25 January 2012

Green Marketing Strategy กลยุทธ์การตลาดสีเขียว


จากบทความก่อนหน้า ที่ได้มีการอธิบายในเรื่องผลิตภัณฑ์สีเขียว "Green Product" ในเบื้องต้นให้เพื่อนๆ ได้พอรู้และพอเข้าใจกันบ้าง คราวนี้เราจะมาดูกันต่อว่าธุรกิจต่างๆ ในไทยที่กำลังให้ความสนใจในเรื่อง Go Green กันมากขึ้น เขามีวิธีการหรือกลยุท์การตลาดสีเขียว กันอย่างไร ไปดูกัน

Green Marketing Strategy กลยุทธ์การตลาดสีเขียว


เป็นที่ยอมรับว่าเวลานี้กระแสเรื่อง สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน หรือรวม ๆ ที่เรียกว่า "กรีน" (green) ได้เข้าไปมีบทบาทในแทบทุกวงการ และจากกระแสที่แรงขึ้นมาอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งก็พยายาม พลิกกระแสกรีนมาเป็นจุดขายอย่างหนึ่งขององค์กรและสินค้า เริ่มจาก "เครื่องใช้ไฟฟ้า" ที่แทบทุกค่ายต่างชูคอนเซ็ปต์ "เครื่องใช้ไฟฟ้าสีเขียว" เพิ่มยอดขายจากมูลค่าสินค้าและสร้างความต่างจากคู่แข่ง ที่เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น

"โตชิบา" เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำร่องในเมืองไทยอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยนโยบาย 5 กรีนให้กระบวนการทำงานและสินค้าที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ องค์กร สินค้า เซอร์วิส การซื้อ-ขาย และสังคม ล่าสุดได้เพิ่ม "green dealer" สำหรับร้านค้าโดยเฉพาะการประหยัดพลังงานภายในร้าน เช่น เดียวกับ "พานาโซนิค" ที่วางยุทธศาสตร์ ecoideas เป็นหัวใจหลักขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด

1. การประหยัดพลังงาน
2. วัตถุดิบในการผลิตต้องไม่มี สารพิษต้องห้าม และ
3. ทุกโรงงานในกลุ่ม พานาโซนิคไทยแลนด์ จะต้องได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ด้าน "ฟิลิปส์" ชูกรีนมาร์เก็ตติ้งเป็นนโยบายหลักบุกตลาดต่อจากนี้ ด้วยการลอนช์สินค้าเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศ เพื่อเร่งให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า สีเขียว โดยสินค้าจะสร้าง จุดขายด้วย คุ้มค่า, ประหยัดไฟ, ขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ลงตัว, ปลอดสารพิษ, น้ำหนักเบา, ทำจากวัสดุรีไซเคิล และทนทาน นำร่องที่ 50 สินค้าซึ่งจะติดสัญลักษณ์ Philips Green Logo

ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์นี้มาอย่างต่อ เนื่อง เริ่มจากเทสโก้ โลตัสที่เปิดสาขาคอนเซ็ปต์ กรีนสโตร์แห่งแรกที่ พระรามที่ 1 เมื่อ ปี 2547 และเปิดสาขาที่ 2 ที่ศาลายา ซึ่งเป็นกรีนสโตร์รูปแบบใหม่ นอกจากนี้มีการรณรงค์ให้ลูกค้านำถุงมาจากบ้านเพื่อใส่สินค้าผ่านโครงการ "กรีนแบ็ก กรีนพอยท์" พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือกรีนโปรดักต์ออกมาจำหน่าย ด้วย 118 รายการ อาทิ หลอดไฟ ถุงขยะ น้ำยาลบคำผิด แฟ้ม ฯลฯ เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าเหล่านี้ก็จะได้รับคะแนนสะสมกรีนพอยท์ตามกำหนด

ส่วน เจ้าตลาดร้านสะดวกซื้อ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นก็มีแผนจะเปิดร้านต้นแบบประหยัดพลังงาน ที่สถาบันปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด

