาย ที่ใช้ในหนังเรื่องนี้ที่โดนใจมากๆ เช่น “วิทยาศาสตร์ คือ การสังเกต” นี่เป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงการ ดูๆๆๆ รู้ๆๆๆ ห้อยแขวนคำพิพากษาเอาไว้ก่อน

๕. ที่ผมกระเทือนใจมากๆ คือ ตอนที่พระเอกรู้ว่า เผ่านาวีที่มีแต่หอก และธนู คงไม่มีทางสู้ทหาร รับจ้างของเจ้าของเหมืองแร่จากดาวโลก ที่มีอาวุธทันสมัยกว่า มีทหารหุ่นยนต์ตัวใหญ่ๆ เครื่องบินรบขนาดใหญ่ ฯลฯ Jack จึงไปอ้อนวอนต่อ Eva (เอวา) หรือแบบไทยๆ คือ “แม่ธรณี” หรือ “มารดาโลก” แต่นางเอกบอก Jack ว่า “Eva ไม่เข้าข้างใคร เธอรักษาสมดุล” นั่นคือ ถึง Jack จะวิงวอนต่อ Eva แต่ Eva ก็จะไม่ช่วย ทุกอย่าง Eva จะรักษาสมดุลให้

ผมสะอึกมาก เพราะนึกถึงว่า อีกไม่กี่ปี เราอาจจะได้เห็นกรุงเทพฯ จมหายไปกับคลื่นยักษ์ แบบที่เฮติ แบบที่โดน แคทรีนา หรือสึนามิ ที่สะอึกเพราะเรามีสิทธิ์ตายเป็นล้านคน โดยความนิ่งดูดายของพวกเราเอง อากาศวิปริต แปรปรวน เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน ทำนายได้ยาก เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่เราก็ไม่รับรู้ หรือรู้ทั้งรู้แต่ไม่คิดจะทำอะไร หรือช่างมัน หาเงินต่อไปดีกว่า ไร้สาระ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ฯลฯ หากเรามี “ปัญญาฐานใจ” ก็ลองไปถามความรู้สึกคนที่ผ่านภัยธรรมชาติหนักๆ โจมตี อย่างฉับพลันแล้วเราจะ “เข้าใจ” (See แปลว่า เข้าใจ เห็นทั้งตัว เห็นทุกอย่าง ซึ้งใจ ฯลฯ)

นึกถึงเพลง The Answer is Blowing in the Wind ที่มีเนื้อหาว่า แม้นผม หรือใครๆ รวมทั้งผู้สร้าง หนังอวตาร หนังแนวภาวะโลกร้อน ฯลฯ จะตะโกนก้องว่า หยุดงกๆ เค็มๆ เมตตาชาวโลกบ้าง ฯลฯ ดังแค่ไหน บ่อยแค่ไหน มันก็แค่ “หายไปกับสายลม” ไม่มีคำตอบกลับมาอีกเลย

เพลง I See You ร้องโดย Leona Lewis
แสดงออกถึงความหมาย ที่ว่า “ในเธอมีฉัน ในฉันมีเธอ ในสรรพสิ่งมีทุกคน ทุกคนมีสรรพสิ่ง ทำร้ายสัตว์
สักตัว ก็คือ ทำร้ายตัวเอง”

I see you
I see you
Walking through a dream
I see you
My light in darkness breathing hope of new life Now I live through you and you through me
Enchanting I pray in my heart that this dream never ends I see me through your eyes

Living through life flying high
Your life shines the way into paradise
So I offer my life as a sacrifice
I live through your love

You teach me how to see
All that’s beautiful
My senses touch your word I never pictured Now I give my hope to you
I surrender I pray in my heart that this world never ends I see me through your eyes

เนื้อเพลงอย่าไปแปลแนวหนุ่มสาวรักกัน จริงๆ แล้วคือ ธรรมชาติกับเรา เรากับทุกคน เรากับ Mother Earth แม่ธรณี หรือ Eva ในเรื่องคำว่า I see me .... นึกถึงที่ หลวงพ่อกล้วย สอนว่า “อยากรู้จักฉันหาตัวเธอให้เจอก่อน”

เข้าใจตนเองคือ เข้าใจธรรมชาติ คือ เข้าใจธรรมะ และ You teach me how to see นี่แหละ ดูจิต
คือ ดูธรรม ที่เกิดในตัวเรา My senses นี่แหละ ที่ผมพร่ำบอกพวกเราเสมอว่า Stop thinking & learn how to sense ....

I surrender ..... ฉันยอมแพ้ ศิโรราบ ก็คือ ปล่อยวาง ยอมรับแล้ว .... จะไปสู้ธรรมชาติได้ไง มันเป็นเช่นนั้นเอง

นางเอกบอกพระเอกตอนที่พระเอกเอาเส้นผมไปเชื่อมโยงกับ Eva
นางเอกบอกว่า “Eva ไม่เข้าข้างใคร แต่เธอรักษาสมดุล”
ได้ยินคำนี้นึกถึง 2012 ทันที .... จ๊ากเลย

ดร.วรภัทร ภู่เจริญ

จบแล้วครับ สำหรับบทความของ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ อ่านแล้วก็ได้แง่คิดอะไรหลายอย่างเลยนะครับ ก็ต้องขอบคุณ ดร.วรภัทร ที่เขียนบทความดีๆ มาให้ได้อ่านครับ

ก่อนจบ ผมเห็น ดร.วรภัทร มีการกล่าวถึงเพลงประภาพยนต์ในเรื่อง Avatar ด้วย ผมเลยเอามาฝากกันครับ ขอบคุณมากครับ



Read More

21 November 2010

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนที่ 2


๒. “Jack” ชื่อของพระเอกเป็นอดีตทหารนาวิกโยธิน แต่พิการขาทั้งสองข้าง ถูกส่งมาทำงานแทนพี่ชายที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Avatar คือ ถอดวิญญาณของตนลงไปในร่างมนุษย์ผสมร่างชาวนาวี เพื่อเอาร่างที่เหมือนชาวนาวีนี้ไป “ล้วง” ความลับ ไปศึกษาพฤติกรรมของชาวนาวี หา “จุดอ่อน” เพื่อจะได้เอาไปวางแผนย้อนมาจัดการชาวนาวี นึกถึงฝรั่ง ญี่ปุ่นมากมาย ที่ทำเป็นมาวิจัย อาจารย์ แพทย์ ผู้สอนศาสนาฯลฯ ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ใครมาล้วงข้อมูลเรา สุดท้ายสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย โดนต่างชาติเอาไปจดทะเบียน (Patent) อย่างที่คนไทย “ได้ ไม่คุ้มเสีย” แต่เผอิญ Jack เป็นคนที่มี “จิตวิญญาณ” ยิ่งเข้าไปใกล้ชิดชาวนาวี ก็เรียนรู้อะไรมากมาย เป็นแบบ “Learn how to learn” Jack พบว่า ชาวนาวี“เข้าใจ” ธรรมชาติ และมีวิถีชีวิตแบบสมดุลกับธรรมชาติมากๆ ไม่ทำลายล้างแบบมนุษย์จากดาวโลก

Jack หลงป่าตอนกลางคืน จากที่เคยเรียนมา Jack จุดไฟ พอจุดไฟ เขาก็พบว่า มีหมาป่ามากมายรายล้อมเขา ด้วยความกลัว หรือที่ผมเรียกว่า เข้าโหมดต่อสู้ จิตเกิดอาการ ความคิดเฉโก ปรุงแต่ง มีอคติต่อสัตว์ที่เขาคิดว่าร้าย Jack กวัดแกว่งคบเพลิงไปมา ขับไล่เหล่าหมาป่า แต่ผลของการทำเช่นนั้นเป็นการเข้าใจธรรมชาติผิดหมดเลย เหล่าสุนัขก็เลยตกใจ เข้าโหมดต่อสู้เช่นกัน สุนัขป่า จึงรุมกัด Jack และบางตัวก็บาดเจ็บ จนกระทั่ง นางเอกชาวนาวี ก็เข้ามาช่วย และง่ายๆ เลย คือ “ดับไฟ” สุดท้ายหมาป่า ก็จากไป

๓. มีหลายฉากที่แสดงให้เรื่อง การเชื่อมโยง (Connect) เราฆ่าสัตว์หนึ่งตัวเท่ากับเราฆ่าตัวเราเอง เรากับธรรมชาติเชื่อมโยงกันฉากพระเอกใช้หางเปียเชื่อมโยงกับเส้นผมของม้าป่า และขนของนกอินทรีป่า เป็นการเชื่อม“ใจ สู่ ใจ” ไม่ใช่แบบฉันเป็นนาย เธอเป็นบ่าว ในองค์กรของผู้บริหารงกๆ เค็มๆ ทั่วไป

ถ้าเป็นการบริหารสมัยใหม่เรียกว่า “เชื่อมใจกับพนักงาน” ไม่ใช่เอาเงินมาฟาด เอาโบนัสมาล่อ ซึ่งผู้บริหารยุคอุตสาหกรรม วัตถุนิยม จะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ไม่เน้นในมหาวิทยาลัยที่เขาจบมา เจ้านายคนก่อนๆ ที่งกๆ เค็มๆ ก็บ่มเพาะเขาให้ขาดปัญญาฐานใจอย่างแรง ดังนั้น ไม่แปลกที่หลายคนดูเรื่องนี้แล้วบอกว่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย แค่ Special Effect เจ๋งแค่นั้นเอง”


ในขณะที่ เด็กๆ หลายคน ดูหนังเรื่องนี้แล้วบอกว่า รักต้นไม้จังเลย รักธรรมชาติจังเลย และหลายคน เริ่มเห็น “ความเห็นแก่ตัว” ที่ผู้บริหารงกๆ เค็มๆ กำลังทำลายธรรมชาติอยู่ทุกวันคนไทยมากมายไปเที่ยวน้ำตก ไปเดินป่า แต่ก็ไม่ได้ “เชื่อมโยง” ตนเองกับธรรมชาติเลย ไม่เข้าใจ (See) ตนเอง ไม่เข้าใจธรรมชาติ แค่ไปเดินๆ เร่งๆ หาที่นอน หาอะไรอร่อยๆ กิน และสะใจได้ขี่ช้าง ล่องเรือ ปีนภูเขาสูงสำเร็จ ฯลฯ หลายคนเอาแต่ถ่ายรูป ขี่จักรยาน สนุกกับการพูดจาตลกโปกฮาในป่า ตั้งวงกินเหล้า ได้แค่ เปลี่ยนบรรยากาศวงเหล้าเท่านั้นเอง ฯลฯ พวกเขายังไม่ “เชื่อมโยง” เพราะยังไม่รู้จักเรื่อง “ปัญญาฐานใจ”

ในหนังเรื่องนี้ ชาวเผ่านาวีใช้คำทักทายว่า “I see you” ซึ่ง ถ้าแปลตรงๆ ว่า ฉันเห็นเธอ ก็คงไม่ได้ ความหมายที่แท้จริงฉันเห็นเธอ ในหนังกินความไปถึง ฉันเข้าใจเธอ ฉันเคารพความเป็นตัวเธอ เรา “เชื่อมโยง” กัน ในหนังจะมีฉากสวยๆ ที่ชาวนาวีจับมือร่วมกันทั้งเผ่า หรือพระเอก นางเอก ผูกเส้นผมของตนเองกับรากไม้ เพื่อ “เชื่อมโยง” กับธรรมชาติ

คนที่ศึกษาแนว เต๋า (Tao) และเซน (Zen) ดูหนังเรื่องนี้จะประทับใจมากๆ และจะเห็นได้ว่า โลกตะวันตก เข้าใจศาสตร์ และปรัชญาตะวันออกมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริหารงกๆ เค็มๆ ของไทยเรา ยังล้าสมัย ตามสถานการณ์โลกไม่ทัน ยังคงใช้ศาสตร์เดิมๆ ของตะวันตก ที่ชาวตะวันตกเริ่ม “คายทิ้ง” แล้ว

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนที่ 1
Read More

10 November 2010

ดู Avatar แล้ว จะเข้าใจ Soft Side Management มากขึ้น ตอนที่ 1

จากภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศของเราในช่วงกลางเดือนตุลาคม ถึงช่วงต้นของเดือนพฤศจิกายน อีกทั้งการเกิดสึนามิ และภูเขาไฟระเบิด ในพื้นที่ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ไม่นับรวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผมนึกถึงบทความหนึ่งของ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ที่ได้เคยเขียนบทความที่พูดถึงหลักการบริหารแนวสมดุล ผ่านหนังเรื่อง Avatar ซึ่งบทความดังกล่าวอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยตรง แต่สิ่งที่ ดร.วรภัทร์ ได้สื่อไว้นั้น เหมือนจะพยายามบอกให้ทราบว่า ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้มนุษย์บนโลกได้รู้ว่า ธรรมชาติกำลังเคลื่อนตัว เพื่อปรับไปสู่ความสมดุลอีกครั้งหนึ่ง แฮะๆ ผมร่ายมาซะยาว ไปลองอ่านกันดูดีกว่าครับ (ผมขอตัดเนื้อหาออกไป 3 ตอนนะครับเพราะมันยาวมาก)

ผมอยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปดูภาพยนตร์ที่หลายคนถ้าไม่รู้จักการบริหารแนวสมดุล Hard & Soft Side ก็คงจะได้แต่ความมันส์เท่านั้นเอง หลายคนก็บอกว่า หนังเรื่องนี้เป็นพล็อตเรื่องเดิมๆ แนวทหารม้าอเมริกันเข้าไปถล่มชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันอินเดียนไม่เห็นจะแปลกเลยแต่ผมชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว แทบจะร้องดังๆ ว่า “มาแล้ว …” หนังสือทุกเล่มที่ผมได้เขียนๆ เอาไว้ แทบจะโดนหนังเรื่องนี้นำเอามาอธิบายได้อย่างสนุกสนาน

แนวการบริหารแบบสมดุลชีวิตกำลังมาแล้ว น่าสงสัยผู้บริหารในประเทศไทยหลายคน ที่ยังไม่ขยับความคิดเลยว่า แนวการบริหารแบบเดิมๆ ของตนตก Trend เสียแล้วนะ ผู้บริหารแนวงกๆ เค็มๆ บ้า KPI จิกหัวพนักงานใช้ เห็นคนเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดานแข่งขัน ไม่เห็นคนเป็นคน คงต้องสำรวจตนเองมากขึ้นได้แล้วชาวบ้าน และชุมชนในประเทศไทยคงไม่เสียรู้ปล่อยให้นายทุนต่างชาติมาสร้างโรงงานแล้วทิ้งมลภาวะ โดยผู้บริหารงกๆเค็มๆ ของไทยเราทำหน้าตาเฉยอ้างว่า “ก็ผมทำตามกฎหมาย” ได้อีกแล้ว

ข้อสังเกตที่ได้จากหนังเรื่อง อวตาร ในมุมของนักบริหาร ที่ผมคิดๆ เอาไว้คร่าวๆ เช่น


๑. การบริหารสมัยใหม่ ใช้แนวคิดเชิง “อยู่รอด+อยู่ร่วมกัน+อยู่อย่างมีความหมาย” ไม่ใช่ ฉันรอดคนเดียว ฉันมีเงิน พรรคพวกฉันร่างกฎหมายเอง ฉันมีปืน ฉันมีอำนาจ ฯลฯ “ฉันอยากได้อะไร ฉันต้องได้” ซึ่งคำพูดแบบเห็นแก่ตัว หรือมองไม่เห็นตนเอง มองไม่เห็นคนอื่น ปรากฏในหนังเรื่อง “อวตาร” นี้บ่อยมาก เนื้อหาในหนัง แสดงให้นึกถึงว่าพวกเราชาวโลกเป็นตัวประหลาด เป็นสัตว์ที่เรียนรู้ได้ยาก ทำลายดาวโลกของตนเองแล้วยกพวกมาบุกรุกดาว “แพนโดร่า” ที่มีแร่ธาตุราคาแพง และมี “วัฒนธรรม” (Culture) ซึ่งเจ้านายงกๆ เค็มๆ มองไม่เห็นความสำคัญ เพราะพวกชนเผ่าของดวงดาวแพนโดร่านั้น เรียนรู้และสมดุลกับธรรมชาติได้ดียิ่ง ทำให้นึกถึงภาพนายทุนที่บอกว่า ที่ดินตรงนี้เหมาะกับการทำโรงงาน แล้วก็ไล่ชาวนาออกไปจากผืนดินที่เหมาะกับการทำนาที่สุดในโลกออกไป ไล่ชาวประมงออกไป ไล่ชาวบ้านออกไป เพราะที่ตรงนี้สามารถส่งพลังงานไปให้คนในเมืองใหญ่ได้ใช้ แต่ชาวบ้านตรงนี้ต้อง “เสียสละ” เจอมลภาวะหน่อยนะ

ในหนังอวตาร อดีตนางเอก Sigourney Weaver ได้บอกพวกผู้บริหารมืออาชีพว่า “แร่ราคาแพง ที่ต้องแลกมาด้วยการตัดไม้ใหญ่ การฆ่า หรือขับไล่ชนพื้นเมือง มีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับชุดความรู้ที่เรากำลังจะได้จากธรรมชาติ” เพราะต้นไม้ใหญ่นั้น เปรียบเสมือนเครือข่าย (Network) ที่เชื่อมโยงกับต้นไม้ทุกต้นบนดวงดาวแพนโดร่า ธรรมชาติพัฒนาไปไกลกว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะเข้าถึง การที่จะทำลายระบบนิเวศน์ตรงนั้น เพียงเพื่อขนแร่ธาตุราคาแพง เป็นแค่ความ “มักง่าย” หรือ “ฉลาดแต่ไม่เฉลียว”

สุดท้าย ผู้บริหารที่มาแนว Hard Side สุดโต่ง อ้าง KPI และ BSC ว่าต้อง “เอาแร่นั้นมาให้ได้” เป็นคำสั่งจากเจ้าของธุรกิจ “เราต้องได้ ในสิ่งที่เราต้องการ” พวกเขาจึงส่งทหารรับจ้างเข้าไปกวาดล้างชนเผ่านาวี (Navi) ทั้ง เด็กคนชรา ผู้หญิงตายไปมากมาย

นึกถึง ผู้บริหาร งกๆ เค็มๆ ที่ฉันต้องได้ตาม KPI ของฉัน บรรทัดสุดท้ายของฉัน คือ กำไร พนักงานคนไหนจะเดือดร้อน ทำงานกะติดกัน ฯลฯ พร้อมทั้งมีทัศนคติแบบ งกๆ เค็มๆ เช่น เจ็บป่วยก็ไปเบิกค่ารักษาเอา ใครทำไม่ได้ก็ลาออกไป มีคนอยากมาทำแทนมากมาย งานมาก่อนครอบครัว บริษัทต้องได้ตามเป้าหมายอย่ามาอ้างว่าลูกเมียไม่สบาย เงินของฉันแลกอวัยวะของเธอ (เจอสารพิษทั้งวันในโรงงาน) ฉันทำตามกฎหมาย สารพิษอยู่ในค่าที่กฎหมายอนุญาต ฯลฯ
Read More

01 November 2010

องค์กรอัจฉริยะ (How to be a Genius Organization)

การที่จะเรียกว่าเป็นองค์กรอัจฉริยะได้นั้น องค์กรจะต้องมี Effective Executive ซึ่งคุณโชคให้ความเห็นว่า คนที่เป็นผู้นำนั้น อย่างแรกเลยที่สำคัญ คือเรื่องนโยบาย (Policy) พอนโยบายเราได้แล้ว สิ่งที่เราต้องหาต่อไปคือ วิธีการปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอน (Implementaion Procedure)แต่สิ่งนี้แหล่ะที่ผู้นำจะไม่ค่อยนึกถึง เพราะจะคิดแค่ว่าให้นโยบายไว้แล้ว ตัวเองก็ไปทำอย่างอื่นต่อ ไปประชุมโน่น ประชุมนิ่ ไม่มีการวางการปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

คุณโชคจึงเน้นว่าหลังจากมีนโยบายแล้ว สิ่งสำคัญเราต้องดูว่า พนักงานบริษัทของเรา เข้าใจ ตีโจทย์นโยบายดังกล่าวเหมือนกันหรือไม่ โดยเราจะต้องไปมีส่วนร่วมนการกำหนดแนวทางในการเริ่มต้นการปฏิบัตินโยบายดังกล่าว เพราะฉะนั้น คุณโชคจะให้ความสำคัญมากกับการปฏิบัติหลังจากออกนโยบายมาแล้ว

พอหลังจากที่นโยบาย และวิธีการปฏิบัติออกมาแล้วนั้นก็จะตามมาด้วย ความอำนวยความสะดวก (Facilitate) คุณโชคมองว่าผู้บริหารจะต้องเป็นคนอำนวยความสะดวก ให้กับการปฏิบัติตามนโยบายต่างๆ บรรลุผล ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่อง การปรับสมดุลย์ (Regulate) เป็นการปรับสมดุลย์ในองค์กร ให้พนักงานไม่เกิดความลักลั่นกัน เหมือนเป็นตำรวจในองค์กร ที่พยายามทำให้ทุกอย่างเกิดความเท่าเทียมกัน ต่อจากนั้น ก็เป็นเรื่องของการติดตาม (Follow up) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นกันที่บริหารมักจะลืม เพราะบางทีสั่งแล้ว ก็สั่งไปเรื่อย มีแต่ปริมาณงานที่สั่ง ไม่มีคุณภาพงานที่สำเร็จ ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของ การแก้ไข (Solve)
ต้องลงไปช่วยคนปฏิบัติแก้ไขปัญหาอย่าง อาจจะไม่ต้องลงไปแก้ทุกเรื่องแต่ต้องอำนวยความสะดวกในเรื่องของหลักการ เพื่อก่อให้เกิดการแก้ไขด้วยสุดท้ายคือ การตัดสินใจ (Execute)

สรุปได้ว่า การที่จะเป็น Effective Executive ประกอบด้วย
1. กำหนดนโยบาย (Policy)
2. วางวิธีการปฏิบัติ (Implementaion Procedure)
3. ความอำนวยความสะดวก (Facilitate)
4. การปรับสมดุลย์ (Regulate)
5. การติดตาม (Follow up)
6. การแก้ไข (Solve)
7. การตัดสินใจ (Execute)

ส่วนในประเด็น การที่ผู้บริหารจะมีประสิทธิผลได้นั้นมันต้อง Born to be หรือ เรียนรู้กันได้ ซึ่งคุณโชคคิดว่า มันน่าจะต้อง Born to be เพราะผู้นำมันจะต้องมีสัญชาติญาณบางอย่างที่ติดตัวมา อย่างแรกคือ ความกล้า กล้าที่จะโดดเด่น แตกต่าง เผชิญวิกฤตหรือลงมือทำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ ต่อจากนั้นก็จะเป็นความเป็นคนมีวินัย ทำทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ วัดผลได้ และทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นนิสัยที่สำคัญ แล้วค่อยเติมในทักษะต่างๆ

นอกจากนี้ คนเป็นผู้นำ จะต้องรู้เลือกคนที่มีความต่าง และนำมารวมกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึงของผู้นำ ที่จะต้องรู้จักเลือกคนให้ตรงกับงาน เพราะถ้าเรามีผู้นำแบบนี้ ที่สามารถใช้คนได้ทุกประเภทให้เหมาะสมกับทักษะของเขา ทำให้เขาเกิดความรู้สึกด้วยว่าเขามีคุณค่ากับองค์กร นิ่แหล่ะ เป็นจุดเริ่มต้นขององค์กรอัจฉริยะ

และจากบทความของ Peter F Drucker ที่กล่าวถึง Effective Executive ซึ่งจะต้องมีอุปนิสัย 5 ประการ ดังนี้
1. รู้ว่าตัวเองใช้เวลาทำอะไรบ้างในแต่ละวัน
2. ต้องโฟกัสในผลลัพธ์ของงานมาก่อน ไม่ใช่ทำๆๆๆ อย่างเดียว
3. ต้องสร้างตัวเองจากจุดแข็ง ขยายจุดแข็ง แล้วค่อยมาลบจุดอ่อน
4. ต้องเน้นในขอบเขตงานที่มีความสำคัญ ที่ตัวเองสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ต้องตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนั้นยังมี วิลเลี่ยม โคเฮน ที่บอกไว้ว่า ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลต้องเก่งใน 11 areas นี้ คือ
1. ต้องเป็นคนแก้ปัญหาในเชิงบริหาร และกล้าตัดสินใจ
2. สื่อสารเก่ง
3. ต้องมีความสามารถในการจูงใจคน
4. ต้องมีความเป็นผู้นำ
5. Marketing your self to your boss
6. เก่งเรื่องการบริหารจัดการเวลา และต้องกำหนดเป้าหมาย และสามารถบรรลุได้
7. ต้องมีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
8. ต้องเก่งในเรื่องการบริหารจัดการความเครียด และเก่งในการเรื่องการจัดการความเครียดให้กับลูกน้องด้วย
9. วางแผนเก่ง
10. ทำงานและมีประสิทธิผล
11. ต้องหาผู้บริหารเก่งๆ เข้ามาอยู่เรื่อยๆ

หมายเหตุ : ขอแจ้งผู้ติดตามอ่านบทความของคุณโชค บูลกุล นะครับ เรื่องนี้จะเป็นบทความสุดท้ายของโชค บูลกุล ที่ผมได้มานำเสนอ เนื่องจากคุณโชค ได้พักการเป็นวิทยากรประจำรายการ Business Connection ที่ออกอากาศประจำในช่วงวันพุธไว้แค่นี้ก่อนครับ ไว้ถ้าคุณโชคกลับมาอีกเมื่อไหร่ ผมจะได้มานำเสนอต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ

คลิ๊ก อ่านบทความของคุณโชค บูลกุลทั้งหมด
Read More

24 October 2010

นักขายกับทัศนคติเชิงบวก (Sales and Positive Attitude)

การเป็นนักขายนั้นง่าย แต่การเป็นนักขายที่ดีได้นั้นยากยิ่ง ซึ่งการที่นักขายจะขายของได้นั้น ไม่ใช่เทคนิค วิธีการ ที่หาอ่าน หรือฟังตามสัมมนาได้อย่างเดียว แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากกว่า นั่นคือ "ทัศนคติเชิงบวก"
ที่จริงไม่ใช่แค่นักขาย แต่ทัศนคติเชิงบวก ล้วนมีความสำคัญกัลทุกคน แต่สำหรับอาชีพการขาย ทัศนคติเชิงบวกเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้คนเชื่อมั่นในตัวเอง และที่สำคัญจะทำให้คนอื่น หรือลูกค้าเชื่อมั่นด้วย ทัศนคติเชิงบวกจะก่อให้เกิดความพยายาม

กุญแจที่จะนำไปสู่ ทัศนคติเชิงบวก 7 ข้อ1. ความกระตือลือล้น มันจะช่วยเอาชนะสิ่งที่กีดขวางทั้งหมด รู้จักเรียนรู้เพิ่ม ทักษะก็จะเพิ่มขึ้น
2. มองเห็นแต่แง่บวกของสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้เรื่องล้มเหลวจะเกิดขึ้น
3. ต้องภูมิใจในอาชีพ นักขายต้องมองว่า เราคือที่ปรึกษาของคนที่จะซื้อ
4. ต้องลงทุนในอาชีพ ต้องเวลาในการศึกษาทั้งผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม และลูกค้า
5. ต้องอดทน เพราะจะผิดพลาดบ่อย
6. ต้องล้อมลอบด้วยเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ คือ ต้องคิดว่าทุกอย่างที่ทำต้องสำเร็จ
7. ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด

ฝึกตัวเองอย่างไรให้มีทัศนคติเชิงบวก1. เริ่มต้นโดยคิดให้ได้ว่า เราทำได้ เราทำได้ เราทำได้
2. ทัศนคติสำคัญสุด คิดไว้เสมอเราเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่ออาชีพนี้ เราเป็นคนที่จะไปช่วยเขา
3. หลีกเลี่ยงบุคคลที่คิดลบ
4. รักษาสุขภาพ
5. เก็บเรื่องราวเหตุการณ์ที่เป็นบวก ที่สำเร็จที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา และให้ทบทวนทุกอาทิตย์ เพราะจะเป็นตัวช่วยสร้างให้เราเกิดกำลังใจ
6. ทำให้ทุกคนที่พบ ดีใจที่จะพบเรา โดยการที่ให้ความสำคัญกับเขา
7. ให้เวลาทั้งหมด ทุ่มเทเต็มที่
8. โชคลาภ ไม่ได้ลอยมา แต่เกิดจากการเรียนรู้ เกิดจากการทำงานของเรา เป็นผลพวงของตัวเราเอง
9. เลือกคบคนที่เราควรคบ และคนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ

แล้วมีปัจจัยอะไรที่เพิ่มตัวที่จะทำให้มีทัศนคติเชิงบวก1. ความกระตือลือล้น
2. เอาตัวไปข้างหน้า อย่าคิดถึงอดีตมากกว่าอนาคต
3. มีเวลาว่างให้กับงานเสมอ
4. ทำสิ่งเล็กๆ ให้ดูยิ่งใหญ่สำหรับลูกค้า ใส่ใจในรายละเอียด
5. แสดงความเป็นมืออาชีพ
6. รู้จักธุรกิจของลูกค้า ว่าเขาทำอะไร
7. ฟัง ฟัง ฟัง ความต้องการของลูกค้า
8. มีอารมณ์ขัน

Read More

15 October 2010

Stay Hungry Stay Foolish by Steve Jobs (Last Lesson : Death)

เรื่องที่สามของผมเกี่ยวกับความตาย : Death

ตอนอายุ 17 ผมได้อ่านคำคมวลีหนึ่งทำนองว่า “ถ้าคุณใช้ชีวิตทุกวันเหมือนกับว่ามันเป็นวันสุดท้าย สักวันหนึ่งคุณจะต้องถูกบ้างหละ” มันทำให้ผมประทับใจ และหลังจากนั้นทุกเช้าเป็นเวลา 33 ปี ผมได้มองหน้าตัวเองในกระจก และได้ถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมอยากจะทำสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือไม่” และเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบคือ “ไม่” ต่อเนื่องกันหลายวัน ผมก็รู้ว่าถึงเวลาที่ผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว การเตือนตัวเองว่าผมจะต้องตายในไม่ช้าคืออาวุธที่สำคัญที่สุดที่ผมค้นพบที่ผมได้ใช้ในการช่วยตัดสินใจสิ่งสำคัญๆ ในชีวิตของผม เพราะว่าเกือบทุกสิ่ง
– ความคาดหวังภายนอก ความเย่อหยิ่ง ความกลัวที่จะเสียหน้าหรือล้มเหลว – สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย เหลือไว้เพียงแต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ การเตือนตัวเองว่าตัวเองจะตายคือวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้จัก ที่ช่วยให้ผมไม่ติดกับดักของการคิดว่าผมมีอะไรจะสูญเสีย คุณก็ตัวเปล่าเปลือยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะฉนั้นมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะไม่เดินตามสิ่งที่หัวใจคุณปรารถนา

เมื่อปีกว่าๆ คุณหมอวินิจฉัยว่าผมเป็นมะเร็ง ผมเข้าเครื่องตรวจเมื่อเวลา 7:30 น. ในตอนเช้า ผลการตรวจแสดงอย่างชัดเจนว่าผมมีเนื้องอกบนตับอ่อนของผม ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตับอ่อนคืออะไร คณะแพทย์ฟันธงว่านี่น่าจะเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่หาย และว่าผมน่าจะมีเวลาเหลืออีกประมาณ 3 ถึง 6 เดือน พวกเขาบอกผมว่าผมควรจะกลับบ้านเพื่อไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นรหัสของพวกหมอว่าไปเตรียมตัวตายได้แล้ว มันหมายความว่าให้คุณพยายามสอนลูกๆของคุณในช่วงเวลาไม่กี่เดือนในสิ่งที่คุณเคยคิดว่าคุณจะมีเวลาค่อยๆสอน ในอีก 10 ปี มันหมายความว่าให้คุณเตรียมการทุกอย่าง เพื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะง่ายได้สำหรับครอบครัวคุณหลังจากที่คุณจากไป มันหมายความว่าให้คุณกล่าวคำอำลา

ผมอยู่กับคำวินิจฉัยนั้นทั้งวัน เมื่อตกเย็นคณะแพทย์ได้ทำการตัดชิ้นเนื้อไปชันสูตร โดยการสอดกล้องเข้าคอผม ผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ แล้วจิ้มเข้าไปในตับอ่อนเพื่อดูดเอาเซลล์จากเนื้องอก ขณะนั้นผมอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของยาสลบ ภรรยาผมซึ่งอยู่ด้วยได้เล่าให้ผมฟังว่า คุณหมอได้ร้องไห้ออกมาด้วยความยินดีเมื่อส่องกล้องดูเซลล์เหล่านั้นเพราะมันเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดที่พบได้ยากมากที่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ผมได้รับการผ่าตัดในเวลาต่อมาและผมก็หายดีแล้ว

นี่คือเหตุการณ์ที่ผมเฉียดตายมากที่สุด และผมก็หวังว่ามันจะเป็นเหตุการณ์ที่เฉียดที่สุดไปอีกหลายทศวรรษ เมื่อผ่านพ้นมันมาแล้ว ผมสามารถพูดกับคุณด้วยความมั่นใจที่เพิ่มอีกนิดกว่าก่อนหน้านี้เมื่อความตายเป็นเพียงสิ่งทีมีประโยชน์[ที่ใช้ในการกระตุ้น]แต่เป็นเพียงสิ่งที่ผมเข้าใจเอาเองตามทฤษฎี: ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ แม้คนที่ต้องการขึ้นสวรรค์ก็ไม่อยากตายแม้นว่าเขารู้ล่วงหน้าว่าตายไปแล้วเขาจะได้ขึ้นสวรรค์ ถึงกระนั้นความตายก็คือจุดหมายเดียวกันที่พวกเราทุกคนต่างมี ไม่เคยมีใครหนีความตายพ้น และมันควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะ“ความตาย”น่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์อย่างเดียวที่ดีที่สุดของ“ชีวิต” มันเป็นจุดเปลี่ยนแปลง มันกำจัดสิ่งเก่าออกไปเพื่อปูทางสำหรับสิ่งใหม่ ณ เวลานี้พวกคุณคือสิ่งใหม่ แต่วันหนึ่ง ไม่นานหลังจากนี้ พวกคุณก็จะกลายเป็นสิ่งเก่าที่ถูกทำให้พ้นไป ขอโทษถ้าที่ผมพูดมันฟังดูเหมือนลิเก แต่มันเป็นความจริง

เวลาของคุณมีจำกัด เพราะฉนั้นอย่าใช้มันโดยการใช้ชีวิตของคนอื่น จงอย่ายอมติดกับดักของกฎเกณฑ์ ซึ่งก็คือการใช้ชีวิตจากผลของความคิดของคนอื่น อย่ายอมให้เสียงของความคิดเห็นของคนอื่นกลบเสียงของใจของคุณ และที่สำคัญที่สุด จงกล้าที่จะเดินตามหัวใจและสัญชาตญาณของคุณ ลึกๆแล้วพวกมันรู้ว่าคุณต้องการที่เป็นอะไร อย่างอื่นนอกจากนั้นเป็นเพียงเรื่องรองลงมา
สมัยที่ผมยังเด็กอยู่ มีวารสารหนึ่งชื่อว่า The Whole Earth Catalogue ซึ่งเปรียบเสมือนกับคัมภีร์ไบเบิ้ลของคนรุ่นผม ชายคนหนึ่งนามว่า Steward Brand เป็นผู้ก่อตั้งมันขึ้นมาใน Menlo Park ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ เขาทำให้วารสารนั้นมีชีวิตขึ้นมาด้วยความสามารถดุจนักกวีของเขา ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนที่จะมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและการพิมพ์โดยการใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วย ทุกสิ่งทุกอย่างคืองานที่ใช้เครื่องพิมพ์ดีด กรรไกร และรูปถ่ายจากกล้องโพลารอยด์ทำ มันเปรียบเสมือน Google บนหน้ากระดาษก่อนที่จะมี Google จริงๆในอีก 35 ปีต่อมา มันสุดยอดมาก เต็มปริ่มไปด้วยเครื่องมือดีๆและไอเดียยิ่งใหญ่

Stewart และทีมงานของเขาตีพิมพ์หนังสือนี้ออกมาหลายชุด และเมื่อถึงเวลาของมัน พวกเขาก็ตีพิมพ์ฉบับสุดท้ายออกมา มันป็นช่วงกลางทศวรรษ 1970 ขณะนั้นผมอายุประมาณพวกคุณในตอนนี้ ปกหลังของฉบับสุดท้ายเป็นรูปถนนในชนบท ถนนแบบเดียวที่คุณอาจเดินทางถ้าคุณเป็นคนรักการผจญภัย ข้างใต้รูปนั้น มีข้อความว่า “Stay Hungry. Stay Stupid.*” นั่นคือประโยคอำลาของพวกเขา ผมใช้ข้อความนี้เตือนใจผมเสมอ และขณะนี้ผมขอมอบข้อความนี้ให้พวกคุณทั้งหลายที่นี่ที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่
Stay Hungry. Stay Foolish.*

ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมาก

* Stay Hungry แปลตรงตัวคือ จงดำรงไว้ซึ่งความหิว ความหมายก็คือ จงกระหาย[ที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา]
Stay Foolish แปลตรงตัวคือ จงดำรงไว้ซึ่งความโง่เขลา ความหมายก็คือ จงอย่าคิดว่าเราฉลาดแล้วจนเลิกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆหรือพัฒนาตัวเอง
Read More

05 October 2010

Stay Hungry Stay Foolish by Steve Jobs (Lesson 2 : Love and Loss)

เรื่องที่สองของผมเกี่ยวกับความรักและความสูญเสีย : Love and Loss

ผมโชคดีที่ผมพบสิ่งที่ผมรักตั้งแต่เนิ่นๆในชีวิต ผมและ Woz ก่อตั้งบริษัทแอปเปิลในโรงรถของพ่อแม่ผมเมื่อผมอายุ 20 พวกเราทำงานกันอย่างหนัก และใน 10 ปี บริษัทแอปเปิลก็เติบโตจากเราสองคนในโรงรถเป็นบริษัท 2,000 ล้านเหรียญ และลูกจ้างอีกกว่า 4,000 คน เราเพิ่งเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของเรา นั่นคือคอมพิวเตอร์แม็คอินตอชเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น และหลังจากนั้นผมก็อายุ 30 และผมก็โดนไล่ออก เป็นไปได้ยังไงที่คุณจะถูกไล่ออกจากบริษัทที่คุณก่อตั้ง?
คือว่าเมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ผมได้ว่าจ้างบุคคลผู้หนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความสามารถมากเพื่อที่จะช่วยผมบริหาร ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีอยู่ช่วงหนึ่งปี แต่หลังจากนั้นมุมมองต่ออนาคตของเราเริ่มแยกไปคนละทางและในที่สุดก็เกิดขัดแย้งกัน คณะกรรมการผู้บริหารบริษัทเห็นด้วยกับเขา ผมก็เลยต้องออกจากบริษัทเมื่ออายุ 30 เป็นการออกอย่างเป็นข่าวดังด้วย สิ่งที่เคยเป็นจุดศูนย์รวมของชีวิตผู้ใหญ่ของผมมลายหายไป และมันก็เป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสสำหรับผมมาก เป็นเดือนๆ ที่ผมไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรกับชีวิตของผมดี ผมมีความรู้สึกว่าผมได้ทำให้คนรุ่นเดียวกับผมที่เป็นเจ้าของกิจการผิดหวัง เหมือนกับว่าผมเป็นคนที่ทำให้ ไม้ที่ใช้ในการวิ่งผัดตกลงพื้น ผมพบกับ David Packard และ Bob Noyce และผมก็พยายามขอโทษพวกเขาที่ผมล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ผมคิดว่าผมกลายเป็นบุคคลล้มเหลวสาธารณะ และคิดแม้กระทั่งว่าจะหนีจาก Silicon Valley (นิคมอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์) แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ค่อยๆกระจ่างขึ้น – ผมยังรักสิ่งที่ผมทำอยู่ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นที่บริษัทแอปเปิลไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักต่อสิ่งที่ผมทำแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่ผมถูกปฏิเสธ แต่ผมก็ยังมีความรักอยู่ ผมเลยตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ขณะนั้นผมดูไม่ออก แต่ความจริงแล้วการที่ผมถูกไล่ออกจากบริษัทแอปเปิลนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผม แรงกดดันของความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเบาโล่งของความเป็นผู้เริ่มต้นอีกครั้ง และของการที่มีความมั่นใจน้อยลงในทุกๆอย่าง มันเป็นการปลดปล่อยให้ผมเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดของชีวิตผม ช่วงห้าปีต่อมา ผมก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และอีกบริษัทชื่อ Pixar และผมก็ตกหลุมรักกับผู้หญิงแสนวิเศษคนหนึ่งผู้ซึ่งผมได้แต่งงานด้วยในเวลาต่อมา บริษัท Pixar กลายเป็นบริษัทที่ผลิตหนังการ์ตูนคอมพิวเตอร์เรื่องแรกของโลก : Toy Story (ทอยสตอรี่) และปัจจุบันก็เป็นบริษัทที่ประสบความในแวดวงหนังอนิเมชั่น (การ์ตูน) และด้วยเหตุการณ์พลิกผันที่น่าทึ่ง บ. Apple ก็ได้ซื้อ บ. NeXT ผมกลับคืนสู่ Apple และเทคโนโลยีที่เราได้พัฒนาขึ้นที่ NeXT ก็เป็นหัวใจของการเกิดใหม่ของ Apple และผมและลอรีน(ภรรยา)ก็มีชีวิตครอบครัวที่สุดแสนวิเศษ ผมแน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นกับผมถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจาก Apple มันเปรียบเสมือนยาขมที่คนไข้อย่างผมต้องการอย่างมาก บางทีชีวิตเราก็ตีหัวเราเหมือนก้อนอิฐก้อนหนึ่ง แต่ขออย่าได้สูญเสียความเชื่อและความหวัง ผมมั่นใจว่าสิ่งเดียวที่ทำให้ผมก้าวต่อไปคือความรักในสิ่งที่ผมทำ คุณต้องหาสิ่งที่คุณรักให้ได้ และนั่นเป็นจริงทั้งสำหรับงานและคนที่คุณรัก งานคุณจะเป็นสิ่งที่ครอบคลุมชีวิตส่วนใหญ่ของคุณ และวิธีเดียวที่คุณจะมีความพอใจกับมันอย่างแท้จริงคือ คุณต้องทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ และวิธีเดียวที่จะทำงานยิ่งใหญ่คือการทำงานที่คุณรัก ถ้าคุณยังไม่เจอก็ให้พยายามค้นหาตอไป อย่าหยุดหรือย้อมแพ้ในการหา คุณจะรู้ได้ทันทีเมื่อคุณเจอมัน เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ของหัวใจ และเหมือนความสัมพันธ์ดีๆอย่างอื่น คุณจะมีความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยเมื่อเวลาผ่านไป เพราะฉะนั้นจงค้นหาต่อไปจนกว่าจะเจอสิ่งที่คุณรัก อย่าหยุดหรือย้อมแพ้(อย่ายอมรับสภาพ)
Read More