"สุวิทย์ กิ่งแก้ว" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ร้านต้นแบบดังกล่าวทำขึ้นมาเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของแต่ละสาขา และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของบริษัทและคนทั่วไป โดยมีต้นแบบจากญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวคิดเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนและการลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งได้เริ่มนำร่องโครงการรณรงค์รักษาสภาพแวดล้อมด้วยการกำหนดให้ร้าน เซเว่นฯในภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพีพี และเกาะเต่า ทุกสาขาใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากวัสดุย่อยสลายได้ด้วยแสงอาทิตย์ และมีแผนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่ง ของค้าปลีกเท่านั้น นอกจากนี้ การออกแบบศูนย์การค้าในรูปแบบอีโคคอนเซ็ปต์ ไม่เพียงเพื่อสอดรับกับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ของกลุ่มลูกค้าที่เป็นกระแสทั่วโลก แต่ยังหมายถึงการช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานภายในศูนย์ด้วย การเปิดตัวศูนย์การค้า "ธัญญะ ช็อปปิ้งพาร์ค" ปลายปี 2554 จะเป็นตัวอย่างของการออกแบบศูนย์สีเขียวที่เห็นภาพชัดด้วยจุดขายการเป็น ECO Shopping Mall ด้วยการแบ่งพื้นที่รีเทลเพียง 2 หมื่น ตร.ม. จากพื้นที่โครงการ 7 หมื่น ตร.ม. เพื่อเป็นศูนย์การค้าในบรรยากาศสวนพร้อมดีไซน์ทันสมัย ทั้งสถาปัตยกรรมแบบ botanical hybrid วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างรวมถึงระบบต่าง ๆ ภายในโครงการที่ช่วยการประหยัดพลังงาน ด้วยความเชื่อมั่นว่า คอนเซ็ปต์ "สีเขียว" จะสามารถดึงดูดลูกค้าในเมืองที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวาย และสามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติได้มากที่สุด นี่ยังไม่นับรวมถึงโครงการปลูกป่าลดโลกร้อน การรณรงค์ลดถุงพลาสติก ฯลฯ ที่ทุกค่ายทำมาจนแถบนับครั้งไม่ถ้วน


มุมมองของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโฆษณา "วฤตดา วรอาคม" ผู้จัดการแผนกคอนซูเมอร์ อินไซด์ แมคแคน เวิลด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ชี้ว่าปี 2554 กระแสผู้บริโภคกลุ่มกรีนจะเริ่มอิ่มตัว เพราะจะเริ่มหันมาสนใจกับเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืน จากเดิมที่มักใส่ใจเรื่องของต้นไม้และสิ่งแวดล้อมก็จะเคลื่อนตัวมาสนใจ เรื่องของสังคม ชุมชน การศึกษา ศิลปะวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ลำบากกว่า

ดังนั้น ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเลือกให้ การตอบรับที่ดีกับแบรนด์ที่มีนโยบายเรื่องของการพัฒนาแบบยั่งยืนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้ "นิมิตร หมดราคี" ซีอีโอ 124 คอมมิวนิเคชั่นส์ คอนซัลติ้ง ได้ปรับตัวโดยหันมาโฟกัสงานด้านที่ปรึกษาและวางแผนกลยุทธ์งานประชาสัมพันธ์ และการสื่อสารในตลาดสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์ green ocean โดย มองว่าการสื่อสารในเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้ง องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่-เล็ก และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและ สิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องใช้เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจกับมวลชนทั้งที่มีปัญหาและไม่มี ปัญหาให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ นี่คือเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นและเริ่มมีอิมแพ็กต์ในสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ
Read More