25 September 2010

Stay Hungry Stay Foolish by Steve Jobs (Lesson 1 : Connecting The Dots)

สวัสดีครับ วันนี้ ผมเอาบทความที่ Steve Jobs ได้กล่าวเอาไว้ในงานวันรับปริญญา มหาวิทยาลัย Stanford เมื่อปี ค.ศ 2005 ที่เป็นที่กล่าวขวัญ และสร้างข้อคิดและพลังใจให้กับคนหลายคนที่ได้สัมผัส (ผมก็คนหนึงแหล่ะ) จึงอยากนำเอามาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ลองได้อ่านดูครับ (หลายคนอาจจะเคยอ่านมาแล้ว ก็ลองอ่านอีกรอบก็ได้ครับ)

12 มิถุนายน ค.ศ. 2005
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาในงานนี้ ซึ่งเป็นงานของหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ตัวผมเองไม่เคยจบมหาวิทยาลัย อันที่จริงแล้วงานนี้คือสิ่งที่ใกล้เคียงการจบมหาวิทยาลัยที่สุดที่ผมได้ประสบมา ผมต้องการเล่าเรื่อง 3 เรื่องของชีวิตผม แค่นั้นหละครับ ไม่มีอะไรมาก แค่ 3 เรื่อง


เรื่องแรกเกี่ยวกับการเชื่อมโยงเหตุการณ์ : Connecting the Dots
(การขีดเส้นโยงจุด จนเกิดเป็นรูปภาพ)
 

ผมหยุดเรียนในมหาวิทยาลัยหรีด (Reed College) หลังจากเข้าเรียนได้เพียง 6 เดือน แต่ผมก็ยังวงเวียนอยู่ในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือนก่อนที่ผมจะออกจากมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ คำถามคือ ทำไมผมถึงเลิกเรียน มันเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเกิด คุณแม่ผู้ให้กำเนิดผมเป็นบัณฑิตสาว แต่เธอไม่ได้ผ่านการสมรส เธอจึงตัดสินใจยกผมให้กับคนอื่น เธอมีความประสงค์ว่าผู้ที่จะมาเป็นพ่อแม่บุญธรรมของผมต้องเป็นผู้ที่เรียนจบมหาวิทยาลัย มีการเตรียมการให้ทนายความท่านหนึ่งและภรรยารับผมเป็นบุตรบุญธรรม เพียงแต่ว่าเมื่อผมโผล่ออกมาพวกเขาเกิดเปลี่ยนใจเมื่อนาทีสุดท้ายว่าพวกเข้าต้องการเด็กผู้หญิง ผู้ที่ได้เป็นพ่อแม่บุญธรรมของผมซึ่งอยู่ในคิวรอเด็กเป็นรายต่อไป ก็ได้รับโทรศัพท์กลางดีกคืนหนึ่งว่า “เราได้เด็กผู้ชายอย่างไม่คาดฝัน คุณต้องการเขามั๊ย” “แน่นอน” พวกเขาตอบ ภายหลังเมื่อคุณแม่ที่ให้กำเนิดผมได้ทราบว่าผู้ที่เป็นแม่บุญธรรมของผมไม่เคยจบมหาวิทยาลัย และผู้ที่จะเป็นพ่อบุญธรรมของผมก็ไม่เคยจบแม้กระทั่งม.ปลาย เธอจริงปฏิเสธที่เซนต์เอกสารยินยอม เมื่อผ่านไป 2-3 เดือน หลังจากพวกเขาสัญญาว่าจะส่งผมเรียนมหาวิทยาลัย เธอจึงยอมตกลง

17 ปีต่อมาผมก็ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ด้วยความซื่อผมกลับเลือกมหาวิทยาลัยที่มีค่าเล่าเรียนที่แพงมาก เกือบแพงเท่าสแตนฟอร์ด เงินออมทั้งหมดของพ่อแม่บุญธรรมของผมผู้ซึ่งเป็นเพียงชนชั้นกลางถูกใช้ไปในการเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยของผม ผมเริ่มเห็นว่ามันไม่ได้คุ้มค่าอะไร ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรในชีวิตผม และผมก็มองไม่ออกว่ามหาวิทยาลัยจะช่วยให้ผมมอองออกว่าผมจะทำอะไรกับชีวิตได้อย่างไร และนี่ผมก็กำลังใช้เงินทั้งหมดของพ่อแม่บุญธรรมของผมอยู่ ผมจึงหยุดเรียนด้วยเชื่อว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี ถึงแม้ตอนนั้นมันรู้สึกน่ากลัว แต่การมองย้อนกลับไปในตอนนี้ทำให้ผมเห็นว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตผม ทันทีที่ผมหยุดเรียน ผมสามารถเลิกเรียนวิชาภาคบังคับที่ผมเห็นว่าไม่น่าสนใจ และผมสามารถเข้าเรียนในวิชาที่ผมสนใจตามอำเภอใจ

มันก็ไม่ได้โรแมนติกไปเสียหมดหรอก ผมไม่มีหอพักเป็นของตัวเอง ดังนั้นผมจึงต้องอาศัยนอนบนพื้นห้องของเพื่อนๆ และอาศัยการเก็บขวดโค้กเพื่อแลกกับเงิน 5 เซนต์เพื่อใช้ซื้ออาหาร และผมก็เดิน 7 ไมล์ไปอีกฟากของเมืองทุกวันอาทิตย์ เพื่อที่จะกินอาหารดีๆสักมื้อที่วัดฮเรกฤษณะ ผมชอบอาหารที่นั่นมาก และสิ่งที่ผมประสบพบเจอเพราะความสงสัยและสัญชาตญาณของผมเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่ผมอย่างหาค่ามิได้ในเวลาต่อมา

ผมขอยกตัวอย่างหนึ่ง:
ณ เวลานั้น มหาวิทยาลัยหรีด มีวิชาคัดลายมือที่สอนได้ดีที่สุดในประเทศก็ว่าได้ ทุกโปสเตอร์ในมหาวิยาลัย ทุกป้ายชื่อบนทุกลิ้นชักจะถูกคัดอย่างสวยงาม และเมื่อผมหยุดเรียนวิชาปกติแล้ว ผมจึงตัดสินใจที่จะเรียนวิชาคัดลายมือเพื่อที่จะเรียนรู้เคล็ดลับของมัน ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวอักษร “serif ” และ “san serif “ เกี่ยวกับความถี่ห่างที่ต่างกันระหว่างตัวอักษรต่างๆ และอะไรก็ตามที่ทำให้การคัดลายมือที่สุดยอดนั้นสุดยอด มันเป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นสิ่งที่มีประวัติศาสตร์ เป็นศิลปะ เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถยึดครองตีกรอบได้ และนั่นทำให้ผมชอบมัน

ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าผมจะได้ใช้สิ่งที่ผมได้เรียนรู้นี้ในชีวิตจริงของผมได้อย่างไร แต่สิบปีต่อมา เมื่อเรากำลังออกแบบคอมพิวเตอร์แม็คอินตอชรุ่นแรก ความรู้นี้ก็ฟื้นคืนกลับมา และผมก็นำมันไปใส่ไว้ในเครื่องแม็คฯ มันเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่มีตัวอักษรสวยงาม ถ้าป่านนี้ผมไม่ได้เข้าเรียนวิชานี้ในมหาวิทยาลัย เจ้าแม็คฯ คงไม่ได้มีตัวอักษรหลากหลายหรือตัวอักษรที่มีช่องว่างระหว่างกันอย่างเป็นสัดส่วน และเมื่อวินโดวส์ได้เลียนแบบแม็คฯในเวลาต่อมา มันก็เป็นไปได้ว่าป่านนี้คงไม่มีเครื่องใดที่จะมีตัวอักษรอย่างนี้ ป่านนี้ผมไม่ได้หยุดเรียน ผมก็คงไม่ได้เข้าเรียนวิชานี้ และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็คงไม่ได้มีตัวอักษรแสนวิเศษต่างๆอย่างที่มันมีอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้หลังจากสิบปี ความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ชัดเจนมากๆเลย ย้ำอีกครั้งว่าเราไม่สามารถเชื่อมโยงจุดต่างๆโดยการมองไปข้างหน้า เราสามารถเชื่อมโยงมันโดยการมองย้อนหลังไปเท่านั้น เพราะฉนั้น คุณต้องมีความเชื่อมันว่าจุดต่างๆมันจะเชื่อมโยงกันเองในอนาคตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณต้องเชื่อมั่นในบางอย่าง – ความกล้าของคุณ โชคชะตา ชีวิต กรรม(การกระทำ) อะไรก็ได้ การมองในแง่นี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง และมันสร้างความแตกต่างในทางที่ดีให้แก่ชีวิตของผม
Read More

17 September 2010

อิทธิพลของดนตรี สะท้อนชีวิต โชค บูลกุล

เมื่อสมัยเด็กๆ นั้น ตอนที่คุณโชคยังมีเวลา คุณโชคจะอยู่กับดนตรีตลอด เพราะดนตรีสามารถทำให้เราสร้างจินตนาการขึ้นมา โดยไม่ต้องมีอะไรเกิดขึ้นจริงถ้าคุณมีความสุขหรือความทุกข์ มันสามารถถ่ายทอดออกมาได้ ซึ่งดนตรีก็เหมืนอเครื่องมืออันหนึ่ง ที่ดีมากในการช่วยให้เราระบายออก และนิ่ก็เป็นมุมคิดของคุณโชคที่มีต่อดนตรี ทำให้คุณโชคชอบที่จะเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก

ถ้าจะมาพูดถึงเรื่องการแต่งเพลง ซึ่งการจะแต่งเพลงสักเพลงของคุณโชคนั้น อย่างแรกจะเริ่มที่วัตถุประสงค์ของเพลงก่อนเลย ว่าเพลงนี้จะสื่อถึง ความผิดหวัง ความรัก ความโกรธ หรืออะไรต่างๆ และเมื่อเราได้วัตถุประสงค์แล้ว เราก็จะเกิดรูปแบบ (Style) ของเพลงขึ้นมา โดยที่ยังไม่มีเนื้อร้อง แต่มันจะมีทำนองของมันซึ่งเกิดขึ้นในจินตนาการของเรา และถ่ายทอดลงไปที่หลอดเสียงของเรา ทำให้เราฮัมออกมาเป็นตัวโน๊ต แต่ยังไม่มีคำ แต่เราจะได้ทำนอง (Melody) มาละ ซึ่งเป็นจุดแรกของการแต่งเพลง เพราะถ้าเราไม่ได้ทำนองมาก่อน เราก็จะไม่ได้เนื้อเพลง ซึ่งคนเที่ล่นเปียโนจะได้เปรียบตรงที่ว่า มือซ้ายเล่น Melody มือ ขวาจะเล่น Chord แต่สำหรับกีตาร์ มันต้องใช้การจำทำนอง แล้วก็ฮัมออกมา และจากองค์ประกอบจากจุดนี้ เราก็จะพยายามหาคำเรื่อยๆ โดยเป็นคำที่ประทับใจเรา แล้วใส่ลงไปในประโยค อาจจะใส่ไปในท่อน hook และการที่ดนตรีมีคำ ก็จะเกิดความหมายละ คราวนี้เราก็จะเริ่มประกอบชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น ท่อนหัว ท่อนหาง ท่อนก่อน solo และท้ายที่สุดเพลงก็จะมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือถ้าคุณต้องการเครื่องดนตรีชิ้นใด ก็ลองไปจินตนาการต่อว่า ถ้าเพลงแบบนี้คุณอยากให้กลองตีอย่างไร เบสส์เล่นอย่างไร เครื่องเป่าเล่นแบบไหน คุณก็เขียนออกมา และในท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบ

โดยสิ่งที่คุณโชคเล่ามาทั้งหมด ในแง่ของวิธีคิด การเรียบเรียงการทำเพลงของคุณโชคขึ้นมาสักเพลงนี้ คุณโชคก็ได้ใช้วิธีคิดเหล่านี้ในการพัฒนาธุรกิจ และดำเนินชีวิตด้วย เพราะคุณโชคเชื่อว่า ทุกอย่างเราจะต้องรู้สึกให้ได้ก่อนว่า สิ่งที่เราจะทำมันน่าจะไปอย่างไร สิ่งที่เราจะทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งถ้าเราไม่ได้ใช้ความรู้สึก สร้างภาพมันออกมาต่อสิ่งที่เราจะทำ บางทีเราอาจจะต้องไปอ่านหนังสือ อ่านทฤษฎีไม่รู้กี่บทต่อกี่บท กว่าที่เราจะทำมันได้ เพราะการที่เราจะทำอะไรแล้วใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ มันจะทำให้การหาองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการแต่งเพลงก็คือ การเริ่มหาคำมาใส่ หาท่อนหัวมาใส่ ท่อนหางมาใส่ แต่ถ้าคุณรู้สึกหรือสัมผัสอะไรไม่ได้เลย คุณก็จะไม่รู้ว่าจะสร้างมันขึ้นมาอย่างไร เพราะฉะนั้น ความรู้สึกในการทำจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะทำให้คุณเกิดแรงปรารถนา (Passion) และจะสามารถจินตนาการต่อไปได้ เช่นเดียวกับธุรกิจ ถ้าคุณไม่รู้สึกว่ามันควรเป็นธุรกิจขนาดไหน เล็ก กลาง ใหญ่ ถ้าเล็ก เล็กอย่างไร ให้โดดเด่น ถ้ากลางทำอย่างไรให้อยู่ได้ ถ้าใหญ่ ทำอย่างไรถึงจะไม่อุ้ยอ้าย ซึ่งสิ่งพวกนี้มันจะต้องเกิดจากความรู้สึกของเราก่อน เพราะถ้าเราทำได้ องค์ประกอบเวลาสร้างธุรกิจหรือทำอะไรไปเรื่อยๆ มันจะมาเองโดยธรรมชาติ เพราะคุณจะรู้ว่า tone ของธุรกิจของคุณมันน่าจะประมาณไหน

เพราะฉะนั้นการจะทำอะไร คุณโชคจึงเน้นว่า มันต้องเกิดจากใจของเราก่อนเป็นอันดับแรก แต่คนเราทุกวันนี้ไปหลงติดกับดัก ว่าทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้เงินมากๆ ขอให้รวยๆ พอโจทย์ของคนเราเป็นแบบนี้ จึงลืมที่จะใช้ความรู้สึกและจินตนาการ ซึ่งคนเรามักจะมองแยกประเด็นกันว่า ธุรกิจเล่นกับมันไม่ได้ เป็นเรื่องคอขาด บาดตาย เป็นเรื่องของเงิน จนเกร็งไปหมด แต่ถ้าคุณลองกลับไปเปิดขุมทรัพย์ในตัวคุณ หยิบเอาความรู้สึก ความเป็นธรรมชาติมาใช้บ้าง บางทีธุรกิจนั้นจะเกิดเสนห์ขึ้นมาเลย ซึ่งเสนห์ของธุรกิจก็คือ เนื้อหาและศิลปะ ที่ลงตัวกัน

ถ้าเทียบธุรกิจกับเพลง ถือว่าเวลาเราจะทำเพลงนั้น เริ่มต้นจะมีเพียง melody กับ chord เป็นโครงสร้างของเพลง แต่พอเริ่มประกอบเข้ามา คือมีเนื้อร้องครบถ้วน เราจะถือว่าเพลงนั้นมีเนื้อหาหลักเกือบจะครบถ้วนแล้ว นั่นคือ melody คำร้องและทำนอง แต่สิ่งที่จะเติมเข้ามา คือ เครื่องดนตรีต่างๆ เช่น กลอง เบสส์ พอเสร็จที่เหลือ ก็จะเรียกว่าเครื่องประดับ ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กน้อย ที่จะมาทีหลังจากเราได้ลองฟังทั้งเพลงดูแล้ว โดยคิดว่า น่าจะเติมนั่นนิด นิ่หน่อย ซึ่งตรงนี้ เราถึงเรียกว่า ศิลปะ โดยศิลปะบางอย่างใส่ไปแยะก็ไม่ใช่ว่าจะดี ซึ่งไม่ต่างกับธุรกิจ เพราะถ้าเราทำอะไรแบบทื่อๆ หรือมากเกินไปก็ไม่น่าสนใจ หรือน้อยเกินไปจนขาดสีสัน ไม่มีจุดเด่น ซึ่งศิลปะมันจะเป็นผสมผสานกันระหว่างทักษะของคุณและโอกาสที่คุณมีอยู่ และเงินทุนที่มีอยู่ เพื่อตอบโจทย์บุคคลิกภาพของ brand ของคุณ

คุณโชค สรุปท้ายว่า การเล่นดนตรี มันต้องมีแรงบันดาลใจก่อน เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจเราให้เราทำก็ทำได้กันทุกคน แต่มันจะแตกต่างตรงที่ว่า ใครทำด้วยแรงบันดาลใจหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จได้

บทความที่เกี่ยวกับ คุณโชค บูลกุล :
ศิลปะการตั้งคำถาม สไตล์โชค บูลกุล (The Art of the Question) ตอนที่ 1
กลยุทธ์เหนือเมฆ "การทำสิ่งธรรมดา ให้ไม่ธรรมดา" โดยโชค บูลกุล
Read More

08 September 2010

เตรียมตัวและป้องกันการสูญเสียทางธุรกิจ กับอ.สมภพ เจริญกุล (Business Loss)

การสูญเสียทางธุรกิจ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เรา ไม่ได้กำไรเท่าที่เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้เราไม่สามารถสู้คุ่แข่งได้ ทำให้ธุรกิจล้มโดยไม่รู้ตัว ความสูญเสีย จะเป็นลักษณะของการสะสมๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การที่เป้าหมายสุดท้ายของการทำธุรกิจ คือ กำไร แต่ก่อนจะถึงกำไรก็คือ ความสูญเสียต่างๆ ว่าเราจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น คำว่ารู้เรารู้เขา เราจะต้องรู้เราไว้ก่อน เพราะเราต้องดูตัวเราว่าอะไรเป็นสิ่งที่สูญเสียและเราควรต้องแก้ไข

ความสูญเสียจะมีอยู่ 6 ด้านที่สำคัญ ประกอบด้วย
ด้านที่ 1 พนักงาน : โดยพนักงานจะมีสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียกว่าเป็นทรัพย์สิน อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นหนี้สิน ซึ่งพวกที่เป็นสินทรัพย์ เมื่ออยู่ในองค์กรจะก่อให้เกิดผลิตผลจะมีคุณค่าต่อองค์กร ซึ่งคนจำนวนนี้จะมีประมาณ 20% อีกกลุ่มคือ หนี้สิน เป็นกลุ่มที่มีแต่จะทำลาย จะมีประมาณ 50% และส่วนอีก 30% จะเป็นกลุ่มคนที่ใช้งานไปเรื่อยๆ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า กลุ่ม 20% ที่ถือว่ามีค่าที่สุดในองค์กร เรามักจะไม่ค่อยเอาใจใส่ดูแล เรามักจะไม่ค่อยจะภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ โดยเราจะไปสนใจในกลุ่มแกนๆ 30% และกลุ่มที่ไม่ได้เรื่อง 50% มากกว่า เพราะฉะนั้น การสูญเสียพนักงานในกลุ่ม 20% ไปสักคน จะหา 100 คนมาแทนยังเทียบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราควรเอาใจใส่ ให้รางวัลกับคนกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่นอีก

ด้านที่ 2 ลูกค้า : เป็นเรื่องใหญ่ แต่เรามักจะมองข้าม ไม่ค่อยใส่ใจในมาตรฐานการบริการหรือสินค้า และไม่ใส่ใจการบริการหรือการติดตามลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสในการขายเพิ่มและเพื่อไม่สูญเสียลูกค้า

ด้านที่ 3 คู่ค้า : เราเอารัดเอาเปรียบจนเกินไปคู้ค้า จนเขาหนีไปหรืออยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราควรจะ win win ทั้งคู่

ด้านที่ 4 CEO : เพราะฉะนั้น การทำ CEO Branding จะต้องระวัง เพราะเมื่อวันหนึงต้องสูญเสียไป อาจะส่งผลกระทบต่อบริษัทได้ เราควรจะโฆษณาทั้งองค์กรเลย

ด้านที่ 5 เงิน : เราจะต้องประเมินให้ดีในการที่จะทำโครงการอะไรขึ้นมา ว่ามีผลกระทบทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เห็นเขาทำกระแสมาก็จะทำบ้าง

ด้านที่ 6 ตลาด : ไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นการสูญเสียทั้งตลาด เช่น โรตีบอย

เพราะฉะนั้น ธุรกิจกับการสูญเสีย มันย่อมคู่กันอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้มันไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น CEO จึงมีหน้าที่ ที่จะทำให้มันเกิดขึ้นในองค์กรน้อยที่สุด

ต่อไปเราจะมาดูว่าสาเหตุของการสูญเสีย มีอะไรบ้าง ซึ่งมี 3 สาเหตุสำคัญๆ คือ
1. ผู้บริหารปล่อยปละละเลย ไม่ติดตาม ไม่ลงมาสู่ภาคสนามจริง ทำให้ปัญหาถูกบิดเบือน
2. เหตุการณ์ภายนอกบังคับทำให้สูญเสีย เช่น คู่แข่ง การชุมนุม
3. การปรับตัวไม่ทัน

แล้วเราจะการป้องกันอย่างไรละ
1. ต้องมีการวางแผน และการจัดระบบที่ดี
2. การเผ้าระวัง และตรอบสอบอยู่ตลอดเวลา ตรวจจับสัญญาณ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทัน
3. สร้างจิตสำนึกในหมู๋พนักงาน โดย CEO จะต้องเป็นคนปลุกให้เกิด

บทความที่เกี่ยวข้องกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
สิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ 15 อย่าง โดย อ.สมภพ เจริญกุล
เทคนิคการซื้อใจคน
Read More

27 August 2010

คำถามที่ถูกถามบ่อย (FAQ) โดย Donald Trump

จากหนังสือ Trump Never Give Up ที่จะมีอยู่บทหนึ่งที่พูดถึง คำถามที่ Donald Trump ถูกถามบ่อย วันนี้เราจึงจะมาลงรายละเอียดกันว่า คำถามเหล่านั้นมีปะไรบ้าง และจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมานั้น Donald Trump จะตอบว่าอย่างไร ซึ่งจะมีทั้งหมด 17 ข้อ
ข้อที่ 1 จัดการกับคนผิดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า อย่างไร- เขาจะไม่ทนกับคนที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข้อที่ 2 อะไรคือบุคลิกลักษณะที่สำคัญที่สุด ที่ต้องมี- วินัย
ข้อที่ 3 ขั้นตอนอะไรที่สำคัญที่สุด สำหรับคนที่จะประสบความสำเร็จ- ทำการบ้าน คือ การเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ เกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการ ต้องรู้ว่าคุณกำลังสู้อยู่กับใคร และทำวิจัยทุกแง่มุม ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ ซึ่งต้องสะสมไปเรื่อยๆ และสิ่งที่เราไม่ได้คาดการณ์ จงเตรียมตัวให้ตลอด อย่าประมาท
ข้อที่ 4 ถ้าคุณเป็นผู้นำธุรกิจ ทรัพย์สินอะไรที่ควรจะมีให้ประสบความสำเร็จ- มี Vision และ มีวินัย ซึ่งต้องมีคู่กัน และต้องเรียนรู้ตลอดจากความสำเร็จและล้มเหลว จะทำให้สัญชาตญาณของคุณคมขึ้น
ข้อที่ 5 ใครคือบุคคลที่คุณยกย่องมากสุดในประวัติศาสตร์ และทำไม- ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอรน์ เนื่องจากท่านเป็นประธานาธิบดีในช่วงที่ประเทศชาติยากลำบาก เกิดสงครามกลางเมือง และท่านเป็นคนเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความอดทน
- วินสตัน เชอร์ชิล เขาเป็นนักพูดที่เก่งมาก สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเป็นจำนวนมาก และท่านยังได้รับ Noble Prise สาขาวรรณกรรม
ข้อที่ 6 ของหวานอะไรที่คุณชอบ- ไอศครีม
ข้อที่ 7 คุณชอบงานคุณตรงไหน- ทุกอย่างเลย ทุกวันมีความท้าทาย
ข้อที่ 8 คูณออกไปกินข้าวกลางวันบ่อยหรือไม่- ไม่ชอบออกไปกินข้าวกลางวัน เนื่องจากมันจะมาเบียดบังเวลางานที่กำลังทำอย่างต่อเนื่อง
ข้อที่ 9 สำหรับคนที่ต้องการตั้งธุรกิจใหม่ ต้องทำอย่างไร- เตรียมตัวรับปัญหา คุณจะต้องเจอมันทุกวันๆ และต้องเน้น focusไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่จะทำ ไม่ว่าจะเจอปัญหาใหญ่หลวงเท่าใด
ข้อที่ 10 ถ้าสิ่งตามๆ ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว- จะต้องพิจารณาว่า มันเป็นไปได้มั๋ยว่าที่คุณทำอาจจะทำผิด มั่นใจให้ได้ว่าสิ่งที่คนทำถูกต้อง (ระวังการปีนภูเขาที่ผิดลูก)
ข้อที่ 11 เชื่อเรื่องดวงหรือไม่- เชื่อ โชคดีที่มีตัวอย่างที่ดี คือ พ่อของเขา
ข้อที่ 12 คุณต้องการอะไรตอนเป็นเด็ก- อยากเป็นนักเล่นเบสบอล หรืออยากเป็นผู้สร้างอาคาร ตึก
ข้อที่ 13 เอาไอเดียมาจากไหน- แรงบันดาลใจจากการเรียนรู้ของผม มาจากโลกที่เกิดความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ผมตามโลกตลอด และจะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ และทำให้เราเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นวิธีทางที่ดีที่จะทำให้เราได้ Idea มา
ข้อที่ 14 คุณรู้สึกกลัวความล้มเหลวหรือไม่- ถึงแม้ผมทำอะไรแล้วส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลว แต่ผมคิดว่าความล้มเหลวยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เป็นคนระมัดระวัง แต่ไม่ใช่คนขี้กลัว ความเสี่ยงอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำ อย่าปล่อยให้ความกลัวเข้ามาทำลายแผนการที่คุณวางไว้
ข้อที่ 15 คุณชอบที่จะไล่คนออกมั๋ย- ผมไม่ชอบไล่ใคร ถ้าไม่จำเป็น แต่ผมอยากรักษาให้คนอยู่กับผมนานๆ มากกว่า สภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน คือ ทุกคนมีจริยธรรมและทำงานให้ดีที่สุด
ข้อที่ 16 ตอนที่คุณเริ่มทำธุรกิจ Real estate เป้าหมายของคุณคืออะไร- ข้าพเจ้าอยากประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง ในแบบของตัวเอง ต้องการเดินตามความฝันและวิสัยทัศน์ของตัวเอง
ข้อที่ 17 อะไรเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด เกี่ยวกับ Reality Show : The Appentise- ภาพลักษณ์ของตัวข้าพเจ้าเปลี่ยน ทุกๆ สัปดาห์ที่ไล่คนออก ตัวเองจะได้รับความนิยมมากขึ้น
Read More

18 August 2010

ผู้บริโภคในห้วงยามของการถดถอย (Consumer Recession Period)