01 January 2012

สวัสดีปีใหม่ 2555 : Happy New Year 2012



สวัสดีปีใหม่ 2555 

365 วันที่เราเพิ่งผ่านพ้นไป หรือคิดให้มันดูแยะหน่อย ก็ 8,760 ชม. หรือ 525,600 นาที หรือ 31.54 ล้านกว่าวินาที มีใครรู้สึกว่าได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วหรือไม่ ส่วนตัวผมก็ได้ทำแล้ว แต่รู้สึกยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ทำให้อาจจะต้องมานั่งคิดนั่งทบทวนกันอีกที เพื่อที่จะได้วางแผนว่าในอีก 365 วันข้างหน้า (ปีนี้มี 366 วันนะครับ มีเวลาเพิ่มมาอีกตั้ง 1 วันแนะ แฮะๆ) เราจะต้องทำอะไรอย่างไร และก็คงมีหลายคนที่กำลังนั่งคิด นั่งทบทวน และนั่งวางแผน (จะนอนคิด เข้าห้องน้ำคิด ก็ได้ไม่ว่ากัน) เหมือนกับผมเช่นเดียวกัน ในความเห็นของผมนะ การตั้งเป้าหมายก็เหมือนกับการตั้งโจทย์ให้กับชีวิต เพราะฉะนั้นโจทย์ถือเป็นเรื่องสำคัญ มันจะกำหนดทัศนคติการดำเนินชีวิตของเรา เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบนั้น ถ้าตั้งโจทย์ผิดไป ถึงแม้เราจะตอบโจทย์นั้นได้ แต่เราอาจจะไม่สุข สมหวังจริงอย่างที่เราวาดภาพไว้ หรือไม่เราก็อาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ใช่ (เพราะเราอาจถามไม่ตรงคำตอบ) เป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ผมจะมาแบ่งปันกัน เพื่อใครที่กำลังคิดและทบทวนโจทย์ในชีวิตของตัวเอง ว่าสิ่งที่เราต้องการในชีวิต หรือที่เรียกว่าเป้าหมายนั้นแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ว่าแล้วเราก็ไปหาคำตอบกัน




ชาวประมงเม็กซิกัน 


ในหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบแห่งหนึ่งในเม็กซิโก ชายชาวอเมริกาคนหนึ่งซึ่งมาพักผ่อนอยู่ที่หมู่บ้านนี้ กำลังเฝ้าดูชาวประมงคนหนึ่งขนปลาที่เขาจับได้ในเช้าวันนั้นลงจากเรือ ชายชาวอเมริกันคนนี้เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเขายังสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยธุรกิจชื่อดัง ดังนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะให้คำแนะนำแก่ชายชาวประมงเม็กซิกันโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ


 “นิ่นาย!” ชาวอเมริกันเริ่มบทสนทนา “ทำไมนายถึงเลิกจับปลาแต่เช้าอย่างนี้?”


 “เพราะผมจับปลาได้เพียงพอแล้วซิครับ” ชาวประมงตอบอย่างอารมณ์ดี พอเพียงที่จะเป็นอาหารของครอบครัวแล้ว ยังเหลืออีกเล็กน้อยเอาไว้ขายด้วย เดี๋ยวผมก็จะไปกินข้าวกลางวันกับเมีย แล้วเงียบสักหน่อยตอนบ่าย ตื่นมาเล่นกับลูกๆ หลังกลับมาจากโรงเรียน พอหลังอาหารเย็นผมก็จะไปร้านเหล้าดื่มสักหน่อย เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ มันพอเพียงสำหรับผมแล้วครับ” 



“นี่แนะ สหาย ฟังนะ” ที่ปรึกษาทางธุรกิจพูด “ถ้านายอยู่ในทะเลจนถึงบ่ายแก่ๆละก็ นายจะจับปลาได้มากขึ้นซักสองเท่าอย่างสบายๆ นายขายปลาที่เหลือจากที่กินในครอบครัว รวบรวมเงินสักหกเดือนหรืออาจจะเก้าเดือน นายก็จะสามารถซื้อเรือที่ใหญ่กว่าและดีกว่าลำนี้ แล้วก็จ้างลูกเรือด้วย ที่นี้นายจะสามารถจับปลาได้มากขึ้นถึงสี่เท่า คิดซิว่านายจะทำเงินได้มากขนนาดไหน! ภายในปีหรือสองปี นายจะมีเงินลงทุนซื้อเรือหาปลาลำที่สอง แล้วจ้างลูกเรืออีกทีม ถ้านายทำตามแผนธุรกิจนี้นะ ภายในหกถึงเจ็ดปีนายจะได้เป็นเจ้าของกองเรือประมงขนาดใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง ลองวาดภาพดูซิ จากนั้นนายควรย้ายสำนักใหญ่เข้าไปในเมืองหลวง แค่สามหรือสี่ปีนายสามารถเอาบริษัทของนายเข้าตลาดหุ้น ตั้งตัวนายเองเป็น ซี.อี.โอ รับเงินเดือนและผลตอบแทนก้อนงาม หรือจะเลือกเป็นหุ้นจำนวนมากแทนก็ได้ แล้วอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ ฟังให้ดีนะ! นายก็เริ่มแผนการซื้อหุ้นบริษัทคืน ซึ่งจะทำให้นายกลายเป็นมหาเศรษฐี! รับประกันเลยละ! ผมเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ ผมรู้เรื่องนี้ดี” 


ชายชาวประมงตั้งใจฟังทุกอย่างที่ชาวอเมริกันพูด เมื่อที่ปรึกษาทางธุรกิจพูดจบ เขาจึงถามขึ้นว่า “ท่านครับ แล้วผมจะเอาเงินหลายล้านดอลลาร์ไปทำอะไรเล่าครับ?” 


เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจยิ่งที่ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก ไม่เคยได้คิดแผนธุรกิจไปไกลขนาดนั้น ดังนั้น เขาจึงคิดสะระตะอย่างรวดเร็วว่า คนๆ หนึงจะทำอะไรกับเงินหลายล้านดอลลาร์ 


“สหาย! เมื่อมีเงินมากมายขนาดนั้น นายก็เลิกทำงานนะสิ ใช่แล้ว! เลิกทำงานตลอดชีวิตเลย นายซื้อบ้านพักตากอากาศสักหลัง ในหมู่บ้านที่งามราวกับภาพวาดเช่นหมู่บ้านแห่งนี้แหละ แล้วซื้อเรือลำเล็กๆ สักลำเผื่อออกไปตกปลาในตอนเช้า กับมากินอาหารกับเมียได้ทุกวัน งีบอีกสักหน่อยโดยไม่มีอะไรต้องกังวล ตอนบ่ายก็ใช้เวลากับลูกๆ ของนาย หลังอาหารเย็นก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ที่ร้านเหล้า ใช่แล้วด้วยเงินมากมายขนาดนั้น เพื่อนเอ๋ย นายก็เลิกทำงานแล้วก็ใช้ชีวิตให้สบายไปเลย”


ชายชาวประมงทำหน้างงเล็กน้อย พร้อมกับตอบไปว่า “แต่ เอ่ะ ท่านที่ปรึกษาครับ ผมก็กำลังทำทุกอย่างที่ว่านั้นอยู่แล้วนี่ครับ” 


-------------------------------------------------------------------------


ครับ การที่เรารู้จักการตั้งเป้าหมายในชีวิต เช่น ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ซื้อรถ บลาๆ นั้น มันเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ต้องอย่าลืมว่า ถ้าบรรทัดสุดท้ายของเราคือ การคาดหวังว่าเราจะมีความสุขเมื่อเราได้สิ่งนั้นๆ มา มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด เพราะเมื่อเราได้มาเราอาจจะไม่ได้เสพสุขกับสิ่งที่ได้ แต่กลับมองหาสิ่งใหม่เพื่อให้ได้มาแล้วคิดว่าตัวเองจะมีความสุขเมื่อได้สิ่งนั้นมาอีก  มันจึงต้องถามกลับไปว่าถ้าเราอยากมีความสุข ทำไมเราถึงเลื่อนมันออกไปเรื่อยๆ อย่างนั้น แท้จริงแล้วความสุขของเราอาจจะอยู่ใกล้แค่นี้ อย่างที่ ชายชาวประมง ทำอยู่ก็เป็นได้ 


สิ่งที่ต้องการเน้นนั้นคือ เป้าหมายในเรื่องความอยาก มันไม่ได้ผิด เพราะผมเองก็ยังตั้งไว้ในใจเลย แต่ยังไงถึงเรียกว่า “พอ” มันต้องอยู่ที่แต่ละคนมากกว่า มีคำกล่าวหนึ่งที่น่าจะให้ข้อคิดในเรื่องความสุขจากความอยากได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นของนักลงทุนขั้นเทพของโลก คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์  (ทุกคนคงจะคุ้นหูบ้างถึงแม้ไม่ได้ศึกษาเรื่องการลงทุน เพราะเขาเป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก)


 “คุณไม่มีทางรวย ถ้าคุณไม่โลภซะบ้าง แต่คุณจะไม่มีวันมีความสุขถ้าคุณมีมันมากเกินไป ความโลภมากจะนำพาคุณไปสู่ความอิจฉา และความอิจฉาจะเปรียบเสมือนถนนลาดยางอย่างดี ที่จะนำพาคุณไปสู่ความไม่รู้จัก พอ” 



สุขสันต์วันปีใหม่ 2555 ครับ...
Read More
Designed ByBlogger Templates