จิตวิทยา และพฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ในฐานะเราเป็นผู้ประกอบการต้องติดตามและศึกษาให้รู้ว่า ณ สถานการณ์ตอนนี้ลูกค้าเราคิด และรู้สึกอะไรอยู่ เพราะคนเรามีสิ่งจำเป็นไม่กี่อย่าง แต่มีสิ่งที่ปรารถนาหลายอย่าง
ในช่วงเศรษฐกิจที่ถดถอย จะมีผู้บริโภคอยู่ประเภทหนึงที่ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป 180 องศา คือ การหาสิ่งทดแทน, ลดการซื้อ, ชะลอการซื้อ, ตัดทิ้ง ซึ่งคนในกลุ่มนี้ เป็นคนประเภทรายได้ไม่ค่อยสูง เนื่องจาก จะได้รับผลกระทบ ซึ่งอะไรที่ขายผู้มีรายได้ไม่สูง และไม่จำเป็น จะโดนตัดออกไปจากรายการของคนกลุ่มนี้ ซึ่งเขาจะบริโภคสิ่งจำเป็น (ในมุมมองเขา) ในราคาต่ำ เช่น ดื่มช้างแทนเหล้าขาว โดยเป็นการหาของแบบหนึ่งมาแทนแบบหนึ่งในราคาที่ต่ำลง

ซึ่งปัจจัยในเชิงจิตวิทยา จะมีส่วนผลักดันให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมออกไป ซึ่งสามารถ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
กลุ่ม 1 เปลี่ยนแปลง 180 องศา : รายได้ไม่สูง และผู้บริโภคที่มีรายได้สูงก็อยู่กลุ่มนี้ได้เหมือนกัน (ประเภทสุขภาพไม่ค่อยดี, รายได้จากสินทรัพย์ที่ลงทุนลดลง)
กลุ่ม 2 เจ็บปวดแต่ทน : เนื่องจากเวลายังมาไม่ถึง ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าเป็น resilient ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตความมั่นคงในระยะยาวของตัวเอง
กลุ่ม 3 รวยแล้วรวยไม่เลิก : ซึ่งเป็นตัวดันให้ยอด motor show พุ่ง เพราะจากมูลค่าการขายทั้งหมด 70% เป็นของรถหรูหรา 20000 กว่าล้านบาท *ข้อมูล ณ เมษายน 2552 (ราคาต่อคันมากกว่า 2 ล้าน)
กลุ่ม 4 รักษาสถานภาพเพื่อวันนี้ : คนทำงาน กินเงินเดือน จะเลื่อนการซื้อของใหญ่ออกไป แต่รักษา life style ให้เหมือนเดิม

ซึ่งผู้บริโภคทั้ง 4 กลุ่มก็จะแบ่งหมวดหมู่สินค้าออกมาเป็น 4 กลุ่มเช่นเดียวกัน
1. จำเป็นอย่างยิ่งยวด (Essential) คือ สินค้าปัจจัย 4 ซึ่งจะรวมปัจจัยที่ 5 (รถ) นอกจากนี้ยังรวมถึง สินค้าพิเศษๆ
2. สินค้าที่สมเหตุสมผล อาจไม่จำเป็น แต่ซื้อได้ (Treat)3. สินค้าที่เลื่อนไปก่อนได้ (Postponable) เป็นสินค้าจำเป็นหรือว่าเป็นสิ่งที่เราปรารถนา แต่ถ้าดูตามเหตุตามผลก็สามารเลื่อนไปก่อน
4. สินค้าไม่จำเป็น ไม่สมเหตุสมผล ตัดทิ้งไปได้เลย (Expendable)

ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคทั้งหมดยกเว้นกลุ่มรักษาสถานภาพในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะประเมินแบบแผนการบริโภคใหม่ ประเมินกำลังซื้อของตัวเองใหม่หมด เพราะฉะนั้น ในเศรษฐกิจช่วงถดถอย เราควรทำธุรกิจ โดยต้องจับ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มรวยแล้วรวยไม่เลิก และกลุ่มรักษาสถานภาพที่จะดำรง life style ชีวิตไว้อย่างเดิม เนื่องจาก ผู้บริโภคทุกกลุ่ม ยกเว้นกลุ่มคงสถานภาพ (ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เลื่อนการซื้อของใหญ่ บ้าน รถ คอนโด) จะประเมินแบบแผนการบริโภคจะไม่เหมือนเดิม จากเศรษฐกิจถดถอยในครั้งที่ผ่านมา การกินอาหารนอกบ้าน (นั่งกินชิ้ลๆ) หรือการไปเที่ยวต่างจังหวัด ซื้อรถ ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อคอม ซื้อเสื้อผ้า ซึ่งเคยเป็นสินค้าจำเป็นมาก แต่ตอนนี้ต้องมีการไตร่ตรองก่อนถึงจะซื้อ แต่ก็ยังมีกำลังที่จะใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่มนี้อยู่ (Treat) โดยผู้บริโภคจะมีการเปลี่ยนลำดับความสำคัญของการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ผู้บริโภคจะจำกัดการซื้อสินค้าในบางหมวดหมู่ เช่นจะจำกัดคนที่จ้างคนมาดูแลบ้าน มาทำเองแทน ซึ่งสินค้าดังกล่าวจะเคลื่อนตัวจากสิ่งที่จำเป็นไปสู่กลุ่มที่ไม่จำเป็น หลังจากการพิจารณาแล้ว
หรือผู้บริโภคจะเปลี่ยนการบริโภคจากสินค้าในหมวดหมู่หนึงไปเป็นสินค้าอีกหมวดหมู่หนึง เช่น เปลี่ยนจากเหล้านอกมาเป็นเบียร์ (ไฮเนเก้น) หรือเปลี่ยนจากเหล้าขาวเป็นเบียร์ราคาถูก (ช้าง, ลีโอ) ผู้บริโภคพยายามจะหาสินค้าทดแทน

ผู้บริโภคช่วงนี้จะอ่อนไหวกับราคามากๆ เพราะฉะนั้น House Brand จะได้รับความนิยม นอกจากนี้ ในช่วงนี้ความจงรักภักดีใน Brand จะลดลง ผู้บริโภคจะหาสิ่งที่ต้องการในราคาที่ถูกลง หรือชอบใจน้อยลงแต่ราคาต่ำกว่า นั่นก็คือ House Brand นั่นเอง

แล้วในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ท่านจะลงทุนทางการตลาดอย่างไร1. ให้ใช้การวิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นว่า Brand ใด มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแย่ที่สุด (ลูกค้ามีความต้องการซื้อน้อย) ให้ตัดทิ้ง
2. สร้างความมั่นคงให้กับ Brand หลัก ด้วยการลงทุนทางการตลาด ทำ Promotion ขยายธุรกิจ หรือซื้อ Brand ส่งเสริม Brand หลัก(ห้ามตัดงบประมาณ)
3. ออกสินค้าด้วยความระมัดระวัง

นอกจากนี้ กลุ่มที่ยังซื้อของผ่านบัตรเครดิตอยู่ในขณะนี้ คือ กลุ่มรวยแล้วรวยไม่เลิก และ กลุ่มโตๆมันส์ๆ คงสภาพการดำเนินชีวิตเอาไว้ (Life style) ในส่วนกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนการบริโภคแบบ 180 องศา และพวกลดการบริโภค ถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งเราควรจะทำให้เขามาซื้อของของเรา และเราควรจะทำอย่างไรละ
1. ลูกค้าที่จะเลิกซื้อ> กลุ่มสินค้าที่จะตัดทิ้ง : คุณต้องทำสินค้าอีกอย่างหนึงขึ้นมา เพื่อทดแทนสิ่งที่เขาจะตัดทิ้งและเสนอในราคาถูกกว่า
> กลุ่มสินค้าที่ยังมีความจำเป็นอยู่ : คิดแล้วว่ายังต้องซื้อ ต้องทำสินค้าลดขนาดลงมา
2. กลุ่มลูกค้าที่ยังมีเงินเดือนอยู่ แต่ไม่แน่ใจในอนาคต
> กลุ่มสินค้าที่จะตัดทิ้ง : เราต้องโฆษณาตอกย้ำบ่อย และเราควรพัฒนาสินค้าหลัก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นกับความรู้สึกของลูกค้าเพื่อที่จะหันกลับมาซื้อ
> สินค้าที่จะเลื่อนออกไปได้ : จงนำเสนอสินค้าที่มีโมเดลที่เรียบง่ายและราคาถูก และทำการโปรโมตโมเดลดังกล่าวสู่ตลาด

สรุปกลุ่มผู้บริโภค 4 แบบ1. เลิกทุกอย่าง (180 องศา)
2. Pain but passion เจ็บปวดแต่อดทน ลดการใช้จ่าย
3. รวยไม่เลิก
4. live for today คงรูปแบบการดำเนินชีวิตเอาไว้
* กลุ่ม 1 และ 2 จะถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคม
สรุปกลุ่มสินค้า 4 แบบ
1. Essential สินค้าปัจจัย 4 จำเป็นต้องซื้อ
2. Treat เป็นสินค้าที่พิจารณาแล้ว ซื้อได้
3. Postponable เลื่อนไปก่อน
4. Expenable ตัดทิ้งไปเลย
ซึ่งท้ายที่สุดเราจะต้องมาพิจารณาว่า กลุ่มแต่ละกลุ่มของผู้บริโภคจะมองสินค้าแต่ละแบบอย่างไร และถ้าท่านจะขายของ ท่านจะขายของให้กลุ่มพวกนี้อย่างไร
Read More

12 August 2010

Poor Good Great กับการทำการตลาดที่แตกต่าง

การทำการตลาด 3 แบบ ที่จะประกอบไปด้วย Poor, Good และ Great แต่ก่อนอื่นเรามาดูความหมายและแนวความคิด ภายใต้กันทำการตลาดใน 3 แบบนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร
1. Poor : ใช้วิธีคิดแบบ Product driven คือเอา product เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่สนใจความต้องการของผู้บริโภค เช่น GM
2. Good : Market driven คือ ใช้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน โดยการออกไปสำรวจตลาดก่อนว่าผู้บริโภคต้องการอะไร เช่น DTAC ไปสำรวจผู้บริโภคในกลุ่มของ prepaid จึงทำให้เปลี่ยนจาก DPROMT เป็น HAPPY
3. Great : Market Driven และ brand เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด บริษัทจะเป็นผู้กำหนดว่าลูกค้าจะไปในแนวไหน เช่น starbucks, iphone

การทำการตลาด 3 แบบ 
1. Poor : ทำตลาดแบบเน้นตลาดมวลชน (Mass market) ผลิตสินค้า 1 ตัว ขายมันทุกตลาด
2. Good : ทำตลาดแบบเน้นตลาดเป็นส่วนๆ (Segment)
3. Great : ทำตลาดแบบเน้นตลาดเฉพาะ (Niche)

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองของผลิตภัณฑ์
1. Poor : Product Offer คือ ตอนทำของขายคิดในเชิงของสินค้า ว่าจะเอาสินค้าขายอะไร เช่น เอาของใส่ถุง pack ขายจบ
2. Good : Augmented Product offer คือ เป็นการเพิ่มเติมสินค้า มากกว่าที่เขาคาดหวัง ซึ่งสามารถอธิบายด้วยแนวความคิดของ Teodo Lewit ที่แบ่ง product ออกเป็น 5 ระดับ
> Basic Product คือ เป็นสินค้าที่เป็นแก่นของมันเลย เช่น ปั๊มน้ำมัน ไว้เติมน้ำมันจบ
> Augmented Product คือ ส่วนที่เพิ่มเข้า แล้วจะสร้างความแตกต่างได้ เช่น ปั๊ม jet ที่เพิ่มโดยการมีห้องน้ำที่สะอาดและminimart (ให้มากกว่าการเติมน้ำมัน)
> Expected Product คือ จากการที่เรามีส่วนเพิ่มขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่าง แต่ในขณะเดียวกันเจ้าอื่นก็ทำบ้างจนกลายเป็นความหวังของของลูกค้าว่าจะต้องได้ เช่น ปั๊มเจททำ ปั๊มอื่นก็ทำ จนสร้างความคาดหวังให้กับคนเติมน้ำมันไปหมด
3. Great : ต้องให้คำตอบสุดท้ายของลูกค้า คือการนำเสนอ Customer Solution Offer เพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าได้อย่างแท้จริงและถึงแม้จะตอบโจทย์ได้แล้ว ต้องตรวจสอบอยู่ตลอดด้วยว่าปัญหาของลูกค้าเปลี่ยนไปหรือไม่

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองของคุณภาพของผลิตภัณฑ์
1. Poor : จะด้อยกว่าค่าเฉลี่ย ผลิตสินค้าแบบกลางๆ คล้ายๆ Commodity Product
2. Good : นำเสนอดีกว่าค่าเฉลี่ย
3. Great : จะต้องเป็น product ที่สร้างตำนาน

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองของคุณภาพของผลิตภัณฑ์
1. Poor : ให้บริการแย่มาก ซึ่งทุกวันนี้ผู้บริโภคจะมีการใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการแพร่ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วว่าที่ไหนเป็นอย่างไร
2. Good : ให้บริการที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย
3. Great : จะต้องให้บริการแบบเป็นที่สร้างตำนาน

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองการนำเสนอสินค้า
1. Poor : จะนำเสนอสินค้าที่ทำหน้าที่นั้นๆ เพียงหลักๆ อย่างเดียว เช่น รองเท้าไว้ใส่
2. Good : จะเน้นที่กระบวนการ เช่น ร้านกาแฟ จะมีบรรยากาศมากขึ้น
3. Great : จะเน้นกับผลลัพธ์สุดท้ายคือสิ่งที่ผู้บริโภคพอใจชอบใจ เช่น รถ Harley คนไม่ได้ขี่เพราะเป็นพาหนะ แต่ขี่เพราะมันมีจิตวิญญาณคือ มี feeling มากขึ้น

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองทางการคู่แข่งขัน
1. Poor : จะมีปฏิกริยาตอบสนองการแข่งขันโดยทันที (Reaction to Competitor) เมื่อคู่แข่งทำอะไรขึ้นมาอย่างหนึง
2. Good : ทำ Bench Marking Competitor คือ การเทียบเคียบคู่แข่งว่าสิ่งที่เขาและเราทำให้ผลแตกต่างกันอย่างไร และถ้าเราทำอย่างเขาให้ผลอย่างไร และจะพยายามทำให้ดีกว่า
3. Great : ก้าวกระโดดเหนือคู่แข่งออกไป (Left flog Competitor) ซึ่งจะใช้กลยุททธ์ที่ Market Driven หรือก็คือ Blue Ocean เช่น DTAC ที่ฉีกหนีการแข่งขันกลับ AIS มาพลิกแบรนด์ DPROMT มาเป็น Happy

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองตัวแทนจำหน่าย (Dealer) หรือ Supplier
1. Poor : จะขูดเรียด เอาเปรียบ dealer
2. Good : จะเน้นการสนับสนุน dealer
3. Great : จะเน้นเป็นแบบหุ้นส่วนทางธุรกิจเลย (Partnership)

การทำการตลาด 3 แบบ ผ่านมุมมองต่อสิ่งที่ใช้ขับเคลื่อน
1. Poor : จะเน้นราคาเป็นตัวขับเคลื่อน (Price Driven) เช่น หมูกะทะ
2. Good : จะขับเคลื่อนโดยคุณภาพ (Quality Driven
3. Great : จะขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Value Driven) คือ สิ่งที่ลูกค้าให้ค่า หมายถึงสิ่งที่ลูกค้าจ่ายไปเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ลูกค้าได้
Read More

04 August 2010

ตีแผ่ "TRUMP Never Give Up" ตอนจบ

วันนี้ เราจะมาสรุปในส่วนสุดท้ายของ TRUMP Never Give Up เริ่มกันต่อเลยนะครับ
บทที่ 18 ถ้าคุณคิดว่า คุณทำได้ คุณก็จะทำได้ (If you think you can, you can)
บทที่ 19 อย่าให้ความกลัวมาหยุดคุณ
- ความสงสัย จะยังคงคอยเคลือบแคลงสิ่งที่คุณทำอยู่ตลอด ทำให้เกิดความลังเล
- เมื่อมีโอกาสที่ท้าทาย จนไขว่คว้าที่จะทำ กล้าเสี่ยงที่จะทำ เพราะถ้าเรากล้า เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
- อย่าให้คุณต้องอยู่ในช่วง ของความฉงน
- อย่าเครียดเกินไป
บทที่ 23 พยายามทำให้สังคม ชุมชน
บทที่ 26 อย่าพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ การพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ในทางธุรกิจมันจะฆ่าคุณนะ จงจำไว้ว่าความสำเร็จและสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นมาจาก ความพยายามของคุณ และเราจะต้องกำหนดชีวิตตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ อะไรก็ตามที่ได้ผลสำหรับคุณ นั่นแหล่ะคือ ทางเลือกที่ดีที่สุด ตราบเท่าที่มันไม่ทำลายตัวท่านหรือคนอื่น

แล้วทั้งหมดก็เป็นบทสรุปของ TRUMP Never Give Up แต่ยังไม่จบแค่นั้นนะครับ วันนี้ยังมีเคล็ดลับความสำเร็จของ Trump มาฝากเพิ่มดว้ยครับ

เคล็ดลับความสำเร็จของ Trump
1. อย่าแม้แต่คิดยอมแพ้เด็ดขาด : อย่าพาตัวเองไปอยู่ใน Comfort zone เพราะจะทำให้คนไปไม่ถึงไหน
2. ต้องมีแรงปรารถนาอย่างแรงกล้า จงรักในสิ่งที่คุณทำอยู่ เพราะถ้าคุณรัก คุณจะไม่ได้คิดว่ามันเป็นงาน
3. ต้องเน้น ถามตัวท่านเองว่า เราคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ จงขจัดสิ่งที่รบกวนออกไป ในยุคของการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multide tasking) ซึ่งเราถึงต้องคอยถามว่าตอนนี้เราคิดอะไรอยู่ ทำอะไรอยู่ อยู่กับปัจจุบัน
4. อย่าหยุดจนกว่าจะถึงเป้าหมาย เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เชื่อในกฎ Momentum ซึ่งเพราะถ้าหยุดแล้วเริ่มใหม่ ก็จะใช้ต้นทุนทั้งเวลา ทั้งเงินสูงมาก จงฟัง ประยุกต์ แล้วทำไปข้างหน้า อย่ามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง
5. จงมองตัวท่านเองในฐานะผู้ชนะ การคิดแบบนี้จะทำให้คุณโฟกัสในทิศทางที่ถูกต้อง
6. จงดื้อ ตื้อไม่หยุด จะสามารถสร้างสิ่งที่ดีได้
7. คุณต้องมีโชค ไม่มีใครตายเพราะทำงานหนักอย่างชาญฉลาด หรืออย่างมียุทธศาสตร์
8. จงเชื่อมั่นในตนเอง คิดว่าตนเองเป็นกองทัพ ที่มีเราคนเดียว
9. ถามตัวท่านเองว่า มีอะไรไหมที่เราแสร้งมองไม่เห็น
10. เวลาท่านเผชิญความท้าทาย ท่านจงมองหาคำตอบหรือทางออก อย่ามองไปหาปัญหา (ซึ่งตรงกับโธมัส อัลวา เอดิสัน ต้องมีหัวคิดเน้นไปที่คำตอบไม่ใช่ปัญหา มองหาทางออก อย่าไปคิดถึงแต่อุปสรรคมากนัก)

ตีแผ่ "TRUMP Never Give Up" ตอนที่ 1
Read More

24 July 2010

ศิลปะการตั้งคำถาม สไตล์โชค บูลกุล (The Art of the Question) ตอนที่ 2

จากตอนที่ 1 ที่เราได้ทราบแล้วว่า คุณโชคมีวิธีคิดอย่างไร ต่อวิธีการตั้งคำถาม วันนี้เราจะมาต่อตอนสองกัน เริ่มกันเลยนะครับ

โดยส่วนใหญ่แล้วในองค์กรจะมีคนกลุ่มประเภทที่สอง ที่คิดว่าตัวเองรู้มากกว่าคนที่มีความช่างคิด แต่แท้จริงแล้วในองค์กรจะต้องมีคนให้ครบทุกประเภทแต่ต้องขึ้นอยู่กับ CEO จะเลือกใช้อะไร เพราะถ้าไม่มีสายนักคิด นักวิชาการ ก็ยากในการพัฒนาทฤษฎีให้เป็นของเรา เพราะบางทีเราต้องนำเอาประสบการณ์ของเรา แปลงให้เป็นทฤษฎีให้ได้ แต่สำหรับคนเก่งนั้น คุณโชคจะไม่ต้องการมากนัก เนื่องจาก คนเก่งมักจะคิดว่าตัวเองถูกทุกอย่าง คุณโชคจะชอบคนที่ขยันมากกว่า แต่ก็ต้องมีความคิดความอ่านอยู่บ้าง เพื่อที่เราจะสามารถมาพัฒนาเติมเต็มให้ได้ ไม่ใช่มาแล้วมาแบบล้นมาเลย พอเราจะเติมอะไรเข้าไปก็ไม่รับ องค์กรที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่ว่ามีแค่คนเก่งเท่านั้น แต่ต้องมีคนที่มีวินัย มีความเพียร มีปัญญาในระดับหนึ่ง ที่พร้อมที่จะขวนขวายและเติมอะไรเข้าไปใหม่

การตั้งคำถาม สำคัญตรงที่ว่าวัตถุประสงค์คืออะไร การตั้งคำถามของผู้ที่เป็นพิธีกรนั้น จะต้องเป็นคนที่ตั้งใจฟัง มีสมาธิในการฟัง และรีบประเมินข้อมูล และรีบย้อนกลับไปตั้งคำถามที่สอง เพื่อให้มีพัฒนาการของเนื้อหา ประสบการณ์จะทำให้คนเราเลือกคำถามได้ถูกต้อง

ส่วนการแยกแยะคำถามของคุณโชคนั้น ว่าคำถามนี้ดีหรือไม่ดี จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ การจะถามได้นั้น บุคลิกของคนถามจะต้องมีความกล้าที่จะถาม ส่วนใหญ่การตั้งคำถามที่ดีนั้น จะเกิดจากความกระหายที่อยากจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยากวิเคราะห์ลงลึกลงไป
คนเป็นผู้นำจะช่วยให้ผู้ฟังตั้งคำถามที่ดีได้ โดยการสื่อสาร การทบทวนประสบการณ์ หรือทบทวนตัวเอง จะทำให้เราเกิดการตั้งคำถาม บางคำถามจะทำให้เกิดสิ่งที่เราต้องขวนขวายหาคำตอบ ซึ่งคนที่มีปัญญาวิธีการหาคำตอบจะก่อให้เกิดการพัฒนา แต่คนที่ไม่มีปัญญาหรือประสบการณ์น้อย จะเกิดคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัว ทำให้เกิดสติแตก ฟุ้งซ่านอยู่อย่างนั้น เพราะการตั้งคำถามมันต้องมีคำตอบ
งคำตอบเหมือนช่องระบาย มันจะระบายสิ่งที่เราอยากรู้ออกไป คนที่เป็นอัจฉริยะกับคนบ้าจึงใกล้กันนิดเดียว เพราะคนบ้าจะตั้งคำถามแต่จะหาทางออกไม่เจอ แต่สำหรับอัจฉริยะหรือคนมีปัญญานั้น นอกจากรู้จักตั้งคำถามแล้ว ก็ยังรู้จักหาคำตอบอีกด้วย

รู้งี้แล้ว คุณเลือกที่จะเป็นคนบ้าหรืออัจฉริยะ ดีละครับ.....

บทความที่เกี่ยวกับ คุณโชค บูลกุล :
ศิลปะการตั้งคำถาม สไตล์โชค บูลกุล (The Art of the Question) ตอนที่ 1
เรียนรู้เพื่อให้ได้ความคิดใหม่กับ โชค บูลกุล
การบริหารการเปลี่ยนแปลงสไตล์ โชค บูลกุล (Changing Management)
Read More

17 July 2010

ศิลปะการตั้งคำถาม สไตล์โชค บูลกุล (The Art of the Question) ตอนที่ 1

อย่างแรกเลยที่คุณโชคให้ความสำคัญ โดยเราต้องแยกคนออกเป็น 3 ประเภทก่อนคือ
ประเภทที 1 : คนมีความช่างคิด (Planning)
สำหรับคุณที่มีความช่างคิดนั้นดี แต่ถ้าไม่รู้แนวทางในการปฏิบัติ ไม่รู้ถึงโอกาส อุปสรรคและศักยภาพ ไม่รู้แนวทางแก้ปัญหาและขาดประสบการณ์ โอกาสของคนในกลุ่มนี้ที่จะประสบความสำเร็จเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากช่างคิด แต่ปฏิบัติไม่เป็น

ประเภทที่ 2 : คนที่ชอบคิดว่าตัวเองรู้หมด
คนประเภทนี้มักคิดว่าตัวเองงรู้ไปหมด คุณโชคเห็นว่าคนประเภทนี้ จะต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะคนกลุ่มนี้มักจะขาดการไตร่ตรองจากการที่คิดสว่าตัวเองรู้ไปหมดทุกเรื่อง ขาดความรอบคอบ ขาดการเตรียมตัว และที่สำคัญก็คือ มักจะชอบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คนกลุ่มนี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จเหมือนกันแต่น้อย

ประเภทที่ 3 : คนที่มีความรู้ (Ideal)
คนกลุ่มนี้จะชอบสังเกตุ จึงรู้จักตั้งคำถาม ซึ่งจะแตกต่างจากคนอีกสองกลุ่มข้างต้น เพราะคนที่ช่างคิดก็มักจะมีคำตอบของตัวเองอยู่
แล้ว ตามทฤษฎีที่ได้เรียนรู้มาก ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองรู้หมดจึงไม่ตั้งคำถามอะไรทั้งสิ้น คนที่มีความรู้ เริ่มต้นเลยจะช่างสังเกตุ ต่อมาก็จะตั้งคำถาม เสร็จแล้วก็จะเกิดการไตร่ตรอง หลังจากนั้นก็จะลงมือทำ พอลงมือทำเสร็จก็ขวนขวายเพิ่มเติม เพื่อให้มีการทบทวนความคิดอีกครั้ง เสร็จแล้วก็จะกลับมาลงมือทำใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

สุดท้ายแล้วต้องรู้จักประเมินผลงานเป็นว่าที่ทำมามันคือไร แล้วสิ่งที่สำคัญที่คุณโชคคิดว่าจะเป็นผู้นำได้ ก็คือ ต้องย้อนเวลากลับไปเพื่อเรียบเรียงประสบการณ์ให้เป็นเพื่อที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ได้ (เช้น Steve Job : Connect the dot) ซึ่งสำหรับคุณโชคแล้วตรงนี้ถือเป็นความรู้ คุณโชคจึงมักจะเฉยๆ กับคนมีความคิด มีไอเดียบรรเจิดพูดไปเรื่อย แต่คุณโชคจะชอบฟังคนที่มีความรู้มากกว่า เพราะเขาเล่าจากประสบการณ์ เพราะฉะนั้นสำหรับการตั้งคำถาม คุณโชคจะใช้กับกลุ่มคนที่มีความรู้

ติดตามอ่านตอนที่ 2 ได้ครับ เร็วๆ นี้

บทความอื่นๆ ของ คุณโชค บูลกุล
การหาตำแหน่งทางการตลาด (Positioning)
มองภาพยนต์ ผ่านมุมของกลยุทธ์ธุรกิจ SME
เรียนรู้เพื่อให้ได้ความคิดใหม่กับ โชค บูลกุล
Read More

07 July 2010

สิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ 15 อย่าง โดย อ.สมภพ เจริญกุล

การให้บริการแก่ลูกค้านั้น มีความจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าลูกค้าชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร แต่หลายคนมักจะละเลยเรื่องดังกล่าว เราถึงต้องทำความเข้าใจความชอบและไม่ชอบของลูกค้า เพราะว่า
1. การซื้อของลูกค้านั้น ประกอบด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้จากโฆษณา หรือการพูดแบบปากต่อปาก ความต้องการเร่งด่วน แต่สุดท้ายที่สำคัญทีสุด คือผู้ขาย เพราะฉะนั้น จุดขายถึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถึงแม้ลูกค้าตัดสินใจว่าจะมาซื้อ แต่ดันมาพบกับจุดขายที่บริการห่วย ก็จะไม่ซื้อได้
2. ลูกค้าตัดสินใจ ซื้อหรือไม่ซื้อนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลอย่างหนึ่งอย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่า อารมณมณ์จะอยู่เหนือเหตุผล บางครั้งบางสินค้าเราไม่อยากซื้อ แต่พอเห็นคนขายบริการดี เราก็เลยซื้อ
3. การที่ลูกค้าจะซื้อซ้ำนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับผู้ขาย เพราะเด๋วนี้อะไรๆ ก็ขายได้หมด ไม่จำเป็นที่ต้องไปซื้อของที่เดิมบ่อยๆ
4. เนื่องจากลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกันเพราะฉะนั้น การกระทำอย่างหนึ่งอาจจะเหมาะกับลูกค้าแค่คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้น คนขายจะต้องมีจิตวิทยาในการเข้าใจลูกค้าทุกคนได้เป็นอย่างดี

คราวนี้ เราจะพูดถึงสิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบนั้น ที่มีอยู่ 15 อย่าง คือ
1. การตื้อ การคะยั้นคะยอ เพราะลูกค้าจะรู้สึกว่า ไม่มีกาลเทศะ
2. การดูถูก เหยียดหยาม เช่นสินค้านี้ขายเฉพาะให้ลูกค้าเกรด A
3. การไม่สนใจใยดี
4. ความไม่รับผิดชอบ เช่น ลูกค้านำสินค้ามาคืน แต่คนขายก็ปฏิเสธ ไม่รับสินค้าด้วยเหตุใดๆ ทั้งสิ้น อย่าขายไปหลวกๆ
5. เน้นแต่จะขายลูกเดียว พอขายเสร็จก็จบ ไม่มีสัมพันธไมตรี
6. หน้าบูดหน้าบึง
7. แสดงอาการเบื่อหน่ายลูกค้า
8. ตีสนิทมากเกินไป
9. พูดในเรื่องของส่วนตัวของลูกค้า
10. ไม่มีสัมมาคาระวะ
11. นินทาลูกค้าคนอื่นให้เราฟัง
12. ไม่กระตือลือล้น
13. รีบเร่งลูกค้า
14. เลื่อนนัดลูกค้าบ่อยๆ
15. ไม่ละเอียดถี่ถ้วน

แล้วทำไมเราถึงมักจะละลืม ทำให้ลูกค้าโกรธ
1. เราเอาแต่ใจตัวเอง เราจะทำอย่างนี้
2. บรรยากาศทั่วไปไม่เอื้ออำนวย เช่น อากาศร้อนเกินไป หรือ เหนื่อยมามาก อารมณ์ค้าง

ลักษณะผู้ขายที่ดี
1. เป็นมิตร
2. ยิ้มแย้ม แจ่มใส
3. อดทน
4. วาจาเป็นเอก
5. มีมารยาทแบบไทยๆ

บทความที่เกี่ยวกับ อ.สมภพ เจริญกุล :
กับดักความสำเร็จ (Seduced by Success)
7 อุปนิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จ (Seven Habits for Success)
Read More

26 June 2010

ตีแผ่ "TRUMP Never Give Up" ตอนที่ 1

จากหนังสือ TRUMP Never Give Up เราจะมาตีแผ่ไปทีละบทที่สำคัญกันว่า Trump นั้นได้เล่าประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์การทำงานอะไรไว้บ้าง ซึ่งเราจะแบ่งออกเป็น 2 ตอน โดยในหนังสือ TRUMP Never Give Up จะมีอยู่ทั้งหมด 26 บท งั้นเราไปตีแผ่กันตั้งแต่บทแรก กันดีกว่าว่า Trump ได้เล่าอะไรบ้าง

บทที่ 1 ช่วงที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้าและข้าพเจ้าสู้และกลับมาได้อย่างไร
บทที่ 2 ความล้มเหลวไม่ได้ถาวร และศิลปะของการพลิกสถานการณ์กลับมา
บทที่ 3 เกมส์โชว์ Apprentice
บทที่ 4 จงเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่ไม่คาดฝันที่มันอาจจะเกิดขึ้น โดยคุณต้องรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราวเล็กน้อยๆ หรือเป็นเรื่องระยะยาว
บทที่ 5 ชอบการต่อสู่การแข่งขันที่ดี
บทที่ 6 คุณจำเหตุการณ์ 911 ถ้าคุณไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย คุณก็สามารถกลับมาได้
บทที่ 7 จงคาดหมายถึงปัญหา และคุณจะเตรียมพร้อมเมื่อมันมา
บทที่ 8 คำถามที่ถูกถามบ่อย (FAQ)
บทที่ 9 คำแนะนำ เมื่อท่านทำธุรกิจและอีกฝ่ายท้าทายท่าน อยากจะดวลกับท่าน ท่านจงเสนอการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เอาหุ้นปะ
บทที่ 10 จงฉีกตัวเองออกห่างจากพวกที่ชอบขี้บ่น คุณมักจะได้ยินคำพูดประโยคหนึ่ง โชคจะมาเมื่อคุณเตรียมตัวพร้อมสำหรับที่จะคว้ามันไว้ (Opportunity favors the prepared mind)ซึ่งตัวผมเห็นด้วย ซึ่งพวกขี้บ่นไม่เตือนตัวเองให้รับกับโชค ซึ่งคุณสามารถสร้างโชคของคุณได้
บทที่ 11 บางครั้งคุณต้องยอมเจ็บปวด
บทที่ 12 ความกล้าหาญไม่ใช่ขจัดความกลัวออกไป แต่ต้องเอาชนะความกลัวนั้นเลย
บทที่ 13 จงมีแรงปรารถนาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เชื่อว่าท่านจะสามารถเคลื่อนภูเขาได้)
บทที่ 14 ถ้าคุณเจอปัญหาใหญ่ๆ จงมองหาโอกาสใหญ่ๆ ที่ตามมาด้วย
บทที่ 15 ปลูกจิตสำนึกแห่งความค้นพบ ช่างสังเกตุ เรียนรู้ตลอด
บทที่ 16 รู้ว่าเมื่อไหร่ต้องตัดขาดทุน
บทที่ 17 ธุรกิจเป็นเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับโลก
- ธุรกิจ คือ การทำกำไร (ตะวันตก), คน (ตะวันออก) แต่ Trump บอกว่า ธุรกิจ คือการเรียนรู้เกี่ยวกับโลก ซึ่งมันได้เปิดทางให้เขาไปสู่โอกาสมหาศาลที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เราสามารถพัฒนาวิสัยทัศน์อย่างอัตโนมัติ ถ้าหากคุณสามารถเริ่มเห็นเพื่อนบ้าน เมืองของคุณหรือรัฐของคุณในฐานะที่เป็นตลาดเกิดใหม่ คุณจะประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าคุณเป็นคนบุคลิกสร้างสรรค์มากๆ ความคิดใหม่ๆ จะมาหาคุณ จากการที่คุณนำกรอบใหม่เขาไปจับสิ่งที่คุณเห็นบ่อยๆ หรือคุ้นเคย vision ใหม่ๆ จะมีคุณค่าประมาณไม่ได้ เมื่อท่านมาใช้กับธุรกิจ (เช่น กรณี อ.อุที่สอนเคมี)
- เมื่อคุณได้ไอเดียยิ่งใหญ่ กระทันหัน ถามตัวท่านว่าท่านแสร้งที่จะมองไม่เห็นหรือเปล่า ซึ่งอันนี้เป็นจุดบอดของคนที่มีวิสัยทัศน์แต่ไปไม่ถึง เมื่อท่านได้วิสัยทัศน์แบบนี้ อย่าโยนทิ้ง แต่จงพิจารณาอย่างรอบคอบ
- การรู้โลกนั้น หมายถึงว่า ท่านจะต้องเห็นภาพรวม (Big Picture) คนต้องดูว่าสิ่งที่คุณคิดเป็นภาพย่อยๆ เท่านั้น ท่านจะต้องนำภาพย่อยๆ มารวมหรือต่อยอดกันเป็นภาพใหญ่ๆ
- สิ่งที่เราไม่รู้ จะมีความสำคัญเทียบเท่ากับสิ่งที่เรารู้ เนื่องจากสิ่งที่เรารู้อาจรู้นิดเดียว หรือคนอื่นก็รู้
- ถ้าความคิดนั้น ไม่ทำให้คุณอยากรู้อยากเห็นแบบไม่สิ้นสุดหรือรับรู้แล้วไม่ได้นำไปคิดต่อ ก็ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่รู้ และถ้าคู่แข่งคุณรับรู้แต่มีการนำไปคิดต่อ ในขณะที่คุณอยู่เฉยๆ คุณก็จะกลายเป็นคนเสียเปรียบในทันที
- ผมมีทัศนคติแบบคิดใหญ่ การคิดใหญ่ (คือการรู้โลก) จะทำให้เกิดเป้าหมายโดยทันทีทันใดและนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด
- คุณจะต้องหาสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลย (First thing first)
- Think Global Act Local การจะทำแบบนี้ได้ แต่ละวันจะต้องให้เวลากับเรื่องพวกนี้มาก

ครั้งนี้ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ โปรดติดตามต่อในตอนที่สองนะครับ
Read More

12 June 2010

กลยุทธ์เหนือเมฆ "การทำสิ่งธรรมดา ให้ไม่ธรรมดา" โดยโชค บูลกุล

อย่างแรกเลยที่คุณโชคมองนั้น เห็นว่านักธุรกิจไทยเวลาจะคิดทำธุรกิจอะไร จะคิดง่ายเกินไป ให้น้ำหนักกับในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกมากเกินไป เช่น packaging หรือ Promotion หรือการให้ความสำคัญกับความแตกต่างเพียงผิวเผิน ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญของความแตกต่างของสินค้าประเภทนั้น ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ Ummike ความแตกต่างอาจจะไม่ได้อยู่ในเรื่องของชื่อหรือ packaging แต่แท้จริงแล้วตอนที่เราคิด เราจะเน้นเลยว่าสิ่งที่จะทำให้สินค้าชิ้นนี้แตกต่างได้ เราต้องเริ่มต้นจากวัตถุดิบ ต้องเริ่มต้นจากกระบวนการผลิต ที่ต้องดีเกินมาตรฐานทั่วไป ทำให้ผู้บริโภคปัจจุบันรับรู้ถึงความแตกต่างของ Ummik ที่ไม่ใช่ชื่อหรือ packaging แต่สิ่งที่แตกต่างมันก็คือ รสชาติ ความเข้มข้นของไอศครีม คุณภาพของไอศครีม ซึ่งเป็นสาระสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสินค้า

ซึ่งปัจจุบันนี้ คุณโชครู้สึกว่า SME ของเรา ตรงนี้ยังทำไม่ได้ดีเต็มที่และยังไม่มีการแพร่หลายมากนัก เราต้องเน้นของเนื้อหา (content) ของธุรกิจ อย่างเช่นสินค้าของญี่ปุ่นที่มีการเน้นในเนื้อหาของสินค้าก่อนแล้วจึงค่อยไปเน้นในเรื่องของ Marketing (Packaging, Promotion)มันถึงจะยิ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากขึ้นได้ แต่ SME ของเรานั้นจะเอาในเรื่องของ Packaging เป็นตัวตั้ง เรามักจะมีการพูดถึง Creative Design แต่ว่าเนื้อหาจริงๆ ของสินค้านั้นมีน้อยมาก
คุณโชคจึงไม่เห็นด้วยในการพัฒนาสินค้า โดยใช้ packaging เป็นตัวนำ เพราะสินค้าที่ไม่มีความแตกต่างในเชิงเนื้อหาจริงๆ พอถึงจุดๆ หนึ่งคนก็จะรู้สึกไม่จำเป็นต้องมี พอไม่จำเป็นต้องมี ธุรกิจก็ไม่หยั่งยืน เราจึงต้อง back to basic ของตัวสินค้าก่อน เช่น กาแฟ ควรจะกลับไปเน้นในเรื่องเมล็ดกาแฟ สร้างจุดแตกต่างในการปรุงแต่งในการผลิตการทำ แล้วค่อยมาเน้นในเรื่องของ ถ้วยแก้ว ภาชนะ บรรยากาศของร้าน สถานที่ ไม่ใช่คิดแต่ว่าเปิดร้านกาแฟ แค่ตกแต่งร้านให้สวย แล้วจะอยู่ได้ แท้จริง
แล้วมันอยู่ไม่ได้

เราจึงจะต้องกลับไปนั่งคิด ตอบคำถามให้ได้ว่า ธุรกิจของคุณ Value จริงมันคืออะไร และพัฒนาสร้างขีดความสามารถ สร้างความแตกต่างจาก value นั้น ไม่ใช่จาก packaging มาก่อน ต่อดเวย marketing เป็นที่สองแล้วค่อยตามด้วยเรื่องของ Value ลำดับสุดท้าย แต่แท้จริงแล้วนั้น value จะต้องมาก่อนแล้วจึงค่อยตามด้วย กลยุทธ์ทางการตลาด

วันนี้สังคมเราจะเน้นในเรื่องของภาพลักษณ์ เวลาเราอยากจะทำอะไรจึงมักจะเน้นในเรื่องร่วมสมัย ไฮเทค พวกนี้ความจริงมันเป็นต้นทุนทางการเงินทั้งนั้น ยิ่งคุณมีต้นทุนสูงเพราะอยากมี Social Status สูง Value ของสินค้าของคุณก็มีน้อย อันนี้อยู่ยาก เพราะฉะนั้นของทุกอย่างมันจึงต้อง Back to basic ก่อน ถ้าพื้นฐานของๆ คณดี มันก็จะช่วยทำให้คุณต่อยอดได้อย่างหยั่งยืน

คุณโชคเน้นย้้ำว่า SME ถ้าอยากจะเริ่มต้นจริงๆ ให้คิดถึง Core Value และต้องเป็น Core Value ที่แตกต่าง ไม่ใช่ใครก็หลอกเลียนได้ ธุรกิจเราก็จะจบลงเร็ว เราจะต้องระบุลงไปให้ชัดเจนเลยว่า ลูกค้าเรากลุ่มไหน เราจึงค่อยมาวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจต่างๆ ให้สอดคล้องเชื่อมโยงกัน

แล้วถ้าเราเป็นคนธรรมดา ที่จะทำสิ่งธรรมดา โดยไม่ธรรมดานั้น คุณโชคให้ความเห็นว่า อย่างแรก ต้องเป็นคนที่รู้จักสังเกตุ และตั้งคำถาม ทุกอย่างที่ผ่านมามันคือประสบการณ์ ถ้าเราสามารถหาคำตอบ มันจะกลายเป็นกรอบความคิด ที่ทำให้เราเข้าใจในการทำธุรกิจมากขึ้น

บทความที่เกี่ยวกับ โชค บูลกุล :
กลยุทธ์การแบ่งคนในองค์กร โดยโชค บูลกุล (Human Resources Strategy)
Think BIG ไปกับโชค บูลกุล
How to build Umm!..Milk brand โดยโชค บูลกุล
Read More
Designed ByBlogger Templates